Journal of Lost Astronautfahmeta
รีวิวสั้นๆ กับรูปร่างที่ไม่มีรูปร่างแห่งความรัก Shape of The Water





  • ความรักก็เหมือนกับสายน้ำที่ไม่มีรูปร่างตายตัว 

    สามารถเปลี่ยนรูปและสอดแทรกไปตามหัวใจ ร่างกายของผู้ที่จะมีความรักได้

    ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น "อะไร" ก็ตาม

    เขียนไรว่ะเนี่ย

    ได้ดูสมใจสักที สำหรับหนังโรแมนติกแฟนตาซี(คอมเมดี้ด้วยเถอะ)ที่เกือบจะไม่ได้ดู พอจะได้ดูก็เกิดเหตุการณ์ขัดใจอีก โวะ!! เดี๋ยวไว้บ่นตอนท้ายละกัน ห่างหายไปจากการรีวิวหนังอยู่นานเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ได้ดูหนังเลยนะ แต่แบบงานเยอะเวอร์ เรียนวิชาไหนสั่งวิชานั้น (เบื่อๆๆ) ถึงอยากเขียนมาก ก็ต้องเอาเวลาไปทำงาน (อุตส่าห์มีเวลาดูหนังก็บุญแล้วมั้ย) แต่แบบเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้ไปดูในโรง Wantสุดอะไรสุด แล้วตอนนี้ก็มีเวลาว่างอยู่ ก็เลยจัดสักหน่อย

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ว่าด้วยความรักระหว่างภารโรงสาวใบ้และ>> จะเรียกเขาว่าอะไรดีล่ะ คนก็ไม่ใช่ปลาก็ไม่เชิง555 พรายน้ำสุดบ้องแบ๊ว คือถ้าได้เห็นจะโคตรหลงรักอ่ะ น่ารัก!!(ทำเสียงแบบพี่สู่ขวัญ) ที่โดนจับมาทดลอง ทรมานทำร้ายร่างกายนาๆ สงสารTT แล้วก็ได้มาพบกับนางเอก จากนั้นทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน โดยไม่ผ่านคำพูดใดๆ มีเพียงแค่ภาษากาย ไข่ และเสียงเพลง มันคือความละมุนอ่อนหวานของความรัก ดูไปยิ้มไป ขอบอกว่ามันน่ารักมากจริงๆ 
    ผมน่ารักนะครับ


    ขณะดูเราไม่ได้สนเลยว่านั่นจะเป็นความรักของคนกับตัวประหลาดอะไรทั้งนั้น มันเป็นเพียงความรักของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อกัน ก็เหมือนกับพวกเขาทั้งคู่ที่ไม่มีใครมองอีกฝ่ายว่าเป็นสิ่งประหลาด แค่มองในสิ่งที่ทั้งคู่ต่างเป็น ทั้งคู่สามารถรับความรู้สึกของกันและกันได้ จนมันส่งมาถึงเราคนที่นั่งดูอยู่ตรงนี้ 


    นอกจากจะมีเรื่องราวของความรักแล้ว หนังยังสอดแทรกการเสียดสีสังคมที่มีทั้งการเหยียดชนชั้น สีผิว รสนิยมทางเพศ ความอเมริกานิยม พอดูเราแล้วคิดว่า จริงๆมนุษย์(บางคน)ก็เป็นสิ่งที่โหดร้ายน่ารังเกียจกว่าสัตว์ใดๆทั้งหมดแหละ ไม่รู้ว่าจะเหยียด จะทำร้ายกันไปเพื่ออะไร เห้ออ พูดแล้วก็เซ็ง เมื่อไหร่สังคมเราจะเลิกเหยียด เลิกทำร้ายกันสักที 

    สรุปแล้วคือชอบมากกกก เป็นหนังที่งดงาม น่าปลาบปลื้ม ทั้งภาพ บท เพลง การแสดง สนุกดูไม่เบื่อเลย ถึงแม้ว่าช่วงท้ายๆจะเดาทางได้ บทเฉยๆไปนิดทำให้เราซึ้งไม่สุดก็ตาม (แต่มีเพื่อนที่นั่งหลังเราเค้าร้องไห้นะ) แต่ถือว่านี่คือหนังที่ดีมากๆ ดูง่าย มีอารมณ์ขัน เหมาะกับการเข้าชิงรางวัลทั้งหลายทั้งปวง


    การแสดงของนักแสดงก็ดีงามมาก ดีทุกคนเลย นางเอกนี่คือไม่ได้พูดแต่สื่ออารมณ์ทางสายตาท่าทางได้ดีจริงๆ มีอยู่ฉากนึง เป็นฉากที่เราชอบที่สุด และทำเราเกือบร้องไห้(จริงๆถ้ามาดูคนเดียวร้องไปแล้ว) เป็นฉากที่นางเอกขอให้ลุงคนนึงที่เป็นเพื่อนสนิทนางร่วมมือกันช่วยพ่อพรายน้ำสุดที่รัก แต่คุณลุงไม่อยากช่วยนี่สิ นางก็พยายามพูดทุกอย่างเพื่อให้คุณลงเปลี่ยนใจ และสิ่งที่นางพูดนี่แหละที่ทำให้เราจะร้อง จำคำพูดไม่ได้เป๊ะๆ แต่ประมาณว่า เขาไม่เคยมองในความบกพร่องของฉัน เขามองในสิ่งที่ฉันเป็น เรามีทางเลือกแค่จะปล่อยให้เขาตาย หรือจะช่วยชีวิตเขา ถ้าไม่ช่วยเขาเราก็ไม่ใช่มนุษย์ คือมันมีทั้งอารมณ์ความรัก ความโกรธ ความอ้อนวอนอยู่ในสายตาท่าทางทั้งหมด ดูแล้วแบบเดี๋ยวหนูไปช่วยเองจะให้ทำอะไรบอกหนูมา555

    อีกอย่างนึงที่จะไม่ชมไม่ได้เลยคือเพลง ตั้งแต่เพลงเปิดยันจบมันดีงาม ไพเราะ โรแมนติ้กโรแมนติก มีหลายเพลง และเพราะทุกเพลงด้วย

    นี่คืือสามอันดับเพลงที่เราชอบ
      
    อันดับ 1 เราให้เพลงนี้ มันรู้สึกละมุนละไมยังไงบอกไม่ถูก
    อันดับ 2 ส่วนเราชอบเพลงนี้มากว่านิดนึง จังหวะมันสนุกๆดีอ่ะ5555
    อันดับ 3 เพลงนี้เพลงหลักของเรื่องเลย (เพื่อนเราชอบมาก นางเปิดฟังตั้งแต่ยังไม่ไปดูหนัง ดูจบแล้วนางก็ยังเปิดวนไป)



    อยากให้ทุกคนได้ไปดูกันนะ เห็นว่ามีเพิ่มรอบฉายแล้วแต่คงจะยืนโรงได้ไม่นาน เพราะเดี๋ยวฝ่าบาทก็จะมาแล้วว

    พูดถึงรอบฉายก็ขอบ่นเลยละกัน คือก็อย่างที่เห็นว่า Shape of the water ก็มีโรงฉายน้อย คนก็บ่นกันตึม คือเราไม่รูว่ามันเป็นแผนการตลาด หรือปัญหาองค์กรอะไรก็ช่าง แต่เราอยากให้ในไทยฉายหนังออสการ์ หนังรางวัล หนังที่ไม่แมสแต่มีกระแสคำวิจารณ์ดีๆ ให้มันทั่วประเทศ ไม่ใช่กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพ อยากให้กระจายไปทุกภูมิภาค อาจจะอ้างเรื่องรสนิยมคนไทย การตลาดบลาๆ แต่ถ้าไม่ฉายให้พวกเขาได้ลองดู แล้วเขาจะรู้ไหมว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง หนังรางวัล หนังนอกกระแสแต่คำวิจารณ์ดีก็ใช่ว่าจะดูยากเสมอไปนี่นา คือดูแล้วอาจจะไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งมากมายแต่เชื่อว่ามันต้องได้อะไรกลับไปแน่ๆ อยากให้โรงเปิดโอกาสเอาหนังที่หลากหลายมาให้ลูกค้าดูบ้าง ไม่งั้นมันก็จะมีแต่อะไรเดิมๆอยู่อย่างนี้ มันไม่ควรตัดโอกาสพวกคนที่อยากดูแต่ไม่ได้อยู่กรุงเทพ ซึ่งหนึ่งในคนเหล่านั้นก็คือเราเองแหละ อย่างตอนนี้ I,Tonya กับ Florida Project และก็ Lady Bird ที่กำลังจะเข้าฉาย เราคงไม่ได้ดูในโรงแล้วอ่ะ เพราะมันไม่ฉายแถวมอเราเลยสักเรื่อง คงต้องทำใจแหละ 

    และเหตุการณ์ก่อนได้ดู Shape of the water ที่เราหงุดหงิดคือ เมื่อ Shape of the water ไม่ได้ฉายที่โรงแถวมอ ก็มีเพื่อนเอกฟิล์มคนนึงอยากดูและจะทำเรื่องยื่นไปที่โรงเพื่อขอให้หนังได้ฉาย แต่ต้องมีการลงชื่อขอดูก่อน ซึ่งเราก็ไม่รอช้าลงชื่อไป และได้รอบฉายวันพุธตอนสี่ทุ่ม แต่ราคาบัตรเท่ากับวันทั่วไป และต้องไปซื้อบัตรหน้าโรงตรงวันที่จะฉายเท่านั้น เราก็ อ่าาโอเคอย่างน้อยก็ได้ดู แต่เดี๋ยวก่อน พอวันรุ่งขึ้น หนังก็ประกาศขยายโรง ซึ่งง โรงแถวมอเราคือหนึ่งในนั้น เราก็แบบ อะไรนะ!! แต่ก็ยังคิดว่าเออน่าอย่างน้อยเราก็ได้ดูก่อนใครนี่ พอถึงวันพุธที่ต้องซื้อบัตร เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พนักงานบอกขอเลื่อนรอบหนังออกไปเป็นพฤหัสสี่ทุ่มแทน หา!!นี่ก็เริ่มหงุดหงิดไหนบอกพุธไง แต่คือก็ทำไรไม่ได้ และก็คิดว่า รอบที่เพิ่มมาในโรงคงมีแต่รอบสี่ทุ่มมั้ง เช็คในappจองก็ยังไม่มีรอบฉาย ดูพรุ่งนี้ก็ได้วะ แต่ความพีคมันอยู่ที่ พอเช็คอีกรอบ สิ่งที่เห็นคือ รู้สึกเหมือนโดนทรยศ แทงข้างหลังมากๆ เพราะมันปรากฎรอบฉายที่โรงมีเวลาทั้งรอบบ่าย เย็น กลางคืน คือแบบ เชี่ยย!!! นี่กูลงชื่อไปทำไมว่ะ กูไม่เห็นได้สิทธิอะไรพิเศษเลย คิดว่าจะได้ดูก่อนใครก็ไม่ใช่ พอไปถึงก็เปลี่ยนโรงไม่ใช่โรงที่จองไว้แต่แรก โรงก็เล็กลง นั่งใกล้จอแล้วแสงจ้าแสบตามาก แถมตั๋วที่อุตส่าห์ไปซื้อวันนั้นเขาก็เก็บไป(ตั๋วสวยมาก อดเอาไปแปะลงสมุดเลย)ให้แต่แผ่นเลขที่นั่งใบเล็กๆ คือทุกสิ่งในวันนั้นล้วนหงุดหงิด นี่คือสิ่งที่เราควรจะได้หรอ?
    แต่มันก็ทำไรไม่ได้ ต้องยอมรับและเอามาบ่นอย่างนี้นี่แล
      

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in