I Spilled Your MacchiatoBabeBunnag
004. เค้าเรียนอะไรกันนะ?



  • ใครที่เคยสนใจสถาบันมารังโกนี หรือเคยไป orientation กับพี่ดวง-โปษยานนท์ (Editor-in-Chief ของ Harpers Bazaar) ก็อาจจะได้ถามไถ่ศึกษากันมาบ้างว่าเค้ามีเรียนอะไรกันใน Istituto Marangoni บ้าง

    เราก็เพิ่งได้ไปเป็น guest speaker ที่ orientation ครั้งล่าสุดนี่เอง แล้วก็ได้เจอแล้วก็คุยกับน้องๆหลายคนที่กำลังสนใจจะไปเรียนที่นู่น
    นอกจาก fashion design ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ที่นี่ก็ยังมีคอร์สดังๆอย่างอื่นคือ luxury brand management แล้วก็ fashion promotion, communications, and media ที่เราเรียนอีกด้วย

    เราก็เลยจะมาเล่าว่าในคอร์สที่เราเรียนเนี่ย มันเรียนอะไรบ้าง



    WHAT'S GOING ON IN THE FASHION PROMOTION CLASSES


    ก่อนอื่นเลยหลักๆมันก็จะเน้นพวก fashion pr ต่างๆ ทั้งการเขียนข่าว, ทำแคมเปญออนไลน์, การจัดอีเว้นท์แฟชั่น, วิเคราะห์หลักแฟชั่นวีดีโอ ก็อารมณ์เรียนแฟชั่นในสายสังคมและอักษรนั่นแหละ มีวิชาที่เน้นวิชาการแล้วก็วิชาที่เป็นภาคปฏิบัติอย่างละครึ่งๆเลย

    เทอมแรกก็จะเน้นวิชาการมากกว่า ไปถึงก็เจอวิชา Semiotics of Fashion เลย 
    วิชานี้เหมาะกับคนชอบดูหนัง ๕๕๕ เพราะจะเป็นการวิเคราะห์แบรนด์แฟชั่น ทั้งคาบก็จะหมดไปกับการเสพย์วีดีโอแฟชั่นเป็นร้อยๆเรื่อง ดูว่ามันสื่อสารต่างกันยังไง วีดีโอสื่อ identity ของแบรนด์แบบไหน หรือกำลังพยายามบอกอะไรกับคนดู

    ก่อนอื่นเลยเค้าจะให้แบ่งกลุ่มแล้วเลือกแบรนด์ แล้วก็สอนการจับสไตล์และความเป็นแบรนด์นั้นๆ
    เช่นกลุ่มเราเลือกแบรนด์ Lanvin ซึ่งเป็นแบรนด์ฝรั่งเศส ก็ต้องไปหาที่มาของแบรนด์ ก่อตั้งในปีไหน เกิดมาจากอะไร บลาๆ เป็นแบ็คกกราว์นสตอรี่

    สุดท้ายเค้าจะให้เราลองคิด storyboard ทำ fashion video ให้แบรนด์นั้นและพรีเซนต์ดู

    Fashion Journalism ก็เป็นอีกวิชาที่สนุก แต่เราจะแอบเบื่อๆหน่อยเพราะเมื่อก่อนเคยทำงานเขียนมาแล้ว 555 เค้าจะให้เขียนบทความต่างๆที่แม็กกาซีนเขียน ไม่ว่าจะเป็น runway report หรือ press release แล้วก็วิเคราะห์ความต่างของตลาดแม็กกาซีนแต่ละเล่ม 

    ที่นี้เราคนไทยเองก็รู้สึกว่าตลาดแม็กกาซีนในเมืองไทยตอนนี้มันค่อนข้างแย่ มีนิตยสารหัวดังๆทั้งในและนอกประเทศปิดตัวไปมาก แต่ว่าที่อิตาลีการเสพย์แฟชั่นแม็กกาซีนยังคงทำได้ดีอยู่ แม้แต่ร้านหัวมุมถนนข้างทางยังมี Vogue Italia, LOVE, หรือพวกนิตยสารแฟชั่นราคาแพงที่หายากในบ้านเราต่างๆขายกันเป็นว่าเล่น รู้สึกเป็นการเปิดโลกใหม่ในระดับหนึ่งเหมือนกัน

    อีกวิชาที่สนุกมี Visual Merchandising ซึ่งจะพาเราเข้าไปวิเคราะห์การวางรูปแบบร้านต่างๆให้คนสนใจสินค้า รวมไปถึงการออกแบบร้าน เพลงที่เปิด จำนวนพนักงาน และอีกมากมาย ซึ่งการที่มารังโกนีตั้งอยู่บนถนนแฟชั่นเนี่ย อาจารย์ก็จะพาเราออกไปวันนั้นเลยเพื่อไปดูว่าในร้านมันเป็นยังไง 

    แถมเราจะได้เรียน Fashion History from 1900s-Present ด้วย และในวิชานั้นอาจารย์จะขอให้เราทำรายงาน ในปีเราได้หัวข้อ Fashion Icon ซึ่งต้องเขียนรายงานในรูปแบบบทความนิตยสารและให้เราทำรูปเล่มเองและพิมพ์

    (แต่ขอบอกว่าค่าพิมพ์งานในมิลานนี่แพงนรกแตก!!!! ใครซื้อ printer ได้ให้ซื้อไปเลยค่ะ!!) 

    วิชาทาง theory อื่นๆก็จะมีทั้ง 
    Sociology of Fashion คือแฟชั่นและสังคมศาสตร์ ซึ่งจะวิเคราะห์ตั้งแต่การที่คนเราต้องเอาเสื้อผ้าอาภรณ์มาห่มตัวทำไมจนถึงการวิจารย์แฟชั่นและการขับเคลื่อนของสังคมทุนนิยม 
    Future Fashion ที่เรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำเสื้อผ้าแบบใหม่ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในแบรนด์อย่าง UNIQLO HEATTECH/AIRISM หรือ Nike Fly Knit จนไปถึงเคสไอโฟนที่แบรนด์ไฮๆออกแบบหรือวิธีการช็อปปิ้งออนไลน์ 
    Fashion Subculture ที่จะวิเคราะห์พวก punk, hippies, teddy boys, และคัลเจอร์อื่นๆที่ให้กำเนิดแฟชั่น พึงระลึกซักนิดว่าอาจารย์เป็นคนอิตาเลียนก็อาจจะไม่ได้รู้เรื่อง subculture ทางเอเชียมาก เวลานางพูดผิดเรื่อง cosplay หรือแฟชั่นแบบ lolita ก็ให้กำลังใจนางหน่อยนะ ๕๕๕ 

    อ่ะ ข้ามมาที่ภาคปฏิบัติกันบ้างดีกว่า

    จากเทอม 2 เป็นต้นไป การเรียนจะเหมือนการทำงานหรือการอินเทิร์นมากขึ้นแต่ก็ยังมีการสอนทฤษฏีควบคู่ไปด้วย 

    มีวิชา Editorial Styling ที่เราประทับใจมาก เพราะคนที่มาสอนคือ Emil Rebek ที่เป็น Fashion Editor ของ L'official Homme Italy แกกกรรรร คือนางน่ารักมากๆ เป็นกันเองแล้วก็สนใจการพัฒนาของนักเรียน นอกจากจะสอนเทคนิคสไตลิ่งเสื้อผ้า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการสไตลิ่งอย่างอื่นทั้งหมดนอกจากเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็น powerpoint slide ที่เอาไปขายงานหรือ mood board ต่างๆ เพราะเราไม่ได้เรียน stylist โดยตรง เขาก็จะสอนโดยเน้นวิธีการสื่อสารด้วยภาพ ทำไมตรงนี้ถึงใช้รูปนี้ไม่ได้ อะไรประมาณนี้ ซึ่งจะเรียนคู่กับวิชา Graphic Design สอนพวกการทำ photoshop หรือโปรแกรมต่างๆ (อาจารย์โคตรเท่ ชื่อ Ponzi เด็กทั้งห้องแบบกรี๊ดกร๊าดมาก เวลาเค้าเช็คงานทีก็จะเขินอาย 555555555) 

    วิชาภาคปฏิบัติที่โดดเด่นจะเป็นวิชาเทอม 2 Brand Innovation ที่ทำร่วมกับแบรนด์ Missoni และเทอม 3 วิชา Digital Marketing ที่ทำกับ Weekend Maxmara ซึ่งแต่ละปี แบรนด์ที่มาที่โรงเรียนก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างปีที่แล้ว AW LAB ที่เป็น select shop สำหรับรองเท้าผ้าใบและพวกสตรีทแวร์ก็จะมาทำ Digital Marketing กับที่โรงเรียน

    (ส่วนตัวเราคิดว่าที่แบรนด์พวกนี้เลือก Marangoni น่าจะเป็นเพราะความหลากหลายของชนชาติที่มาเรียน แบบลงโรงเรียนเดียวแทบจะเพิ่มยอดขายในจีนหรือยุโรปตะวันออกได้พรึ่บ) 

    อันที่ทำกับ Missoni เราต้อง analyse วิธีการเจาะตลาดจีนให้แบรนด์ ทั้งการใช้ social media จีน, statistics ของผู้ใช้, การเลือกดาราเซเล็บที่เหมาะกับแบรนด์, และวิธีการขายในเมืองจีนโดยอ้างอิงแบรนด์ไฮเอนด์อื่นๆว่าเขาขายกันยังไงและใครทำได้ดีบ้าง

    ส่วนทาง Weekend Maxmara เขาให้เราคิด online campaign หนึ่งอัน offline อีกหนึ่งอัน เพื่อการโปรโมตและขยับกลุ่มลูกค้าให้เด็กลง ซึ่งโจทย์คือสำหรับพื้นที่มิลานและอิตาลีเท่านั้น ซึ่งยากหน่อยสำหรับกลุ่มที่มีแต่เด็กนักเรียนต่างชาติอย่างห้องเรา แต่ว่าก็เป็นการ challenge ตัวเองดี

    ซึ่งการเรียนที่ยุโรปก็จะเห็นความแตกต่างของผู้บริโภคเมื่อเทียบกับเอเชียหรืออเมริกา คนยุโรปโดยเฉพาะคนอิตาเลียนจะไม่อินกับ social media ต่างๆซักเท่าไหร่ วิธีการใช้ก็จะต้องแตกต่างตามไปด้วย อาจจะไม่ง่ายเหมือนบ้านเราที่อะไรๆก็ go viral ได้ทั้งนั้น 

    ท้ายที่สุดแล้วเราต้องทำตัวจบหรือก็คือ Thesis ภายใต้ชื่อวิชา Research Methods เป็นการทำรายงานในหัวข้ออะไรก็ได้ที่เราเลือกเอง ซึ่งต้องเกี่ยวกับ fashion communications งานของเราเราเลือกที่จะ analyse การโคแบรนด์ดิ้งระหว่างพวกแบรนด์ไฮเอนด์กับดิสนี่ย์ (สนองนี้ดตัวเองล้วนๆ ๕๕๕๕) ซึ่งอาจารย์เองก็สนุกไปกับมัน ถือเป็นตัวจบที่เครียดน้อยกว่าคณะอื่นๆเยอะเลย

    สรุป: 

    ทั้งหมดทั้งมวลที่เรียน fashion promotion มา สิ่งที่ตอบได้คำเดียวคือ

    "รสนิยมสำคัญที่สุด"

    เราต้องรู้ว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่แบรนด์นี้จะใช้ อะไรที่แบรนด์นี้ไม่ควร อะไรที่ดูแพง อะไรที่ดูไม่แพง ซึ่งของเหล่านี้ accumulate ได้ด้วยการเสพย์ข่าวแฟชั่น เสพย์หนังและเพลงอย่างหลากหลายโดยเฉพาะของคลาสสิกของยุโรป ระหว่างการเรียนเวลาว่างก็ควรจะไปเที่ยวให้เยอะๆ ไม่ว่าจะปารีส ลอนดอน มิวนิค เสปน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของการเรียนในประเทศที่ใช้ schengen visa เพราะเข้าออกง่าย

    เราอยู่ใกล้แรงบันดาลใจระดับโลกถึงขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็น museum หรือสถาปัตยกรรมต่างๆ ซึ่งเราคิดว่านี่คือข้อดีของการไปเรียนแฟชั่นในยุโรป

    วันนี้อาจจะดูเป็นการอวยไปหน่อย ข้อดีมีเยอะแต่ข้อเสียก็มากมาย แต่เราก็คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าจริงๆนะ :)

    ถ้าใครสนใจอยากไปเรียนที่มารังโกนีก็ดูรายชะเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> มารังโกนีเซ็นเตอร์ไทยแลนด์ หรือถ้าอยากทักทายเราก็มาจากเพจ fb ได้ >> ฮัลโหลลลล 

    สวัสดีจ้าา.

    เบ๊บ.


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in