G.O.N.E FOR GOODsavedbywolf
ฮัมมิ่งเบิร์ด ตัวที่สอง
  • G.O.N.E

     

    FOR GOOD

     



    ถ้าจะไป ก็ขอให้ไปแล้ว ไปลับ อย่าได้กลับมา







    ตอนที่ 02•

    ฮัมมิ่งเบิร์ด ... ตัวที่สอง



    โด คยองซู ยืนนิ่งอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ตรงข้ามกับบ้านหลังน้อยของฮัมมิ่งเบิร์ดของเจ้านาย ชั่วขณะหนึ่งชายหนุ่มทำท่าจะล้วงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ แต่ก็กลัวว่าไคจะรู้ตัวเสียก่อน ท่ามกลางความมืดมิด เนื่องด้วยสายตาราวกับนกเหยี่ยวมาเอง เพียงแค่จุดแดงจุดเล็กๆของปลายบุหรี่กับระยะทางไม่กี่สิบเมตรก็คงไม่สามารถรอดพ้นสายตาของจงอินไปได้

    “ไอ้นี่มันบ้าดีเดือดของแท้ กล้าขอยังไม่พอ ยังใจเด็ด กล้าฟัดเซฮุนกลางระเบียงบ้านเย้ยนายอีกเว้ยเฮ้ย”

    คยองซูพึมพำก่อนจะผิวปากหวือด้วยความชอบใจในขณะที่สายตายังคงจ้องสองร่างที่กำลัง ‘โชว์สด’ อย่างไม่อายฟ้าอายดิน ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาเปิดกล้อง ซูมเข้าไปใกล้จนภาพเกือบจะแตกแล้วกดถ่ายรูปรัวๆอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก

    ไอ้จงอิน ... มันตายอดตายอยากมาจากไหนกันวะ ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาถึงก็ฟัดเอาฟัดเอา ทำฮัมมิ่งเบิร์ดร้องไห้โฮ ตั้งแต่ห้านาทีแรก ... ก็คงไม่ธรรมดาล่ะมั้ง

    ชายหนุ่มคิดอยู่กับตัวเองก่อนจะลดโทรศัพท์ลงแล้วส่งรูปทั้งหมดให้กับชานยอลตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา คยองซูทำงานกับ ... ไม่สิ ในกรณีของเขาคงต้องใช้คำว่า เป็นลูกน้องชานยอลมาหลายปีถึงจะถูกต้อง ด้วยความที่อยู่ที่นี่มานาน เห็นจงอินมาก็เป็นสิบๆปี จึงรู้ว่าชายหนุ่มอีกคนก็เป็นคนเงียบๆไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา คยองซูเจอผู้คนมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งคนฉลาด คนโง่ คนบื้อ หรือคนอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า คนฉลาดที่แกล้งโง่ ... แกล้งโง่ยังไม่พอ แถมยังเก็บทุกอย่างไว้กับตัวได้อย่างแนบเนียนมากๆอีกด้วย เก็บมิดชิด จนคนอย่างเขาที่สามารถอ่านสีหน้าหรือจับความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว ยังล้วงอะไรจากจงอินไม่ได้เลยสักอย่าง

    น่าเสียดายเหรียญทองเกียรตินิยมจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจเสียจริง

    ขนาดปาร์ค ชานยอลที่ว่าแน่ ... ยังจับไม่ได้ว่าเขาปลอมตัวเข้ามาล้วงความลับภายในองค์กรของตัวเองตั้งหลายปีแล้ว แล้วทำไมคยองซูถึงเข้าไม่ถึงตัวลูกชายคนเล็กของอดีตผู้นำตระกูลปาร์คเสียที เพราะคิม จงอินคนเดียวนี่แหละที่ทำให้เขา ว่าที่นักสืบอนาคตไกล ต้องติดอยู่ที่นี่ ไปไหนไม่ได้ สัญชาติญาณของตำรวจมันติดใจเหลือเกินกับผู้ชายคนนี้ เพราะไอ้ความลึกลับแปลกๆนี่แหละที่ทำให้คยองซูยิ่งอยากรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของสีหน้าอันนิ่งสนิทนั่นกันแน่

    จนถึงตอนนี้ เขามีข้อมูลของชานยอลมากพอที่จะสั่นคลอนตระกูลปาร์คได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากจะล้มตระกูลเจ้าพ่อให้ราบคาบจริงๆ กรมตำรวจจำเป็นต้องจับให้ได้ ไล่ให้ทันมันเสียทุกคน มันถึงจะถอนรากถอนโคนได้อย่างแท้จริง

    ล้มมันให้หมดแบบกลับมาเกิดใหม่ไม่ได้อีกไม่ได้อีกต่อไป คือภารกิจของเขากับพรรคพวกในตอนนี้
    แต่ในเมื่อยังล้วงอะไรจากจงอินไม่ได้

    เขาก็จะอยู่ที่นี่ไปจนตาย จนกว่าจะได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้นั่นแหละ

    คยองซูถอนหายใจ ก่อนจะก้มมองจอโทรศัพท์อย่างรู้ดีว่าในไม่กี่วินาทีข้างหน้า ‘เจ้านาย’ จะต้องโทรกลับมาหลังจากได้เปิดดูรูปเป็นที่เรียบร้อยแล้วอย่างแน่นอน และในตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายหนุ่มก็กดรับก่อนจะยกมันขึ้นมาแนบหูในทันที

    “ครับนาย” คยองซูเอ่ย

    แล้วใบหน้าของชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ เมื่อปลายสายถามกลับมาว่า ทั้งคู่มีอะไรกันจริงรึไม่ .... ให้ตายสิ ไอ้ชาติชั่วเอ๊ย แกจะเอาหลักฐานอะไรอีกวะ แค่ให้มายืนดูคนมีอะไรกันก็น่าสมเพชมากพอแล้ว จะให้เข้าไปขอร่วมแจมเลยด้วยไหมถึงจะเชื่อ

    “โดนจริงสินาย ...” ชายหนุ่มกระแอมอย่างอึดอัดเมื่อเพ่งมองภาพตรงหน้าและยังคงเห็นเหมือนเดิมว่าเซฮุนยังคงสะอื้นฮั่กๆคล้ายกับคนเสียขวัญ “เด็กมันยังร้องไม่หยุดเลย”

    ปลายสายตอบอะไรกลับมาอีกชุดใหญ่ ชายหนุ่มก็ยืนฟังนิ่งๆอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนที่จะได้วางสาย คยองซูก็ตัดสินใจพูดต่ออย่างอดไม่ได้

    “เชื่อผมเถอะนาย ตอนนี้จงอินมันอุ้มฮัมมิ่งเบิร์ดเข้าไปต่อในบ้านแล้ว”






    “... ฉันก็ไม่ถือหรอกนะจงอิน”

    ทันทีที่เสียงของเซฮุนหยุดลง ...

    ทุกอย่างระหว่างเราก็นิ่งไปในทันทีเช่นกัน จงอินหยุดเคลื่อนไหวและฝ่ามือขาวสะอาดก็หยุดยุ่มย่ามไปตามเสื้อผ้าสีดำสนิทของชายหนุ่ม ดวงตาสีเทาแปลกๆจ้องมองใบหน้าอ่อนใสดูไร้เดียงสาเสียเหลือเกินในยามที่ดวงตาและแก้มยังคงแดงก่ำอยู่แบบนั้น

    หึ ...

    ร้ายเดียงสาล่ะสิไม่ว่า ... ชายหนุ่มคิดอยู่ในใจ

    จงอินไม่ตอบอะไรได้แต่จับร่างสูงโปร่งเอาไว้มั่นก่อนจะเป็นฝ่ายถามขึ้นมาแทน “ห้องนอนอยู่ตรงไหน”

    เซฮุนเชิดหน้า เถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “ก็ไอ้ห้องที่นายบุกเข้ามาเมื่อกี้ไง”

    “ไม่ใช่ห้องที่นายนอนกับฮยองนิม”

    ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ ต่อมา ก็ไม่ได้ให้เวลาเซฮุนได้เขินอายแต่อย่างใด เมื่อมืออุ่นร้อนทั้งสองข้างลูบต่ำไปช้อนแก้มก้นเปลือยเปล่าแล้วยกร่างของเด็กหนุ่มขึ้นจนอีกฝ่ายร้องเสียงหลงรีบตวัดทั้งขาและแขนกอดรัดจนแน่นเกือบไม่ทัน แล้วจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

    โชคดีที่ชายเสื้อคลุมของเด็กหนุ่มหล่นตามแรงดึงดูดของโลกลงมาปิดช่วงล่างของเซฮุนจนมิด มองไกลๆจึงไม่เห็นว่าแท้จริงแล้ว ทั้งคู่ไม่ได้สอดใส่ เห็นเพียงแค่ท่อนขาเปลือยเปล่ากำลังตวัดรัดรอบเอวของจงอินอยู่แค่นั้นเอง

    “พูดมากนัก...” จงอินพึมพำ

    “มีห้องนี้แค่ห้องเดียวนั่นแหละ ชานยอลไม่เคยค้างคืนที่นี่ เขาพอใจแล้ว เขาก็ไป” เซฮุนพูดช้าๆ ในใจเจ็บจี๊ดขึ้นมาอีกเมื่อต้องพูดความจริงออกมาดังๆ

    ในขณะที่จงอินหรี่ตามองราวกับไม่อยากจะเชื่อ “ฮยองนิมมาที่นี่เมื่อเขาต้องการเซ็กส์...”

    เซฮุนปรายตามอง รู้ดีว่านั่นไม่ใช่ประโยคคำถาม จงอินรู้ดีอยู่แล้ว แต่ก็เลือกที่จะตอกย้ำ ถึงแม้ตอนนี้จะเรียกได้ว่าแทบจะแนบชิดกันไปทุกส่วนแล้วก็ตาม แต่มันกลับยากมากๆที่จะสบตาแล้วยอมรับออกมาตรงๆ

    “แต่ฉันเป็นคนเดียวที่เขาเป็นฝ่ายมาหา คนอื่นเขาจะให้ลูกน้องไปเรียก ให้ไปรับใช้เขาที่บ้านพักแขก”

    “จะพูดทำไม พูดแล้วก็จะร้องไห้ จะพูดขึ้นมาเพื่อ …”

    นี่ต่างหากคือประโยคคำถาม แต่เซฮุนก็ยังไม่ทันได้ตอบแต่อย่างใด ชายหนุ่มก็กระแทกประตูกระจกปิดดังปัง กระชากผ้าม่านปิดตาม ก่อนจะมองไปรอบๆห้องเหมือนกำลังจะหากล้องวงจรปิด ในเมื่อแน่ใจว่าไม่มีแล้ว จงอินก็เบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอด ก่อนจะผลักร่างของคนที่กกกอดตัวเองอยู่เมื่อครู่อย่างแรงจนอีกฝ่ายหงายหลังลงกับเตียงอย่างหมดท่า อ้าซ่าเห็นเต็มๆทั้งสองตาเลยทีเดียว

    “ไอ้บ้า!”

    เด็กหนุ่มตะโกนด่าอย่างอดไม่ได้ ให้ตายเถอะ ไม่เคยมีใครกล้ามาทำแบบนี้กับเขามาก่อน ในจังหวะที่ตั้งตัวได้ เซฮุนก็รีบลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าดีๆ เด็กหนุ่มยืนหันหลัง มือทั้งสองรีบแก้ปมเชือก ดึงสาปเสื้อมาทับปิดคลุมทั้งร่างแล้วผูกใหม่ให้แน่นอย่างรวดเร็ว ชั้นนงชั้นในก็ไม่ได้ใส่ หงายลงไปเมื่อกี้ ไม่รู้เห็นไปถึงไหนแล้ว ไอ้คนบ้า ยิ่งคิดก็อาย ยิ่งโกรธ

    ร่างสูงโปร่งหันกลับมา ทำท่าจะเปิดปากด่าอีกรอบ แต่คราวนี้จงอินกลับยกนิ้วชี้ขึ้นมาตรงหน้าอย่างนิ่งๆ ไม่พูดอะไรสักคำเหมือนเดิม แต่มันก็ทำให้เซฮุนฮึดฮัดแล้วปิดปากฉับในทันทีเช่นกัน

    “หยุดเดี๋ยวนี้นะเซฮุน อย่ามาทำตัวเอาแต่ใจกับฉัน ฉันไม่ใช่ฮยองนิมที่จะตามใจนายไปทุกเรื่อง” จงอินว่านิ่งๆก่อนจะลดนิ้วชี้ลง ชายหนุ่มหมุนตัวหันหลัง ก่อนจะไปลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆตรงปลายเตียงเหมือนกับต้องการจะคุย

    “แล้วนายมาทำกับฉันแบบนี้ทำไม ฉันไม่สิทธิ์โกรธเลยใช่ไหม ทั้งนายทั้งชานยอล ทำเหมือนฉันไม่ใช่คน เดี๋ยวคนพี่ เดี๋ยวคนน้อง แล้วแบบนี้ฉันมันจะต่างอะไรกับอีตัวที่ชานยอลเลี้ยงไว้นอกบ้านล่ะ” เซฮุนตะโกนอย่าอัดอั้น ปากคอสั่น มองชายหนุ่มที่นั่งนิ่งๆอยู่กลางห้องราวกับเจ็บปวด

    “แล้วนายเองรึเปล่าล่ะ ที่เต็มใจเป็นแบบนี้เอง” จงอินนิ่งไปสักพัก ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าตัวเองแรงๆ แล้วกวักมือให้เด็กหนุ่มเข้าไปนั่งบนเตียงเหมือนผู้ใหญ่ใจดี “อยากรู้นักใช่ไหม ถ้างั้นมานั่งนี่”

    เซฮุนยังนิ่ง … อึ้งอยู่กับประโยคก่อนหน้าของชายหนุ่ม

    ใช่ ... ในเมื่อเต็มใจมาเป็นอีหนูของชานยอลเอง ได้อยู่อย่างสุขสบาย ได้ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อแลกกับเซ็กส์ ที่จงอินพูดก็ถูกแล้ว ในเมื่อเลือกเองตั้งแต่แรก แล้วตอนนี้จะมาเรียกร้องของความยุติธรรมจากใครกัน

    “มา” จนถึงตอนที่จงอินลงเสียงหนักย้ำอีกครั้งนั่นแหละ เท้าถึงขยับเดินจนไปนั่งใกล้ๆตามคำสั่งอย่างอดไม่ได้ “นั่งลง แล้วฟังฉันให้ดีๆเซฮุน นายรู้ไหมว่าบ้านหลังนี้เคยเป็นของใคร”

    เด็กหนุ่มทำหน้าเหรอหรา เขาส่ายหัวแต่ก็พูดขึ้นมาเหมือนไม่เข้าใจ “บ้านหลังนี้จะเป็นของใครได้ ก็ต้องเป็นของฉันสิ ชานยอลสร้างไว้ให้ฉันเข้ามาอยู่”

    “บ้านเก่าๆหลังนี้เนี่ยนะ จะสร้างใหม่” จงอินถามกลับ ดวงตาคมเข้มจ้องมองเขาเหมือนตัวประหลาด “... ไหนว่าเป็นคนโปรดของฮยองนิมไงล่ะ ฉันนึกว่านายจะฉลาดกว่านี้ซะอีก”

    “หมายความว่ายังไง” เด็กหนุ่มถามกลับในทันที

    จงอินถอนหายใจ เขามองไปรอบๆราวกับจะมองหาอะไรบางอย่าง แล้วสักพักสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่รูปวาดสีน้ำมันสีสันสดใสของผู้หญิงคนหนึ่ง ในตอนแรกที่ย้ายเข้ามาใหม่ๆ ภาพใบนี้ก็ถูกติดอยู่ในห้องนอนอยู่ก่อนแล้ว เซฮุนคิดว่าภาพวาดนี้คือรูปเหมือนของฟรีด้า คาห์โล จิตรกรหญิงชาวเม็กซิโกผู้โด่งดังเสียอีก แต่ผู้หญิงในรูปสวยคม คิ้วเข้ม คมไปหมดทุกสัดส่วนของใบหน้า ผมดำสนิท ตาสีแปลกๆ มีมงกุฎดอกไม้ประดับอยู่บนศีรษะเหมือนรูปของฟรีด้าไม่มีผิด แต่รวมๆแล้วกลับมีเสน่ห์ดึงดูดมาก

    “ผู้หญิงในรูปคือ เพเนโลเป้ แต่ใครๆที่นี่ก็เรียกเธอว่าโอลีฟ...” จงอินพูดอย่างช้าๆ ดูระมัดระวังมากเมื่อพูดถึงเธอ

    “ผู้หญิงคนนี้คือคนที่มีตัวตนอยู่จริงๆงั้นเหรอ” เซฮุนถามกลับ ตกใจเมื่อนึกย้อนไปถึงวันแรกที่ย้ายเข้ามาภายในบ้าน “แต่วันที่ย้ายเข้ามา ฉันจำได้ว่าฉันเคยถามชานยอลว่ารูปนี้เขาซื้อให้ฉันหรือยังไงนี่แหละ แต่เขาบอกฉันว่าไม่ต้องสนใจ รูปนี้เป็นแค่รูปตกแต่งห้องทั่วไป ...”

    เมื่อพูดจบ จงอินก็นิ่งเงียบไปเลยอยู่พักหนึ่ง ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองตักตัวเองอยู่อย่างนั้น ในขณะที่สันกรามขบกันจนขึ้นสันนูนเหมือนคนกำลังโกรธและฝ่ามือก็กำแน่นและคลายออกอยู่อย่างนั้นอีกสักใหญ่ จนเซฮุนได้แต่มองอาการของอีกฝ่าย ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้เขาอยากรู้อยากเห็น ลืมไปชั่วขณะหนึ่งถึงความโกรธที่มีต่อพี่น้องตระกูลปาร์ค

    “โอลีฟ ...” จงอินเสียงสั่นแบบที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน “ใครๆที่นี่ก็เรียกเธอว่าโอลีฟเพราะสีผิวของเธอเข้มเหมือนกับสีของลูกมะกอกและเธอก็เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้”

    “แล้วนายมาบอกฉันทำไม”

    เด็กหนุ่มยังคงถามเหมือนกับไม่เข้าใจ ก็เขาไม่เข้าใจจริงๆนั่นแหละ จงอินต้องการอะไร แต่เซฮุนก็เลือกที่จะปกป้องตัวเองเอาไว้ก่อน เขาไม่รู้ว่าจงอินจะมาไม้ไหน จะมาหลอกกินเขาจริงๆหรือไม่ ถ้าเลือกได้ เขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

    “นายรู้อะไรไหม ความสัมพันธ์ของฉันกับชานยอลมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เขาก็โกหกฉันทุกวันนั่นแหละ กะอิแค่เรื่องรูป มันไม่ทำให้ฉันกับเขาทะเลาะกันหรอกนะ นายน่ะ เข้ามาแทรกกลางไม่สำเร็จหรอก นายขอเขาแค่ครั้งเดียว เวลาของฉันกับนายก็จะมีแค่ครั้งเดียวเหมือนกัน แล้วนายก็เลือกที่จะไม่ทำเอง จะมาลีลาขอย้อนหลังไม่ได้หรอกนะจะบอกให้”

    เมื่อพูดจบ ...

    ชายหนุ่มก็ถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนดวงตาสีเทาจะมองเขาเหมือนเซฮุนเป็นตัวประหลาดที่จู่ๆก็ผุดขึ้นมานั่งอยู่กลางเตียง จากนั้น ... น้ำเสียงนุ่มทุ้มก็เริ่มหัวเราะ หัวเราะราวกับตลกขบขัน หัวเราะราวกับไม่คาดคิด หัวเราะเสียงเดียวกับเสียงหัวเราะของชานยอลในวันที่จงอินเอ่ยปากขอเซฮุนจากเจ้าตัวไม่มีผิด

    แต่ที่แน่ๆเสียงหัวเราะของคนที่เขามั่นใจว่ายังไงก็แอบหลงรักเขาหัวปักหัวปำนั้น ... ตอนนี้มันกลับทำลายความมั่นใจของเซฮุนจนยับเยิน

    “นี่ ... นายคิดแบบที่เขาลือกันจริงๆใช่ไหม ฮัมมิ่งเบิร์ด”

    เซฮุนขมวดคิ้ว หน้าแตกจนตีสีหน้าไม่ถูกเมื่อจงอินหัวเราะใส่หน้าตรงๆ “แล้วมันใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่อยากได้ แล้วจะมาขอชานยอลทำไม”

    “โธ่ ฮัมมิ่งเบิร์ด ...” ชายหนุ่มลากเสียง ใบหน้าหล่อคมเข้มยิ้มราวกับเยาะเย้ยก่อนฝ่ามือแข็งแรงจะยกขึ้นมาตบแก้มอ่อนใสของเด็กหนุ่มเบาๆ “เหตุผลเดียวที่ฉันยอมทำเรื่องบ้าๆนี่ก็คือ ความสงสารล้วนๆ

    “อะไรนะ!” เด็กหนุ่มขึ้นเสียง ก่อนท่อนแขนจะยกขึ้นมาปัดฝ่ามือของจงอินจนกระเด็นออกจากใบหน้าอย่างแรง “สงสารงั้นเหรอ มันจะมากไปแล้วนะ คนอย่างนายจะมาสงสารอะไรฉัน ทุกวันนี้ฉันอยู่อย่างสุขสบาย เงินทองมีให้ใช้สอยไม่ขาดมือ ฉันมันน่าสงสารตรงไหนกัน”

    “แต่การที่ฮยองนิมยกนายให้ฉันตั้งหนึ่งคืน สำหรับฉันมันก็น่าสงสารแล้วนะ ส่วนเหตุผลอื่น ยังต้องให้พูดอีกไหมเซฮุน” น้ำเสียงทุ้มๆตอบกลับมาเรียบๆและคำตอบเพียงแต่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้เซฮุนถึงกับนิ่งอึ้งไปเลย

    “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่จู่ๆนายมาจับฉันแก้ผ้า แกล้งมีอะไรกันหลอกคนอื่นด้วย ประสาทไปแล้วเหรอจงอิน ถ้านายบอกว่านายสงสาร แล้วนายทำทำไม! นายมาขอฉันกับชานยอลทำไม ที่ผ่านมาฉันก็อยู่ของฉันดีๆ”

    “รู้ไหม ... เคยมีคนคนหนึ่งทำให้ฉันเห็น” จงอินเริ่มต้นด้วยความเชื่องช้าและเงียบเชียบเป็นเอกลักษณ์ แต่เหมือนเดิม ... พอมองรูปนั้น ความระมัดระวังในการใช้คำพูดก็ชัดเจนมากจนเซฮุนรู้สึกได้ เหมือนกำลังพูดถึงบาดแผลหรือคนสำคัญของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

    “… เหตุผลที่ผู้ชายคนหนึ่งจะหมดรัก หมดความเชื่อใจ หมดความเคารพในตัวของผู้หญิงคนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเธอไม่ได้เป็นของเขาแค่เพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้วล่ะมั้ง”

    เซฮุนเงียบ .... ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจในเจตนาของอีกฝ่ายขึ้นมาบ้างแล้ว

    ทุกคนรู้ว่าชานยอลเป็นคนหน้าใหญ่และหวงของมาก ... แล้วยิ่งของที่โปรดมากๆอย่างเซฮุนด้วยแล้ว ถึงแม้จะเป็นคนออกปากเองว่ายกให้แค่หนึ่งครั้งเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ลึกๆเขาเองก็แอบคิดว่าถ้าหากจงอินได้ตัวเขาขึ้นมาจริงๆ ชานยอลจะไม่มีวันรับได้อย่างเด็ดขาด แล้วเขาก็จะกลายเป็นของใช้แล้วทิ้งเหมือนคนอื่นอย่างไม่ผิดแน่

    “ฉันไม่ใช่คนดีที่จะพยายามช่วยทุกคนหรอกนะ ตรงกันข้ามนายก็รู้ว่าฉันมีหน้าที่อะไรด้วยซ้ำ แต่ที่ฉันเอาตัวเองเข้ามายุ่ง ก็เพราะนาย ... นายทำให้ฉันนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ตอนนี้นายกำลังจะเจริญรอยตามรอยเท้าของเธอเป๊ะๆ ฉันไม่รู้หรอกว่านายกับฮยองนิมรู้สึกยังไงต่อกัน แต่เรื่องของนายกับเขามันไม่มีอนาคตมาตั้งแต่แรกแล้ว”

    จงอินหยุดพูดก่อนจะมองหน้าของเซฮุนเพื่อย้ำความจริงใจในคำพูดของตัวเอง เลิกยียวนแล้วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่พอเจ้าตัวผ่อนคลายลงแล้ว ดูๆไปก็ไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่นมหาลัยธรรมดาๆคนหนึ่งเลย

    “สักวันหนึ่งฮยองนิมก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว ต่อให้วันนั้นเขารักนายมากกว่าชีวิตของตัวเอง แต่สถานะของนายก็จะเป็นได้แค่ ‘ฮัมมิ่งเบิร์ด’ ที่รอคอยเจ้าของอยู่ในกรงทองของมันทุกๆวัน ทนดูเจ้าของมีความสุขกับผู้หญิงคนใหม่และทายาทที่นายไม่มีทางให้พี่ชายของฉันได้ และชะตากรรมของนายก็จะไม่ต่างไปจากโอลีฟเลย เธอตายอย่างทรมาน ไม่มีความหวังและความรัก ไม่มีแม้แต่อนาคต นายยังเด็ก ไม่นานนายก็จะเริ่มต้นใหม่ได้ หรืออยากจะอยู่อย่างนี้ไปตลอดชีวิต หืม เซฮุน? ไปจากที่นี่ซะ ฉันไม่อยากเห็นใครมาตายในบ้านหลังนี้อีกต่อไปแล้ว”

    เหมือนคำพูดทั้งหมดนั่นกระแทกเข้ามาในสมองรวดเดียว ...

    เซฮุนจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ในขณะที่สายตาคมเข้มยังคงมองเด็กหนุ่มอย่างอดทนและรอคอย แม้จะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ตาม แต่จงอินก็ดื่มด่ำกับความอ่อนเยาว์และสดใสในตัวของคนตรงหน้าอยู่ไม่น้อย ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมชานยอลถึงได้ถูกใจอะไรในตัวเซฮุนมากมายเกินกว่าคนอื่น

    แต่เด็กคนนี้เป็นคนโมโหร้าย เอาแต่ใจตัวเองเพราะพี่ชายเขาตามใจจนเสียคน แต่ที่จริงแล้วเป็นคนฉลาด รู้จักเอาตัวรอด ดูจากวิธีการพูดการจา ดูท่าว่าเวลาดีๆคงจะออดอ้อน เอาใจเก่งน่าดูเชียวล่ะ เขาไม่เคยใกล้ชิดกับเซฮุนมาก่อน แต่สิ่งที่ทั้งสองมีร่วมกันภายในเวลาครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาคือความเห็นอกเห็นใจเพียงน้อยนิดที่จะให้ต่อกันได้

    เพราะจงอินจำช่วงชีวิตในวัยเด็กของตัวเองได้อย่างแม่นยำ

    แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเซฮุนจะจำเรื่องราวบริสุทธิ์ในวัยเด็กของตัวเองได้หรือไม่ ... ก่อนที่จะมาเป็นฮัมมิ่งเบิร์ดตัวที่สองภายในอาณาจักรของตระกูลปาร์คนั้น เด็กหนุ่มจะจำได้หรือไม่ถึงการมีอิสระดั่งชีวิตของคนทั่วไปภายนอกรั้วเหล็กในที่แห่งนี้

    “ที่นายสั่งให้ฉันเล่นละครตบตาคยองซู เพราะนายต้องการให้เขาไปบอกชานยอล แล้วชานยอลก็จะเข้าใจว่าเรานอนด้วยกันจริงๆ เพื่อที่จะทำให้เขาเบื่อฉัน ... แล้วสุดท้ายมันก็จะทำให้เขายอมปล่อยฉันไปใช่ไหม”

    ในที่สุด ... เซฮุนก็เข้าใจจนได้

    จงอินพยักหน้า

    จากนั้นทั้งห้องก็เงียบสนิท

    เซฮุนได้แต่รอคอย ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองอีกฝ่าย รอว่าจงอินจะพูดอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ... จำไม่ได้ว่าแล้วในรอบกี่ปีที่มีคนดีกับเขาโดยไม่หวังอะไรตอบแทน มันเหมือนมีน้ำเย็นๆรดลงบนหัวใจที่แห้งผาก เขาอยู่แต่กับเรื่องผลประโยชน์จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าความรู้สึกจริงๆมันเป็นเช่นไร แม้กระทั่งชานยอลเองก็ตาม เจ้าตัวก็ดี เขามีทุกอย่างที่เอ่ยปากขอ แต่ถึงจะดี แต่ก็ต้องแลกกับเซ็กส์และอิสระในการใช้ชีวิต
      
    วินาทีถัดมาร่างโปร่งบางก็สะดุ้งโหยงเมื่อจงอินขยับตัวแล้วลูบฝ่ามือไปตามเรียวขา ถึงแม้จะรู้แน่ชัดแล้วว่าชายหนุ่มไม่ได้แอบรักเขาแบบที่เคยคิดไปเองหรือต้องการตักตวงจากร่างกายแบบที่คิดในตอนแรก แต่สัมผัสอุ่นๆจากอีกฝ่ายก็ทำให้เซฮุนหวั่นไหวอย่างอดไม่ได้

    เขาอุทานเมื่อชายหนุ่มค้อมตัวลงก่อนจะจับข้อเท้าของเขาขึ้นมาวางพาดบนตักอย่างเงียบๆ เซฮุนรอคอยแต่จงอินก็ยังเงียบ มีเพียงปลายนิ้วและฝ่ามือที่ตอนนี้ย้ายมาคลึงเล่นกับสร้อยข้อเท้าของเขาแทน สร้อยเพชรเส้นบางๆส่งเสียงกุ๊งกิ๊งเมื่อถูกขยับภายในห้องที่เงียบสงัดระหว่างที่สายตาของเราสบกัน

    ฝ่ามือใหญ่ขยับอย่างอ่อนโยนขัดกับคำพูดหนักๆและสีหน้านิ่งสนิทอย่างเห็นได้ชัด แต่จงอินก็เป็นคนละสายตาออกจากเขาก่อน จากนั้นดวงตาคมๆก็ก้มลงมองไปที่สายสร้อยข้อเท้า ขยับขยุบขยิบอยู่อีกครู่หนึ่งจนสายตาของเด็กหนุ่มเลื่อนลงมองตาม

    และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เซฮุนเกือบจะอ้าปากค้าง

    เพราะจงอินปลดสร้อยข้อเท้าของเขาออกอย่างง่ายดายแล้วกำสร้อยที่เปรียบดั่งโซ่คล้องคอของเซฮุนอยู่ในมือ ใบหน้าคมเข้มฉายแววอย่างที่เขาก็อ่านไม่ออก มันล้ำลึกยากจะหยั่งถึง เจ็บปวด อัดอั้นเหมือนกำลังจะระเบิดอยู่แล้ว จากนั้นน้ำเสียงนุ่มทุ้มก็กระซิบกระซาบแผ่วเบาแต่มันกลับดังในชัดในหูของเขา

    ไป บินไปซะ ฮัมมิ่งเบิร์ด

    เท่านั้นแหละ ...

    เซฮุนก็ยกมือขึ้นมาปิดหน้าร้องไห้โฮเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันก็นับไม่ได้ เขาเอาขาลง ขดตัวงอแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นเด็กๆ มือพยายามจะไขว่คว้าร่างของจงอินเข้ามากอดอย่างคนต้องการที่พึ่ง แต่อีกฝ่ายกลับรวบมือของเขาเอาไว้แล้วจับมาวางบนตักให้เหมือนกำลังจะปลอบประโลม

    “ตอนนี้ฮยองนิมเข้าใจว่าเรามีอะไรกันไปแล้ว มันจะทำให้เขาปล่อยนายไปง่ายขึ้น ถ้ามีโอกาสอย่าอยู่ที่นี่ เชื่อฉันนะเซฮุน บินไปซะ”

    เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแล้วทำท่าเหมือนกำลังจะเดินจากไป เซฮุนก็ตื่นตระหนกขึ้นมาในทันทีเช่นกัน เด็กหนุ่มลุกพรวดจนสะดุดขาเตียงลงไปนั่งพับขากับพื้น มือทั้งสองข้างคว้าได้ทันเพียงแค่ต้นขาของจงอินเท่านั้น

    “จงอิน ....” เซฮุนสะอื้น ท่อนแขนกอดขาของอีกฝ่ายเอาไว้แล้วซบใบหน้าลงไปราวกับจะอ้อนวอน โพล่งคำพูดออกมาเหมือนกับชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับมัน “อย่าไป ถ้าจะไป ได้โปรด ... ได้โปรด พาผมออกไปด้วย

    ได้โปรด ... อย่าทำกับผมเหมือนผมเป็นสิ่งของไร้ค่าเหมือนกับที่ชานยอลทำ

    ร่างสูงใหญ่ชะงัก ก่อนจะดึงมือของเด็กหนุ่มออกแล้วย่อตัวนั่งลง ในที่สุดสายตาของเราก็ประสานกันอีกครั้ง จงอินเหมือนจะลังเล แต่ก็เงียบไปจนเซฮุนใจเสีย เด็กหนุ่มตั้งใจจะอ้อนวอนอีกรอบ ในตอนที่กำลังจะเปิดปากอีกครั้ง น้ำเสียงทุ้มๆก็ชิงพูดออกมาก่อน

    “ขอโทษนะ”

    ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง เขามองจงอินด้วยความผิดหวังในขณะที่น้ำตาเม็ดโตไหลลงมาตามร่องแก้ม

    “ฉันทำได้แค่นี้แหละ”

    มือของเซฮุนตกลงไปท้าวกับพื้นพรมพร้อมๆกับที่จงอินเดินจากไป

    ตอนนี้ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือนั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็ ... ร้องไห้

    หายใจไม่ออก ไม่มีใครแล้ว ไม่เคยมีใครสักคน ...

    สุดท้ายแม้แต่คนที่บอกว่าจะช่วย ... ก็ยังไม่ต้องการเขาเลย






    เช้าวันต่อมา ...

    เซฮุนจำได้ว่าชานยอลมีกำหนดการจะกลับมาจากต่างจังหวัดภายในเวลาสี่โมงเย็น ถ้าเขาเดาไม่ผิด อีกฝ่ายคงจะรีบตรงดิ่งมาหาเขาอย่างแน่นอน ตั้งแต่เช้าเด็กหนุ่มบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นจากพื้นพรมที่นอนร้องไห้อยู่ทั้งคืน ในจังหวะที่ขยับตัวท่อนขาเรียวยาวก็เจ็บแปลบจากการนอนบนพื้นแข็งๆจนเซฮุนร้องโอดโอยอย่างไม่จริงจังไหร่นัก

    แต่ทั้งหมดทั้งมวล เจ็บกายไม่เท่าไหร่ เขาทนได้ …

    เพราะเจ็บใจต่างหากที่เป็นของจริง

    จะทำอย่างไรต่อไปดี คิดสิเซฮุน ... ตอนนี้นายต้องคิด!

    แต่เขากลับคิดไม่ออก คิดอะไรไม่ออกเลย เพราะตอนนี้ความรู้สึกข้างในมันตีกันเละเทะ สั่งสมเป็นก้อนกลมๆที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เขาโกรธ

    โกรธที่ปล่อยให้คนอื่นทำกับตัวเองแบบนี้ ...

    เพิ่งกระจ่างตอนนี้เองว่าตัวเองนั้น โง่

    ส่วนไอ้ท่าทางที่ชอบนั่งหลังตรง ทำชูคอ ใช้สายตาปรายมองคนที่ต่ำกว่าตัวเองนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ภาพที่มีเพียงเขาคนเดียวที่สร้างขึ้นและเข้าใจว่าเป็นแบบนั้น แต่เพิ่งมารู้และเข้าใจในตอนนี้เองว่าคนอื่นมองเขาเป็นอย่างไร ...

    ก็เป็นเพียงแค่อีหนูที่ชานยอลหวงมากกว่าคนอื่นแค่นั้นเอง

    หลงคิดไปเองว่าตัวเองนั้นพิเศษ ถึงได้บอกว่า โง่ ไงล่ะ ... ตั้งแต่ที่ยอมมาเป็นอีตัวของใครสัก โง่ ที่ยอมไม่มีปากไม่มีเสียงเพื่อแลกกับเศษเงินเพียงเล็กน้อย โง่ ที่ยอมแม้กระทั่งยอมให้คนอื่นแลกเปลี่ยนร่างกายของตัวเองราวกับเป็นสิ่งของและสุดท้าย โง่ ... ที่ยอมลงไปกอดขาอ้อนวอนผู้ชายอีกคนให้ช่วยเหลือ

    นายมันโง่จริงๆ โอ เซฮุน

    เด็กหนุ่มก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ วาดฝันเข้าไปได้อย่างไรว่าในดงจระเข้จะมีเรื่องราวสวยงามดั่งเทพนิยาย เพียงเพราะจงอินดูเหมือนจะสนใจเขาเป็นพิเศษอย่างนั้นหรือ เพียงเพราะเจ้าตัวทิ้งสายตามองเขามากกว่าหนุ่มๆสาวๆคนอื่นของชานยอล ดันคิดหลงตัวเองไปได้ว่าอีกฝ่ายหลงรัก หรืออาจจะเป็นเพราะปาร์ค ชานยอลก็ยังดูเหมือนจะหลงเขาเป็นพิเศษ ขนาดคนที่จะเลือกใครก็ได้ยังยกให้เซฮุนเหนือคนอื่น ก็เลยคิดตื้นๆว่าคนที่ไม่มีใครอย่างจงอินคงจะไม่กล้าปฏิเสธเขาได้ลง

    คราวนี้แหละ ได้ทั้งโกรธ ทั้งโง่และทั้งอายเข้าหน้าเต็มๆ

    ร่างสูงโปร่งจับขอบเตียงเอาไว้ก่อนจะพยุงตัวค่อยๆลุกขึ้น เสื้อคงเสื้อคลุมกลับมาเปิดอ้าซ่า สภาพดูไม่ได้เลยสักนิด แต่เซฮุนก็ตั้งใจให้ชานยอลกลับมาเห็นเขาในสภาพนี้นี่แหละ ในเมื่อเป็นคนส่งเขาเข้าปากจงอินเองกับมือ ไหนๆก็เลยตามเลยแล้ว จะเล่นละครตลบหลังทั้งที ก็ขอทำให้มันสุดๆไปเลยก็แล้วกัน

    เมื่อคิดได้ เด็กหนุ่มจึงเดินไปรื้อผ้าปูที่นอนเสียเละ ให้ดูเหมือนเตียงหลังใหญ่ของเขาเพิ่งจะผ่านสมรภูมิรักมาทั้งคืน เซฮุนทำแม้กระทั่งเอาน้ำมาโปรยๆบนที่นอนให้ดูเหมือนว่าผ้าปูที่นอนนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อของเขาและจงอิน

    ก่อนจะเดินไปที่กระจกขนาดใหญ่ภายในห้อง แล้วค่อยๆปลดเสื้อคลุมลง มองสำรวจดูร่างเปลือยเปล่าของตัวเอง ที่เห็นภายนอกก็มีแค่รอยแดงเป็นจ้ำๆจากการเล่นวิ่งไล่จับ อีกทั้งยังฉุดกระชากลากถูกับจงอินเมื่อคืนเท่านั้น แต่ดูๆไปมันก็เหมือนรอยแดงจากการมีเซ็กส์ ... เหมือนกันแฮะ

    ดี ... ฉันจะเก็บไว้ให้แกดู ไว้มาถึงก็มองให้เต็มสองตาเลยนะ ชานยอล

    แต่ช่องทางของเขากลับปิดสนิท ก็แน่ล่ะสิ จงอินแทบจะรังเกียจที่จะแตะต้องเขาด้วยซ้ำ เมื่อคืนพอเข้ามาในบ้านได้ ก็ผลักเสียจนหงายหลังไม่เป็นท่า แต่คิดๆดูแล้วชานยอลคงไม่โรคจิตถึงขนาดจะแหวกขาเช็คดูหรอกมั้ง เซฮุนคิดไปเรื่อยเปื่อยระหว่างเอี้ยวตัวไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้า ก่อนจะยืนแปรงฟัน แต่ยิ่งมองตัวเองในกระจก ก็ยิ่งคิดว่าสภาพของฮัมมิ่งเบิร์ดแสนสวยตอนนี้มันดูน่าทุเรศทุรังเสียเหลือเกิน

    เมื่อคืนเขาอาจจะอ่อนไหวไปหน่อยเมื่อจงอินมาพูดสะกิดปมในใจ ...

    แต่วันนี้ เซฮุนจะไม่ร้องไห้เพราะการร้องไห้ไม่สามารถช่วยอะไรได้อีกต่อไปแล้ว พอกันที ในเมื่อทำร้ายกันถึงขนาดนี้ เดี๋ยวจะทำให้อกร้อนจนอยู่ไม่ได้เลยทีเดียว

    คิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเข้าไปอาบน้ำ แต่จงใจไม่แต่งหน้าบางๆอย่างที่ชอบทำมาตลอด เด็กหนุ่มปล่อยใบหน้าให้ใสเปลือยเปล่า ยิ่งย้ำชัดถึงขอบตาที่ช้ำดำเป็นวงกว้างและริมฝีปากแห้งแตกระแหงราวกับเมื่อคืนเป็นคืนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อไม่ลงครีมและแต่งหน้า ใบหน้าของเขาก็ยิ่งขาวซีดเหมือนคนขาดเลือด เส้นผมสีอ่อนตกลงปรกหน้าผากดูยุ่งเหยิง ไม่น่าดูเลยสักนิด

    แต่เซฮุนยิ้มอย่างพอใจเมื่อมองสภาพตัวเองในกระจก ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกเบาๆที่รอยแดงตามร่างกายให้รอยมันขึ้นสีชัดๆ เพียงแค่หยิกเบาๆเท่านั้น ยังไม่ทันได้เจ็บจี๊ดขึ้นสมอง ผิวเนื้ออ่อนของเขาก็ขึ้นเป็นรอยแดงช้ำเป็นที่เรียบร้อย หึ เท่านี้แหละ ชานยอลจะต้องไม่พอใจ ... มากเชียวล่ะ เพราะตั้งแต่ที่นอนด้วยกันมา ชายหนุ่มอีกคนแทบจะไม่เคยทำรุนแรงกับเขาเลยสักครั้ง ถึงแม้เจ้าตัวจะชั่ว จะร้ายอย่างไรก็ตาม แต่ชานยอลก็ไม่ได้เป็นพวกซาดิสต์กับเรื่องบนเตียง

    ชานยอลถนอมร่างกายของเขา

    แต่กลับทำร้ายจิตใจอย่างแสนสาหัส

    และเมื่อก้มดูที่ข้อเท้าของตัวเองตามความเคยชิน เซฮุนก็หน้าเสียเล็กน้อยเมื่อพบว่าสร้อยข้อเท้าหายไปแล้ว ชานยอลเคยสั่งไว้ว่าไม่ให้ถอด แต่ใครแคร์ล่ะ เขาไม่สนหรอกก็แค่สร้อยเพชรเส้นเดียว ถอดออกไปได้เลยยิ่งดี แล้วเซฮุนก็ไม่สนด้วยว่าตอนนี้สร้อยเส้นนั้นจะตกหายไปไหนแล้ว เพราะตอนนี้เขาเกลียดมัน และไม่อยากได้ยินเสียงของตุ้งติ้งนั่น

    โดยเฉพาะเวลาที่ชานยอลยกขาของเขาพาดบ่าหรือบังคับให้สวมกอดเอว สร้อยเส้นนั้นมันจะส่งเสียงดังกุ๊งกิ๊งเหมือนเสียงกระดิ่งห้อยคอของสัตว์เลี้ยง เซฮุนไม่อยากได้ยินอีกต่อไป

    และด้วยความที่ย้อนกลับมาคิดถึงการที่ ... จะต้องมีเซ็กส์กับชานยอลอีกครั้ง

    ก็ทำให้เซฮุนสะเทือนไปทั้งอก ไม่! สมองมันร้องก้องออกมาเอง ปฏิเสธอย่างชัดเจนออกมาจากจิตใต้สำนึก คิดได้ในตอนนั้นเอง เรื่องระหว่างเขากับปาร์ค ชานยอลจบลงในวินาทีที่ผู้ชายคนนั้นยกเขาให้คนอื่นเพียงเพราะอยากเอาใจจงอิน ...

    น้องพี่ น้องรักของพี่ พี่ทำทุกอย่างได้เพื่อนาย ...

    ... เหมือนเซฮุนไม่เคยมีความหมายอะไรกับเจ้าตัวเลย
      
    ถ้าเป็นไปได้ เซฮุนก็อยากจะฆ่าไอ้เลวนั่นให้ตาย แต่ก็คงได้แค่คิดเพราะถ้าหากทำขึ้นมาจริงๆ ไม่จงอินก็คยองซูคงจะยิงเขาตายตรงนั้นในทันทีเช่นกัน และความคิดนี้ก็ยิ่งทำให้เซฮุนยิ่งเก็บงำความโกรธเอาไว้เพราะทุกอย่างกระจ่างแล้ว ต่อให้ชานยอลทำเลวทรามกับเขามากแค่ไหนแต่เซฮุนกลับทำอะไรอีกฝ่ายแม้แต่ปลายเส้นผมไม่ได้เลย

    ‘ ชานยอลจะต้องชดใช้ ’

    เซฮุนตัดสินใจได้ในตอนนั้นเอง

    ไม่ว่าจะใช้เวลากี่ปี ต้องเสียอะไรไปอีกเท่าไหร่ แต่เขาสาบานด้วยเกียรติเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ ไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนี้จะต้องได้รับบทเรียน

    หลังจากใช้เวลาในห้องน้ำมาครู่ใหญ่ ดวงตาสีน้ำตาลก็เหลือบมองนาฬิกาและพบว่าอีกไม่กี่สิบนาทีข้างหน้าก็จะได้เวลาที่ชานยอลจะกลับมาแล้ว ร่างของเด็กหนุ่มก็เดินอย่างไม่เร่งรีบไปล้มตัวนอนบนเตียงยับยู่ยี่ทั้งร่างกายเปลือยเปล่า แกล้งนอนขดคู้เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆที่กำลังเสียขวัญอย่างหนัก

    แล้วมันก็เป็นดั่งที่เซฮุนคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด สิบนาทีต่อมาเสียงรถยนต์ก็วิ่งมาจอดอยู่ที่หลังบ้านของเขา ตามมาด้วยเสียงรองเท้ากระทบพื้นอีกหลายคู่และเสียงเปิด-ปิดประตูรถ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตูบ้านของเขา แต่มีเพียงคนคนเดียวที่กล้าเดินเข้ามา

    “เซฮุน” ชานยอลส่งเสียงเรียกแล้วประตูห้องนอนก็เปิดออก

    เด็กหนุ่มนอนนิ่ง เขานอนหันหลังแล้วแกล้งทำตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม รู้ได้ในทันทีว่าในจังหวะที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาภายในห้องนอนแล้วเห็นสภาพทุกอย่างที่เขาจัดฉากขึ้นมา ชานยอลจะตกใจมากเพียงใด

    “ชานยอล ...”

    เซฮุนเรียกเสียงแผ่วเกินจำเป็น ร่างสูงโปร่งค่อยๆหันกลับมาและในวินาทีที่ผ้าห่มเลื่อนลงจากร่างขาวเปลือยเปล่า ดวงตาของชานยอลก็เบิกกว้าง ร่างสูงตระหง่านยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น เมื่อเด็กหนุ่มแกล้งทำเป็นรีบตะครุบผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างราวกับจะไม่อยากให้เห็น แล้วก็เงยหน้าเพียงเล็กน้อยและใช้ดวงตาแดงก่ำช้อนมอง

    โอ้ ... ดูจากสีหน้าของไอ้คนเลว เขารู้ดีเชียวล่ะว่าสภาพของตัวเองนั้นดูน่าเวทนามากเพียงใด

    “คุณกลับมาหาผมแล้วใช่ไหม”

    ดี ... แกคิดไม่ถึงใช่ไหมล่ะ ตอนนี้เขารู้จุดอ่อนของชานยอลแล้ว และรับรองเลยว่าเซฮุนจะใช้มันทรมานอีกฝ่ายให้หนักเลยทีเดียว

    “... ผมคิดว่าคุณจะทิ้งผมไปแล้ว คุณเบื่อผมแล้วใช่ไหม ชานยอล” ในขณะที่ใบหน้าอ่อนใสยิ้มเยาะอยู่ในใจ มือก็ทำเป็นปล่อยผ้าห่มที่ดึงขึ้นมาคลุมไว้ให้หล่นลงอีกรอบ คราวนี้แหละ ทั้งรอยอะไรต่อมิอะไร ชัดเต็มสองลูกกะตา ยิ่งเห็นชานยอลนิ่งอึ้ง ไม่พูดอะไรสักคำเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก เซฮุนก็ยิ่งใส่ไฟในอกให้โหมกระพือ

    “ผมขอโทษนะครับ .. ถ้า ... ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจ แต่คุณอย่ายกผมให้จงอินได้ไหม ผม.. ผม” เด็กหนุ่มแกล้งสะอื้นฮัก น้ำตาตอแหลไหลลงเป็นเม็ดใหญ่เผาะๆ มือขาวยกขึ้นมาปิดหน้าก่อนจะช้อนมองราวกับต้องการความสงสารเห็นใจแล้วตัดสินใจปล่อยไม้ตายให้ชานยอลยิ่งเข้าใจผิดไปใหญ่

    “... ผมกลัว

    เท่านั้นแหละ ... ร่างสูงของชายหนุ่มก็รีบถลาก้าวยาวมาหยุดที่ข้างเตียงและดึงผ้าห่มออกจนร่างเปลือยเปล่าของเซฮุนปรากฏต่อหน้าทั้งหมด เด็กหนุ่มทำเป็นเอียงอาย แต่ก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรเลยเช่นกัน ยิ่งเห็นว่าชานยอลมองรอยช้ำเป็นจ้ำๆของเขาไม่วางตา ก็ยิ่งสะใจมากขึ้นเท่านั้น

    “จงอิน ...” ชานยอลเว้นจังหวะเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ก่อนร่างสูงของชายหนุ่มจะทรุดนั่งลงบนเตียง ลังเลที่จะถามแต่น้ำเสียงกลับเรียบนิ่งจนน่าตกใจ “…ตีนายอย่างนั้นเหรอ?”

    คำถามนี้เป็นคำถามเงินล้านสำหรับเขาเลย แน่ล่ะ ว่าเซฮุนตัดสินใจไม่ตอบตรงๆเพื่อจงใจให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปเอง ใบหน้าอ่อนใสก้มลง แล้วเอนตัวหนีเมื่อชานยอลทำท่าจะจับแขน

    “อย่าครับ ... ผมสกปรก”

    ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเลย ให้ตาย ...

    แต่อย่างน้อยชานยอลก็ดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของเขาจนไม่สงสัยอะไรเลย

    โดนซะมั้ง คราวนี้รู้สึกอย่างไรล่ะ ฮึ?

    “เขา ... เขาบอกว่าคุณไม่ได้รักผม คุณยกผมให้กับเขาแล้ว เขา... เขาจะทำอะไรก็ได้” เซฮุนเอียงตัวหนีอีกครั้งเมื่อชานยอลขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะแกล้งร้องเสียงหลงเหมือนเจ็บระบมตามร่างกายมากมายนักเมื่อชายหนุ่มคว้าแขนอีกครั้งเพื่อไม่ให้หนี ดวงตายังก้มต่ำไม่กล้ามองหน้าชานยอลแม้แต่น้อย กลัวว่าอีกฝ่ายจะจับได้ว่าน้ำตาที่เห็นเป็นน้ำตาจอมปลอม

    “คืนนี้ผมขอพักผ่อนได้ไหมครับ ผม... ผมเจ็บ”

    ชานยอลปล่อยมือออกจากแขนเขาในทันทีเมื่อเซฮุนพูดจบ

    ชายหนุ่มดูเหมือนจะตกใจและคาดไม่คิดอย่างจริงจัง ชั่วขณะหนึ่งที่เซฮุนคิดว่าชานยอลอาจจะขอโทษเมื่อเห็นสภาพของเขา ถ้าหากชานยอลยอมขอโทษจริงๆ เซฮุนก็คิดว่าเรื่องระหว่างเราอาจจะยังมีความหวังเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี ด้วยความสัตย์จริง เขาไม่เคยเห็นชานยอลขอโทษใครเลยสักครั้ง

    ถ้าหากชานยอลขอโทษเขา ...

    ถ้าหาก ...

    แต่ในตอนที่ตัดสินใจเงยหน้าและมองใบหน้าหล่อจัดอยู่อย่างนั้น เซฮุนก็รอแล้วรอเล่า ตรงกันข้าม ชานยอลกลับพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างแรง ก่อนจะหันไปหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างของเขาเอาไว้เหมือนเดิม ไม่แตะต้อง ไม่กอด ไม่หอมเหมือนดั่งที่ทำเป็นประจำ

    เป็นอย่างที่จงอินพูดจริงๆด้วยสินะ ...

    การที่ชานยอลเข้าใจว่าจงอินได้เขาไปแล้วนั้น จะลดค่าและความสำคัญในสายตาของชายหนุ่มลงได้อย่างไม่ต้องสงสัยและสุดท้ายมันก็จะนำไปสู่อิสระของตัวเซฮุนเอง ถึงแม้ลึกๆจะสะใจมากแค่ไหนก็ตาม แต่หากอทบทวนดูแล้ว คิดไปคิดมา ตอนนี้ทั้งจงอิน ทั้งชานยอลต่างก็ไม่ต้องการเขาด้วยกันทั้งคู่ ... มันก็ขมขื่นจนเกินจะทน

    “เดี๋ยวฉันจะให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อนก็แล้วกัน” ชานยอลเอ่ยออกมาในที่สุด น้ำเสียงอ่อนลงราวกับต้องการจะง้องอน

    เพื่อน!? อย่างนั้นเหรอ

    ไอ้คนเฮงซวย แกคิดว่าฉันต้องการเพื่อนในตอนนี้รึไง …

    “คุณไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแลผมอีกต่อไปแล้วครับ...” เซฮุนตัดสินใจอยากลองเชิง เขาพูดช้าๆอย่างชัดๆ “ครั้งนี้คุณออกปากยกผมให้เขา ถ้าหากคุณเบื่อผมขึ้นมาจริงๆ คุณอาจจะไล่ผมออกไปจากที่นี่ ผมว่าผมไปเลยดีกว่า-”

    “ฮัมมิ่งเบิร์ด ...”

    ชานยอลรีบตัดบทในตอนที่เซฮุนทำท่าจะลุกพรวดออกจากเตียงก่อนจะดึงดันคว้าร่างของเด็กหนุ่มเข้าไปกอด หมดแล้วอาการลังเล ผ้าห่มของเซฮุนหล่นลงจากร่างอีกครั้ง พร้อมๆกับที่เด็กหนุ่มทำตัวอ่อนแล้วโผเข้าหาอีกฝ่ายเหมือนลูกนกต้องการที่หลบฝน ใบหน้าหล่อจัดก้มลงมาจูบขมับในขณะที่มือไม้ยุ่มย่ามไปตามร่างกายอย่างเป็นเจ้าของ เซฮุนแกล้งทำสะอื้นฮัก รู้ดีว่าชานยอลจะต้องใจอ่อน เพราะชายหนุ่มเคยชินกับการที่เขาคอยเอาอกเอาใจสารพัดตลอด ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าต้องทำเสียงแบบไหน ถ้าหากอยากได้อะไรจากอีกฝ่าย

    และที่สำคัญปาร์ค ชานยอล มองว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่มีพิษไม่มีภัยกับใครเลย

    “ไม่ ฉันไม่ให้ไป” เสียงทุ้มกระซิบต่ำ แล้วก็ก้มลงมาจูบปากอย่างรวดเร็วจนเซฮุนเกือบจะเบือนหน้าหนี

    “คืนนี้ขึ้นไปนอนบนตึกใหญ่ด้วยกัน”

    จบคำพูด ...

    ชานยอลก็ดึงเขาเข้าไปจูบไปหอมอีกพักใหญ่ ในขณะที่เซฮุนซุกหน้าลงกับบ่ากว้าง น้ำตาจอมปลอมยังไม่ทันเหือดแห้งจากใบหน้าแต่รอยยิ้มกลับสว่างไสวยิ่งกว่าดวงตะวัน อิ่มเอิบไปด้วยชัยชนะในก้าวแรกที่เพิ่งได้มา

    ดี ... หลงฉันให้เยอะๆ สงสารฉันให้มากๆ

    เพราะถ้าเวลาของฉันมาถึงเมื่อไหร่ ... ปาร์ค ชานยอลจะได้ชดใช้

    และมันก็จะเป็นการทวงคืนความยุติธรรมที่จะทำให้แกกระอักเลือดตายแน่ๆ คอยดูเถอะ









    เขียนโดย LONE WOLF

    Twitter hashtag: #ฟิคforgood


    •  Thank You  •



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
kanwarameen (@kanwarameen)
น้องน่าสงสารอ่ะ