I Spilled Your MacchiatoBabeBunnag
000. intro: fashion x culture
  • สิ่งที่คิดขึ้นได้ในขณะเล่นเกม "เสื้อตัวหนึ่งจะใส่นอนกี่ครั้งก่อนจะซัก"
    ณ ห้องแอร์บีเอ็นบีที่ถนน Via Ludovico da Viadana ที่มิลาน, อิตาลี

    การผันตัวนิสิตเอกภาษาและวัฒนธรรม มาเป็นนักเรียนป.โทแฟชั่นโปรโมชั่นถึงมิลาน ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนัก ถึงใครจะบอกว่าเรียนอักษรทำไมเปลี่ยนสายมาเป็นแฟชั่น แต่สำหรับเราแฟชั่นมันก็คือกลไกสำคัญทางวัฒนธรรมนั่นแหละ แล้วก็ไม่ใช่แค่ป๊อบคัลเจอร์ด้วย

    คืองี้แก เอกเราในอักษรจะเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและวัฒนธรรม
    ยกตัวอย่างง่ายๆว่า ภาษาจะสามารถอธิบายถึงคัลเจอร์ได้ 
    (ตัว ฒ แม่งหายากขอเรียกทับศัพท์ว่าคัลเจอร์นะ เพราะความหมายของคำว่าวัฒนธรรมในภาษาไทยอาจจะให้ภาพคนละอย่างก็ได้ นี่ก็คือหนึ่งในกลไกของภาษาเหมือนกัน อ่าาาาาาาา  โอเค เอาใหม่)

    อ่ะ. เอาที่เห็นชัดๆนะ แค่คำที่เรียกตัวเอง ภาษาไทยมี ฉัน ผม เธอ กระผม กระหม่อม ข้าพเจ้า ดิฉัน กู นี่ เรา แค่นี้ก็เยอะแล้ว แต่ละอันก็ใช้กับแต่ละคนไป แต่ภาษาอังกฤษ อเมริกัน มีแค่คำว่า I, คุณก็มีแค่ you ไม่มีอะไรมากกว่านั้น 
    นี่คือความต่างของภาษา ซึ่งสะท้อนความต่างของคัลเจอร์ เพราะอเมริกันจะเน้นความเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัลเจอร์ตะวันตก ไม่มีใครสูงกว่าใคร แต่ในภาษาเอเชียจะมีหลายประเทศที่สรรพนามต่างกันเพื่อบ่งบอกฐานะของคนที่พูดด้วย เพราะคัลเจอร์เรา recognize ความต่างชั้นและเหลื่อมล้ำของสังคม นี่คือการวิเคราะห์อย่างหยาบๆว่าภาษาสะท้อนวัฒนธรรม

    หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือการที่คำบางคำ ภาษาหนึ่งมี อีกภาษาไม่มี เช่น ภาษาญี่ปุ่นจะมีคำที่เกี่ยวกับธรรมชาติเยอะ เช่น komorebi ซึ่งก็คือ แสงแดดที่ส่องผ่านเงากิ่งไม้ หรือภาษาที่เกี่ยวกับความคิดความรู้สึกที่เป็นเรื่องเฉพาะของชนชาตินั้นๆ เช่น ภาษาไทยจะมีคำว่า "เกรงใจ" แต่ภาษาอังกฤษไม่มี การอธิบายเรื่องความเกรงใจเลยเป็นเรื่องยากให้ชาวต่างชาติเข้าใจ 

    นั่นแหละ พวกที่ชอบอ่าน words that can't be translated into english น่าจะรู้จักเยอะอยู่ ในหมู่เด็กๆที่ถนัดมากกว่า 1-2 ภาษาก็จะมีการใช้คำปนไปปนมาเพราะพยายามสื่อความรู้สึกด้วยคำที่ให้ความหมายใกล้เคียงกันมากที่สุด

    และนั่นคือเรื่องที่เอกภาษาและวัฒนธรรมเจอมาตลอดสี่ปีในรั้วปริญญาตรี คือการ identify จุดสำคัญและการเรียนรู้ความแตกต่างของแต่ละคัลเจอร์ผ่านทางภาษาและสื่อ (ซึ่งสนุกและยากโคตร ๕๕๕)

    ซึ่งสำหรับเรา แฟชั่นเองก็เป็นอีกภาษาหนึ่ง

    มันคือภาษากาย ภาษาทางภาพ เป็นเรื่องของวิช่วล มองปุ๊บก็สื่อถึงอะไรบางอย่าง ทุกสิ่งเป็น signs and symbols ไปหมด ตึกรามบ้านช่องเองก็เหมือนกัน ทุกสิ่งกำลังเปิดเผยข้อมูลของประวัติศาสตร์ ของความเชื่อ ของคัลเจอร์ และที่เราชอบแฟชั่นก็เพราะมันเปลี่ยนได้ทุกวัน และมันต้องคิดใหม่ทุกวันไง

    เสื้อยืดตัวหนึ่งมีประวัติศาสตร์มากมายหลับใหลอยู่ในนั้น มันเขียนว่าอะไร มันคือสีอะไร ลายกราฟฟิกหรือลายมัดย้อม 

    กางเกงยีนส์มาจากชนชั้นแรงงานของอเมริกา เนื้อสีที่ใช้คือสีอะไร มันขาดหรือไม่ขาด ขาบานแบบที่ฮิตในยุคก่อน หรือว่าแบบสกินนี่เน้นตูดบึ้มๆแบบที่ฮิตกันในยุคนี้ 

    รองเท้าผ้าใบคู่หนึ่ง มันสร้างด้วยเทคโนโลยีแบบไหน วัสดุแบบไหน

    สีที่เลือกใช้บนใบหน้า ขอบตา ตุ้มหู แหวน นาฬิกา

     โอ้โหแก คือมันมีพ้อยท์เป็นล้านๆที่เครื่องแต่งกายหนึ่งชิ้นถืออยู่ในมือ และเมื่อผู้ใส่เอามันมาบวกกัน ความหมายของมันก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

    และนั่นแหละแก คือสิ่งที่ทำให้แฟชั่นสนุกที่สุด

    เหมือนเป็นผู้กำกับหนัง เหมือนสร้างตัวละคร วันนี้ฉันจะเป็นใคร ทุกครั้งที่ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าก็เหมือนถือดินสอกำลังจะจรดลงบนกระดาษเปล่าสีขาว แค่แต่งตัวตัวเองยังรู้สึกถึงความเป็นศิลปินขนาดนี้ แกคิดดูสิว่าดีไซเนอร์แต่ละคนจะมีความเป็นศิลปินขนาดไหน?

    เหตุผลที่เราเลือกอิตาลีเพราะความเผ็ดของแฟชั่นดีไซเนอร์อิตาเลียน ก่อนจะมาถึงตรงนั้นแกย้อนกลับไปดูก่อนว่าศิลปินเอกของโลกนี่ก็ชาวอิตาเลียนทั้งนั้น
    เดินๆไปตามเมือง คูคลองแม่งก็ขุดโดยการออกแบบของดาวินชี่ ภาพวาดในโบสถ์มีราฟาเอลแหงนคอวาดภาพด้วยฝีมือที่แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครเหมือน เปิดหน้าต่างตึกบ้านข้างๆก็มีรูปปั้นที่เอาจริงๆนะกล้ามเนื้อหน้าแข้งแม่งแลดูสมบูรณ์กว่าที่ติดอยู่บนขากูตอนนี้ซะอีก

    หลังจากยุคนั้นอิตาลีก็มีปราด้า มีโดลเช่แอนด์กาบาน่า มีอาร์มานี่ มีศิลปินชั้นครูคนอื่นที่ผันศาสตร์แห่งศิลปะจากที่ติดอยู่บนผนังเพื่อบ่งบอกอำนาจของขุนนางผู้พร้อมเปย์ทั้งโลก มาเป็นเครื่องแต่งกายที่เอาไว้บอกเล่าความคิดและคัลเจอร์ของแต่ละคนๆแบบ individually ผ่านทางการเลือก

    แค่คิดว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากดีเอนเอของคนเหล่านี้ที่เหลือทิ้งไว้ให้ในเมืองแห่งแฟชั่นที่เรียกว่า"มิลาน"แค่นี้ก็เริ่มสนุกแล้ว
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in