ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
คฤหาสน์แกรนด์โกสต์ (1)
  •             “หนูฌองออกไปตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้วนะจ๊ะ เห็นบอกว่าจะไปนอนค้างที่บ้านคลีโอ” น้าจูเลียเอ่ยตอบเบ็นจามินขณะแจกจ่ายแก้วนมอุ่นกลิ่นเปปเปอร์มินต์ให้เด็ก ๆ คนละใบ ก่อนจะเดินหายลับไปหลังประตูครัว

                ลูคหันมองหน้าเพื่อนทั้งสามด้วยแววตารู้กัน เมื่อวานนี้ เด็ก ๆ แบ่งหน้าที่กันไปจัดการตามแผนที่วางไว้ หลังจากฟังฌองเล่าถึงประตูทางลับที่พวกเขาจะใช้เป็นเส้นทางเข้าตัวคฤหาสน์ และตารางเวลาการเดินเวรยามของผู้ตรวจตราในแต่ละห้อง ทั้งหมดมีหน้าที่ช่วยกันจดบันทึกและจำข้อมูลเหล่านั้น ในขณะเดียวกันเบ็นจามินก็รับผิดชอบเรื่องสมุนไพรยาเผื่อใช้ในยามฉุกเฉินหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ชินกับคลีโอจัดการกับอุปกรณ์สำคัญอย่างเช่นไฟฉายและเชือกเงื่อนให้เพื่อน ๆ ส่วนฌองนั้นมีหน้าที่ตรวจสอบตารางการเดินเวรยาม เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลยังถูกต้องอยู่

                “สงสัยสองคนนั้นจะมาสาย เราไปรอพวกเขาที่นัดหมายกันเลยไหม จะได้ไม่เสียเวลา” ลูคเอ่ยพลางแหงนมองนาฬิกาแขวนผนังบนกำแพงข้างเตาผิงบอกเวลาสามทุ่มตรง

                พวกเขาเริ่มออกเดินจากหน้าร้านลูนคาเฟ่ ลึกเข้าไปในซอยซูเคร่ จัตุรัสเงียบกริบราวป่าช้า รูปปั้นบุรุษร่างกำยำสร้างจากเหล็กผิวดำกำลังจ้องมองอาคันตุกะทั้งสี่ด้วยใบหน้าถมึงทึง เหนือศีรษะมีจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ถูกเทิดไว้ประหนึ่งเป็นเครื่องบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ รวมกันกับแสงสลัวของเสาไฟส่องทางแล้ว บรรยากาศของจัตุรัสเสี้ยวจันทร์สร้างความรู้สึกกดดันให้เขาอย่างบอกไม่ถูก แม้เสียงสายฝนจะกระหน่ำตกจะพอคลายความอึดอัดได้บ้างก็ตาม

                “ไม่นึกเลยว่าจะมีสถานที่น่ากลัวแบบนี้อยู่ในเมืองเรา” ซิดจ์ลูบขนแขนของตนที่ลุกขึ้นตั้งชันดูน่าขัน

                “รูปปั้นรัชมาฮาล โรเซเรีย หนึ่งในพวกผู้นำลัทธิบูชาราตรีที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง” ชินเอ่ยพลางใช้ชายเสื้อซับน้ำฝนที่หยดเปรอะบนแว่นสายตา

                “โรเซเรีย [1] งั้นเหรอ...” ลูคงึมงำกับตัวเอง เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินนามสกุลนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง

                เขายืนรออยู่ไม่นานนักก็เห็นคลีโอวิ่งรี่เข้ามาหาพร้อมโบกไม้โบกมือทักทายอย่างกระปรี้กระเปร่า ทว่าปราศจากวี่แววของฌอง

                “เมื่อคืนเหรอ เจ้านั่นไม่เห็นมาหาฉันเลยนะ หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น” คลีโอหน้านิ่วด้วยความวิตก

                “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหมอนั่นเบี้ยวเรา!” ซิดจ์ร้องโวยวายเสียงดังลั่น จนเบ็นจามินรีบเอามืออุดปากมันไว้แทบไม่ทัน

                “เอาไงดีล่ะทีนี้ ฌองเป็นคนที่รู้ทางดีที่สุดซะด้วย หรือเราควรเลื่อนวันไปก่อน” เบ็นจามินเอ่ยเสียงค่อย

                “นายพยายามบอกให้ฉันล้มเลิกแผนทั้งหมดนี่ ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีเวลาเหลือแล้วอย่างงั้นเหรอ ยังไงฉันก็ต้องเข้าไปในคฤหาสน์นั่นให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” ลูคพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

                “แต่ฌองหายตัวไปนะ นายจะทำเฉยกับเรื่องนี้ได้ยังไงกัน” คลีโอแย้งทันควัน

                ในตอนนี้สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของเขาคือการบุกค้นคฤหาสน์เพื่อหาศิลาก้อนสุดท้าย ความไว้ใจระหว่างเขากับฌองถูกทำลายไปตั้งแต่วินาทีที่เขารู้ว่าฌองเป็นคนในตระกูลแกรนด์โกสต์แล้ว บางทีฌองอาจจะอยากขัดขวางไม่ให้เขาหาศิลาก้อนสุดท้ายเจอก็ได้ใครจะไปรู้ ลูคคิดในใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยตอบคลีโอแต่อย่างใด

                “ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ ยังไงฌองก็สำคัญกว่าไอ้ก้อนหินงี่เง่านั่น” คลีโอเอ่ยอย่างหัวเสีย ก่อนจะออกเดินเลี้ยวที่หัวมุมจัตุรัส หายลับตาไป

                เบ็นจามินหันมองหน้าชินประหนึ่งสื่อสารกับผ่านโทรจิต แล้วชินก็เริ่มออกวิ่งตามหลังคลีโอไป

                “เดี๋ยวชินก็กล่อมคลีโอได้เองนั่นแหล่ะ หมอนั่นโน้มน้าวคนเก่งเสียยิ่งกว่าอะไรดี ไว้เราค่อยสืบทีหลังว่าเกิดอะไรขึ้นกับฌอง” เบ็นจามินเอ่ยปลอบใจเมื่อเห็นสีหน้าเครียดของเขา

                แท้จริงแล้วเขาไม่ได้นึกสนใจหรอกว่าคลีโอจะโกรธเค้ามากน้อยเพียงใด หรือว่าฌองจะหายตัวไปอยู่ที่ไหน เพราะความเชื่อใจระหว่างเขากับฌองนั้นจบลงตั้งแต่วินาทีที่รู้ว่าฌองตั้งใจปิดบังเขาเรื่องนามสกุลแกรนด์โกสต์แล้ว แต่เหตุผลที่เขาเครียดนั่นก็เพราะพวกเขาเหลือกันอยู่เพียงแค่สามคน โอกาสหาศิลาก้อนสุดท้ายเจอได้นั้นก็ยิ่งริบหรี่ลงทุกที

                “เรารีบไปต่อกันเถอะ”

                ลูคเอ่ยเรียกสติตนเอง ก่อนจะเริ่มออกเดินนำทุกคน มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ท้ายซอยซูเคร่

                เสียงฝีเท้าทั้งสามดังกระทบพื้นถนนเหล็กส่งเสียงดังกังวาลไม่เป็นจังหวะ ทั้งสามเดินผ่านสนามเด็กเล่นร้างที่รกครึ้มด้วยหญ้าคา ดอกหญ้า และวัชพืช ลูคสังเกตว่าถนนเริ่มตีบแคบขึ้นเรื่อย ๆ ไร้ซึ่งทางเท้าทั้งสองฟากถนนอีกต่อไป เหลือเพียงแต่เสาไฟส่องทางซึ่งกระพริบถี่เสียจนหวาดเสียวว่าจะระเบิดใส่ศีรษะของเขา

                “ยิ่งลึกยิ่งหลอน คงจะไม่มีผีโผล่มาให้เห็นหรอกใช่ไหมเนี่ย” ซิดจ์บ่นงุบงิบด้วยเสียงสั่นเทา ทำเอาเบ็นจามินหน้าแหยไปตาม ๆ กัน

                คฤหาสน์แกรนด์โกสต์ต้อนรับพวกเขาด้วยรั้วเหล็กปลายแหลมสีดำเมี่ยม ลูคกวาดสายตามองยังเถาไม้เลื้อยที่ขึ้นรกครึ้มอยู่ตามรั้วเหล่านั้น มีตะเกียงไฟติดอยู่รอบ ๆ กำลังส่องแสงสีฟ้าสว่างเย็นตา หลังสีดำคาทรงแหลมสูงมองผ่าน ๆ แล้วเหมือนกับเล็บมือทั้งห้าของปีศาจเด่นอยู่หลังผืนนภาซึ่งดารดาษด้วยหมู่ดาวนับร้อย

                “ไม่มีหน้าต่างให้เห็นสักบาน มีแต่ช่องลมเล็ก ๆ พวกนั้น แถมยังประตูทางเข้าทางเดียวด้วย มันดูไม่ต่างไปจากคุกขังนักโทษเลย!” เบ็นจามินร้องเสียงแหลม แม้สายตาจะยังคงจับจ้องไปที่ตัวคฤหาสน์ไม่กระพริบ

                “เราต้องไปในนั้นจริง ๆ เหรอ” ซิดจ์เกิดปอดแหกขึ้นมากระทันหัน

                “ทางลับแรกที่เราจะใช้ซ่อนอยู่ที่ตะเกียงไฟอันที่พัง” เบ็นจามินเพ่งตาผ่านแสงสลัวอ่านบันทึกเส้นทางลับที่เคยจดเอาไว้

                “อันนี้หรือเปล่า” ซิดจ์ว่าพลางใช้มือเคาะตะเกียงอันหนึ่งที่ไฟกระพริบถี่ส่งเสียงดังก๊องแก๊ง

                เบ็นจามินรีบเอื้อมมือไปสำรวจตรวจสอบตะเกียงดังกล่าว ก่อนที่เพื่อนผู้เฉลียวฉลาดจะเปิดฝาตะเกียงนั้นออก เผยให้เห็นปุ่มสวิทช์ภายใน

                เสียงโลหะเสียดสีดังขึ้นทันทีที่เบ็นจามินกดสวิทช์ในตะเกียง เส้นทางลับสุดคับแคบเผยให้เห็นหลังม่านไม้เลื้อย สายฝนเบาเสียงลงเรื่อย ๆ ยามที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในทางเดินสุดแสนมืดมิด กลิ่นอับแสบจมูกผสมกับกลิ่นชื้นของน้ำฝนชวนให้ลูครู้สึกคลื่นเหียน เขาเริ่มเร่งฝีเท้าเกรงว่าจะไม่ทันการ มีเพียงแสงสว่างจากไฟฉายที่ชินเตรียมมาให้เพียงเท่านั้น ที่ส่องสว่างให้เห็นเส้นทางซึ่งรกครึ้มด้วยหยากไย่และฝุ่นละออง

                “เหมือนทางนี้จะตัดผ่านใต้ดินนะ” เบ็นจามินแสดงความคิดเห็นก่อนจะสำลักฝุ่นเข้าเต็มปาก

                ทางเดินลับพาพวกเขามาโผล่ยังเล็ก ๆ ที่รกเลอะเทอะห้องหนึ่ง ตะเกียงไฟสีฟ้าติดเหนือประตูบานเล็กส่องแสงสลัวห่างออกไปเกือบวา ลูคเห็นถังเก็บไวน์กว่าสิบใบตั้งเรียงรายอยู่รอบตัว

                “คงจะเป็นห้องเก็บไวน์ ฉันว่าครัวคงอยู่ไม่ไกลจากห้องนี้” เบ็นจามินเอ่ยเสียงค่อยพลางกางแผ่นกระดาษที่มีรูปวาดคฤหาสน์ฝีมือไม่เป็นสับปะรดของฌอง

                “ครัวงั้นเหรอ!” ซิดจ์กระซิบน้ำเสียงแฝงความตะกละตะกลามไว้เต็มเปี่ยม

                “อยู่ในคฤหาสน์ผีสิงแล้วยังมีอารมณ์คิดถึงอาหารอีกเหรอเนี่ย” เบ็นจามินแขวะ ทว่าซิดจ์กลับไม่แยแส

                “ตามที่ฌองบอกบนชั้น 3 จะมีการเดินตรวจตราที่แน่นหนามาก เพราะงั้นชั้นนี้กับชั้น 2 คงจะไม่ลำบากมากเท่าไหร่ อีกอย่างวันนี้ตรงกับวันศุกร์ นั่นหมายถึงว่ารุ่นพี่เบอมิวด์จะกลับมาจากมหาลัยและอยู่ในคฤหาสน์ ฌองบอกว่าวันไหนที่เบอมิวด์อยู่บ้านการเดินเวรยามจะลดลงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเจ้าตัวรำคาญผู้เดินตรวจตราเลยสั่งห้ามไม่ให้มีการเดินตรวจแน่นหนามากเท่าวันปกติ สำหรับเราแล้วมันก็คือหนึ่งคนที่เพิ่มเข้ามา แต่แลกกับหลายคนออกไปให้พ้นทาง คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม” เบ็นจามินเล่าทวนสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วซ้ำอีกรอบ

                “แล้วไอ้ผู้ตรวจตราที่ว่านี่คือใคร ฉันนึกภาพไม่ออก” ซิดจ์กระซิบเสียงพร่า ทว่าเบ็นจามินกลับยักไหล่และบอกว่าตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

                เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากอีกฟากของบานประตูเรียกความสนใจของทุกคน เขารีบสอดส่องสายตาผ่านช่องลูกกลอน แสงสว่างของตะเกียงน้ำมันทรงกางเขนคว่ำส่ายไปมาตามจังหวะการเดินของชายสูงวัยกว่าสามคน กำลังเดินผ่านหน้าบานประตูไปอย่างเชื่องช้า

                “ต้องเป็นพวกผู้ตรวจตราแหง ๆ” ลูคกระซิบเสียงค่อยกับเพื่อน ๆ ก่อนจะเดินเปิดประตูนำออกไปเป็นคนแรกเมื่อเห็นว่าทางสะดวกแล้ว

                สายลมกระโชกพัดพากลิ่นฝนผ่านช่องลมรูปไม้กางเขนคว่ำราวยี่สิบช่องผ่านเข้ามาในห้องครัวดีไซน์โบราณ ลูคกวาดตามองผ่านแสงสลัวสีฟ้าอ่อนจากตะเกียงไฟไปรอบ ๆ ตู้กระจกใส่ของมากมายตั้งอยู่ตามมุมห้อง อุปกรณ์ทำครัววางกระจัดกระจายอยู่ทั่วบนเคาน์เตอร์เหล็กทำอาหาร จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้เห็นแม้แต่สีของเคาน์เตอร์ บนพื้นสกปรกเลอะเทอะด้วยผงแป้ง เศษอาหาร เชื้อรา และเปลือกผลไม้ที่ดำคล้ำประหนึ่งว่าถูกเหยียบซ้ำมานักต่อนักแล้ว

                “ฉันไม่คิดว่าจะมีใครหน้าไหนเอาของมีค่าอย่างศิลาอินคิวบัสไปซ่อนในห้องแบบนี้หรอกจริงไหม” เบ็นจามินเอ่ยเสียงเนือย พลางยกมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผาก หลังจากสำรวจซอกมุมหนึ่งหลังตู้กระจก

                เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีวี่แววของศิลาที่ตามหาในห้องครัว พวกเขาก็เริ่มส่องสายตาผ่านกลอนประตู

                โถงใหญ่ไร้เงาของผู้ตรวจตราหรือผู้อาศัย ลูคคาดคะเนด้วยตาเปล่า เขาเห็นห้องโถงเพดานมุมเหลี่ยมกว้างยาวมากถึงสามเท่าของขนาดห้องครัว ภาพจิตกรรมสละสลวยถูกวาดไว้บนเสาเหล็กนับสิบต้นซึ่งติดกับเพดานยกสูงเหนือหัว สายฝนกำลังกระหน่ำซัดผ่านมุขหน้าต่างรูปกางเขนคว่ำเข้ามาในห้อง จนพรมปูพื้นผืนยาวเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนส่งกลิ่นอับชื้นเหม็นคลุ้งทั่วห้อง ห้องโถงโล่งและว่างเปล่าไร้ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ เว้นเพียงแต่ชานบันไดวนที่ทอดยาวขึ้นไปยังระเบียงชั้นสอง

                “ภาพเขียนพวกนี้น่ากลัวพิลึก” ซิดจ์กระซิบเอ่ย มือไม่วายลูบไล้ไปตามเสาเหล็กผิวเย็นยะเยียบ

                ลูคเพ่งตามองผ่านแสงสลัวสีฟ้าเย็นจากตะเกียงน้ำมันบนผนัง ภาพจิตกรรมสีฝุ่นบนเพดานโถงบอกเล่าเรื่องราวของชายหญิงวัยชราคู่หนึ่ง พวกเขากำลังยืนอยู่ใต้จันทร์เพ็ญมหึมา เบื้องหลังมีปราสาทตั้งอยู่ริมผาสูง ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี รายล้อมด้วยแสงมัวหม่นจากตะเกียงน้ำมันทรงกางเขนคว่ำในมือของเหล่าสาวกนับร้อย ล้วนแล้วแต่ก้มคำนับชายหญิงคู่นั้นเยี่ยงทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์

                “ฉันว่าภาพพวกนี้เล่าถึงพวกบูชาลัทธิราตรีแน่เลย ตะเกียงกางเขนคว่ำพวกนั้นดูเหมือนที่ฉันเห็นพวกผู้ตรวจตราใช้เมื่อกี้เลย หรือว่าคนพวกนี้จะมาจากลัทธิบูชาราตรีนี้เหมือนกันนะ” ลูคเอ่ยตั้งคำถามกับตัวเอง พลางย่องฝีเท้าสำรวจไปรอบ ๆ ห้องโถงด้วยความระแวดระวัง

                “ถ้าเป็นอย่างที่นายว่าจริง ๆ งั้นคนแก่คู่นั้นต้องเป็นชาวมากอสไม่ผิดแน่ ดูสิว่าพวกนั้นกำลังก้มหัวคำนับคนคู่นั้น เหมือนที่ชินเคยเล่าให้ฟังเลยว่าชาวมากอสถูกยกย่องให้มีฐานะที่สูงกว่าคนทั่วไป” เบ็นจามินกระซิบเสริมขณะชะโงกหัวมาจากเสาเหล็กต้นหนึ่ง จนทำให้ซิดจ์ผงะด้วยความตกใจเพราะนึกว่าถูกจับได้โดยผู้ตรวจตรา

                “ฉันว่าเราไปดูชั้นต่อไปกันดีกว่า” เบ็นจามินเอ่ยพลางกางแผ่นกระดาษดูรายละเอียดในคฤหาสน์อีกครั้ง

                ทันใดนั้นเองลูคก็สังเกตเห็นแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันริบหรี่มาแต่ไกลจากบนระเบียงชั้นสอง ลูครีบคว้าแขนเพื่อนทั้งสองไปหลบอยู่ในซอกใต้บันไดทันที

                “แกได้เดินไปตรวจที่สวนบัวรัศมีจันทร์แล้วหรือยัง” เสียงแหบพร่าของผู้ตรวจตราชราผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นตัดความเงียบงันของโถงใหญ่

                “ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องไปดู ใครมันจะกล้าเข้ามาในที่น่ากลัว ๆ แบบนี้กัน” เสียงที่หนุ่มแน่นกว่าตอบ

                “ก็จริงอย่างที่แกว่า ถ้าไม่ติดว่านายใหญ่ท่านสั่งมา คงไม่ต้องมาเดินไปมาให้เมื่อยตุ่มแบบนี้หรอก” ชายชราเอ่ยตอบอย่างปลงตก ก่อนจะกระแอมกระไอเสียงดังจนเบ็นจามินที่นั่งยองอยู่ข้าง ๆ สะดุ้งดังเฮือก

                ลูคแอบชะโงกหน้าออกไปดูที่มุมบันได เขาไม่เห็นวี่แววของผู้ตรวจตราคู่นั้นในห้องโถงอีกต่อไป เด็กหนุ่มจึงลากเพื่อน ๆ ออกมาจากซอกใต้บันได ก่อนจะเดินด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบประดุจแมวย่องไปบนบันไดเหล็กเย็นยะเยียบราวแผ่นน้ำแข็ง

                บันไดสูงชันฝังตัวติดกับผนังโถงคดโค้งเป็นวงเหมือนก้นหอย รูปภาพสีน้ำมันจำนวนหนึ่งถูกแขวนไว้ตามทางในระดับสายตา หนึ่งในนั้นเป็นภาพรูปปั้นยักษ์สีทองท่าทางน่าเกลียดน่ากลัว ลูคจำได้อย่างเลือนรางว่ามันคือยักษ์ตัวเดียวกันกับที่เขาเคยเห็นในความฝันครั้งแรก ใกล้ ๆ กันมีกรอบภาพทิวทัศน์ยามรัตติกาลของปราสาทสูงริมหน้าผา แลดูคล้ายกับภาพจิตกรรมฝาผนังบนเพดานโถง เพียงแต่ว่าภาพในกรอบนั้นถูกเก็บรายละเอียดได้ชัดเจนมากกว่า และดูใหม่กว่า

                ขั้นบันได้พาลูคมาสู่ระเบียงทางเดินบนชั้นสอง ระเบียงลอยทอดยาวกินพื้นที่เสี้ยวหนึ่งของห้องโถงกลาง จากระเบียงเขามองเห็นทุกอย่างในห้องโถงได้แทบทุกระเบียดนิ้ว เว้นเพียงแค่มุมมืดที่ใต้บันไดและหลังเสาเหล็กเท่านั้น บนทางเดินระเบียงมีวงกบไร้บานประตูเปิดโล่งไว้สามช่อง ล้วนแล้วแต่มืดทึบไร้ซึ่งแสงสลัวจากตะเกียงไฟ เด็ก ๆ แยกกันเดินสำรวจตามตู้และโต๊ะซึ่งตั้งอยู่ประปรายบนชั้นระเบียงลอย

                “นั่นใคร!” ลูคหัวใจหล่นฮวบไปที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังสะท้อนก้องทั่วห้องโถง

                “ผู้บุกรุก! มีผู้บุรุกอยู่ในคฤหาสน์!” ผู้ตรวจตราตะโกนสุดเสียงดังจนเหมือนพูดออกไมโครโฟน



    [1] โรเซเรีย คือหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ผู้ก่อตั้งลัทธิบูชาราตรี ไม่ใครทราบว่าต้นตระกูลโรเซเรียที่แท้จริงคือใคร หรือแม้แต่ชาติกำเนิดของพวกเขา มีเพียงข่าวลือกันมาว่าตระกูลโรเซเรียอพยพย้ายถิ่นมาจากดินแดนตะวันออกใต้ ปัจจุบันตระกูลนี้อาศัยอยู่ที่คฤหาสน์โลหะสีแดง ในซอยฟีนิกซ์ ของเขตลูเซียสตรีท



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in