เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
My First Storybyuminor
Laos,where the wifi is weak.
  • สวัสดีทุกคน นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เริ่มเล่าเรื่องที่อยากเล่าให้หลายคนได้ฟังผ่าน minimore
    ช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างประเทศลาว
    ฟังดูแล้วหลายคนอาจถามว่า 'ไปทำอะไรที่ลาววะ?'
    .
    ในระยะเวลาของบทสนทนานั้นเราไม่อาจตอบได้ว่าเราไปทำอะไรที่ลาว เราตอบคำถามเหล่านั้นในใจว่า 'ไม่รู้จะไปทำอะไรแค่อยากไปเที่ยว'
    อาจจะเป็นช่วงที่เรากำลังทำงานพาร์ทไทม์บวกกับเรียนไปด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วส่วนตัวไม่ค่อยชอบการอยู่กับที่ อะไรที่จำเจนัก นั่นแหละเอาเป็นว่าเราตัดสินใจไปเที่ยวลาวด้วยเหตุผลโง่ๆ คือ อยากเที่ยว


    ทริปนี้เป็นทริปที่เราไม่ได้ออกเดินทางคนเดียว เรามีเพื่อนร่วมทางตัวผอมมาหนึ่งคน
    เราเคยตั้งคำถามว่า 'จุดเริ่มต้นของทริปนี้มันคืออะไร?' 'อะไรทำให้เราสองคนตกลงว่าจะไปลาว?'
    เราคุยกับเพื่อนร่วมทางอีกคนนึงว่า เราไม่ชอบเที่ยวแบบมีแพลนแบบ fix เวลาและสถานที่เท่าไหร่นัก 

    ใช่!
    เพื่อนร่วมทางเราบอก ปกติก็เที่ยวแบบไม่มีแพลนอะไรที่แน่นอนเหมือนกัน

    ตัดภาพไปที่วันจริงเพื่อนเรามีข้อมูลมากมายก่ายกองในหัว ส่วนเรามีเพียงข้อมูลผิวเผินไปตายเอาดาบหน้าจริงๆ (นังเพื่อนร่วมทางเกรดซี ฮือ - ว่าตัวเอง)


    1 2 3 เริ่ม!
    เราตกลงกันว่าเราจะเดินทางไปขอนแก่นกันก่อนแล้วนั่งรถจากขอนแก่นไปหนองคาย โดยออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 11.20 น. ซึ่งจะไปถึงขอนแก่นเวลาประมาณ 12.30 น. หลังจากที่เราเดินทางถึงขอนแก่นแล้วป้าของเพื่อนเราอาสามารับไปส่งที่คิวรถตู้ไปหนองคาย ซึ่งเป็นพระคุณอย่างสูงมาก ประหยัดค่าเดินทางไปนิดนึง แหะ!

    ประมาณยี่สิบนาทีต่อมาเราเดินทางมาถึงเซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น เราและเพื่อนร่วมทางของเรามุ่งหน้าไปที่คิวรถตู้เพื่อรีบซื้อตั๋วไปหนองคาย แต่ปรากฏว่า ไม่มีรถขอนแก่น-หนองคาย  วินาทีนั้นพวกเรารีบหารถไปที่บขส.2 เพื่อหารถตู้ไปยังหนองคาย 

    สุดท้ายแล้วเราก็หารถตู้จากขอนแก่นไปหนองคายได้ แต่จะต้องไปเปลี่ยนรถที่อุดรซึ่งเราเดินทางไปถึงอุดรประมาณ 16.00 น. ตอนนั้นเริ่มเย็นมากแล้วและแอบหวั่นใจกลัวจะไม่ทันรถนอนจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง รถตู้จากขอนแก่นพาเรามาส่งที่อู่รถตู้ (คาดว่าน่าจะของบริษัทรถตู้นั่นแหละ) เพื่อนเราเดินไปถามเจ้าของอู่รถตู้ว่า 'รถไปหนองคายจะมาเมื่อไหร่' และเราสองคนก็ได้คำตอบกลับมาว่า 
    'อีก 5 นาที'

    โอเคอีกห้านาทีนั่งพักรอรถสักหน่อยก็แล้วกัน!
    .
    5 นาทีผ่านไป 
    .
    15 นาทีผ่านไป
    .
    ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

    เรานั่งมองนาฬิกาข้อมือสีดำเป็นระยะๆ จนเกือบ 17.00 น. ซึ่งแน่นอนนี่มันเลย 5 นาทีแล้ว! จนรถตู้โผล่มาพนักงานประจำอู่เรียกให้คนที่มีตั๋วแล้วไม่มีเลขหลังตัวอะไรสักอย่างขึ้นรถ เรากับเพื่อนตรงดิ่งไปที่รถตู้ แต่เหมือนจะมีแววว่าจะไม่ได้ขึ้นรถตู้ เพื่อนเราไฝว้กับพนักงานสักพักจนสุดท้ายเราก็ได้ขึ้นรถไปหนองคายแล้วลงที่ด่านเขตชายแดนช่วงหกโมงเย็น

    ตัดภาพมาที่เราผ่านด่านได้แล้วกำลังนั่งรถเข้าเมืองเวียงจันทน์เพื่อหารถไปบขส.สายเหนือเดินทางไปยังหลวงพระบาง เมื่อรถมาถึงจุดส่งคนลงเรากับเพื่อนเรียกรถที่มีลักษณะคล้ายสามล้อบ้านเรา แต่ที่นู่นเรียกว่า "รถจัมโบ้" ไปส่งที่บขส.สายเหนือ หลังจากตกลงราคากันเรียบร้อยแล้วคุณลุงพาเราซิ่งไปที่บขส.สายเหนือทันที แต่ซิ่งออกมาไม่ถึง 500 เมตร รถเกิดดับกลางคัน! แต่คุณลุงก็ซ่อมมันได้ทันใจและพาเรามาส่งที่บขส.สายเหนือได้ทันเวลา 

    เรากับเพื่อนซื้อตั๋วรถนอนเพื่อไปหลวงพระบางรอบ 20.00 น. แอบตื่นเต้นเหมือนกันเราจินตนาการว่ารถคงจะเหมือนกับไทยบ้านเราแหละ แต่จินตนาการเรามันมอดไหม้ไปกับความจริงตรงหน้า...
    สภาพรถนอนเป็นรถแคบๆที่ทางเดินเป็นระบบแบบ one-way street อะไรเทือกนั้น เราได้นอนเตียงด้านบนซึ่งต้องปีนขึ้นไปนอน แน่นอนว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันอยู่ที่เตียงหนึ่งนอนสองคนแล้วก็แคบฉิบหายเลยโว้ย! ถ้าใครเคยนอนโฮสเทลสภาพมันก็คล้ายโฮสเทลเคลื่อนที่ดีๆนี่เอง เพียงแค่โฮสเทลมันไม่ต้องแบ่งเตียงกับใครนอนไง... 

    สภาพโฮสเทลเคลื่อนที่ 


    note (นิดนึง) : หากใครเป็นผู้หญิงคิดอยากออกทริปลุยเดี่ยวไปหลวงพระบางล่ะก็เราแนะนำว่า ขึ้นเครื่องไปลงหลวงพระบางเลยไม่ก็นั่งรถ VIP ไปจะดีกว่า เพราะถ้าไปรถนอนก็ต้องคอยลุ้นอีกว่าจะได้นอนกับใครซึ่งอันตรายพอสมควร เซฟไว้ก่อน...

    ก่อนขึ้นรถเรากับเพื่อนชั่งใจว่าจะเอากระเป๋าเป้ไว้ข้างล่างดีไหม แต่ตัดสินใจกันว่าจะเอากระเป๋าไว้ข้างบน กระเป๋านี่ปัญหานึงเหมือนกันน่าจะเป็นปัญหาแค่สำหรับเราอะ...เพราะเรานอนเหยียดขาไม่ได้เจ็บเท้ามาก แต่สุดท้ายก็ทำใจหลับไป


    เวลาประมาณเที่ยงคืนตีหนึ่งจู่ๆทั้งรถก็เงียบสงัด อากาศเริ่มร้อน ก่อนเราจะลืมตามาพบว่ารถเสีย แต่หลายนาทีถัดมาไม่นานรถก็ติดและสามารถแล่นได้ต่อไปอีกประมาณ 500 เมตรก็ดับอีกรอบ ตอนนั้นภาวนาให้รถสามารถติดเหมือนเดิมแล้วเดินทางถึงหลวงพระบางอย่างปลอดภัย จนในที่สุดรถก็ติดเหมือนเดิมและเราเดินทางถึงหลวงพระบางในเวลาสายๆ

    เราเดินทางถึงหลวงพระบางและมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองหลวงพระบางเพื่อ... เพื่ออะไรไม่รู้555555555555555 แต่ก็หา agency ที่ขายตั๋วไปหนองเขียว จริงๆแล้วจุดหมายของเราหลักๆ คือ หนองเขียว ซึ่งต้องนั่งรถต่อจากหลวงพระบางไปอีกประมาณ 3-4 ชั่วโมง เราได้ตั๋วมาคนละ 70,000 กีบ (ราคานี้รวมรถที่มารับตรง agency ไปยังท่ารถไปหนองเขียวแล้ว) 


    เราเดินทางมาถึงหนองเขียวประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ แล้วรีบเดินจาก Bus Station ที่หนองเขียวเพื่อหาที่พัก แต่สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องมีตอนนั้นคงจะเป็นซิมเน็ต (เคยยืนยันกับเพื่อนไว้ว่าไม่ติดโซเชียล 555555555) เราซื้อซิมเน็ตมาจากร้านคุณป้าที่เป็นคนในพื้นที่นั้น ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะใช้ 3G ได้เพราะต้องเปิดซิมโทรสมัครสุดท้ายก็ได้มานี่แหละ เราเดินกันเข้าไปใจกลางเมืองหนองเขียวจนเจอคุณลุงคนนึงบอกว่า 'มีที่พักนะ' เรากับเพื่อนเดินเข้าไปสำรวจที่พักนิดหน่อยพบว่า ห้องสภาพโอเค ระเบียงติดกับแม่น้ำมีภูเขาด้วย บวกกับตอนนั้นเราเหนื่อยเดินทางทั้งวัน แถมยังไม่ได้อาบน้ำด้วยเลยตัดสินใจพักที่นี่ในราคาย่อมเยา 


    (แอบ) ถ่ายในถ่ายอีกที

    สิ่งแรกที่เราทำถึงเมื่อมาถึงหนองเขียว คือ อาบน้ำ! หลังจากที่ได้อาบน้ำก็รู้สึกเฟรชขึ้นมาหน่อยก่อนจะทิ้งตัวลงเตียงนอนเล่นฟังเพลงเพลินๆ เวลาประมาณสี่โมงเราเริ่มหิวและตกลงกันว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวผาแดงยอดฮิตของหนองเขียว แต่ก่อนจะขึ้นไปชมวิวเราเดินถ่ายรูปตามทางไปเรื่อยๆ และหาร้านอาหารเพื่อเติมพลังก่อนจะเดินขึ้นเขากันหน่อย สรุปเรากินข้าวจี่ ที่มีลักษณะคล้ายๆขนมปังฮอทดอกแบบฝรั่งนั่นแหละ เรากินกันเพลินมากจนมองนาฬิกาแล้วปรากฏว่า เวลานั้นเกือบหกโมงเย็นแล้ว 
    สรุปคือเราไม่ได้ขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตก และเดินกลับมายังที่พักโดยระหว่างทางแวะซื้อเบียร์กันคนละกระป๋องก่อนจะมานั่งชิวที่ระเบียงด้านหลังที่พัก ตอนดึกมองเห็นดาวพอให้ชื่นใจ อากาศเริ่มเย็น มองเห็นหมอกปกคลุมภูเขาจางๆ ระหว่างที่นั่งจิบเบียร์มืดๆ เรานั่งคุยกับเพื่อนเราหลายประเด็น สิ่งหนึ่งที่เราชอบตอนนั้นคงเป็นการนั่งเงียบๆจิบเบียร์ มีบทสนทนาบ้างเป็นบางระยะ ดูดาว แต่ก็ระแวงตุ๊กแกเหมือนกัน ใจจริงอยากเปิดเพลงแต่ไม่กล้าเปิดกลัวรำคาญแบบมึงจะฟังเพลงทั้งวันหรอ 5555555555555


    วิวจากมุมมองระเบียงห้องของเรา

    เช้าวันถัดมาเราตั้งใจว่าจะขึ้นไปดูทะเลหมอกที่ที่เราพลาดไปเมื่อวาน คือ จุดชมวิวผาแดง เราตื่นตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ ล้างหน้าแปรงฟันและเดินออกจากที่พักเพื่อไปยังจุดชมวิวผาแดง ระหว่างทางเราหยิบกล้องมาเก็บภาพหลายรูปเช่นกัน ในตอนเช้าย่านนั้นจะมีตลาดเช้าสายตาเราเหลือบเห็นซาลาเปาทอด/โดนัททอด ตอนนั้นชั่งใจว่าจะซื้อกินเลยดีไหม? แต่เราก็ปล่อยผ่านเลยไปเดี๋ยวค่อยกินมุ่งหน้าไปที่จุดชมวิว ขอพูดเกี่ยวกับที่นี่นิดนึงตั้งแต่เราก้าวเท้าเหยียบประเทศลาวมาเราเจอแต่ผ้าห่มสีชมพูสีหวานลายคิตตี้ตั้งแต่รถนอนยันที่พัก มุ้งสีชมพูสุดคิ้วท์ซึ่งเป็นอะไรที่เราเกลียดมากๆ 55555555 จะว่าที่นี่เครซี่กับคิตตี้ก็ไม่ใช่...

    เราเดินมาถึงทางเข้าจุดชมวิวผาแดงซึ่งต้องเสียค่าเข้าคนละ 20,000 กีบ (80 บาท) เมื่อวานเพื่อนพูดกับเราทำนองว่า เราต้องเดินขึ้นเขาเก่งแน่ๆ ซึ่งอยากบอกว่า คิดผิดมากกกกกกกกกก 555555555 เดินจากทางเข้าขึ้นไปไม่ถึง 500 เมตรเราก็หอบแดกแล้ว เรามีน้ำพกติดตัวมาเพียงขวดเล็กๆ เราเดินไปเรื่อยๆ ตอนนั้นกะจะตะโกนบอกเพื่อนที่นำหน้าไประยะหนึ่งว่า 'ไม่ไปแล้วนะเดี๋ยวรออยู่นี่' แต่ก็ต้องกลืนประโยคนั้นไปนึกย้อนไปตอนที่เดินขึ้นไปจุดชมวิวหมู่เกาะอ่างทอง เพราะเป้าหมายหลักๆของทริปลาวที่เคยคิดคือ เห็นวิวสวยๆนี่แหละ และในที่สุดเราก็เดินทางถึงจุดชมวิวซึ่งใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง แต่วิวที่เห็นข้างหน้าคุ้มค่าเหนื่อยมาก 


    จุดชมวิวผาแดง

    เมื่อเราเดินมาถึงจุดชมวิวเราปลีกตัวไปนั่งในศาลาเล็กเพื่อพักเหนื่อยและพบว่าน้ำในขวดเล็กๆหมดแล้ว... ตอนแรกกะขอเพื่อนจิบน้ำนิดหน่อยแต่ก็คิดว่าตัวเราเองก็ manage เองไม่ดีก็เลยนั่งหงอยๆในศาลาเปิดเพลงฟัง เพลงแรกที่อยู่ในเพลย์ลิสต์ คือ Sunshine & city lights ของ Greyson Chance บอกตรงๆว่า ช่วงที่หมอกพักมาบวกกับลมเย็นอ่อนๆปะทะกับหน้าตอนนั้นฟินมาก ยิ่งได้ร้องเพลงกับฟังเพลงแล้วยิ่งฟินไปใหญ่


    ศาลาหลังเล็กกับที่นั่งชิวฟังเพลงฟินๆ

    นั่งฟินสักพักใหญ่เมื่อหมอกเริ่มจางลงเห็นยอดเขาประปรายเพื่อนก็เรียกเราให้ไปถ่ายรูปให้ เราเก็บรูปภาพในเวลานั้นกันสักพัก แล้วเพื่อนถามเราเป็นเชิงว่า เราจะถ่ายรูปไหม แต่เรากลับปฏิเสธไปตอนนั้นบอกว่า รอก่อนเดี๋ยวค่อยถ่าย
    .
    จนกระทั่งมีชาวต่างชาติขึ้นมาจังหวะที่เขาไปนั่งตรงแท่นหินชมวิวกับผู้ชายคนนึงเราเก็บภาพมาได้หลายรูป แล้วไปบอกเพื่อนว่า 'รูปนี้สวยชอบมาก' เพื่อนบอกกับเราว่า 'ทำไมถ่ายเพื่อนไม่ได้แบบนี้บ้าง' โอเค! เรายอมถ่ายรูปให้เพื่อนใหม่แต่ก็พบว่า รูปไม่ได้สวยเหมือนรูปนั้นที่เรามองว่ามันสวยทุกอย่างมันดูลงตัว ซึ่งเราก็ไม่ได้รูปแบบนั้นเหมือนกัน หลังจากที่เสพความฟินหนำใจแล้วเราเดินลงเขาเพื่อหาอะไรกินกันตอนเช้าและรีบอาบน้ำเพื่อไปให้ทันรถตู้ไปยังหลวงพระบาง 


    ความอิจฉาเล็กๆเกิดขึ้นในใจกับภาพนี้ ฮ่าา


    เราได้รถตู้รอบ 14.00 น. เดินทางไปยังหลวงพระบางซึ่งเป็นรถตู้แบบ open air บอกตรงๆว่าชอบมากกว่ารถตู้แอร์เสียอีก... อากาศเย็นสบายมาก ระหว่างทางมีหมู่บ้านข้างทางเป็นระยะ เรามองออกไปรอบๆพบเด็กๆ ตัวกระจ้อนกำลังเล่นกัน ในขณะที่เพื่อนเราหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพบรรยากาศนั้นไว้ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเห็นกล้องจึงไปเรียกเพื่อนให้มาดู เด็กคนนึงทำท่าอะไรไม่รู้แต่ดูแล้วน่ารักพอตัวก่อนจะวิ่งหลบหนีไป เด็กพวกนี้ดูไม่ปรุงแต่ง ไร้เดียงสาดี มองมาที่ตัวเราแล้วปรุงแต่งอะไรมาบ้างนะ? 
    ระหว่างนั่งรถตู้จากหนองเขียวไปหลวงพระบาง

    พวกเราเดินทางมาถึงหลวงพระบางเวลาสี่โมงเย็นและมุ่งหน้าหาที่พักสรุปก็คือ พักที่เดิมที่เพื่อนเราเคยพักในทริปก่อนหน้า ซึ่งป้าเจ้าของที่พักใจดีมากๆ ยิ้มเก่ง เราตกลงกับเพื่อนเราว่า ขอนอนงีบสักแปปนึงแล้วค่อยออกไปหาอะไรกิน เพื่อนเราบอกว่ามีตลาดมืดแถวนั้น หลังจากที่เรารีเฟรชตัวเองแล้วเราออกไปหาอะไรกินกันโดยเพื่อนดักเราไว้ก่อนหน้าว่า 'อยากกินอะไรปิ้งย่าง พวกไก่ย่างอะไรเทือกนั้น แต่เธอจะกินอย่างอื่นก็ได้นะ' เราก็เออออไป จบลงด้วยร้านส้มตำไก่ย่างบาร์บีคิวร้านหนึ่งที่คาดว่าลูกค้าน่าจะคนไทยทั้งร้าน 5555555 เรากินไก่ย่างคนละไม้กับเพื่อน แต่ข้าวเหนียวกับน้ำหารกัน พอเราอิ่มท้องแล้วก็ออกไปเดินเล่นคล้ายๆถนนคนเดินบ้านเรา ลักษณะเสื้อผ้าของที่ขายคล้ายๆกับเชียงใหม่บ้านเรา เดินไปเรื่อยๆจนเดินกลับสรุปเราก็ไม่ได้อะไรนอกจากถ่ายรูปกันระหว่างทางแล้วเดินกลับที่พัก

    เย็นนี้ฝากท้องไว้กับร้านนี้
    ขออนุญาตเรียกว่า "Luang Prabang Walking Street"

    ความเนิบนาบของทริปเดินทางมาถึงวันสุดท้ายที่จะอยู่ที่หลวงพระบาง ตอนเช้าเพื่อนเราพาไปที่พระธาตุพูสีเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นและชมวิว จังหวะที่เราเดินออกมาจากที่พักตามรีวิวทั่วไปจะพบเห็นรูปการตักบาตรซะส่วนใหญ่ แต่เรากับเพื่อนไม่ได้ตักบาตรเลยแค่ถ่ายรูปมาเฉยๆ แต่ก็เป็นรูปที่เบลอมากๆ เพราะรีบเดินไปพระธาตุพูสี 

    ระหว่างทางขึ้นพระธาตุพูสีเป็นบันไดคูลๆ
    ขณะที่เรายืนอยู่จุดชมวิวที่พระธาตุพูสีมองเห็นหลวงพระบางถูกปกคลุมไปด้วยหมอกบางๆที่พอมองเห็นวิวบ้าง และไม่นานพระอาทิตย์ก็โผล่พ้นเหนือเมฆหมอกให้เราได้เห็น เราชอบการนั่งเงียบๆท่ามกลางอากาศเย็นมากๆ ถ้ามีเพลงให้ฟังด้วยก็จะยิ่งดี แต่ความสุขเราไม่ได้ดำเนินไปได้ด้วยดี เราได้ยินเสียงมนุษย์ถามเราว่า 'เธอไม่คิดจะไปมองมุมอื่นบ้างหรือ' 

    แบบนี้เรียกว่าหมอกบางมั้ยนะ(?)

    ใช่! เสียงเพื่อนเราเอง 
    เป็นสัญญาณบอกว่า 'มึงมาถ่ายรูปให้กูเดี๋ยวนี้' 


    แหม...

    ในตอนนั้นเองกล้องเราเป็นอะไรไม่รู้ถ่ายรูปไม่ได้ ลั่นชัตเตอร์แล้วช้ามาก เราใจเสียไปแล้วครึ่งหนึ่งมันหงุดหงิดมากตอนนั้นเพราะกล้องนี่คงเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของเราแล้วล่ะ มันเหมือนคนฟันหลอที่กัดอะไรก็ลำบาก แต่เพื่อนเราก็แก้ให้เราได้มือเราไปกดโดนตั้งเวลาไรไม่รู้ อีเวร - - เรากับเพื่อนถ่ายรูปชมวิวกันครู่หนึ่งก่อนจะเดินลงไปข้างล่างและไปกินข้าวที่ร้านประชานิยม ร้านยอดฮิตร้านหนึ่งที่ใครมาหลวงพระบางจะต้องไปลิ้มลองที่นี่ เราสั่งข้าวต้มเหมือนเดิมและไม่ลังเลที่จะกินซาลาเปาทอดด้วยและกินชาเย็นอีกหนึ่งแก้วก่อนจะกลับไปยังที่พักและไม่ลืมที่จะจองตั๋วเดินทางกลับไปเวียงจันทน์เพื่อกลับไทย

    ร้านประชานิยมคุณป้าปากม่วง
    เมนูข้าวต้มที่เราถูกจริตในราคา 8,000 กีบ
    เก้าอี้พลาสติกไม่นั่งหรอกต้องนั่งเก้าอี้บาร์ถึงจะได้ฟีล อิอิ

    ในวันสุดท้ายที่หลวงพระบางเราแพลนกันว่าจะไปน้ำตกตาดกวางสีซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางประมาณ 30 กิโลเมตร เราเช่ามอเตอร์ไซค์จากตัวเมืองไปกัน อย่างที่รู้กันว่าเส้นทางในหลวงพระบางไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ได้ลำบากหรือแย่ขนาดนั้น พวกเราใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองมายังน้ำตกประมาณ 1 ชั่วโมงโดยเพื่อนเราขี่ส่วนเราซ้อน (สบาย55555) เสียค่าเข้าน้ำตกไปคนละ 20,000 กีบ เดินเข้าไปข้างในเรื่อยๆ ต้นทางจะพบกับน้องหมีน่ารักกำลังนอนอืดอยู่ และเดินเข้าไปอีกจะเจอสายน้ำจนกระทั่งเจอน้ำตกตาดกวางสี ช่วงเวลาตอนเช้าคนยังไม่พลุกพล่านมากนักเหมาะกับการถ่ายรูปมาก เสียดายที่เราไม่ได้เล่นน้ำเอาเท้าจุ่มน้ำซักนิด แต่จริงๆก็พอมีเวลา 55555 
    ระหว่างทางไปน้ำตกตาดกวางสี
    ถึงแล้วน้ำตกตาดกวางสี!

    เดินทางจากน้ำตกมายังที่พักเพื่อเช็คเอ้าท์และออกไปข้างนอกต่อ ในตอนบ่ายเราไม่มีแพลน เพื่อนบอกว่า 'ขี่รถเล่นก็ได้ให้น้ำมันหมด (เอิ่ม)' เราไปที่ Dexter Cafe เป็นร้านกาแฟเล็กๆร้านหนึ่งสไตล์โมเดิร์นซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ และเปิดที่หลวงพระบางเช่นกัน เมื่อเข้าไปในร้านเจอกับหนุ่มน้อยตัวเล็กมารับออเดอร์โดยเราสั่ง vanilla macchiato ส่วนเพื่อนเราเลือกกินช็อคโกแลตเย็น ตอนนั้นค่อนข้างคาดหวังสูงกับรสชาติกาแฟที่นี่ 555555 หลังจากที่ได้ชิมไปรู้สึกว่า ก็พอใช้ได้แต่ไม่ถึงกับอร่อยขนาดนั้น มันก็คงแล้วแต่คนชอบเนอะ

    Dexter Cafe ที่บาริสต้าแทนตัวเองว่าน้องด้วยความน่ารัก


    ช่วงบ่ายของวันที่เนิบนาบแบบนี้ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากขี่รถชมเมือง กินกาแฟ นั่งชิว ถ่ายรูป รอเวลาตอนเย็นแล้วกลับมายังเวียงจันทน์ พวกเราจองรถ VIP กลับเวียงจันทน์เพราะเข็ดกับรถนอนแล้ว เวลา 17.30 น. มีรถมารับพวกเราไปส่งที่บขส.เพื่อขึ้นรถบัสไปเวียงจันทน์ ในตอนที่เราเห็นรถบัสคันนึงเป็นคันเล็กๆที่ใหญ่กว่ารถตู้ไม่มากนัก เราภาวนาว่าขอให้ไม่ใช่คันนี้ แต่แต้มบุญมันน้อย...

    เราต้องขึ้นรถบัสคันนี้โดยตอนแรกไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ขนส่งแล้วแต่เขาบอกว่ารถ VIP จะยกเลิก/ไม่มีแล้ว เราเลยต้องจำใจนั่งรถคันนี้กลับ ยอมรับว่าตอนนั้นเหนื่อยมาก อยากนอนพักแบบสบายๆ รถเป็นแบบ open air เช่นเคย เราได้เบาะที่นั่งเสริมเป็นเก้าอี้พับ นั่งแล้วไม่มีที่พิงคอปวดคอมาก อีกทั้งนั่งตรงกลางทางเดินเราต้องคอยลุกให้คนด้านหลัง เวลาดึกๆเราหงุดหงิดมากเหนื่อย อยากนอน ปวดคอ คนข้างๆก็เหมือนจะเมาแต่ดีที่นั่งกับเมีย เราก็โอเคหน่อย ระหว่างทางตอนดึกอากาศเริ่มเย็นช่วงนั้นหนาวมากลมตีหน้า เสื้อกันหนาวก็ไม่เอาไปตอนแรกไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ ไม่รู้ว่ากี่ครั้งที่เราหยิบหูฟังขึ้นมาฟังเพลงดับความหงุดหงิดในใจเราจนหลับไป แต่หัวก็โยกเยกไปมาเป็นจังหวะร็อคเหมือนจะหลุดจนมาถึงเวียงจันทน์ ตอนนั้นอยากนั่งเงียบๆบนรถเมล์ที่พาเข้าไปตลาดเช้ามากหมดอารมณ์จะถ่ายรูป 

    เรานั่งรถจากบขส.ในเวียงจันทน์มาลงตลาดเช้าและต่อรถไปยังด่านชายแดนโดยคุยกับเพื่อนว่า ไม่อยากอยู่ที่นี่และอยากกลับ แต่ดันจองไฟลท์กลับตอนสี่ทุ่ม รู้สึกเซงไม่อยากทำห่าไรทั้งนั้น พอออกจากด่านชายแดนตรงจังหวัดหนองคายเราเดินไปเรื่อยๆเพื่อหาอะไรกินแล้วถอดซิมออกใส่ซิมไทย เหมือนชาร์จแบตตัวเองอีกครั้งได้กินไข่กระทะกับชาเย็น รู้สึกมีความสุขละ 5555555555555555 ในตอนนั้นเราอยู่ที่จังหวัดหนองคายไม่รู้จะไปไหนกันเลยตัดสินใจไปที่สถานีรถไฟเพื่อไปอาบน้ำที่นั่น และแพลนว่าจะไปเดินเล่นในเมืองหนองคาย จนมาเจอร้านกาแฟเวียดนาม(?) ซึ่งอร่อยมากๆ และเดินทางไปยังอุดรก่อนจะเที่ยวเตร่ไปเรื่อยฆ่าเวลากลับไปยังกรุงเทพฯ ไฟลท์สี่ทุ่มกว่าและเรียนปรัชญาการเมืองในวันรุ่งขึ้น...
    ระหว่างทางกลับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
    ทริปนี้อาจจะมีเวลาเที่ยวน้อยไปหน่อยเพราะเราเสียเวลาการเดินทางไปมาก จนคิดว่าถ้ามาครั้งหน้าคงจะนั่งเครื่องมาลงหลวงพระบาง (แต่แพง555555) แอบคิดนิดหน่อยว่า บางอย่างมันก็อาศัยจังหวะเวลาเหมือนกัน เหมือนรูปที่เราตั้งใจจะถ่ายแต่กลับไม่ได้อย่างที่ฝรั่งคู่นั้น แอบอิจฉาเล็กน้อยที่ได้รูปจังหวะดีๆ ทริปนี้เรารู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยหลังจากมีคอมเม้นของผู้หญิงคนนึงที่ทำให้เราเฟรชขึ้นนิดหน่อยนะ อิอิ ทริปนี้เป็นผู้ร่วมทางที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ช่วยไรน้อยมากหรือแทบไม่ช่วยเลย ฮื่อ 

    ปล.สอบเทคโฮมเรายังไม่ตั้งใจเขียนขนาดนี้เลย 5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in