ไม่ได้ตั้งใจทริป : KANSAIไปKANTOeiijay_
อุเอโนะ-อาซะกุสะ-1/2ชิบุย่า1/2ซวย-ดอนเมือง(จบ)
  • (20)

    อุเอโนะตอนเย็น

    เรานั่งรถไฟยิงยาวมาถึงอุโอโนะตอนสักห้าหกโมงก็รีบเช็คอินเข้าที่พักเลย(เป็นเฟรนซายน์เดียวกับไอ้ที่มีบ่ออาบน้ำรวมที่เกียวโตนั่นแหละ แต่โชคดีที่นี่เป็นแบบห้องปิดมิดชิด) 
    พนักงานหน้าใหม่ถึงจะกุกกักแต่ก็ต้อนรับได้ดีมาก
    ตอนแรกแพลนไว้ว่าถ้าแถวๆที่พักไม่มีที่เที่ยวจริงๆจะนั่งรถไฟไปลงอากิฮาบาระ ย่านสวรรค์ของคนรักมังงะและอนิเมะทุกชนิด 

    แต่พอดีที่อุเอโนะมันก็พอมีอะไรให้เดินอยู่เหมือนกัน ความคิดนี้ก็เลยล้มเลิกไป(ไม่ใช่ว่าพอมี...โคตรจะอุดมไปด้วยย่านของซื้อของขายเลย)
    จังหวะที่เดินจากสถานีไปโรงแรมความอดทนก็ขาดลง เพราะของเราแบกมาหนักมาก ทั้งเป้แปดกว่าโลกับของฝากที่งอกขึ้นทุกเมือง(ตีไปว่าทั้งตัวแบก15โล) ทำเอาปวดหลังเลย(พองอตัวหรือเงยหน้าจะเจ็บหลังกับเอวมากๆเหมือนกล้ามเนื้ออักเสบ) คือพอเข้าที่พักเสร็จเก็บของเรียบร้อยถึงกับตั้งเป้าหมายเลยว่าต้องซื้อกระเป๋าลากใบใหม่ให้ได้(ไม่ได้ไม่กลับโรงแรม เอาซี้)
    พอลองกลับไปเดินดู ตอนแรกเหมือนจะหายาก แต่ที่จริงแม่มมีทุกซอยเลยไอ้ร้านขายกระเป๋าลากเนี่ย แถมแข่งกันขายถูกกันอย่างเชือดเฉือน กะเหรี่ยงก็โกอะราวด์ลองแวะเคาะเลือกมันทุกร้าน จนมาเจอร้านที่ถูกใจก็ได้20cmสีดำมาใบนึง โอ้โห้ชีวิตเปลี่ยนเลย รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ตามหามาตลอด(โดนไป1400-1500บาทนี่แหละ จำไม่ได้ แต่จ่ายแบบไม่คิดเลย)
    ตอนแรกก็กลัวโดนหลอก แบบขายอันที่มันเจ๊งๆมาให้(ที่จริงอ่านจากคนอื่นมาคนญี่ปุ่นมีความซื่อสัตย์ต่ออาชีพมากติดอันดับโลก แต่ก็นะ รู้หน้าไม่รู้ใจป่ะวะ ถ้าเกิดแม่มทำอาชีพต้มตุ๋มขึ้นมาล่ะ....ซื่อสัตย์ต่ออาชีพไหมล่ะ55555) ใช้โหลดใต้เครื่องแอร์เอเชียมาก็ไม่แตกนะ(ถึงจะลุ้นตอนมันไม่ยอมมาสักทีก็เถอะ) จนถึงตอนนี้ล้อก็โอเคอยู่ไม่ติดขัดอะไร(ทั้งๆที่เอามาลากที่ฟุตบาตเมืองไทยซึ่งไร้ความเรียบเนียนก็เถอะ) เอาเป็นว่าสมราคาแหละมั้ง

    มีหลายย่านมากตั้งโซนของสด ปูปลาหมูหมากาไก่ ไปจนถึงโซนร้านเหล้า ร้านค้าปลอดภาษีก็เยอะอยู่ พูดง่ายๆมันคือย่านดักเงินชาวต่างชาติอ่ะ มีหลายเชื้อชาติมาก เมืองไทยก็มีย่านแบบนี้เยอะแต่เราไม่เคยมาเป็นนักท่องเที่ยวไง พอมาเป็นปุ๊ป....อ่ะจ้า แบงค์หมื่นเยนลอยหายไปอีกแล้วจ้า
    (ไม่ได้พกกล้องมาด้วย กลัวหนักเลยใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายแทนอยู่เรื่อยๆ)

    พอช็อปหนำใจแล้ว(ปลิวไปกับยูนิโคล่และของใช้ต่างๆ)ก็พยายามมองหาซุปเปอร์มาเก็ต เพราะไม่มีเงินแล้วเฮ้ย 5555555 ต้มมาม่ากินดีกว่า(โฮสเทลมีครัวเกือบทุกที่ที่ไปพัก) แต่กลายเป็นว่าหาซุปเปอร์มาร์เกตไม่เจอเลย อะไรว้า เลยไปจบที่เซเว่น ไปซื้อมาม่าซองจากการสุ่มที่ชั้น อ่านไม่ออกแม้กระทั่งชื่อรส แต่น่าตาดูน่ากินดี อ่ะแถมปูอัดมาด้วยเพิ่มเนื้อเพิ่มหนัง ซื้อข้าวเช้ามาเสร็จสรรพจะได้ประหยัดเงินดี(มื้อนั้นจ่ายไปน้อยมาก แต่ได้กินเยอะมาก รู้งี้ไปซื้อของมาทำที่ครัวทุกที่เลยดีกว่า เชอะ)

    หลังจากนั้นก็ได้เจอซุปเปอร์ของจริง แม่มอยู่ในสถานีรถอุเอโนะเลย แต่พอได้ไปเห็นราคาเนื้อหมูเนื้อไก่แล้ว...
    อ...โอเค กินปูอัดดีกว่า 

    เลยไปคว้าแอลกอฮอล์กระป๋องได้มาอันนึง รสพีชกระป๋องสีชมพูนั่ลลั๊ค (แพ็กเกจเรียกเด็กอ้อนแม่ซื้อมากๆ แอล7%เองมั้ง กินพอขำๆ) พนักงานเห็นหน้าแล้วคิดตังให้เลย ไม่ตรวจบงตรวจบัตรอะไรทั้งนั้น(กินขำๆไม่ซีเรียสก็อร่อยดีนะ)

    มื้อนั้นจบที่มาม่าต้ม(แต่โคตรน่ากิน)+แอลกอฮอล์กระป๋องนึง ไปยืมครัวเขาใช้ก็มีให้ทุกอย่างนะหม้อไหกะละมังเตาไฟฟ้า มีตู้ๆนึงคล้ายๆตู้เก็บอาหาร คนที่มาพักจะเอาอาหารใส่ตู้นี้ไว้แล้วก็มีแปะชื่อกันหาย ในนั้นมีมาม่าคัพรสต้มยำกุ้งด้วย5555 คือมีคนไทยเอามาใส่ไว้แล้ววางลืมไว้นานแล้วอ่ะ รู้งี้เอาของเขามากินดีกว่าจะได้ไม่ต้องซื้อมาใหม่ 555555

    พอกินเสร็จก็กลับมาพักผ่อน แต่ในนั้นมีเก้าอี้นวดร้อยเยนด้วย คือจู่ๆก็นึกอะไรไม่รู้เพราะปวดหลังมากเลยลองเสี่ยงดู นั่งปั๊ปหยอดเหรียญปุ๊ป เครื่องมันจะมีรีโมตให้ปรับได้ทุกอย่างตามใจ แล้วปุ่มมีอยู่สามร้อยปุ่ม ทั้งหมดภาษาญี่ปุ่นหมดใครมันจะไปรู้วะ มีอยู่ครั้งหนึ่งกดผิด มันสั่นทั้งเก้าอี้เป็นเจ้าเข้าเลย คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆถึงกับหันมามอง555555

    แต่พอนวดเสร็จแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมผู้สูงอายุถึงชอบไอ้เครื่องนี้อ่ะ โคตรดี นวดไปเคลิ้มหลับไป แก้ปวดได้ระดับนึง พร้อมลุยต่อไปอีกสองวัน

    หลังจากนั้นก็อาบน้ำแล้วนอนยาวเลย เหนื่อยแล้ว คิดเอาสะว่าเที่ยวในโตเกียวเดี๋ยวค่อยแพลนต่อละกัน พรุ่งนี้ไปลุยๆเดี๋ยวก็เจอที่เที่ยวเองแหละ แล้วก็หลับโดยที่ยังไม่ได้แพลนอะไรเลยสะอย่างนั้น


    (20.5)
    ผลผลิตจากความจนอันแสนน่าภาคภูมิใจ
    มาม่าจาก7-11อุเนโนะ สุ่มๆจากชั้น เอาอันที่ราคารับได้กับหน้าซองดูน่ากิน+ปูอัดเพิ่มมวล(ซึ่งเยอะกว่าที่คิด)+กับข้าวญี่ปุ่นอะไรสักอย่างที่เป็นไก่เทอริยากิกับแฮมเบิร์ก+ข้าวเปล่าญี่ปุ่น1ea = อาหาร2มื้อ(เย็น-เช้า) อิ่มๆเลย รวมๆประมาณ880เยนหรือก็คือราคาราเมน1ชาม(คุ้มสึส)

    มาม่าอันนี้อร่อยมาก ต้มเตาไฟฟ้าไม่ใช่น้ำร้อนอืดๆแข็งๆ ปูอัดคุ้มมาก เหมือนได้เนื้อๆเพิ่ม แต่ก็รสชาติเป็นปูอัดเหมือนกันทั้งโลกนั่นแหละ55555 ส่วนกับข้าวก็พอกินได้เค็มๆมันๆ ข้าวญี่ปุ่นโคตรเยอะ เชื่อแล้วว่าประเทศนี้บ้ากินข้าวกันจริงๆ

    ตบท้ายอาหารเย็นด้วยขนมที่ซื้อมาจากร้านเบเกอรี่ใกล้ๆสถานีอุเอโนะ

    ซื้อตอนแรกเพราะมันน่ารักดี 55555 อ่านป้ายไม่ออกหรอกว่ามันไส้อะไร เลยเดาๆว่ามันคือไส้ถั่วแดง หวานๆน่าจะอร่อยดีเลยจัดสะ สรุปมันคือไส้ซากุระอ่ะ อร่อยดีๆ หวานๆ ลอยๆนิดนึง พอเอามาอบกับเตาอบที่ครัวโคตรได้ อยากจะซื้อเตาอบแบบนี้มาไว้ที่บ้านเลย

  • (21)
    อะราวด์โตเกียว(ตามแพลน)

    ด้วยความที่ไม่ได้แพลนก่อนเที่ยวใหม่... เลยต้องทำตามแพลนเก่าอย่างเลี่ยงไม่ได้(คือปกติจะแพลนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่พอเจอสภาพเมืองเขาจริงๆมันต้องแพลนใหม่ทุกวัน จะด้วยสังขารหรือความสะดวกอะไรก็ตาม) เอาวะ ลองเชื่อตัวเองในอดีตสักครั้ง(ตัวเองในอดีตที่ไม่ค่อยรู้อะไรที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นจริงๆเลย555)

    แพลนโคตรมหากาพย์ นั่งรถไฟโตเกียว(ที่เป็นลูปวน) เริ่มที่อุเอโนะ>นั่งใต้ดินไปอาซากุสะ ถ่ายรูปแชะ! เลิก>ย้อนกลับมาอุเอโนะเข้าJR line(ชื่อเส้นรถไฟของญี่ปุ่น คล้ายๆกับสายสุขุมวิทกับสายสีลม)>ชิลๆโอโมเตะซันโดะ>ต่อด้วยชิบุยะ>เดินเล่นที่ชินจูกุ>เยี่ยมชมอิเคะบุคุโระ>กลับมาอุเอะโนะ
    เที่ยวทุกสถานีที่ลงได้โดยใช้JR Rail Passแล้วก็วนกลับมาที่สถานีอุเอะโนะเพื่อขึ้นรถด่วนของJRกลับเข้าสนามบินแล้วก็พักในสนามบิน1คืน.....
     ....
    โอ้โห้ อยากนั่งไทม์แมชชีนไปตบตัวเองในอดีตเมื่อสองเดือนที่แล้ว
    ....
    ถ้าดูจากแพลนและประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายวัน รู้สึกว่าไอแคนนอตมากๆ ด้วยความปวดหลังและหวัดแดกขนาดนี้ไม่อำนวยสัสๆ

    *ขอบอกตรงนี้สำหรับคนที่ไม่รู้จักJR Rail Pass - มันคือตั๋วเทพที่ขึ้นลงสถานีไหนก็ได้ที่เป็นสายของบริษัทJR(แค่นี้ก็คลุมทุกภาคของญี่ปุ่นแล้ว ของเราซื้อแบบเดินทางได้ทั่วญี่ปุ่นเลย เพราะต้องเที่ยว3เมืองหลักๆ ราคาหลายพันบาท แต่ก็ประหยัดเงินค่าเดินทางได้เยอะอยู่ แต่ถ้าคิดเอาตรงๆแล้ว เที่ยวแบบจ่ายเองไม่ต้องมีPassอาจจะถูกกว่า แต่เราเน้นความสบายใจว่าจะขึ้นผิดกี่รอบก็ไม่เสียเงินเพิ่ม หรือเผื่อมีโปรแกรมอยากไปก็ไปได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องงบ การเดินทางขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทด้วยจ้ะ

    เลยขอเลือกตัดเป็นตอนเช้าไปดองกี้โฮเตะสาขาอุเอะโนะ(ร้านขายของปลอดภาษีที่คนไทยสูญเงินไปกับมันหลายร้อยล้านต่อปี แต่มันก็ขายทุกอย่างที่เราอยากได้เหมือนกัน) ต่อด้วยนั่งไปวัดอาซากุสะ(ที่มีโคมแดงใหญ่ๆ คนไทยทุกคนที่ไปโตเกียวต้องไปถ่ายรูปทุกคนเหมือนเป็นกฏตายตัว) แล้วก็ไปเดินเล่นที่ชิบุยะเที่ยงๆ จะได้ไม่เครียดมาก
    พอมีกระเป๋าลากมันก็ง่ายขึ้นแหละ คือลากๆไปฝากไว้ที่ตู้หยอดเหรียญสถานีก็เดินตัวปลิวได้แล้ว

    พอถึงดองกี้ ยั่งกับแดนสนทยา ดูเปิดโลกให้กับเด็กตัวน้อยๆมาก และไม่เคยต่อสู้กับการตลาดของประเทศได้หนักหน่วงขนาดนี้มาก่อน
    ซื้ออะไรก็ได้ให้ครบ5400เยนขึ้นไป จะปลอดภาษีทั้งหมด
    โอโห้ แทบโกยทุกอย่างที่คิดว่าจะเอากลับบ้านได้ ถึงกับต้องซื้อเครื่องชังน้ำหนักมาเพื่อดูก่อนว่าน้ำหนักโหลดเกินหรือเปล่า(ซื้อเผื่อขากลับไว้20กก.) ใช้เงินได้สะใจกับที่พกมามากๆ (ตอนหยิบของใส่ตะกร้าก็แอบสะอื้นไปด้วย)

    ตั้งแต่มาแถบคันโต(ในเมือง) รู้สึกแคชเชียร์จะหน้าไม่รับแขกขึ้นเรื่อยๆ แบบมาทำตามหน้าที่อ่ะ ไม่ได้อยากบริการอะไร(แต่ที่ดีๆก็เยอะอยู่ ด้วยความที่เราเคยไปคันไซแล้วคนที่นั่นเขาบริการเราดีมากๆไงเลยรู้สึกงอแงนิดหน่อย ที่จริงไอ้ที่หน้าบึ้งๆก็เหมือนกับคิดเงินที่ไทยนั่นแหละ) เช่นคนคิดเงินที่ดองกี้นี่ก็จะดูหยิ่งๆหน่อย
    พอซื้อของเสร็จ ชั่งน้ำหนักกระเป๋าแล้วก็รู้สึกว่าคงโหลดผ่านสบายๆแหละ เลยเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน เพื่อขึ้นรถไฟไปวัดอาซากุสะ(เพิ่มเงิน ใช้passขึ้นฟรีไม่ได้) คือที่ต้องมาเพราะคิดว่ามันคือแลนด์มาร์คอ่ะ เริ่มชินกับการวางขายสินค้ารัวๆแล้วดูดเงินแล้ว ดูเป็นย่านการท่องเที่ยวโดยแท้จริง แค่ได้ไปถ่ายรูปกับโคมแดงยักษ์ก็ดูได้มาญี่ปุ่นแล้ว(ที่ไปเที่ยวผ่านมาดูเหมือนไปด่านสิงขรชายแดนพม่ามาตลอด)

    ตลอดทางที่เดินมาจากสถานีรถไฟฟ้าถึงตัววัด เจอชายฉกรรจ์ทั้งตัวใส่แค่กางเกงใน มาบริการลากเลื่อนให้กับคนที่มาวัด คือไม่เข้าใจความหมายตรงนี้เหมือนกัน55555 ทำไมต้องมีบริการนี้ ทำไมต้องถอดเสื้อผ้า ทำไมต้องมาบริการหน้าวัด บาร์เบอร์ ผับเทคอะไรเยอะแยะดันไม่มี ตอนนั้นยืนหน้างงมาก(ส่วนนิ้วชี้กำลังรัวชัตเตอร์ถ่ายซิกแพ็ค55555555)

    พอถึงวัด... แชะ! จบ! เดินผ่านวัดฟูลเทิร์นหันหลังกลับเลย ไม่ทำอะไรต่อ ของเขิงก็ไม่ซื้อ(ไม่มีเงิน)

    ก่อนกลับ ตาเหลือบไปเห็นเซียมซีที่วัดอ่ะ มันแผ่นละ100เยนเอง(วัดที่ผ่านมา200เยน แล้วเราก็งกไม่เคยจ่ายเสี่ยงเลย) เอาวะเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงวัดเลยลองเขย่าดู ได้เบอร์อะไรไม่รู้จำไม่ได้(เลขเป็นภาษาญี่ปุ่น) ก็ให้กะเหรี่ยงนั่งเทียบตัวคันจิไปสิ
    พอได้ใบเซียมซี อ่านคร่าวๆก็ประมาณว่า ดวงช่วงนี้จะเป็นไปตามที่ตัวเองทำ ถ้าทำดีก็จะอุดหนุนให้ดี ถ้าทำแย่ก็จะเลวร้าย ถ้าป่วยจะหาย บลาๆๆๆ จนถึงบรรทัดหนึ่ง....
    “The lost article will be found. ....ถ้ามีของหายจะได้คืน”
    ดีแฮะ ก็ไม่ใช่ใบเลวร้ายอะไรก็ไม่ต้องมัดไว้ที่ต้นไม้วัดก็ได้มั้ง ...แล้วก็พับเก็บใส่กระเป๋ากางเกงไว้
    พอได้สติก็รีบไปเบิ่งไปสถานีต่อไป ก็คือชิบุย่า

    จุดมุ่งหมายที่ชิบุย่าคืออยากมาดูวิวที่อาคารที่ว่าการเมือง ซึ่งมันขึ้นฟรี ไม่เหมือนกับโตเกียวสกายทรี ที่มันเสียเงินเยอะอยู่แถมวิวก็คล้ายๆกัน(อันนี้คิดเอง)

    พอมาได้เดินย่านนี้ก็เพลินอ่ะ เดินตามแมพไง มันเลยฟรีฟอร์มนิดๆ ได้ไปแอบดูมูจิที่ญี่ปุ่น(ที่เหมือนเมืองไทยเลย ของราคาไม่ต่างกันมาก) ร้านรวงแถวนั้นก็ดี แอบเข้าร้าน100เยน(ติดใจตั้งแต่ที่โยโกฯ) แต่ซอยมันงงๆนิดหน่อย เดินวนมาสามรอบกลับมาอีร้าน100เยนที่เดิมเฉย สรุปอีกูเกิ้ลแมพมันพามาผิดทางอีกแล้วโว้ยยยยยยย(ที่จริงมันน่าสงสัยนะว่าทำไมเราไม่เลิกใช้ไอ้แมพนี่สักที คือมันช่วยไม่ได้อ่ะ คือเราไม่มีแมพอื่นมาใช้แทนได้เลย ถามคนอื่นนี่ยิ่งแล้วใหญ่ กว่าจะสื่อสารได้ก็หมดวัน ก็เลยต้องยอมรับชะตากรรมต่อไป)
    กำลังเดินอยู่ในทางเชื่อมสถานี ได้กลิ่นหอมๆมาจากร้านอะไรสักอย่าง เลยลองสั่งๆตามคนหน้าๆดู อร่อยน้ำตาไหลมาก ข้างนอกเป็นแป้งกรอบๆ ข้างในแบบคัสตาสด์ครีมๆนมๆ ไม่หวานเลี่ยนเลย กินหมดแล้วอยากเบิ้ลอันที่สอง(ให้ความอร่อยว้าวพอๆกับไดฟุกุสตรอเบอรรี่ที่นาระเลย แต่ชอบสัมผัสนุ่มๆอมเปรี้ยวของไดฟุกุมากกว่า อันนี้เอาที่สองของทริปไปละกัน555) ชิ้นละ250เยน

    พอได้สติเลยลองเดินทะลุสถานีชิบุย่า(ที่ใหญ่มากกกกก ต่อกับห้างสามห้าง) ทะลุไปอีกด้านจะเป็นโตคิวแฮนด์ เป็นห้างรวมของลีฟวิ่งจุกจิกทุกอย่าง ชอบห้างแบบนี้มากๆ มีครบทุกอย่างแล้วก็ดูเป็นของใช้ที่ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย(ขายตั้งแต่กระเป๋าเดินทางยันจักยาน อยากหิ้วกลับประเทศมาก) มีห้าชั้น เราก็เดินดะเลย ดูมันทุกชั้น(หอชมวิวช่างมันก่อนเถอะ ขี้เกียจหาแระ)
    ที่ห้างจะมีห้องน้ำอยู่ระหว่างชั้นเลขคี่ เลยแวะเข้าที่ชั้นสามก่อนจะถึงชั้นสี่

    ห้องน้ำที่นี่ดีมากๆนะ คือเข้าได้อย่างสบายใจไม่ต้องรอลุ้น มันดีทุกที่แน่นอน จังหวะที่กำลังเช็คของเตรียมออกจากห้องน้ำ มือก็ไปคลำกระเป๋ากางเกงด้านหลังที่ใส่ตั๋วต่างๆไว้ มีทั้งเจอาร์พาสกับตั๋วรถกลับสนามบินนาริตะที่จองไว้ ใส่ไว้กระเป๋าด้านหลังเพราะเวลาเอามาโชว์กับนายสถานีจะได้ง่ายๆ)
    ...(คลำ..)
    ...
    เชี่ย!!! เจอาร์พาสหาย!!!!
    ......
    ...
    โอ้ยยยยย!!! ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ดิ ไม่เอาดิ อันนี้เรื่องใหญ่เลยนะ
  • (22)

    ....
    ตลอดเวลาที่ใช้เที่ยวเราไม่เคยพูดถึงก็จริง แต่ต้องพกคู่กับพาสปอร์ตตลอดเพื่อใช้ขึ้นรถไฟ จะชินคันเซ็นข้ามเขต รถไฟธรรมดา ถ้าเป็นของJR สถานีไหนก็ไม่เสียเงิน รวมถึงรถไฟรอบที่กำลังจะกลับสนามบินอันนี้ด้วย
    ซวยขั้นสุดมากๆ เดี๋ยวๆๆ ตั้งสติก่อน ตอนนี้เราต้องทำอะไรก่อน

    จากนั้นก็เริ่มเช็คทุกอย่างในตัว โอเคพาสปอร์ตอยู่ ตั๋วเดิมไปสนามบินนาริตะที่จองไว้อยู่(แต่ก็ต้องหาบัตรเจอาร์เพื่อใช้เข้าสถานี ถ้าไม่มี...ตั๋วก็ถูกยกเลิก) เงินอยู่...ค่อยยังชั่ว(เพราะถ้าเจอาร์พาสหายพร้อมเงินทั้งกระเป๋าเป็นอะไรที่เลวร้ายมากจริงๆ)

    พอได้สติก็รีบลงบันไดเลื่อนมาชั้น1 มาตรงที่เป็นประกาศอะไรสักอย่าง ก็บอกเขาไปว่าทำเจอาร์พาสหายค่ะ ประมาณบ่าย2โมง แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ในห้างนี้หรือเปล่า(ความเป็นไปได้ที่หายมันตั้งแต่ลงจากสถานียันเข้าห้างเลย ปกติก็เป็นคนที่เช็คบัตรอะไรแบบนี้ตลอดนะ ไม่น่าหายตั้งแต่ในสถานี เป็นไปได้สุดก็คงในห้างนี้แหละมั้ง เพราะมีก้มๆเงยๆดูของที่ชั้นวางของด้วย)

    พนักงานก็รับฟังอย่างใจเย็นและพยายามถามรายละเอียดให้ได้มากที่สุด แล้วก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาโทรบอกแผนก(น่าจะเป็นแผนกรปภ.)ถามว่าเจอเจอาร์พาสบ้างไหมมีแอบพยักหน้านิดหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ก็คือ ขอโทษนะคะ ไม่พบบัตรของคุณเลยค่ะ เราก็ขอบคุณแล้วก็ทำหน้าเศร้าเดินออกมาถามอีกห้างที่พึ่งเดินผ่านมา ซึ่งเขาก็ส่ายหน้าไม่เจอเหมือนกัน

    ตอนนั้นโคตรสิ้นหวังอ่ะ เริ่มไม่สนุกแล้ว ใจก็จะตามหาว่ามันหายไหน พยายามเปิดกระทู้พันทิปดูว่าควรทำยังไง มีคนบอกว่าให้ไปหาตำรวจบ้าง หาประชาสัมพันธ์เมืองบ้าง แล้วทุกคอมเมนต์ก็บอกว่าสุดท้ายก็เจอ เพราะของหายที่ญี่ปุ่นได้คืนอยู่แล้ว ไอ้เราก็มีกำลังใจตามหาต่อ ถ้าถามมันทุกที่ที่เราไป ยังไงมันก็ต้องเจอบ้างแหละน่า(อีกอย่างคือ ถ้าคนญี่ปุ่นหยิบไปก็ใช้ไม่ได้เพราะมันสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวด้วยกันแล้วหยิบสวมรอยไปใช้ก็ไม่แน่ เพราะนายสถานีเชื่อใจ ไม่เคยตรวจชื่อในพาสปอร์ตว่าตรงกับตั๋วหรือเปล่าเลย)

    ลองเดินย้อนกลับตามทางที่มา ถามทุกร้านแม้แต่ร้านร้อยเยนที่แวะเข้าไป คำตอบที่ได้ก็คือโนลูกเดียว
    ...
    เริ่มไม่โอเคแล้วนะ ทำยังไงถึงจะเจออ่ะ... พอดีไปเจออินฟอร์เมชั่นสำหรับนักท่องเที่ยวตั้งอยู่เลยลองเสี่ยงเข้าไปถามว่าสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน แล้วถ้าเจอาร์หายต้องทำยังไ

    เจ้าหน้าที่ตรงนั้นใจเย็นมาก ฟังที่เราเล่า(เป็นภาษาอังกฤษที่แกรมม่างงๆหน่อย)แล้วก็พยายามตอบคำถามให้เราเข้าใจ หยิบแผนที่มากางแล้วอธิบายไปด้วย ว่าให้คุณเดินไปหาที่แผนกlost and foundของสถานีชิบุย่าตรงนี้ก่อน มันจะรวมของหายทุกอย่างที่เจอในสถานีรวมถึงบัตรของคุณด้วยถ้ามีคนเก็บได้ มันจะลิ้งค์ระบบคอมพิวเตอร์ทุกสถานีเชื่อมกัน แต่ถ้ายังไม่เจอค่อยไปสถานีตำรวจนะ เราก็ดีใจมากๆที่เขาให้คำแนะนำดีๆ ก็ขอบคุณเขาไปแล้วลองไปlost and foundก่อน
  • (23)

    (หลังจากนี้ภาพจะไม่ค่อยได้ถ่าย เพราะสติหลุดลอยไปแล้ว)

    พอไปถึงlost and found ต่อคิวนานมากๆ เกือบครึ่งชั่วโมงแหนะ เหมือนเป็นห้องแคบๆให้คนเข้าไปถามหาของได้ทีละคน พอถึงคิวเราก็ทำหน้าร้อนรนว่าเจอาร์พาสหายค่ะ เขาก็คีย์ในข้อมูลในคอมสักพักแล้วก็หันมาสบตาเราแล้วก็ส่ายหน้า จนถึงตอนนี้คงเป็นคนที่ห้าแล้วที่ส่ายหน้าว่าไม่เจอพาสเลย
    ...
    ท้อมากๆอ่ะ รู้สึกเหมือนเป็นกะเหรี่ยงที่ทำอะไรไม่ได้เลยในเมืองใหญ่ ถ้าถามว่าเจอาร์มันสำคัญยังไงคือมันเหลือแพลนเที่ยวตอนเย็นของเราอีกนิดหน่อยหลังจากชิบุย่า แล้วก็นั่งรถไฟกลับไปสนามบิน และต้องกลับให้ถึงก่อนสี่ทุ่มเพราะโรงแรมเมลมาบอกว่าจะเก็บห้องให้ได้ถึงเวลานี้ แค่จ่ายค่ารถไฟไปสนามบินก็ราวๆ2000-3000เยน(ถ้าหาpassไม่เจอ) ไม่ต้องนับไอ้ที่จะไปเที่ยวต่อหรอก เงินก็ใกล้หมดเรื่อยๆทุกที ต้องสำรองเงินไปจ่ายค่าโรงแรมที่สนามบินอีก5000เยน(ห้องโคตรแพงแต่ไม่มีอะไรเลย เพราะทำเลใกล้สนามบินล้วนๆ แค่จะมานอนรอเช็คอินเพราะไฟลท์เช้า เพราะไม่อยากมาญี่ปุ่นครั้งแรกแล้วตกเครื่อง บวกกับภาษาอังกฤษงูๆปลาๆของเรายังไงก็ซื้อตั๋วใหม่ลำบากแน่ แถมไม่รู้ว่าเงินจะพอหรือเปล่าอีก เป็นช่วงเวลาที่กดดันมาก)

    เราเลยไปถามต่อที่สถานีตำรวจเลย(คล้ายๆป้อมที่มีตำรวจมากกว่า) เพราะยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เปิดเข้าไปเจอตำรวจอยู่สี่นาย ใส่ชุดเต็มยศมากกำลังลุกเหมือนจะไปทำอะไร เราก็บอกไปว่าเจอาร์พาสหายค่ะ(ภาษาอังกฤษ)เหมือนว่าถ้าเกินมีคนมาฝากไว้เขาต้องเก็ตบ้างแหละ

    เขาก็ทำหน้างงๆกันทั้งสี่คน เราก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ แล้วก็มีตำรวจคนนึงถามว่ากลับเมื่อไหร่(ภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นเท่าที่ฟังออก) เราก็บอกว่ากลับพรุ่งนี้ เขาก็ทำหน้าตกใจบวกกับทวนคำถามว่า อะไรนะ???พรุ่งนี้หรอ??? อะไรสักอย่างประมาณว่าไม่น่าเชื่อเลย(เหมือนว่าเราตอบคำถามผิด แต่ก็ฟังที่ถามมาได้ยังงั้นจริงๆ) ตำรวจสี่นายก็มองหน้ากันไปมาทั้งสถานี คือเหมือนเขาจะไปทำอะไรสักอย่างแล้วก็เจอคนต่างชาติโผล่เอามาในสถานีแถมพูดไม่รู้เรื่องด้วย เหตุการณ์awkwardมากๆ

    จนเขาขอพาสปอร์ต เราก็งงว่าเอาไปทำอะไรอ่ะ คือแวะมาถามเฉยๆไม่ได้จะทำอะไรสักหน่อย แต่ก็ให้ไป เขารับไปแล้วมีตำรวจอีกคนอุทานว่าคนไทยหรอ แล้วก็ทำหน้าตกใจใส่(เอาจริงๆไม่เข้าใจเขาว่าจะสื่อถึงอะไร แต่ในใจก็คิดแหละว่าเขาคงเจอคนไทยเยอะจนเอียน ไอ้นี่ก็โผล่มาอีกคน แถมพูดไม่รู้เรื่องด้วย) ดูท่าทางตำรวจแล้วยิ่งทำให้ท้อเข้าไปใหญ่ เขาก็รับพาสปอร์ตไปเปิดๆแล้วก็พยักหน้า คือแค่เห็นวีซ่าผ่านเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร...อ่าวเฮ้ย มาหาเจอาร์พาสไม่ได้มาให้ปากคำว่าลักลอบเข้าเมือง ทั้งป้อมเงียบไปสักพักเขาก็กดโทรศัพท์คุยกับใครสักคน แล้วเขาก็ยื่นมาให้เราคุย....

    เสียงปลายสายเป็นคนญี่ปุ่นที่พูดไทยได้ (คือฟังสำเนียงก็รู้) เขาถามว่า พาสหายใช่ไหมคะ แล้วคุณต้องการทำอะไรต่อ คือจะแจ้งความ หรือคุณไม่มีเงินเหลือเพื่อกลับอะไรประมาณนี้หรือเปล่า เราก็รีบบอกแก้ตัวเลยว่า ไม่ๆๆๆ ไม่ใช่ค่ะ แค่ผ่านมาถามเฉยๆค่ะว่าเจอพาสไหม แต่ถ้าไม่เจอก็ไม่เป็นไร เขาก็โอเคๆๆ แล้วก็ขอพูดสายกับคุณตำรวจอีกรอบ
    ...
    ระหว่างนั้นนั่งหน้าชาไปเลย คือแค่เห็นรีแอ็คชั้นของตำรวจที่เจอคนไทย กับมีคนมาถามว่าเงินไม่พอหรอเลยมาหาตำรวจ อ่าว...นี่เขาเข้าใจว่าเราไม่มีเงินแล้วมาพึ่งตำรวจอะไรประมาณนี้หรอ คือไม่ได้นึกโทษใครนะ โทษตัวเองที่ไม่รู้เรื่องภาษาอะไรเลย ระหว่างนั่งเขาก็พูดข้ามหัวกันไปอย่างสนุกสนาน อาจจะมีสักประโยคที่นินทาเราอยู่ก็ได้....(ตอนนั้นเครียดไปหมดเลยคิดแต่เรื่องแย่ๆ)

    สุดท้ายตำรวจที่คุยกับเราก็เข้าใจเจตนา เราก็ก้มหัวขอบคุณแล้วก็รีบลาออกไปเลย
    ...
    ออกมาแล้วรู้สึกแปลกๆเหมือนฟิลเตอร์ที่มองโตเกียวมันเปลี่ยนไป
    ....
    ก่อนหน้านี้เราเคยมองญี่ปุ่นอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่เลวร้ายกว่าเดิม แต่มันเป็นเสี้ยวความคิดหนึ่งของเราที่เรียลขึ้นและดูผู้ใหญ่ขึ้น รู้สึกว่ามันคือ"โลก"มากขึ้น

    จากนั้นเราก็ตัดใจจากการตามหาพาส แล้วไปหาอะไรกินก่อน(ตั้งแต่ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นี่จะสี่โมงเย็นแล้ว) มาลงท้ายที่ร้านราเมนเดิมๆ แต่อย่างน้อยเราก็ไว้ใจมันได้ แล้วเดินไปมาปิดท้ายแถวนั้นสักพัก
    ...
    เรานั่งรถกลับมาสถานีอุเอะโนะ มาเสี่ยงถามพนักงานด้วยความหวังสุดท้ายว่าถ้ามีตั๋วที่จองไว้แต่พาสหายจะขึ้นได้หรือเปล่า เขาก็ส่ายหน้าเป็นคนที่เจ็ดของวันนี้ แต่พนักงานใจดีมากๆแนะนำให้ขึ้นรถบัสแทนเพราะราคามันถูกกว่า เราก็ขอบคุณแล้วก็เดินออกมา แต่ก็ยืนยันกับตัวเองแล้วว่าจะกลับรถไฟที่กว่า เพราะตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว เหนื่อยพอแล้ว
    ภาพสุดท้ายที่ชานชลาสถานีอุเอโนะ มารอขึ้นรถไฟคนแรกของขบวนเลย
    ...
    วันนั้นเป็นอีกวันที่ได้พิสูจน์อะไรได้3อย่าง....
    หนึ่ง. ของหายในญี่ปุ่นไม่ใช่ว่าจะได้คืนเสมอไป
    สอง. เอาเบียร์ขึ้นไปกินที่ชินคันเซ็นได้ แถมจะเมายังไงก็ได้ไม่มีใครสนใจ
    .....
    พอรถไฟมาถึงที่พักบริเวณสนามบินนาริตะเหมือนรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง จากเดิมที่ต้องมาถึงก่อนสี่ทุ่ม นี่ถึงตั้งแต่ทุ่มเดียว ดูเหมือนว่าจะเข้าใกล้การกลับเมืองไทยไปอีกขั้น ซึ่งก่อนหน้าเราเสียดายมากเลยนะที่การเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้จะจบลง แต่ตอนนี้รู้สึกสบายใจแปลกๆ

    เราจัดของแล้วก็รีบอาบน้ำนอน รอเวลาเช็คอินตอนหกโมงเช้า
    แต่ตอนที่เก็บกางเกง มือดันไปสะกิดกระดาษใบนึงที่อยู่ในกระเป๋า...

    ใบเซียมซีที่วัดอาซากุสะ ....“ของหายจะได้คืน....”

    สาม. เซียมซีที่วัดอาซากุสะโคตรเชื่อถือไม่ได้เลย....
    /จบพาร์ทคันโต

    (23.5)
    ส่วนตัวดื่มแอลฯนิดหน่อยพอแก้อยาก แต่ระหว่างนั่งรถไฟไปสนามบิน ก็นึกอยากได้อะไรมาปลอบใจเครียดๆนี้หน่อย
    ตรงชานชลามีมินิมาร์ทพอดี เลยแวะซื้อเบียร์มากิน(ก่อนหน้าก็ไม่ได้ชอบนะ แต่อยากลองดูเห็นมีคนบอกว่าดี)
    สรุปคือ... ปล่อยให้คนที่ชอบเบียร์มันกินต่อไปเถอะ 555555 ไม่เหมาะกับเราอย่างแรง

    รถไฟมันเอาพวกแอลกอฮอล์ไปกินได้เหมือนเครื่องดื่มปกติเลย ครั้งนั้นเลยเป็นการนั่งรถไฟที่เมามาก5555 ถึงจะกินไม่หมดกระป๋องก็เถอะ(ขมเกิ๊น) จำได้เลยว่าจังหวะที่ลุกไปเอากระเป๋าท้ายขบวน เดินเซมากยั่งกะคนเมา


  • (24)


    เราเช็คเอาต์ออกจากโรงแรมตั้งแต่หกโมงเช้า ต้องรีบมาเพราะกลัวมาหลงที่สนามบินเหมือนตอนขามาที่ดอนเมือง ซึ่งเราไม่มีโอกาสให้พลาดแล้ว ถ้าเจอาร์พาสหายแถมตกเครื่องอีกคงไม่รู้จะซวยเบอร์ไหนแล้ว

    แต่โชคดีคือมันง่ายกว่าตอนขามา เพราะแอบอ่านรีวิวมาแล้วบวกกับป้ายบอกทางก็โอเคสมกับเป็นประเทศญี่ปุ่นเลยมาถึงเคานต์เตอร์เช็คอินอย่างสวัสดิภาพ เอากระเป๋าโหลดเสร็จก็ได้เวลาเดินเที่ยวรอบๆสนามบิน (กระเป๋าโหลดรวม15กิโล มีที่ถือขึ้นเครื่องอีก สวยๆ)

    ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมเครื่องบินรอบเช้ามันถึงถูกวะ คือตอนขามาอ่ะนั่งแบบรอบเที่ยงคืนถึงแปดโมงเช้าก็คิดไว้ว่านอนให้อิ่มแล้วตื่นมาเที่ยวเลย แต่พออยู่กับเบาะแล้วไม่ได้นอนทั้งคืนมันแย่ไปหมดเลยอ่ะไอ้ตั๋วรอบเที่ยงคืนนี้ดันแพงกว่าตอนกลับ ซึ่งได้นั่งสบายๆชมวิวตอนเช้าได้อีกก็เลยงงว่าทำไมมันถูกกว่าวะ แต่ที่ไหนได้ มันถูกเพราะสนามบินยังไม่เปิดเว้ย 555555 คือมันเข้าไปช็อปปิ้งอะไรก่อนไม่ได้เลยต้องรอให้ที่ตรวจพาสปอร์ตเปิด กว่าจะเปิดก็เจ็ดโมงครึ่งไปแล้ว

    ระหว่างนั้นเราก็ไปเดินเล่นรอที่ห้างร้านแถวๆนั้น(พร้อมใจปิดกันทุกร้าน เปิดจริงๆราว9-10โมง) แต่มันมีอยู่โซนนึงที่เข้าไปได้คือ โซนให้ที่คนที่มาส่งยืนดูตอนเครื่องเทคออฟ หรือก็คือจุดชมวิวดีๆนี่เอง อากาศดาดฟ้าหนาวมาก ลมพัดหอบความเย็นมาตลอดเวลา ...แต่พอมายืนอยู่แล้วก็สงบใจดี มีช่างกล้องตั้งกล้องโปรถ่ายเลย ทุ่มทุนมากๆ เราก็แอบเก็บภาพสองสามแชะแล้วก็รีบเข้าอาคาร ก็หนาวง่ะ

    พอด่านเปิดก็พร้อมที่จะเข้าไปช็อปปิ้งดิวตี้ฟรีข้างใน เจอแต่ขนมล่อตาล่อใจดีแท้(ได้โตเกียวบานาน่ากับโมจิอีกกล่อง สรุปว่าไม่ต้องไปดองกี้โฮเตะก็ได้ ซื้อในนี้แหละแถมจะขนขึ้นเครื่องบินเท่าไหร่ก็ได้อีกไม่นับกิโล) แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรมาก มาคนเดียวถือคติเงินเหลือดีกว่าหมดเกลี้ยง

    ใกล้ถึงเวลาก็ไปรอที่บัสเกต มีรถบัสวนไปส่งที่เครื่องบิน อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งขึ้นเครื่องแล้วที่พีคคือทริปนี้เราไม่ได้พกซื้อกันหนาวไปไง โคตรโชคร้าย กอดอกสั่นพั่บๆๆๆรอขึ้นเครื่องอยู่พักใหญ่

    พอขึ้นแล้วก็ยังหนาวอีก เลยต้องเสียเงินขอเช่าผ้าห่ม150บาท แต่คุ้มค่ากว่าที่คิด เพราะถ้าไม่มีผ้าห่มอาจจะเป็นไฟล์ทที่ทรมานหนาวสุดนรกแน่ๆ

    ขากลับเลือกที่ติดทางเดิน จะได้ออกไปเข้าห้องน้ำสะดวก แต่คนที่อยู่แถวข้างในเราเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าเราอีก555555(คนไทยเหมือนกันแม่ลูกให้คำปรึกษาเราเกี่ยวกับการกรอกใบตม.ด้วย เย่ ขอบคุณค่ะ) ขอเขายื่นมือออกไปถ่ายรูปที่หน้าต่างหนึ่งแช๊ะเพื่ออำลาน่านฟ้าญี่ปุ่น...

    ....

    บ๊ายบายโตเกียว...บ๊ายบายญี่ปุ่น

    ....

    คำพูดสุดท้ายที่ออกมาจากดอนเมืองกับคำพูดสุดท้ายที่ออกจากญี่ปุ่น ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่

    ...ต่างก็เป็นความโล่งใจจากสถานที่ที่ได้จากมา

    พอถึงไทย กลับมาเจออะไรเดิมๆ ตั้งแต่ลงมาจากเครื่องบินอากาศก็โคตรร้อน เจอป้ายสนามบินที่มีภาษาไทยตัวใหญ่ เจอตม.ไทยไล่เรามาออกที่ช่องสำหรับคนไทย เจอการจัดการสนามบินที่โคตรไม่เป็นระเบียบโดยมีคุณป้าพนักงานพูดภาษาไทยไล่เราให้ไปออกอีกช่องหนึ่ง ...ออกมาข้างนอกต้องมารอรถเมล์สายA1เพื่อกลับไปลงหมอชิต ..มีแต่คนที่พึ่งออกมาจากสนามบินโหนเบียดกันแน่น....

    เราขึ้นไปนั่งบนรถเมล์คันนั้น กระเป๋ารถเมล์เดินมาเก็บเงิน30บาทตามเดิม เราควักเงินบาทไทยออกมาหลังจากที่ไม่ได้ใช้มานานเกือบสัปดาห์...

    ......จู่ๆเราก็ยิ้มออกมา

    เราเบื่อที่ๆเราอยู่ แถมเป็นคนไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบท้าทายค้นหาอะไรใหม่ๆ มีโอกาสก็จะออกเที่ยวตลอด พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็แก้ไขปัญหาด้วยการนั่งเครื่องบินหนีอะไรแย่ๆมาจากไทย แต่พอตอนกลับมาที่ๆเราคิดว่ามันแย่ก็โล่งใจเหมือนกันที่ได้กลับมายัง"บ้าน"จริงๆของเรา...

    ญี่ปุ่นครั้งแรก...ไม่เหมือนกับที่วาดฝันไว้ทุกอย่าง

    อยากจะอยู่ต่อ แต่ก็ไม่ได้อยากกลับไป... เป็นความรู้สึกที่แปลกดี

    ขอบคุณที่มอบอะไรให้ได้คิดอีกหลายๆเรื่อง

    อะริงาโตะโกะไซมัส.


    (24.5)

    เหตุเกิดที่สนามบินดอนเมือง

    ขากลับคิดว่าคงไม่ได้ถ่ายอะไรในเครื่องแล้วเลยเอากล้องวางไว้ในที่เก็บสัมภาระเหนือศีรษะ พอตอนลงก็หยิบรีบๆไง เพราะมันมีคนรอเราหยิบของด้วยเลยไม่ได้สังเกตอะไร

    พอมารอกระเป๋าที่โหลด(ซึ่งนานมากเพราะข้างนอกฝนตกเลยขนกระเป๋ามาไม่ได้) พึ่งสังเกตว่าฝากล้องมันหายไป เลยไปติดต่อที่ฝ่ายติดตามสิ่งของของแอร์เอเชีย กลายเป็นเรื่องใหญ่เลย พี่เขาโทรตามให้ยกใหญ่ คือเครื่องมันเข้าอู่ไปแล้ว(เรียกว่าอู่ป่ะวะ555)มีแค่วิศวกรเท่านั้นที่เปิดเข้าไปดูได้บลาๆๆๆ เชี่ยยยย เรื่องใหญ่เกินไปหรือเปล่าวะ แค่ฝากล้องเองนะ555 สรุปสุดท้ายก็บอกว่าไม่เป็นไรค่ะแล้วก็ออกมาก่อนเพราะกลัวกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแบบตอนไปตามหาเจอาร์พาสที่สถานีตำรวจ หลังจากนั้นได้มาซื้อฝากล้องใหม่เลยซื้อแบบมีเชือกคล้องเลย สบายใจ

    /จบบริบูรณ์.


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in