I Spilled Your MacchiatoBabeBunnag
001. ความไม่พอของโลกแฟชั่น

  • การมาเรียนแฟชั่นที่มิลานทำให้หลายๆครั้งเรารู้สึกว่า"ไม่พอ"

    แน่นอนว่าด้วยการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยทำให้เรารู้สึกที่สิ่งที่เราเคยมีในกรุงเทพบ้านเรา และเรา"ขาด"ที่นี่ซึ่งมันมีหลายอย่างมาก

     

    1. รู้ภาษาอิตาเลียนไม่พอ

     

    แน่นอนว่าเราเรียนเบสิคอิตาเลียนก่อนจะมาเรียนกับเพื่อนเราที่จบเอกอิตาเลียนที่อักษร ซึ่งก็อยู่ใกล้บ้านเราด้วยไปเรียนสะดวกมาก แล้วก็สนุกมาก เม้ามอยฝอยเฟ้อ

     

    แต่ถึงจุดๆนึงเราก็รู้สึกว่าสมองเราเริ่มปิดเราไม่สามารถเอาภาษาอื่นใส่เข้ามาได้อีกแล้ว

    จะมีจุดที่เราแบบเท พอ เดี๋ยวไปตายเอาดาบหน้าที่นู่น ไปอยู่ตั้งหลายเดือนมันจะพูดไม่ได้ได้ไง

     

    สรุป:ก็พูดไม่ได้มากไปกว่าเดิมหรอกแก แม่งน้อยลงด้วยมั้ง

     

    ด้วยความที่โรงเรียนเราสอนทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษและนักเรียนก็มาจากหลายเชื้อชาติมาก (เกินครึ่งเป็นเอเชีย)ทุกคนที่โรงเรียนก็พูดภาษาอังกฤษได้หมด ใช้ชีวิตประจำวันที่นี่แค่เลข 1-100 ได้ สวัสดี, ขอบคุณ, จำอะไรเบสิคๆได้ คือก็พอแล้ว 

     

    อ่าวแล้วไหนบอกว่าไม่พอ

     

    ที่บอกว่าไม่พอคือมันจะมีบางเรื่องที่เราอยากดีลด้วยแต่ดีลไม่ได้ เพราะมันยังมีชาวอิตาเลียนที่ปฏิเสธการใช้ภาษาอังกฤษอยู่

     

    เราไปห้องสมุดของเมืองที่Pinacoteca di Brera กับเพื่อนๆชาวจีนเพื่อทำงานกลุ่มพอไปถึงแล้วกลายเป็นว่ายัยป้าบรรณารักษ์ทุกคนไม่พูดอังกฤษเลยช่วยอะไรพวกเราไม่ได้เลย แถมปัดมือไล่เราอีก 

     แต่โชคดีที่เจอเด็กอิตาเลียนคนนึง พูดจีนได้!และพูดอังกฤษได้ เลยให้เค้าช่วยแปลให้พวกเราหน่อย

    นางเป็นเด็กปีหนึ่งเอก sculpture ที่เคยอยู่ฮ่องกงมาหลังจากจัดการในเรื่องห้องสมุดเสร็จนางก็มาฟ้อง ว่าเนี่ยพวกป้าบรรณารักษ์น่ะแย่มากๆ มารยาทไม่ดี แถมพูดจาไม่ดีใส่พวกยูด้วย

    อ่าวนางว่าไง

    นางก็บอกว่าพวกคนจีนพวกนี้จะมาที่นี่กันทำไม ถ้าพูดอิตาเลียนไม่ได้ก็กลับไปเลย

     

    ตอนนั้นก็ยอมรับว่าโกรธนิดหน่อยนะก็เลยรู้สึกได้ว่า เออ เราผิดเองว่ะที่เรียนอิตาเลียนไม่พอ

     

    เพราะถ้าเรียนพอจะพูดกลับว่าพวกมึงก็ไปหัดเรียนภาษาอังกฤษหน่อยสิวะเสือกจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมแล้วเก็บตังแต่ก็ไม่พูดภาษาอื่นใจคอมึงจะขายแต่คนชาติเดียวกันรึไงอีกอย่างภาษาอังกฤษมันเป็นภาษาเบสิกของโลกนะว้อยเรียนอิตาเลียนไปก็พูดได้แค่ในประเทศยูแต่ถ้าเรียนภาษาอังกฤษยูก็จะคุยกะคนทั้งโลกได้นะว้อยยยรู้อังกฤษเท่าที่ไอรู้อิตาเลียนก็พอแล้วววว คุณป้าาาาา พยายามหน่อยยย

     

    แต่นอกจากนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคนมิลานคนอื่นๆก็น่ารักนิสัยดี มีแต่ยัยป้านี่แหละที่ชอบมองเหยียด. คัซโซ่.

     

    2. อุ่นไม่พอ

     

    การเป็นเด็กผู้หญิงที่เกิดก่อนกำหนดและเติบโตในเมืองร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรพร้อมภาวะประจำตัวคือเลือดน้อยคล้ายธาลัสซีเมียไม่ได้ทำให้เรารับมือกับอาการที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาของมิลานได้ดีนัก

     

    เคยมีคนว่าไว้ว่าอากาศของอิตาลีนั้น "come la donna" เหมือนกับผู้หญิงนั่นแหละ

    ถ้ามิลานเป็นผู้หญิงก็คงเป็นอินี่:


    อีบ้า.

     

    คือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุก2-3 วัน 

    อาทิตย์แรกที่มาถึงปลายกันยาร้อนจนใส่เสื้อครอปแขนกุดเปิดเอวได้สบายๆ

    พอเข้าเดือนตุลาก็อุณภูมิตกลงมาราวๆ10 องศา ใส่ฮีทเทค 1 ชั้นกับคาร์ดิแกนคลุมๆ

    พฤศจิกาธันวา ขอด่าแรงๆว่า อีดอจ จะอะไรนักหนา เดี๋ยวฝน เดี๋ยวลม เดี๋ยวแดดออก 5-6 องศาอยู่ดีๆ พุ่งขึ้นมา 19 อะไรวะ แต่งตัวไม่ทัน โว้ย หงุดหงิด!

     

    แล้วเราเป็นคนขี้หนาวมากถึงขั้นเดินซูเปอร์ต้องใส่เสื้อหนาวเพราะผ่านช่องแช่เย็นแล้วขนลุกและเป็นคนเหงื่อไม่ค่อยออก ป่วยง่าย บอกตรงๆเลยว่า หน้าหนาวยุโรป ทรมานมากๆ

     

    ถ้าอุณภูมิต่ำกว่า10 เราจะใส่ฮึทเทคซ้อน 2 ชั้น พร้อมผ้าพันคอถุงมือออปชั่นครบหมด เห็นเพื่อนในห้องบางคนมาถึงถอดแจ็คเก็ตโอ่แม่เอ๊ย ข้างในนางใส่เสื้อผ่าลงมาเห็นเนินอกแค่ชั้นเดียวแค่เห็นก็ขนลุกถึงข้อเท้าแล้ว เธอทำได้ยังไง 

    เราแข็งแกร่งไม่พอจริงๆ

     

    และที่สำคัญ,

     

    3. ทุนไม่พอ

     

    ทุนนิยมสามานย์

     

    การเป็นเด็กliberal arts ที่ถูกฟูมฟักด้วยความคิดที่ค่อนไปทางซ้ายจัดอาจจะทำให้เราต้องขมวดคิ้วบ่อยๆในชั้นเรียนแฟชั่น

    เพราะแน่นอนไม่มีอะไรที่เกิดมาเพื่อเป็นบ่อspawn ของทุนนิยมไปมากกว่านี้อีกแล้ว

     

    เสื้อผ้าไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่ได้นานจนเกินไป

    ต้องเปลี่ยนมันทุกวันและอาจจะต้องโละทุกๆหกเดือน

    หลายๆครั้งที่เรารู้สึกว่าแฟชั่นกำลังสอนให้เรา"ไม่รู้จักพอ"

     

    ใหม่กว่านี้

    ชิคกว่านี้

    สั้นกว่านี้

    ยาวกว่านี้

    เก๋อีกไม่พอ เอาอีก ใส่อีก ใส่เพิ่ม

    สีนี้ไม่ได้เปลี่ยนมัน ซื้อใหม่ ตัดมัน เย็บใหม่

     

    นิตยสารแฟชั่นหลายๆเล่มมักจะทำให้เรารู้สึกอย่างแรกก่อนเลยว่า 

    "คุณมันดีไม่พอ"

    คุณยังสวยไม่พอนะต้องซื้ออันนี้ คุณยังผอมไม่พอนะ ต้องออกกำลังกายแบบนี้

    คุณบุคลิกไม่ดีพอนะลองทำแบบนี้ดูสิ 

    แต่เอาจริงๆนะเบสิคของการตลาดก็คือทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่พอถูกมะ ก็ถ้าพอแล้วจะซื้อของเราทำไมล่ะ

     

    เรารู้สึกว่าถ้าเราโตประมาณนึงแข็งแกร่งประมาณหนึ่งปรัชญาของหนังสือปกกลอสซี่พวกนี้ทำอะไรเราไม่ได้มากขนาดนั้นหรอก

     

    แต่เราจะยกเรื่องนั้นไปพูดอีกรอบเพราะเป็นประเด็นที่น่าถกเถียงอยู่เหมือนกัน

     

    และที่เราบอกว่าเรารวยไม่พอก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่อย่างลำบากหาเงินมาเรียนเองหรือต้องทำงานพิเศษอดมื้อกินมื้อเอาจริงๆแกต้นทุนเราที่นี่ค่อนข้างดีมาก ถึงของใช้แต่ละวัน cost of living ในเมืองนี้จะสูงอยู่ แต่ก็ไม่ถึงขนาดอยู่อย่างลำบากไม่ได้หาญกล้ามาบอกว่าตัวเองลำบากหรอก จะบ้าหรอ เรารับรู้พริวิเลจของเราดีแล้วก็รู้สึกขอบคุณเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีให้เราใช้ด้วยเช่นกัน

     

    แต่ต่อให้เป็นเศรษฐีรวยระดับต้นๆของโลกก็ไม่เคยรวยพอสำหรับโลกแฟชั่น

    เพราะการมีแค่เงินมันซื้อรสนิยมไม่ได้

     

    ปิแอร์บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) ได้กล่าวถึงทฤษฏีที่เรียกว่า Multiple Capital Theory 

    อธิบายง่ายๆว่าคนเรามีทุนอยู่หลายแบบแบ่งได้ดังนี้:

     

    1. Economic Capital ทุนที่เรียกว่าเงิน 

    2. Social Capital ทุนที่เรียกว่าความสัมพันธ์กับคนอื่นคนอื่นเอื้อประโยชน์ให้เราแค่ไหน

    3. Symbolic Capital ทุนที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น ชื่อเสียง, เกียรติยศ จับต้องไม่ได้

    และ 4. Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม

     

    ซึ่งทุนทางวัฒนธรรมนี้เป็นการสะสมบ่มเพาะด้วยสภาพแวดล้อมและการศึกษาแต่ก็เกี่ยวข้องกับทุนอื่นๆที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นลำดับชั้นในสังคมหรือเงินที่มีและจะสามารถแสดงความเหลื่อมล้ำ และความสูง-ต่ำทางสังคมได้อย่างแนบเนียนด้วยสิ่งที่เรียกว่า "รสนิยม" 

     

    ซึ่งรสนิยมของเราก็บอกได้เลยว่า มีต้นทุนทางวัฒนธรรมไม่สูงเมื่ออยู่ในกรอบสังคมยุโรป

    มันไม่ใช่เทสต์ที่เราชอบอยู่แล้วเพราะเราก็อินกับญี่ปุ่น อินกับเอเชียมากกว่า

    หรือสำหรับเราตะวันตกก็คืออเมริกา ไม่ได้คิดถึงยุโรปเลย 

     

    ยุโรปเก่าแล้วแต่ก็ใหม่มากสำหรับเรา ในเมื่อนี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ในสังคมที่ไม่ใช่เอเชียแน่นอนว่าหลายๆอย่างเรา"เข้าไม่ถึง"เพราะว่าเราไม่ได้มีทุนทางวัฒนธรรมยุโรปที่มากพอและมันส่งผลให้รสนิยมของเราตกไปอยู่ในจังหวะที่ดูเหมือนจะ "ไม่สูงมาก"

     

    ตอนนี้มันก็ยังเป็นปัญหาของเราอยู่เพราะนี่คือวิชาป.โทที่เฉพาะทางมาก แน่นอนว่าเด็กทุกคนรู้เรื่องแฟชั่นอยู่แล้วรู้มากกว่าเรา รู้มานานกว่าเรา และรู้ลึกกว่าเราด้วย

    ปกตินี่เป็นคนมีอีโก้และมีความมั่นใจในประมาณนึง ว่าเออ เราก็เก่งนะ กว้างขว้างนะ เรียนดีนะ หัวไว

    แต่รสนิยมมันไม่ใช่เรื่องที่สอนกันได้

    การที่เราเห็นอะไรว่าสวยหรือไม่สวยเข้าใจหรือไม่เข้าใจ มันสอนกันไม่ได้หรอกเอาจริงๆ มันถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เราเด็กๆ

     

    และตอนนี้ในวัย23 ปีเราก็มาช้ากว่าหลายคนมาก....และมันก็ทำให้เรา conscious ว่าต้องวางอีโก้ตัวเองลงนะ เราเป็นนักเรียน เรามาที่นี่เพื่อเรียนถ้าเรารู้ทุกอย่างแล้วเราจะเสียเงินค่าเทอมทำไม ถูกมะ

     

    -----

     

    แต่การได้มาอยู่ในที่ๆตัวเอง"ไม่พอ"มันก็ดีนะ

    มันทำให้ได้สำรวจตัวเองว่าเรานี่มันขาดตกบกพร่องอะไรมากมายเหลือเกิน

    จุดแรกในการซ่อมแซมตัวเองก็คือต้องรู้ก่อนว่าพังตรงไหนเราว่านะ.

     

    ปล. อ่ออีกอย่างไม่พอ "ตื่นเช้าไม่พอ" กูไปเรียนสายเกือบทุกวันเลย เฮ้อออ

    ไทยไทม์จริงๆ

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in