2017: ตายรังBENJA’S
CULTURE(S) SHOCK ซักกะนิด
  • Culture Shock = ความรู้สึกสับสน งงงวย ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิต และทัศนคติที่แตกต่างไปของชาวต่างประเทศ 

    หรือจำกัดความง่ายๆเป็นภาษาชาวบ้านว่า "แบบนี้ก็ได้เหรอออ"


    อันที่จริง ไอ culture shock เนี่ยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ เราหลายๆคนก็คงคุ้นเคยกันกับคำๆนี้ดี ยิ่งผู้ที่ได้เคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศก็น่าจะสามารถเข้าใจและเข้าถึงมันได้อย่างเยี่ยมยอด

    แถมสมัยเรียนมหาลัยเขาก็ชอบสอนกัน อี4สเตปคัลเจอร์ชอคเนี่ย เรียนทุกเทอม จำไม่ได้ทุกที (honeymoon, frustration, adjustment, acceptance) - ดูฉลาดมะะ นี่เปิดกูเกิลเพื่อนเก่าเราเองง

    แต่ส่วนมากมันเป็นนามธรรมไง เป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่แจ้วๆจำมา ไม่เคยได้ประสบอย่างแท้จริงว่ามันเป็นอย่างไร ยิ่งตัวนี่เอง กว่าจะรู้ซึ้งก็เมื่อได้ไปทำงานต่างประเทศเป็นครั้งแรกราวสามปีก่อน



    สิงคโปร์

    ถ้าใครพอนึกภาพออก ช่วงฮันนี่มูนนี่คือดี ดีไปหมดดด โลกสวยยย ชีวิตมีแต่บวก ลบคืออะไรไม่รู้จัก สมัยนั้นก็คิดแค่ว่าฉันจะได้ไปอยู่เมืองที่สะอาดที่สุดในโลก เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ ฉันจะได้กินข้าวมันไก่สิงคโปร์อันลือเลื่องทุกวัน ไหนจะลอดช่อง บักกุดเต๋ ลักซ่า ฉันจะได้เพลิดเพลินไปกับการฟีตเจอริ่งอันลงตัวของชาวจีน มาเล และ อินเดีย

    ผ่านไปได้สามเดือน ความโฮมซิกและหงุดหงิดงุ่นง่านเริ่มมาเยือน นี่สินะ frustration แทกซี่ที่เคยน่ารักก็กลับกลายมาเป็นศัตรูใจ ความสะอาดเอี่ยมของท้องถนนก็ทำให้รู้สึกอยากถ่มน้ำลายลงพื้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด แค่หวนนึกถึงการสาดน้ำล้างจานลงข้างทางแถวอุดมสุขน้ำตาก็รื้นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ เห็นข้าวมันไก่ก็พาลจะเดินไปฉกคอเสื้ออังเคิลแล้วถามว่าน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวอยู่ไหนนนน! แถมสำเนียงจีนแสนบาดจิตของป้าที่ฟูดคอร์ทมันทำให้ฟังทีไรก็อยากตีปากเสียสักทีสองที วายไหลแด๊ดดด!

    แต่ชีวิตคนเรามีขึ้นก็ต้องมีลง เมื่อผ่านพ้นวิกฤติวัยกลาง(ผี)กลางคนมาได้ เราก็ต้องมูฟออนสู่ขั้นตอนแห่งการ adjustment จากที่เคยทนไม่ได้กับสำเนียงป้า มาตอนนี้ก็เริ่มเลียนเสียงได้ถนัดถนี่ นับญาติได้กับชาวท้องถิ่น แท็กซี่ก็กลายมาเป็นลุงผันของเรา แม่ค้าก็กลายมาเป็นป้าแจ่มของเรา (อังเคิลๆ ดรอปมีเฮียลอร์ uncleๆ drop me here lor หรือ อ้านตี้ๆ โนชิลลี่แค๊น auntieๆ no chilli, can?) ก็คล่องปากขึ้นมาทันที

    ผ่านจุดนี้มาได้ เราก็จะเข้าสู่ขั้นนิพพาน หรือการacceptance ณ ที่แห่งนี้ เราจะก้าวผ่านความเหงา ความโฮมซิก รับรู้ถึงความจริง อยู่กับปัจจุบัน อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน...

    แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถเอาชนะความเหงาที่ชอบเข้ามาสะกิดขาอยู่บ่อยๆได้ในช่วงเวลาสองปีกว่าๆ จนเป็นเหตุให้ต้องบอกลาสิงคโปร์แล้วมุ่งสู่กทม.แดนสวาทตลาดสวรรค์ของเรา


    แต่ไหงพอกลับมากทม. มีการมีงานทำ วงจร culture shock อุบาทว์นี่มันยังไม่หมดไปสักที หรือว่าสิ่งนี่มันจะไม่ได้ใช้ได้กับที่เมืองนอกเท่านั้น จากที่วาดฝันไว้อย่างดิบดี ว่าเราจะตื่นเช้าอย่างสดใสไปทำงานที่เรารัก เราจะนั่งจิบชอคโกแลตเฟรบเป้เม้าละครกับเพื่อนที่ทำงาน เราจะได้สัมผัสความสุขของการกินกะเพราะไก่ไข่ดาวพักเที่ยงแล้วแวะหิ้วมะม่วงเปรี้ยวมาจิ้มกินตอนบ่ายพร้อมกะดิกเท้าในส้นสูงสามนิ้วไปพลางๆ

    แล้วความเป็นจริงคืออะไร ทำไมทุกเช้ามันช่างทรมาน ไหนจะการต้องฝ่ารถติดเป็นชั่วโมงๆเพื่อให้ไปถึงออฟฟิศทันเวลา ไหนจะงานที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่เคยหมด การอดกินเฟรปเป้และมะม่วงเปรี้ยวตอนบ่าย (เพราะเขาห้ามกินที่โต๊ะทำงาน.... ทำไมร้ายยยย) รองเท้าส้นสูงเหรออ คืออะไร ทุกวันนี้ใส่แต่แตะปัปป้าวิ่งสี่คูณห้าตามรถตู้ ไหนจะโทรศัพท์เครื่องที่สองที่ไม่เคยหยุดดัง เสาอาทิตย์ก็ไม่ว่างเว้น

    ไหนเลยจะมีเวลาไปเข้าวัดฟังธรรม พบปะเพื่อนฝูง เล่นโยคะ อ่านนิยายประโลมโลก แล้วไหนนนน การไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

    ทำไมเป็นอย่างนี้ละคะพี่ชายย

    ในเมื่อคนดีไม่มีที่อยู่ คนใหม่ก็เอาแต่ทำร้ายเรา จะทนอยู่ไปทำไม สู้กลับไปอยู่กับคนเก่าที่เราคุ้นเคย อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยทำเราเจ็บ.. (ดราม่าเพื่ออ)

    เลยได้เวลาพระเอกดูไบออกโรง

    กลับไปซบอกงานที่เรารัก งานที่เราคุ้นเคย งานที่ดีต่อใจและดีต่อไลฟ์สไตล์กินนอนดูละครของเรา

    ก่อนมาเพื่อนก็ถามค่ะว่าสิงคโปร์ห่างกับไทยแค่สองชั่วโมงยังโฮมซิกขนาดนี้ ดูไบหกชั่วโมงจะโฮมซิกขนาดไหน ก็ได้แต่ทำตาปริบๆแล้วตอบเพื่อนปากสั่นๆไปว่า...

    "โตแล้ว เหงาก็ต้องทน"

    ไม่ทนจะเอาอะไรกิน....



    ก็เลยได้มาอยู่ที่ดูไบ หลังฟันฝ่าอุปสรรคนานับประการ (เราจะตัดภาพไปเลยนะคะ)

    ที่นี่ เราได้พบว่า culture shock ที่ได้ประสบทั้งหลายแหล่นั้นนนนน เบบี๋ชิวเดรนนไปเลยจ้า

    เพราะที่แห่งนี้ เป็นแหล่งรวมม culturessss เพื่อนร่วมงานมาจากทุกสารทิศ มาจากทุกมุมโลก แบบที่เรียกได้ว่าพอเขาบอกชื่อประเทศแล้ว เราได้แต่ยิ้มแห้งๆแล้วแสร้งพูดว่า 'อ๋อออ เคยได้ยินชื่อ' ทั้งๆที่ในใจคิดว่า เชี่ย ที่ไหนวะ ซ้ำยังฟังไม่ชัดอีก ประเทศอะไรนะ อยู่บนดาวโลกใช่ไหมมมยู

    สิ่งแรกที่ชอคนิดๆสะกิดหัวใจ คือการทักทายของชาวยูโรเปี้ยน ต้องท้าวความถึงสมัยที่ยังเทรนอยู่ ปกติตอนอยู่สิงคโปร์มันก็คล้ายๆไทยใช่ไหม คือมีความเอเชียสูง ทักทายปากเปล่า จับมือบ้างกรณีทางการ เราก็พอมี personal space

    แต่มาถึงที่นี่ personal space คืออะไรไม่รู้จัก วันแรกๆที่เจออีเพื่อนหมีนามว่าอเล็ก ชายชาวมาซีโดเนียร่างบึกบึนอดีตครูสอนฟิตเนสบดอัดร่างอย่างสนิทสนมจนตั้งตัวไม่ติด ดิฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...

    คือที่นี่ทุกคนทักทายด้วยการกอด การหอมแก้มซ้ายขวาเป็นเรื่องปกติ แต่เรามันเป็นคนโตมากับการเดินเข้าห้องเรียน ยกเก้าอี้ลง หันไปทักพรทิพย์โต๊ะข้างๆหนึ่งยิ้ม แล้วฟุบหัวนอนรอกริ่งเข้าแถวเคารพธงชาติไง เราก็ไม่คุ้นปะแกรรร

    ไอการที่อยู่ๆเพื่อนชาย (ที่เรายังไม่สนิท และยังไม่รู้ชื่อพ่อมัน) เอาแก้มสากๆมาบดซ้ายบดขวาแก้มเรา มันให้ความสะยึ๋มกึ๋ยอยู่ไม่น้อย แล้วไออเล็กก็จะมีความสัมผัสสูง คือชอบกอด ชอบหอม ชอบโอบเป็นเนเจอร์ แรกๆก็คิดว่ามันหื่น หลังๆถึงเข้าใจว่ามันหื่นจริงๆแหละ เอ้ยยย ไม่ใช่ มันอัธยาศัยดี เป็นคนซื่อๆ ไม่คิดอะไร

    อเล็กจะชอบมาถึงห้องแล้วไล่กอดทักทายเพื่อนทุกคนจนครบ บางทีเพื่อนก็ระอา ขี้เกียจกอดมัน มันก็จะมีคำและท่าประจำตัว(ท่ากางมือแบบรูปปั้นพระเยซูคริสต์ผู้ไถ่บาปที่ริโอเดอจาเนโร)คือ 'โอออวว คัมม่อนนนน' พร้อมกางมือสองข้างรออออ

    แรกๆเราก็เขิล ด้วยความเป็นคนรักนวลสงวนตัว แต่พอบ่อยๆเข้าเราก็ชอบ เอ้ยย ชิน! จนกลายเป็นเห็นหน้ามันแล้วต้องสั่นหางดิกๆวิ่งไปให้มันกอด

    เพื่อนเอเชียบางคนก็จะถือหน่อย ไม่ชอบให้คนมากอดมั่วซั่ว อันนี้ก็จะรู้กัน ยกเว้นอีอเล็ก เคยแบ่งปันความรู้ให้มัน บอกว่ายูๆคนเอเชียส่วนมากเขาไม่สนิทใจกับการกอดการจับเนื้อต้องตัวบ่อยๆนะ มันไม่ใช่วัฒนธรรม มันฟังแล้วก็ยิ้ม บอกว่า ดีเลยย มาฝึกกับมัน คนชาติมันชอบกอดด แล้วก็กางแขน 'คัมมม่อนนนน' (...นี่ไม่ได้เกทสิ่งที่จะสื่อเลยใช่ไหมอเล็กลูกกก)

    การกอดและหอมทักทายนี้ เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายใกล้ตัว แต่จริงๆแล้วมันมีความซับซ้อนซ่อนเทคนิคและศิลปะอยู่ในตัว คือเมื่อเรายังใหม่ๆเราจะเก้กัง ทำตัวไม่ถูก พอโดนกอดเราจะยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ ไม่รู้จะเอามือไปวางที่ไหน ก็แนบมันข้างลำตัว พอเราเริ่มเรียนรู้ เราก็เริ่มที่จะกอดตอบบ้าง เอามือโอบกลับบ้าง เรื่อยไปจนเอามือตบที่หลังเพื่อนแปะๆสองสามทีเป็นการตอบรับ หลังๆคุ้นเคยเคลิบเคลิ้มก็เอามือลูบๆวนๆหลังเพื่อน ฟินนักแล

    ส่วนการหอม ทุกวันนี้ก็ยังคงมีปัญหาว่าซ้ายก่อนหรือขวาก่อน ทีเดียวหรือสองที รวมปากด้วยไหม สับสน แต่ส่วนมากที่สังเกตคือการหอมสองทีนี้มักจะทำกับเพศตรงข้าม ถ้าเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเราไม่หอม ชะนี! (แต่เอาจริงมันมีรายละเอียดเยอะ ไม่ใช่ยุโรปทุกชาติอีกที่โอเคกับการหอม บางชาติเขาเก็บไว้เฉพาะกับคนสนิท คนในครอบครัว อยากรู้เพิ่มถามกูเกิลจ้าา)

    นี่แหละที่มาของการปากจูบมือลูบ

    แบบนี้ก็ได้แหละะะะ



    อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความชอคให้แก่ชาวต่างชาติคือเรื่องอายุของเราชาวเอเชีย

    คือพวกนางจะทายอายุเรากันไม่ถูก นางจะคิดว่าเราเด็กกว่าอายุจริง (ส่วนเราก็จะคิดว่านางแก่กว่าอายุจริง) เพื่อนร่วมแบชชาวยุโรปส่วนใหญ่คือ22-25 แต่ว่าหน้าเกินเจ้ไปแล้วลูก

    เรากับเพื่อนคนไทยอีกคนก็26แล้วไง แต่พอบอกตัวเลขไปพวกนางตาน้ำข้าวก็จะทำหน้าชอคๆแบบ ใช่เหรออ พวกยูดูเด็กกว่านั้น (ยิ้มอยู่ในใจ อยู่นี่ไม่ได้กินเงินฉันหรอกกด แอนตี้เอจจิ้งครีม แต่ไหงพอกลับไทยไปใครๆก็เรียกป้า #ความจริงเจ็บปวดเสมอ)

    เคยไปบินกับเกย์ชาวอิตาเลียนคนนึง ก็เม้ามอยตามประสา พอนางถามอายุเรากับแอร์เกาหลีอีกคน นางก็มองแรงใส่ แล้วกรอกตาาาพูดว่า 'เอเชี่ยนนนส เหอะ' แล้วสะบัดผ้าม่านจากไป



    พูดถึงชาวอิตาลี อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการที่นางเป็นพวกคลั่งอาหารประจำชาติมากกก คลั่งถึงขนาดที่ใครจะไปทำระยำตำบอนกับเมนูอาหารของชาตินางไม่ได้ นางจะเคือง นางจะจิ๊ปากแล้วส่ายหัว

    มีครั้งนึงเราสั่งพิซซ่ามากินกันทั้งห้อง แล้วคือก่อนจะสั่งก็มาดูเมนูกัน เพื่อนสาวชาวอิตาลีพอเห็นเมนูพิซซ่าสาขาดูไบเท่านั้น นางถึงกับขึ้น เหลือบไปทางซ้ายก็ โอ้ววว พิซซ่าวิทชิกเก้นนน วอดเดอะะ! เหลือบไปทางขวาก็พิซซ่าวิทไพน์แอปเปิ้ล! โอมายย! นางรับไม่ได้ ใครกินพิซซ่ากับสัปปะรดและไก่ยะ ยี้ๆๆๆ (คิดในใจว่า อ้าวว ไม่ได้เหรออ ไม่มีไก่ก็ไม่อิ่มนะ สัปปะรดก็พอถูไถแหละ ฮาวาเอี้ยนไงงง ขอบไส้กรอกชีสสยิ่งเริ่ด บ้านเรามี เธอลองยังง)

    หรือว่าที่แท้เรามันคนไม่ศิวิไลซ์นะ

    ที่ชอคไปกว่านั้นคือเราคนไทยยยไง เราไม่สนใจ อะไรไม่ถูกปากเราจับปรุงใหม่หมดแหละ เคยนั่งโต๊ะเดียวกับนางหลายหน แต่ก่อนนางก็คงว่าเราประหลาดที่ฉีกซอสมะเขือเทศใส่สลัด(ก็ผักมันจืดดดอะ) หลังๆนางคงไม่อยากจะคิดอะไรแล้ว เพราะครั้งล่าสุดที่จำได้คือนี่สั่งสปาเกตตี้คาโบนาร่ามากิน แล้วคือจืดมากกก ใส่เกลือก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น เลยหยิบน้ำปลามาเหยาะแม่มม ตานางแทบถลนนน จ้องจานคาโบนาร่าแบบไทยประยุกต์ของเราราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ไม่พอ กินๆไปช่างเลี่ยน หยิบพริกป่นมาใส่อีกกู นางลุกไปเลยยย ไม่คุยด้วยยย (555555 ซอเร่ะ อิทส์ไทยสไตล์)

    นางคงคิดในใจ แบบนี้ก็ได้เหรออออ

    #เราชาวไทยได้สร้างบาดแผลในใจให้ชาวอิตาลีอย่างฉกรรจ์นัก 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in