ลูค ไวท์ ผจญภัยห้วงนิทราKGUNTION
ความฝันประหลาด (2)
  • เด็กๆ เดินออกไปบนระเบียงภายนอกอาคาร พวกเขาต้องขึ้นบันไดอยูหลายต่อหลายครั้งจนลูคเริ่มสงสัยแล้วว่าตนจะหาทางกลับออกมาจากชั้นเรียนวิชาต่อไปได้หรือเปล่ากระทั่งทั้งสี่เดินมาถึงยังห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์โลหะในหอคอยหลังคาปลายแหลมสูงตระหง่านสีทองอร่ามที่เด็กทุกคนเรียกกันอย่างเคยปากว่าหอคอยทองเหลือง


    ลูคขึ้นบันไดราวขดหอยทอดยาวขึ้นไปจนเกือบถึงชั้นบนสุดของหอคอยหน้าซุ้มประตูโค้งเหล็กสีทองหมอง ๆ มีระฆังใบใหญ่สีเดียวกันห้อยติดไว้เขารู้ทันทีว่าหอคอยนี้ไม่ใช่ห้องเรียน แต่เป็นหอระฆังของโรงเรียนต่างหาก


    เด็กหนุ่มย่ำเท้าเดินบนแผ่นเหล็กที่ส่งเสียงดังครืดคราดตลอดเวลาผ่านโต๊ะอาจารย์ที่หน้าชั้นเรียนซึ่งยังคงว่างเปล่าไร้ผู้สอน เขาค่อย ๆ แทรกตัวลอดช่องทางเดินแคบๆ ที่ลาดชั้นสูงขึ้นไปเป็นระดับ ห้องเรียนนั้นช่างแคบแสนแคบ แต่ถึงกระนั้นก็สามารถจุนักเรียนกว่าห้าสิบคนที่ลูคเริ่มคุ้นหน้าอยู่เพียงประมาณสี่ถึงห้าคนเท่านั้น


    ลูคเห็นมารีน่านั่งอยู่แถวเก้าอี้เกือบหน้าชั้นเรียนข้าง ๆ เธอคือเด็กผู้ชายรูปร่างกำยำคนหนึ่งกำลังนั่งเสยผมมันปลาบสีน้ำตาลตุ่น ๆของตน แค่ดูก็รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังพยายามเรียกร้องความสนใจมารีน่าอยู่กลับกันที่พอเห็นซิดจ์เดินเข้ามาในชั้นเรียนเธอก็รีบส่งยิ้มหวานพราวสเน่ห์มาให้โดยทันที


    ลูคเห็นสายตาส่อแววโมโหของเด็กหนุ่มผมเนี๊ยบคนนั้นที่หันมามองซิดจ์ไม่วางตา


    ซิดจ์หันมองหน้าเขาแบบเซ็งๆ เล็กน้อยก่อนจะยักไหล่ประมาณว่าช่างเถอะ และเดินขึ้นทางลาดแคบ ๆไปยังเก้าอี้หลังห้องที่ยังพอเหลือที่อยู่บ้างแต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็ยังไม่วายส่งสายตามาให้ซิดจ์อยู่ดี


    สวัสดี คงไม่รังเกียจใช่ไหมถ้าพวกเราจะขอนั่งด้วย” เบ็นจามินทักทายเด็กผู้ชายสามคนที่นั่งอยู่ถัดไปจากที่ว่างของเก้าอี้ตัวยาว


    เอาสิ เชิญเลย” หนึ่งในนั้นตอบกลับมาด้วยเสียงแหบห้าว


    แน่นอนว่าเด็กสามคนนั้นคือหนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เขาคุ้นหน้าก็จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นได้เสียอย่างไรเพราะหนึ่งในนั้นมีเส้นผมสีแดงสดเหมือนผลมะเขือเทศ อีกคนผมสีฟ้าใสส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปริมสุดที่นั่งนั้นมีผมสีส้มอมเหลืองเหมือนขนของเสือลายพาดกลอนไม่มีผิด


    ฉันชื่อเบ็นจามิน นี่ลูค ชิน ส่วนนั่นซิดจ์ พวกนายชื่ออะไรกันบ้างล่ะ”เบ็นจามินจัดแจงแนะนำตัวแทนพวกเขาเสียเสร็จสรรพทันทีที่หย่อนก้นนั่งลงเป็นคนแรก


    ฉันเรด นี่แฝดฉันชื่อบลู” เรดพยักพเยิดไปทางน้องชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการเว้นเสียแต่สีผมต่างขั้วและรอยไฝใต้ตาของพวกเขาอยู่กันคนละข้าง


    ฉันอลาสแตร์” เด็กผมสีส้มซีด ๆเหมือนขนสัตว์เอ่ยเสียงค่อยลงตามเสียงพูดคุยจอแจในชั้นเรียนที่เริ่มเบาลงจนเหลือแต่เพียงเสียงฝีเท้าดังกระทบแผ่นเหล็กเป็นจังหวะของอาจารย์ชราผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์


    ฝนตกหนักใส่บานกระจกราวกระสุนเหล็กทันทีเมื่ออาจารย์อาวุโสร่างท้วมเริ่มการบรรยายด้วยน้ำเสียงยานยืดเม็ดฝนสาดกระทบหน้าต่างดังเป็นจังหวะกล่อมให้ซิดจ์ฟุบหน้าลงหลับน้ำลายยืดล่วงหน้าไปทันทีที่อาจารย์พูดประโยคแรกจบ


    “...อ้างอิงจากตำราโลกของโลหะในความฝัน ผู้ก่อตั้งโกลเด็นฟอร์เธ่...พยายามสุดความสามารถ.... ในการลอกเลียนสถาปัตยกรรมและโลหะ ที่ใช้ก่อสร้าง…ให้ดูเหมือนกับทองคำมากที่สุด หากสังเกตให้ดีนักเรียนจะ… เห็นว่าแท้จริงแล้วอาคารสีทองเหล่านี้… เป็นเพียงเหล็กที่เคลือบด้วยทองเหลือง...” อาจารย์แจ็คสันพูดด้วยเสียงยืดและขาดเป็นช่วง ๆราวกับตัวเองก็เผลอหลับไปด้วยระหว่างบรรยาย


    ย้อนกลับไปเมื่อ 300 ปีก่อน...เมืองฟอร์ทอีสต์สมัยนั้นคือยุคแห่งการสรรค์สร้างสิ่งใหม่การลองผิดลองถูกของเหล่านักแปรธาตุมือสมัครเล่นในยุคนั้น นำมาซึ่งกระบวนการหล่อสำริดซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดโลกใหม่… ให้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสำริดอย่างเต็มรูปแบบ…ฮาร์โป คือชายผู้ครอบครองความสำเร็จนั้น ผู้บุกเบิกแห่งวงการแปรธาตุระดับโลก...


    นายดูหน้าคนที่ชื่อฮาร์โปสิ น่ากลัวชะมัด” ซิดจ์กระซิบกระซาบกับเขาพลางจิ้มนิ้วชี้ลงบนหน้ากระดาษหนังสือเรียน


    ลูคมองตามนิ้วของเพื่อนไปยังภาพพิมพ์สีน้ำมันของชายชราหลังค่อมเจ้าของใบหน้าเจ้าเล่ห์ผู้หนึ่งจริงอย่างที่ซิดจ์ว่าฮาร์โปเป็นชายแก่ที่ดูน่ากลัวและชวนให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก


    ตาเฒ่านี่น่ะเหรอที่เป็นคนเล่นแร่แปรธาตุได้สำเร็จเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์”เรดเลิกสันคิ้วหนา ๆ ของเขาขึ้นมองด้วยท่าทีสงสัยส่วนบลูเพียงพยักหน้าเออออห่อหมกตาม


    ฉันเคยได้ยินมาว่าเขาเป็นพ่อมด เขาโด่งดังมากเลยล่ะไม่ใช่ในเรื่องที่ดีด้วย --” อลาสแตร์กระซิบ “-- เคยได้ยินมาว่า เขาขายวิญญาณให้กับซาตาน เพื่อแลกกับเวทมนตร์...” และนั่นก็เป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่จะผล็อยหลับไปโดยไม่ทันรู้ตัว


    ลูครู้สึกตัวอีกทีตอนเบ็นจามินเขย่าให้ตื่นดูเหมือนว่าชั้นเรียนจะเลิกได้สักพักแล้วและเพื่อนร่วมโต๊ะก็ต่างแยกย้ายไปกันหมดแล้วด้วย ชั้นเรียนทั้งชั้นเงียบกริบเหลือเพียงแต่เพื่อนซี้ทั้งสี่คน 


    เขายกมือขึ้นบีบขมับที่เต้นตุบตับอย่างปวดร้าวพลางนึกไปถึงความฝันในชั้นเรียนเมื่อครู่นี้เขาฝันว่าอยู่ตัวคนเดียวในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์นี้บรรยากาศอึมครึมและน่าหดหู่ มันเหมือนกับเรื่องจริงจนน่าประหลาดใจ เขาเดินออกจากชั้นเรียนวิชานี้ไปตามระเบียงอันคดเคี้ยวกระทั่งเลี้ยวที่มุมระเบียงหนึ่งแล้วเจอเข้ากับฮาร์โปชายชรายุคโบราณกำลังถือหลอดทดลองที่มีของเหลวสีแดงข้นเหมือนเลือดอยู่ในมือมันมีกระดาษเขียนแปะเอาไว้ด้วยภาษาที่เขาอ่านไม่ออกก่อนจะทันรู้ตัวว่าถูกพบตัวเข้า ฮาร์โปก็จ้องมองมายังเขาด้วยสายตาประทุษร้ายและพุ่งกระโจนตรงมายังเขาด้วยความเร็วปานสายฟ้าขัดแย้งกับร่างกายอันแก่ชรานั้นโดยสิ้นเชิง


    เหม่อบ่อยนะพักนี้ โอเคหรือเปล่า” ซิดจ์ปลุกเขาจากห้วงแห่งความคิด


    เหอะ แค่ฝันงี่เง่าน่ะ” ลูคปัดมือบอกไปจากที่นี่กันเหอะ”


    ในที่ก็ถึงเวลาที่ซิดจ์เฝ้ารอที่สุดรองจากเวลาเลิกเรียนเวลาพักกลางวัน ทั้งสี่เดินออกจาหอระฆังผ่านระเบียงที่คดเคี้ยวฝ่าสายฝนกระหน่ำไปยังห้องอาหารของมหาวิทยาลัยเบ็นจามินเล่าให้เขาฟังคร่าว ๆ ว่าในโกลเด็นฟอร์เธ่มีห้องอาหารอยู่ทั้งหมดสี่ห้องแบ่งตามชั้นปี สำหรับห้องอาหารใบไม้ผลิของนักเรียนปีหนึ่งนั้นตั้งอยู่ใกล้กับสวนดอกไม้ริมทะเลสาบ


    ห้องอาหารสุดหรูหราใต้หลังคากระจกถูกแบ่งออกอย่างเป็นสัดส่วนบริเวณตักเติมอาหาร ขนมหวานและน้ำดื่มแออัดไปด้วยนักเรียนจำนวนมากโต๊ะเก้าอี้ในส่วนอาคารเต็มเกือบหมดแล้ว โชคดีที่ยังพอมีที่ว่างเหลืออยู่บ้างไม่เช่นนั้นพวกเขาคงต้องออกไปนั่งกลางสายฝนที่ชานระเบียง


    อาจารย์แจ็คสันสั่งการบ้านให้เขียนเรียงความไม่ต่ำกว่า 10 หน้ากระดาษ หัวข้อวิวัฒนาการของฟอร์ทอีสต์ในหนึ่งทศวรรษส่งภายในคาบเรียนหน้า” ชินหันมาพูดอย่างสดใส


    เชื่อเขาเลย คาบแรกก็สั่งการบ้านเยอะขนาดนี้ ฉันไม่ชอบ 2 วิชาแรกเอาเสียเลย --” ซิดจ์เบ้ปากก่อนจ้วงซุปครีมมันฝรั่งเข้าปากอย่างบ้าคลั่งจนเปรอะเลอะเทอะเต็มสองข้างแก้ม “-- เออช่างเรื่องการบ้านน่าเบื่อพวกนั้นก่อนแล้วนายรู้หรือยังว่าคืนนี้จะนอนกันยังไง...เจ้าตัวแสบถามยังไม่ทันขาดคำหน้าก็ทิ่มลงไปที่โต๊ะจากแรงฝ่ามืออรหันต์ของใครบางคนที่ยืนค้ำอยู่ข้างหลัง


    เด็กหนุ่มผมเขียวคนหนึ่งโผล่มายืนข้างหลังเก้าอี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 


    ว่าไงไอ้น้อง ไม่เจอกันนานเลยนะ” เจ้าของฝ่ามือพิฆาตพูดหน้าทะเล้น 


    ไอ้แซม” ซิดจ์คำรามในลำคอพร้อมหันไปมองหน้า แซมมวลลอว์สัน ผู้เป็นพี่ชายที่อายุไล่เลี่ยกันกำลังแยกเขี้ยว


    อยู่ปีสามมาทำอะไรที่ห้องอาหารของปีหนึ่งเพราะงี้นี่เองคนถึงได้ล้นทะลักขนาดนี้” คนเป็นน้องพูดชี้หน้าไม่รู้จักมาเยี่ยมแม่มั่งเลยนะ ระวังตัวไว้เถอะสักวันแม่จะจำแกไม่ได้


    เดี๋ยวนี้หัดขึ้นเสียงแล้วเหรอ” แซมหัวเราะเออ ฝากบอกพ่อแม่ด้วยว่าช่วงนี้ฉันยุ่งมาก”


    แม้แซมจะแต่งตัวดูหลุดโลกด้วยกางเกงทรงกระบอกลายสก็อตสีแดงเสื้อกล้ามสีส้มสะท้อนแสง ตบท้ายด้วยผมสีเขียวนีออน แต่เขาฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะไม่กี่ปีก่อนแซมได้ทุนการศึกษาจากโกลเด็นฟอร์เธ่ ทำให้เขาต้องทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์หลายท่านจนแทบไม่มีเวลาไปไหนได้ไกลจากรั้วมหาวิทยาลัยเพราะเหตุนี้เขาจึงแทบไม่ได้กลับบ้านในวันหยุดเหมือนเด็กคนอื่น ๆ


    ก็ไปบอกเองสิวะ” ซิดจ์หน้าหงิกกว่าเดิมหลังพี่ชายเดินจากไปแล้ว


    สมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นเด็กคุณและคุณนายลอว์สันทุ่มเทเวลาให้กับงานมากจนไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูก ๆซิดจ์เลยติดพี่ชายงอมแงมจนถึงที่ว่าไม่ว่าแซมจะอยู่ที่ไหนก็จะมีเด็กชายตัวน้อยขี้มูกโป่งคอยเกาะชายเสื้ออยู่ตลอดเวลาจนพอแซมได้ทุนเขาก็ไม่มีเวลาให้กับซิดจ์และพ่อแม่อีกต่อไป ลูคพอเดาได้ว่าตอนนี้ซิดจ์คงหงุดหงิดมากเมื่อเห็นพี่ชายของตัวเองกำลังเดินร่อนไปร่อนมาอย่างสบายใจเฉิบแบบนี้ 


    มื้อเที่ยงจบลงด้วยฉากซิดจ์เลียชามสเต็กแบบหน้าไม่อายจนเด็กโต๊ะข้าง ๆ หันมามองอย่างรังเกียจ (โดยมีเบ็นจามินพูดเสียงดังว่ายังมารยาททรามเหมือนเดิมนะ” เพื่อแก้เขินแทนเพื่อน) 


    เหลืออีกแค่ 2 คาบก็หมดวันแล้ว... แต่ฉันต้องไปห้องสมุดอีกตอน 5 โมง ทำเป็นลืมไปเสียดีกว่ามั้ง... ถึงยังไงฉันก้ไมไ่ด้ตอบคำถามผิดนี่นะ...


    ลูคคิดในใจขณะก้มมองนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเที่ยงสี่สิบพอดีเป๊ะ


    ชินบอกเขาว่าชั้นเรียนวิชาวรรณกรรมฟอร์ทอีสต์อยู่ใกล้กับหอคอยทองเหลืองซึ่งนั่นก็แปลว่าพวกเขาต้องเดินย้อนกลับไปทางเดิม 


    มิสไวท์คอททอนจะสอนอะไรบ้างนะ” ลูครู้ว่าชินตั้งตารอวิชานี้มาตั้งแต่วันสมัครเรียนแล้วด้วยซ้ำไม่ใช่เพราะว่าครอบครัวของชินรู้จักกับมิสมาธาร์ ไวท์คอททอนอาจารย์ผู้สอนรายวิชานี้เป็นการส่วนตัว แต่เพราะผู้เรียนวิชาวรรณกรรมฟอร์ทอีสต์จำเป็นต้องอ่านหนังสือกว่าสิบเล่มถึงจะมีสิทธิ์สอบปลายภาคเรียน


    ถึงอย่างนั้นลูคก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าความรู้ที่ได้จากการเรียนวิชาวรรณกรรมฟอร์ทอีสต์นั้นจะสามารถนำไปใช้ทำอะไรในชีวิตประจำวันได้เหมือนกันพวกวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับโลหะแต่เขาก็ไม่ปริปากบ่นหรอก หากอาจารย์มาธาร์ใจดีไม่เหมือนอาจารย์บาร์ทและปล่อยให้เขานอนหลับได้อย่างสบายใจ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว


    ฝนเริ่มปรอยเม็ดเบาลงทันทีที่ทั้งสี่เดินกลับไปตามทางระเบียงโลหะกลางแจ้งเพื่อกลับเข้าสู่อาคารหลัก ห้องเรียนวิชาวรรณกรรณท้องถิ่นอยู่ชั้นบนสุดของตึกเดิมที่มีโถงน้ำพุกว่าจะเดินขึ้นมาถึงก็เล่นเอาลูคและเพื่อน ๆ เหนื่อยหอบไปตาม ๆ กันเมื่อลูคหย่อนก้นลงนั่งที่โต๊ะเรียนเขาก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็วชนิดที่ว่าไม่ทันได้ยินแม้แต่เสียงกล่าวทักทายชั้นเรียนของอาจารย์มาธาร์เลยด้วยซ้ำไป


    ลูครู้สึกตัวตื่นอีกครั้งด้วยแรงเขย่าของเบ็นจามินเขาพบว่าชั้นเรียนเลิกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


    นายไม่น่ากินมื้อเที่ยงมากเกินไป” เบ็นจามินตำหนิเสียงเขียว


    ช่างเถอะ” ลูคเอ่ยขณะบิดขี้เกียจเสียจนตัวเป็นเกลียว


    บอกให้ชื่นใจทีว่าคาบนี้ไม่มีการบ้านน่ะ” ซิดจ์ถามขึ้นอย่างสดชื่นหลังรู้สึกตัวตื่น


    เสียใจด้วยนะ เรียงความอีกแล้วแต่ดีหน่อยที่เลือกเขียนเรื่องตำนานอะไรก็ได้ตามแต่ใจอยาก” เบ็นจามินส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายกับความไม่เอาไหนของเขาและซิดจ์


    อีกแล้วเหรอ! อาจารย์ที่นี่เขานิยมชมชอบอะไรกับการเขียนเรียงความนักหนาวะกว่าจะเรียนจบเทอมแรกมีหวังข้อมือฉันล็อคก่อนแน่” ซิดจ์ร้องเสียงดังโอเวอร์จนมารีน่าและกลุ่มเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ต่างก็ชำเลืองมองและกลั้นขำ


    ลูคได้แต่นึกสงสัยว่าพวกหล่อนกำลังหัวเราะอะไรกันอยู่แต่แล้วเขาก็ต้องตัวสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อเหลือบตามองไปเห็นสตรีสาวหุ่นหนาผู้หนึ่งกำลังยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างหลังใกล้จนแทบจะชิดหัวซิดจ์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาได้เธอกำลังมองตรงมาที่ซิดจ์ตาเขียวปั้ด 


    อาจารย์มาธาร์ครับ ผมมีคำถามคาใจ อยากจะขอปรึกษาอาจารย์เรื่องเรียงความที่อาจารย์ให้เป็นการบ้านวันนี้น่ะครับ…คือผมคิดว่าจะเลือกเขียนเรื่องตำนานเงือกแห่งทะเลสาบดำพอจะมีแหล่งอ้างอิงแนะนำบ้างไหมครับ” ชินรีบเบี่ยงเบนความสนใจของอาจารย์โดยทันทีไม่รู้ว่าเพราะต้องการจะกู้หน้าเพื่อนหรือความจริงแล้วตัวเขามีคำถามจริง ๆ กันแน่


    เงือกงั้นหรือคะ” อาจารย์มาธาร์เผยอริมฝีปากถามอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นักลูคแอบเห็นลิปสติกสีแดงสดเปรอะติดอยู่ที่ผิวฟันของอาจารย์


    ชินแอบส่งซิกเป็นเชิงบอกให้พวกเขาที่เหลือรีบออกไปก่อนที่เขาจะเดินตามออกมาภายหลัง


    ในที่สุดเวลาก็ล่วงเลยมาถึงคาบเรียนสุดท้ายของวันซึ่งเป็นวิชาที่ลูคเฝ้ารอที่สุดของวันนี้


    ยิมน่าจะอยู่ที่หัวมุมตึกนั่น” ชินเอ่ยขณะทุกคนกำลังย่ำแอ่งน้ำขังจากสายฝนที่เพิ่งหยุดได้ไม่นาน


    ยิมเป็นอาคารทรงโดมกว้างส่วนในร่มมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่อุปกรณ์กีฬามากมายวางเรียงรายอยู่ข้างสนามหญ้าเขียวขจียาวจรดริมทะเลสาบลูคได้ยินเสียงเป่านกหวีดปรี๊ดลอยมาแต่ไกลจากข้างสนามหญ้า และมองไปเห็นนักเรียนคนอื่นยืนจับกลุ่มอยู่ที่ขอบสนามหญ้าพลางมุงดูกระดานเหล็กเก่าขึ้นสนิม 


    แข่งกีฬาปลายภาคเรียนหรอ” เพื่อน ๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกันนายน่าจะลงนะลูค


    ฉันไม่พลาดโอกาสที่จะชนะหรอก” ลูคเอ่ยเบา ๆให้ได้ยินกันแค่สี่คนก่อนรีบลงชื่อบนกระดาษนักกีฬาว่ายน้ำทันที


    เพื่อนอีกสามคนไม่มีใครสมัครเลยลูครู้ว่าสำหรับเบ็นจามินแล้วเขาคงไม่ยอมเสียเวลาอ่านนิตยสารรายสัปดาห์ทุกฉบับที่ผลิตในฟอร์ทอีสต์เพื่อเอามาใช้ทำกิจกรรมที่ไม่ถนัดอย่างการเล่นกีฬาเป็นแน่ในขณะที่ชินคงเห็นห้องสมุดมีค่ากว่าการเสียเวลาเป็นชั่วโมง ๆ ทุ่มลูกเหล็กหนักอึ้งไปทั่วสนามหญ้าส่วนซิดจ์คงไม่อยากเสียเวลานอนอันล้ำค่าไป


    ก็ยังดีที่คาบพละคือการปล่อยให้เล่นอะไรก็ได้ตามใจชอบแค่ห้ามออกจากยิมจนกว่าจะหมดเวลา” ซิดจ์พูดพลางหย่อนก้นลงบนพื้นหญ้าชุ่มน้ำก่อนจะดึงขาเพื่อนทุกคนให้ล้มตัวลงนอนตามมันไปด้วย

    เสียงเบ็นจามินปลุกเขาจากภวังค์นี่เขาเผลอหลับไปตอนไหน นอนเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่พอเด็กหนุ่มคิดในใจอ้าปากกว้างหาวหวอดใหญ่


    เราต้องไปขึ้นรถบัสคันที่ไปหอใบไม้ผลิ ฉันกับชินจองห้องไว้ให้พวกนายแล้ว--” เบ็นจามินรีบบอกก่อนที่เขาจะลากทุกคนออกมานอกยิมซิดจ์ที่คงจะหลับไปเหมือนกันบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังกร็อบ “-- เพราะพวกนายวัน ๆ ไม่ทำอะไรเลย”


    ลูคหัวเราะเบาๆ ก่อนบอกขอบใจเพื่อนที่เป็นคนจัดการทุกอย่างให้เพื่อนในกลุ่มตลอดตั้งแต่สิบขวบจนตอนนี้ปาไปสิบแปด


     “พวกเราได้ช้ันยี่สิบเก้าเหมือนจะเป็นชั้นแร่ทองแดงเบ็นจามินซึ่งขณะนี้ทำตัวประหนึ่งว่าเป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มกล่าว


    ได้ข่าวว่ามีเด็กคนอื่นอยู่ชั้นเดียวกับเราด้วยนี่” ชินพูดออกมาเบาๆ 


    ซิดจ์พยักหน้ารับหงึกหงัก ก็ดีดิ ฉันชอบคนแปลกหน้า”

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in