I Spilled Your MacchiatoBabeBunnag
002. อยู่ๆก็ได้ไป Milan Fashion Week !!
  • ความพีคของการเรียนที่นี่ คือความใกล้ชิดของสิ่งที่เรียน และทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

    คืองี้ ช่วงเทอมที่ผ่านมาเราได้ทำโปรเจ็คให้แบรนด์อิตาเลียน MISSONI ซึ่งอยู่ในวิชา Brand Driven Innovation and Strategy 

    ในคลาสก็จะเป็นการโพรโพสโปรเจ็คทุกๆอาทิตย์เกี่ยวกับการพัฒนา omni channel service ของแบรนด์ ซึ่งรวมไปถึงการเข้าถึงลูกค้าด้วยวิธีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งทีมของเรามีแต่เด็กเอเชีย อาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยบอกว่า เอองั้นเจาะตลาดเอเชียไปเลยละกัน เพราะมันมีประโยชน์กับแบรนด์มากกว่าแล้วก็ดูแล้วน่าจะรุ่งกว่า

    ก็เลยทำไปแก ทั้ง analyze market ทั้งพรีเซนต์แผนการตลาดทางโซเชี่ยลมีเดียต่างๆของจีน แล้ววันสุดท้ายของคลาสก็จะมีคนจากแบรนด์มา 2 คนเพื่อมาฟังไฟนอลโปรเจ็กต์ของนักเรียนทั้งหมด 2 ห้อง 

    แถมอาจารย์มาโพสต์บอกในเฟซบุ๊คก่อนวันจริง 2 วัน ว่า "นี่พวกยูรู้ป่าววว ผู้ที่ชนะจะได้รางวัลเจ๋งๆด้วยแหละ เตรียมตัวกันมาดีๆนะ!" อ่าววววว แล้วไมพี่ไม่บอกตั้งแต่แรกคะว่านี่เป็นการแข่งขัน!?

    ความพีคเริ่มตรงนี้: วันพรีเซนต์คือวันสุดท้ายก่อนวันหยุดแฟชั่นวีค (โรงเรียนเรามีปิดแฟชั่นวีคอ่ะ เก๋มะ ดูชิคสุดๆ) ซึ่งจะหยุด 1 อาทิตย์ เด็กที่ไม่ได้ฝึกงานช่วงแฟชั่นวีคอย่างเราก็เตรียมตัววางแผนไปเที่ยวแล้ว คือจองตั๋วไปปรากกับเพื่อนที่เรียนอยู่อังกฤษ จองไว้นานนนนนนละ ค่าตั๋วถูกมากแบบไม่ถึง 50ยูโร

    หลังจากเราพรีเซนต์เสร็จ (ไม่ได้นอน 3 วันเพื่อพรีเซนต์ 5 นาที) เราก็รีบลากกระเป๋าขึ้นรถไฟไปสนามบิน Malpensa ทันทีเพื่อให้ทันเวลาบินตอน 1 ทุ่ม ระหว่างที่อยู่บนรถไฟ เพื่อนๆคนอื่นที่อยู่ในห้องก็ไลน์มา
    "เบ๊บบบบบบ พวกเราชนะๆๆๆๆ"
    นางส่งสิ่งนี้มาให้:


    กี๊ซซซซซซซซซซซซซซซ นั่นคือสิ่งที่ช้านคิดใช่ม๊ายยยยยยยย
    มันคือบัตรเชิญไปดูโชว์ของ MISSONI ที่ Milan Fashion Week !!!!

    กรีดร้องดังมากอยู่บนรถไฟ โอม่ายก๊อดดดดดดดดดด ตื่นเต้นขั้นสุด แต่ก็ตกใจมาก เพราะวันที่มันคือวันเสาร์ ซึ่งเราซื้อตั๋วกลับไว้ตอนเย็น! เลยรีบโทรหาแม่ทันที แล้วบอกว่าต้องซื้อตั๋วใหม่ ขอใช้การ์ดหน่อย ๕๕๕๕

    ความพีคต่อมา: ตั๋วกลับมิลานช่วงเวลานั้น แ พ ง ม า ก ก ก ก 
    ตอนแรกช็อคสุดๆ นึกว่าจะไม่มีตั๋วกลับแล้ว เหลือแต่เที่ยวละร้อยยูโร คือมันแพงแบบบ้ามากๆ
    แต่แม่ก็ใจดีมาก ดันลูกสุดๆ "จ่ายไปเลยแก จ่ายไปเลย"

    ก็เลยต้องซื้อ easyjet ในราคาร้อยยูโร เกิดมาไม่เคยเลยแก จะเป็นลม ฮรืออ แต่ก็ถือว่าคุ้ม เป็นค่าตั๋วแฟชั่นวีคละกัน /ปาดน้ำตาแรงๆ

    ความพีคที่สาม: ใส่ อะ ไร ดี!?
    เห้ยแก นี่มัน มิลาน แฟชั่น วีค... MILAN FASHION WEEK!!!
    มันใหญ่มาก มันอลังการ มันเวิร์ลคลาส มันโตมาก โห แล้ว street snap มาจากทั่วโลก ใฝ่ฝันมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบว่าจะโดน snap ลงเว็บสตรีทแวร์เก๋ๆ 
    ทุกวันนี้มาเรียนมิลานก็แต่งตัวเยอะอยู่แล้ว แต่งานนี้มันเยอะได้มากกว่าเดิมอีกอ่ะ มันเยอะได้อีกกกกก

    คุณแม่ผู้เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวมาตั้งแต่เกิดก็บอกว่า 
    "เอาโค้ดมา เดี๋ยวซื้อให้ แล้วให้มันไปส่งบ้านลูก"
    "เห้ยแม่ มันจะทันหรอ"
    "มันต้องทัน!!! มา!!!"

    สปิริตแรงกล้าของแม่ลูกและความไว้ใจในสไตล์ของนางเกิน 100% ก็เลยให้แม่สั่งเสื้อให้เสร็จสรรพ สภาพตอนนั้นขึ้นเครื่องบินด้วยใจเต้นตึกตักว่าจะออกมาเป็นยังไง 

    FAST FORWARD IN PRAGUE >>>>>>>>>>>> to SATURDAY 25FEB2017

    8.00 น. กลับมาเมื่อคืนหลังจากเลื่อนไฟลท์ ถึงมิลานเที่ยงคืนแล้วก็รีบนอน ตื่นมาตอนเช้าพอกหน้าบำรุงด้วยความยินดี แล้วลงไปเอาแพ็คเกจที่มาถึงเมื่อวานตอนบ่ายๆที่ล็อบบี้
    เปิดมาเจอเสื้อเสวตเตอร์สีแสบสุดเดลิเคท เห็นแล้วตื่นเต้นม๊ากกกกก ความไฮเปอร์พุ่งขึ้นเกินร้อยก็เอามาแมตช์ให้เยอะสุดเท่าที่ทำได้ 

    จุดเด่นของแบรนด์ MISSONI คือลายพริ้นท์สีชนสีและแพทเทิร์นสวยๆ






    งานจัดไม่ไกลบ้านมาก ก็นั่งอูเบอร์กันไปกับเพื่อน แล้วก็ยืนรองานเริ่มอยู่ข้างหน้า ระหว่างนั้นก็แฮปปี้กับการดูคนและการโดนถ่ายรูป (โคตรดีใจ แอร๊ยยยยย) เซเล็บยุโรปเดินผ่านมากมาย กรี๊ดกร๊าดสุดๆไป
    แต่เอาจริงๆเราก็ไม่ได้รู้จักทุกคน ก็เห็นพวกดังๆ เช่น Anna dello Russo แล้วก็พวก influencers อย่าง Sita Bellan นางแบบก็..หึหึ GIGI HADID ไงแกร แอร๊ยยยยยยยย


    บัตรเป็นแบบยืน โคตรคอนเสิร์ตชั้นสอง ๕๕๕๕ คือก็ยืนดูแฟชั่นโชว์ตรงโซนข้างขวา นางแบบจะเดินวนซ้ายแล้วมาขวาค่อยกลับเวที แถวๆที่เรายืนคือมีเหล่าบายเออร์ญี่ปุ่นกรุ๊ปใหญ่มากอยู่ด้วย

    ความพีคที่สี่ของ Missoni FW 2017:

    เรื่องที่รู้สึกดีใจแล้วก็เจ๋งมากๆคือคอลเลคชั่นนี้มาในตีม #pinkisthenewblack ซึ่ง dedicate งานให้ Women's March โดยเฉพาะ ซึ่งก็คือขบวนต่อต้านนโยบายของทรัมป์ที่ขัดต่อสิทธิสตรี ตอนจบนางแบบทุกคนรวมถึงดีไซเนอร์จะสวมหมวก pussyhat สีชมพูแต่งลายซิกแซกเอกลักษณ์ของแบรนด์ออกมา แถมแองเจล่า มิสโซนี ดีไซเนอร์ก็พูดออกไมค์ให้ทุกคนขึ้นไปบนแคทวอล์ค และแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้หญิงทุกคนด้วย รู้สึกดีมากๆ


    (ขอบคุณภาพจาก gettyimages, vogue.com ค่ะ)

    ความพีคที่สี่: โชว์จบแล้ว ขาลากมาก แต่ก็ต้องไปดู The Last Supper ที่จองเอาไว้เมื่อชาติที่แล้วอีกกกกกกก (อะไรมันจะเกิดขึ้นทุกอย่างในวันเดียวขนาดนี้!?) ที่ Santa Maria della Grazie ซึ่งอยู่อีกฝั่งของเมือง


    เพราะติดแฟชั่นวีคก็เลยเข้ารอบ 16.45 ไม่ทัน รอรอบ 17.00 ฟังบรรยายเป็นภาษาอิตาเลียนเฉยเลย ตอนเอาตั๋วไปขอเปลี่ยนคุณพี่ข้างหน้าก็น่ารักมาก เป็นคุณพี่ผู้ชายเครางาม แต่พอเห็นว่าเรามาสายปุ๊บตกใจเอามือป้องปากแบบอุ้ยตาย ต้องเข้าไปแล้วนี่! เราก็เลยบอกว่า ไปรอบหน้าได้ๆๆ ไม่มีปัญหา เขาก็เลยแก้ตั๋วให้เรา น่ารักจริงๆ ๕๕๕๕

    สรุปชีวิต:
     วิ่งวุ่นวายสไตล์มิลานมากๆ ได้ดูทั้งผลงานของศิลปินชั้นครูเมื่อหลายร้อยปีก่อนบนผนังโบสถ์ แล้วก็ได้ดูผลงานฝีมือของศิลปินชั้นครูในสมัยนี้ด้วยลวดลายและความละเอียดอ่อนของผ้า knit อย่าง Missoni ได้ดูคนแต่งตัวจัดเต็มอย่างไม่ต้องกลัวหรืออายใคร แถมเห็นลิเดีย แมธธิว กับน้องดีแลนแว่บๆด้วย ฮาาา
    ดีใจที่ได้มีโอกาสมาดู Missoni เพราะว่าทั้งเราทั้งแม่ก็ชอบแบรนด์นี้อยู่แล้ว กระเป๋าใบใหม่ที่เพิ่งซื้อตอนวันเกิดก็เป็นยี่ห้อ M Missoni ด้วยแหละ (แผนกวัยรุ่นของแบรนด์นี้) แถมยังเป็นคอลเลคชั่นที่สนับสนุน Women's March อีกด้วย เลยยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่เลย

     เดี๋ยวตอนต่อไปจะมารีวิวถิ่นที่อยู่แถวๆนี้ให้ ไว้เจอกัลลล์

    parisbxmilano 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
K (@bknkkkkkkk)
หวีดดดดดด
BabeBunnag (@babebunnag)
@bknkkkkkkk แอร๊ยยยยยยยย