2017: ตายรังBENJA’S
แบบนี้หาได้ที่โตเกียว
  • เคยไหม เวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆกลับรู้สึกโลนลี่มากกว่าเวลาเราอยู่ห้องเงียบๆคนเดียว

    บางทีการอยู่คนเดียวก็สบายดีนะ ได้นอนห้องแอร์เย็นๆตื่นสายๆบิดขี้เกียจแล้วหยิบผ้าห่มขึ้นมาดม (#กลิ่นดี) บ่ายๆพอครึ้มๆค่อยนั่ง'ชิบชา'ฟังเพลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างดูความเป็นไป

    มาโตเกียวครั้งนี้ ออกไปเที่ยวคนเดียวเหมือนเคยๆ แต่ไม่เหมือนที่ผ่านมาตรงที่ว่าเราออกไปเที่ยวแต่เช้าตรู่8โมงเช้าวันอังคาร (ถึงจะนานที่ผ่านมา) ทำให้ได้เห็นอะไรที่ต่างออกไป เพราะตอนเดินไปขึ้นรถไฟเข้าเมืองมันเป็นช่วง rush hours พอดี ชาวโตเกียวซาลารีมังทั้งหลายต่างดูเร่งรีบ ย่างก้าวร้อนรน ทุกคนก้มหน้ามองทาง เบียดเสียดตึ๊ดบัตรกันออกไปทำงาน ก็แค่อีกวันธรรมดาของคนโตๆกันแล้ว

    ทั้งๆที่คนเยอะมาก แต่การที่เราเป็นคนเดียวที่เดินสวนทางกับหมู่มวลชาวออฟฟิศทำให้เกิดความรู้สึกนานาที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ (อืมมม แล้วจะเขียนมาซะยาวทำไม)

    แต่เอาละ ใครที่กำลังคิดว่าตอนนี้เนื้อหาดูจะมาคุ มีมวลใหญ่ก่อตัว บอกเลยว่าคิดผิด เพราะชีวิตเรายังมีเรื่องสนุกอีกมากมาย ให้24ชม.ในหนึ่งวันมีแค่5นาทีที่ครุ่นคิสสสก็พอ

    พร้อมแล้วก็มาดูกัน ว่าอะไรที่มันหาได้แค่ที่โตเกียว


    หนึ่ง หน้ากากอนามัย

    ที่โตเกียว ไม่ว่าจะเดินไปไหนมาไหนก็จะเจอกับคนใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ หน้ากากอนามัยเป็นผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าที่ดิฉันต้องขอยกให้เป็นไอเท็มเด็ดสุดคูลครองแชมป์สิบสี่ปีซ้อน

    ถ้าว่ากันเรื่องประโยชน์ใช้สอยตามตัว หน้ากากอนามัยก็คือเป็นหน้ากากกันเชื้อโรคเข้าตัวเราและกันเชื้อโรคออกจากตัวเรา โดยส่วนตัวเมื่อก่อนตอนอยู่ไทยเวลาที่เราเป็นหวัดแล้วต้องออกไปข้างนอกก็มักจะใส่ตลอด (ไง ดิฉันเป็นคนรับผิดชอบต่อสังคมไหมคะ)

    หลังๆ พอเริ่มอายุมากขึ้น ป่วยสะเอาะสะแอะง่าย ยิ่งช่วงที่ไปเป็นสาวโรงงานอยู่บางพลีต้องโดยสารรถตู้เหม็นอับแอร์เสียเป็นประจำ เจอลุงไอเสลดกระเด็นใส่หัว ป้า(ที่นั่งเบาะครึ่งคืบหลังคนขับแล้วประจันหน้าเข่าติดกับเราซึ่งนั่งแถวแรกของรถตู้)จามน้ำลายเข้าหน้า เราก็เริ่มรู้สึกว่า นอกจากรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ดิฉันควรต้องรับผิดชอบต่อตัวเองด้วย เลยเลือกที่จะใส่หน้ากากตลอดโดยเฉพาะเวลาไปสถานที่ที่คนเยอะๆและแออัด เช่น โรงพยาบาล หรือ บีทีเอส (ที่คนชอบมองด้วยสายตาหวาดๆราวกับดิฉันเป็นH5N1)

    ทีนี้ พอมาญี่ปุ่น ดิฉันก็รู้สึกอบอุ่นใจ เพราะคนที่นี่เขาใส่หน้ากากกันเป็นเรื่องปกติ เอวรี่แวร์แวริ่งมาสก์มากๆ ดิฉันเหมือนพบที่ที่ดิฉันบีลอง

    และพอมานั่งใคร่ครวญถึงคุณประโยชน์ร่วมของหน้ากากอนามัยแล้ว ดิฉันก็พบว่ามีมากมายเหลือเกิน จนอยากนำเหนอผลิตภัณฑ์นี้ให้ทุกคนได้ไปลองใช้ลองสัมผัสด้วยตนเอง

    อย่างแรก เราสามารถปลอมตัวไม่ให้คนจำได้ด้วยการใส่หน้ากาก ท่านคงเห็นตามหน้าเพจข่าวดาราเกาหลี เวลาไปไหนพวกโอปป้าออนนี่มักชอบใส่หน้ากากพรางตัว (มโนว่าแฟนๆจำไม่ได้) ซึ่งดิฉันน้ำมาพลิกแพลง สำหรับโนบอดี้โนบอดี้อย่างเรา เวลาเหนื่อยๆหลังไฟลท์ อยากเยินๆลากแตะลงไปร้านสะดวกซื้อล่างโรงแรมแต่ไม่อยากเจอเพื่อนร่วมงานที่คงจะลงมาเวลาเดียวกัน แล้วต้องมายิ้มแห้ง ทักทายตามมารยาท เวลานี้แหละที่ดิฉันเลือกหยิบหน้ากากขึ้นมาใส่ อย่างไรก็ดี หากท่านเป็นคนที่มีดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ใครเห็นแค่ตาก็จำได้ เราแนะนำให้ท่านสวมแว่นกันแดดและหมวกแก๊บทับอีกชั้น ทีนี้ท่านก็จะหมดกังวล ลงไปซื้อไส้กรอกอีสานกินได้อย่างสบายใจไร้บอย (ข้อดีเสริมของการใส่ทั้งแว่น หมวกและหน้ากากคือเดินไปไหนก็จะมีแต่คนมอง เราจะป๊อป คนจะอยากรู้อยากเห็น แต่เขาจะทายไม่ถูก ว่าเราเป็นดาราหรือเป็นบ้า)

    อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่คิดว่าเหมาะกะคนญี่ปุ่นมากๆคือการใส่หน้ากากเพื่อปิดบังความเละๆเทะๆของตัวเอง เช่นเวลานอนสัปหงกบนรถไฟแล้วน้ำลายยืด หรือเวลาหลับอ้าปากหวอ ซึ่งดูไม่คิ้วเอาเสียเลย หรือจะเอาไว้กลบกลิ่นปากยามเช้าเวลาต้องมาหายใจรดซอกคอกันบนรถไฟก็ดีไม่เบา

    สุดท้ายสำหรับคนนิยมความเจ็บปวด ใส่หน้ากากปิดรอยปากแตกผัวซ้อม เมียตบเลือดกลบปากก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ


    สอง ยูนิฟอร์มที่ไม่ได้นัดหมาย

    เนื่องจากไปขึ้นรถไฟตอนเวลาเร่งรีบ เลยเจอแต่หนุ่มสาวน้าอาลุงป้าวัยทำงาน อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตุเห็นคือความสีขาวดำ ถ้าเป็นชาย ทุกคนคือใส่เชิร์ตขาวกางเกงสแล็กดำ แบกเป้สพายข้างบ้าง ถือเป๋าแมจเสนเจอบ้าง ส่วนหญิงก็หลากหลายหน่อย แต่ก็จะคุมโทนขาวดำ มีสีเนื้อบ้างประปราย ไม่ก็สีขรึมๆ และตามด้วยส้นสูงปานกลางสีดำ ช่างเป็นการแต่งตัวที่พร้อมไปงานไว้อาลัยญาติผู้ใหญ่หลังเลิกงาน

    คือมันก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่มันให้ความรู้สึกทางก้านนนนทางการ ดูเป็นวันทำงานที่เคร่งเครียด ไฮ้! โซๆๆๆ จนเราต้องปรับโหมดใสๆโลกสดชื่นของตัวเราเอง(โปรดนึกภาพตามด้วยว่าดิฉันใส่เสื้อแขนยาวสีม่วงดอกตะแบกสกรีนลายต้นปาล์มแดงเขียวคู่กับกระโปรงสีเงินวาววับยาวถึงข้อเท้าต่อด้วยผ้าใบสีนมชมพูหวานๆตัดจบด้วยต่างหูรูปเสี้ยวแตงโมและแว่นกันแดดปรอทสีฟ้าน้ำไหล)

    แรกๆดิฉันก็คิดว่าที่คนญี่ปุ่นมองคงเพราะดิฉันสวยแปลกตา แต่หลังๆดิฉันก็เริ่มไม่แน่ใจว่าดิฉันคิดไปเองหรือเปล่า #ของแปลก2017

    ด้วยความข้องใจ ดิฉันเลยนำเรื่องนี้ไปสอบถามเพื่อนร่วมงานแอร์ญี่ปุ่น ว่าเชิร์ตขาวเกงดำนี่เป็นยูนิฟอร์มของซาราลีมังที่โตเกียวหรือย่างไร เขาก็บอกว่าไม่ใช่แต่มันเป็นวิถีที่ทุกๆคนทำตามๆกันจนเป็นปกติ ถ้ายูอยากจะเรียกว่ายูนิฟอร์มก็คงไม่ผิดนัก ดิฉันก็เลยถึงบางอ้อ แต่ในใจดิฉันก็แอบนึกภาพกลุ่มหนุ่มไทยไปเดินปะปนท่ามกลางกระแสคนทำงานที่โตเกียว แต่ให้ใส่เสื้อสีแดงดอกชบาไม่ก็เหลืองเลื่อมประภัสสร คงจะน่าดูชมไม่น้อย


    สาม ความมากมายของสถานีรถไฟ

    เรื่องความครอบคลุมด้านขนส่งมวลชน เส้นทางเดินรถไฟเยอะ สถานีมากมาน สายรถไฟหลากสายหลายร้อยสีดิฉันพอเข้าใจ แต่ที่ดิฉันไม่เข้าใจคือ ทำไมบันไดเยอะจังคะ? ก้าวขึ้นลงจนก้นสวยด้วยขาเรา ไม่ต้องทนเหนื่อยทำเวิร์คเอ้าสควอทที่ห้องอีกต่อไป

    แถมแต่ละสถานี กว่าจะเดินเปลี่ยนสาย ดิฉันนึกว่าเดินจากปากซอยบ้านไปสำโรง ทางเดินช่างแสนยาวไกล บอกเลยเมื่อยมาก ขอทางเดินเลื่อนอัตโนมัติ(พร้อมเสียงบอก 'สิ้นสุดทางเลื่อน end of the walkway')แบบที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ไหมคะ ชีวิตคงจะดีกว่านี้

    ไม่พอ ดิฉันซึ่งมีจุดหมายคือชิบูย่า จะหาทางออกยังเป็นปัญหาใหญ่ เพราะทางการขนส่งมวลชนโตเกียวได้อำนวยความสะดวกด้วยการทำทางออกถึง 16 exits (ทำไมไม่มาดูงานที่ประเทศไทยคะ เต็มที่แค่6) กลุ้มใจเลยค่ะทีนี้

    คือดิฉันก็มาโตเกียวบ่อย มีบัตรพาสโม ก็กะโชว์เท่โชว์เหนือด้วยการเดินออกไปยังทางเดินที่ไปโผล่ตรงน้องหมาฮาจิโกะแบบคีฟลุค ที่ไหนได้ ยืนงง ต้องวิ่งไปดูแผนที่บอกรายละเอียดทางออก

    ระหว่างที่ยืนค้นหาข้อมูลบนกำแพงก็ได้ยินเสียงสาวพนักงานญี่ปุ่นแสดงความยินดีให้การช่วยเหลือ ไอเราก็ยังคงคีฟลุคคูลๆ อิสโอเค ไอม์ไฟน์ ไอแคนแมเนจ บอกปฏิเสธเขาไป ยืนงมต่ออีกหลายนาทีจนต้องยอมแพ้ ยกธงขาว เดินไปถามโทษนะคะ ทางออกไหนไป...?

    ฝากผู้ว่าราชการจังหวัดโตเกียวช่วยลงพื้นที่ตรวจปัญหาด้วยค่ะ


    สี่ หนุ่มๆ

    สั้นๆง่ายๆเลยนะคะ หนุ่มๆโตเกียวคืองานละเอียด งานซูชิเทพ มีความหลากหลายแต่ลงตัว ตอบสนองความต้องการอันไม่จำกัดของผู้บริโภคไทยยุค4.0แบบสุดๆ

    มีแต่ที่โตเกียวนี่แหละค่ะที่หาได้ทั้งหนุ่มออฟฟิศทรงเนี๊ยบเรียบขรึม หนุ่มเนิร์ดหลบสายตาดูน่าเอ็นดู หนุ่มพ่อครัวร้านราเมนสุดเท่คาดผ้าที่หน้าผากน่าสะกิด หนุ่มสำอางผมซอยคิ้วกัน หนุ่มนักศึกษาปั่นจักรยานคูลๆ หรือแม้แต่หนุ่มเพล์บอยเชิร์ตปลดกระดุมสามเม็ด เห็นแล้วความเป็นผู้หญิงดีๆที่แม่สั่งสอนก็ค่อยๆเลือนลางหายไป

    #รณรงค์สร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ


    ห้า การไม่รับทิป

    ที่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่คนทำงานบริการเขาไม่รับทิป เป็นวัฒนธรรมที่จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่ดี

    โดยส่วนตัว เราให้ทิปเป็นปกติ ถือเป็นสินน้ำใจเวลาพนักงานเขาลำบากยกถาดมาให้ ขนของหนักๆมาให้ คือเราก็เกรงใจไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร ก็เลยปิดจ๊อบความสบายใจด้วยการให้ทิป

    แต่จะไม่ชอบการให้ทิปตามร้านอาหารที่อเมริกาเลย คือก็เข้าใจว่าเขาทำงานหนักนู่นนี่ แต่การบังคับเปอร์เซนต์การให้ทิปแม่งบังคับจิตใจเว่อ ไม่พอบางที่คือเซอวิสหมามาก ชักสีน่งสีหน้า แต่หวังทิปเยอะ #คืออะไร #หญิงไม่เจ้าใจคะท่านป้า คราวหลังบวกมาในค่าอาหารเล้ยยย จบๆไป ไปแบ่งเปอเซนต์กันหลังม่าน จะได้สบายใจคนกิน ไม่ต้องหยิบมือถือมาจิ้มเครื่องคิดเลขหารกันว่าต้องให้ทิปเท่าไหร่วะ

    แต่ที่ญี่ปุ่นคือ ทุกคนทำงานอย่างตั้งใจ (อันนี้เบื้องหลังไม่รู้ยังไงนะ แต่จากที่เห็นคือต่อหน้าเขาเต็มที่กับเรา) ลุงขับรถยกกระเป๋าแบบไม่มีบ่นหน้าดำหน้าแดง ยกขึ้นลงเป็นยี่สิบใบ แถมวางให้เรียบร้อย แบบเนี่ยะะะ ควรให้ทิปหนักๆ แต่เขาดันไม่รับ

    ก็เป็นอะไรที่แปลกดี


    หก แมวมอง

    ใครเคยดูรายการเถื่อนทราเวล ตอน เบื้องหลังวงการเอวีญี่ปุ่น คงพอจะนึกออก ตอนที่พิธีกรพาไปสัมภาษณ์บุคคลในแต่ละส่วนของการสร้างหนัง ทั้งผู้กำกับ นักแสดง และ แมวมอง

    คือเราก็เคยดูรายการตอนที่เขาไปคุยกะพวกแมวมองว่าทำงานยังไง หาน้องๆที่สนใจมาร่วมงานยังไง เราก็จำได้ใช่มะว่าเขาท่าทางเป็นไง และจะชอบไปยืนตามหัวเมือง หรือสถานที่ที่มีคนเยอะๆ พลุกพล่าน มองหาคนกันอย่างเปิดเผย........

    ทีนี้ ระหว่างที่ดิฉันเดินช้อปปิ้งอยู่ย่านชิบูย่ายามเที่ยงวันแดดจ้า โมเม้นที่ดิฉันเดินออกจากร้านเมกะดงกีโฮเต้ในข้อแขนมีถุงถั่วหิมพานรสวาซาบิที่เพื่อนฝากซื้อให้แม่ห้อยอยู่ มือข้างนึงกำลังสะบัดผมคลายร้อนและมืออีกข้างหนึ่งหยิบแว่นตากันแดดสีปรอทที่เสียบอยู่ที่คอเสื้อมาใส่นั้น (ดิฉันคิดว่าโมเม้นนั้นดิฉันคงสวยพิมฐามาก)

    อยู่ๆก็มีคุณพี่ผู้ชายชาวญี่ปุ่น ผิวแทนใส่เสื้อสีดำกางเกงสีดำ มีหมวกแก๊บดำสวมอยู่ ในมือขวาถือมือถือและอีกข้างมีกระเป๋า เดินผละมากจากเสาแล้วย่างมาหาดิฉันอย่างมั่นใจ สายตาพี่เขาดูมีประกายความหวัง พี่เขาเข้ามาทักแบบสบายๆ ดิฉันเลยคาดว่าไม่น่ามาถามทางเป็นแน่ (ดูพี่เขาจะช่ำชองถนนสายนี้เป็นอย่างดี) แถมหน้าตาพี่เขาก็ดูน่าจะทำงานอยู่ในวงการกลางคืน ลุคตามในรายการเป๊ะๆ (นี่ดิฉันใช้การjudgeจากภายนอกล้วนๆ)

    พี่เขาเข้ามาถามอะไรสักอย่างกับดิฉัน นำเสียงพี่เขามีกระแสเชื้อชวญ ถ้าให้ดิฉันเดาจากจิตใจอันต่ำตมพอๆกับโอ๊ตปราโมทย์ปาทานแล้ว ดิฉันคิดว่าพี่เขาคงต้องถามอะไรประมาณว่า 'อาโนน น้องสนใจทำงานง่ายๆรายได้ดีไหมครับ'

    ด้วยความสูงอย่างดิฉัน ไม่มีทางที่เขาจะชวนไปเป็นนางแบบแน่ๆ มีสองอย่าง ไม่ชวนไปทำงานวงการกลางคืนหรือสารคดีส่งเสริมการเรียนรู้ ก็ชวนไปแต่งคอสเพล์สาวเมดในร้านคาเฟ่เค้กแน่ๆค่ะ ดิฉันเชื่ออย่างนั้น

    ด้วยความไม่ทันตั้งตัวในตอนแรก ดิฉันเลยตอบพี่เขาไปว่า I'm so sorry. I don't speak Japanese. แล้วยิ้มส่งขอโทษขอโพย พี่เขาก็ดูขอลุแก่โทษดีนะคะ

    แต่พอเดินจากมาแล้วทบทวนดูอีกครั้ง ก็รู้สึกเสียดาย น่าจะยืนคุยกับพี่เขาสักหน่อย งูๆปลาภาษามือ เผื่อจะได้ข้อมูลมาทำงานวิจัย และถามคำถามคาใจพี่เขาว่า พี่คะ? ทำไมถึงเลือกหนูคะ?


    เจ็ด ไทยทัวริสต์

    ไม่มีประเทศไหนในโลกแล้ว(ยกเว้นประเทศไทย) ที่ไม่ว่าจะย่างก้าวไปไหนก็ได้ยินแต่เสียงนักท่องเที่ยวชาวไทย

    มันเป็นความอุ่นใจเบาๆ ความหยิ่งใส่กันบางๆ คือลองดูสิ ถ้านักท่องเที่ยวไทยสองกลุ่มบังเอิญเดินสวนกันแล้วได้ยินภาษาบ้านเกิด ไม่มีซะหรอกที่จะหยุดยิ้มทักทาย คุณพี่เป็นไง? ไปไหนมาคะ?

    มีแต่การเดินผ่าน แล้วปรายตามอง หยั่งเชิงกันและกันไปมา เก็บรายละเอียดเสื้อผ้าหน้าผม พอพ้นกันแล้วก็หันไปหาเพื่อนในกลุ่มพร้อมพูดว่า 'มึงงง คนนั้นแม่ง...'

    แต่ที่อุ่นใจไปกว่านั้น คือเวลาไปวัด แล้วไปตรงที่ห้อยป้ายขอพร อันตัวเราคนไทย จะกวาดตามองหาป้ายภาษาไทยเป็นอย่างแรก พอเจอแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเข้าไปเผือกอ่านคำขอพรของชาวบ้านเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต (เราไม่ผิด นี่มันที่สาธารณะโว้ยย #กลบเกลื่อน)

    ป้ายขอพรภาษาไทยบ้างอันก็ธรรมดา (เช่นขอให้สุขภาพแข็งแรง การงานมั่นคง สอบได้คะแนนดี) บางอันก็น่าหมั่นไส้ จนอยากเห็นหน้าคนเขียน (เช่นป้ายของคุณพิมพ์ภัทราที่ขอให้ตัวเองโชคดีแบบนี้ตลอดไป และรักกับคุณสราวิศ(ที่คุณเขาต้องเขียนเติมนามสกุลเพื่อความแน่ใจว่าถูกคนเพิ่มเข้าไปอีกที)ไปนานๆ) หรือบางอันก็โศกเศร้าจนเราไปต่อไม่ได้ อยากเอาตัวเจ้าของป้ายมากอดปลอบ (เช่นของคุณนิรนาม ที่เขียนป้ายขอพรว่า 'ขอให้เธอได้พบกับชีวิตที่ดี มีความสุข และเจอกับคนดีๆตลอดไปนะ') ดิฉันถึงกับต้องนั่งพักใจอยู่ที่ชานวัด ปล่อยให้ความเจ็บมันซึมลึกจนใจด้านชาแล้วค่อยลาจากมา 😭

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Sarane Champa (@Sarane)
"#รณรงค์สร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ"

จะลั่นก็เพราะวลีนี้แหละ
BENJA’S (@benja.jrt)
@Sarane มันต้องเป็นวาระระดับประเทศเลยค่ะ