ไม่ได้ตั้งใจทริป : KANSAIไปKANTOeiijay_
ดอนเมือง-โอซาก้า-กิอน
  • (1)
    ทั้งหมดเริ่มจากสนามบินดอนเมือง...
    รถเมล์สายA1พาเรามาถึงสนามบินด้วยความทุลักทุเลตอน 20.30 จำได้ว่ารถหนาวแอตแลนด์ติกมาก
    ในมือมีแค่บอร์ดดิ้งพาสเป็นกระดาษเอสี่โง่ๆที่ปริ้นมาจากเน็ตกับกระเป่าอ้วนๆสองใบ
    แค่สัมภาระขึ้นเครื่องห้ามเกิน7กิโล ตูยังขนปาไป8.4กิโล ลุ้นจนเหงื่อแตก แต่เขาก็ให้ผ่านมานะ 55555555 หางแดงใจดี (ไม่โหลดใต้เครื่องด้วย งกเงิน)
    กว่าจะได้เครื่องจะออกก็ 23.50

    บ๊ายบายประเทศไทย แล้วเจอกันใหม่นะ

    บรรยากาศตอนเครื่องกำลังออกสวยจนตายตรงนั้นได้เลย โรแมนติกมากๆ ไฟตามตึกรามบ้านช่องตอนมองจากที่สูงๆโคตรสวย ในใจก็นึกว่าโอ้ยดีอ่ะ คุ้มสัส ได้ดูวิวแบบนี้ บลาๆๆๆ

    และแล้วช่วงเวลาแห่งความจริงก็มาถึง 
    พอเปลี่ยนที่นอนเป็นบนฟ้าแล้วรู้สึกแย่มากๆ นอนไม่หลับทั้งคืน คอมันผงกๆ เหมือนมันจูนคอไม่ได้อ่ะ 5555 แล้วบินโลว์คอสครั้งแรกก็ไม่รู้ไงว่าควรเอาหมอนรองคอมา ตูดก็ชาไปหมดเหมือนนั่งนานๆ สะลึมสะเลือสะดุงตื่นทั้งคืน รู้ตัวอีกทีมีแอร์มาเสิร์ฟอาหารแล้ว อีก1ชั่วโมงจะถึงญี่ปุ่น โอ้ยยยยย ขอนอนก่อนได้ม้ายยย
    ตั๋วที่ตัดสินใจซื้อมาได้ก็ครั้งแรกในชีวิตที่ซื้อเองเหมือนกัน ซื้อก่อนเดินทางไม่ถึงสองเดือน การหาข้อมูลที่เพียงพอเป็นศูนย์ (กดเอาประกันไปด้วยเฉย) แล้วสั่งอาหารไปก็เป็นข้าวอบไก่ย่าง+น้ำจิ้มแจ่ว 5555555555 งงตัวเองในอดีตตอนที่กดสั่งอาหารไปมาก ไร้ความเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นมากๆ 55555555555
    ช่างมันเถอะ ตอนแลนด์ดิ้งลงปวดหูมากๆ เคี้ยวหมากฝรั่งก็เอาไม่อยู่ อื้อจนไปถึงโอซาก้าเลย

    ไฟลท์นรกพาเรามาถึงที่สนามบินนาริตะตอน 08.20น.
    ช็อตมาก โอ้ยญี่ปุ่นแล้วหรอวะ แล้วต้องทำไงต่อ

    เชี่ย ต้องผ่านตม.ก่อน...

    ตม.ญี่ปุ่นที่มีผู้กล่าวขานในพันทิปว่าโหดมาก(แต่น้อยกว่าตม.เกาหลี)
    คัดคนไทยกลับประเทศมานักต่อนักแล้ว
    แถมมีห้องเย็นสัมภาษณ์รายคนอีก
    อย่าพูดถึงภาษาญี่ปุ่นเลย ภาษาอังกฤษเกรดซีอย่างตูจะผ่านไหมว้าาาา
    ในขณะที่กังวลถึงขั้นสูงสุด ตม.ก็โบกมือเชิญให้เข้ามาที่ช่องของเขา
    me/ยื่นพาสปอร์ต
    ตม. : อาโนๆๆ (ชี้ๆที่กล้องแล้ว ทำท่าถอดแว่น)
    me/อ่ะ ให้ตูมองกล้องใช่มะ อ่ะถอดแว่นมองกล้อง
    ตม. : อ่าๆๆ (ชูนิ้วชี้สองนิ้วแล้วมีไฟขึ้นที่แท่นอะไรสักอย่าง)
    me/อ่ะ ปั๊มๆลายนิ้วมือสินะ
    ตม. : อาโนๆ ฟรอว์ฟิฟทินเดย์อินเจแป็ง เวลคัม%&^@^&#())@#*&# (ยื่นพาสปอร์ตที่มีตราติดตรงหน้าวีซ่าแล้วคืนมา พูดภาษาญี่ปุ่นปิดท้ายรัวๆ1ประโยค)

    อ่าว ผ่านแล้วหร๋า...

    โอ้ยยยย แล้วปล่อยให้เครียดตั้งนาน ไม่ถามไรหน่อยหรอ อุตส่าห์เตรียมมาตอบแบบ เข้าประเทศมาทำไม อยู่กี่วัน มากับใคร เอาเงินมาเท่าไหร่ ติวมาอย่างดี ปั๊มให้เข้าง่ายๆเฉย แถมตูมาแค่7วัน ปั๊มให้ตั้ง15วัน เพลินเลยไหมล่ะ

    แต่เอาเถอะ เจแปน เรามาแว้ววววววว

    แถม

    ข้าวหอมมะลิกับไก่อบ พร้อมน้ำจิ้มแจ่ว
    อาหารมื้อแรกจริงๆ
    สถานที่กิน : บนฟ้าประเทศญี่ปุ่น
    คอมเมนต์ : ตอนนั้นไม่มีอารมณ์แดกอะไรทั้งนั้น เลยเหลืออย่างที่เห็น (แต่สุดท้ายไก่หมดด้วยความงก)
    แต่ที่จริงมันอร่อยนะ
    ราคา : เสียค่าโง่ไป220บาท สั่งล่วงหน้าผ่านเว็บ ตอนกดจองเอ๋อๆอยู่ แต่จะจำไว้เป็นบทเรียนละกัน 555555

  • (2)

    ได้สติแล้ว หายเครียดแล้ว ท้องก็หิวขึ้นมา
    เปิดประเดิมการใช้เงินครั้งแรกที่แลกมาจากซุปเปอร์ริชราชดำริ ด้วยการเลี้ยวเข้าเซเว่นที่โถงผู้โดยสารขาเข้า
    อย่างรวยเลย ตอนนั้นกำแบงค์หมื่นเยนไปซื้อของไม่ถึง500เยน (อารมณ์ประมาณเอาแบงค์พันไปซื้อของ3บาท) ขนมปังชิ้นนึงกับชาแก้วๆที่ดูแปลกดี
    พอถึงตอนจ่ายเงิน พนักงานรับเงินไปแล้วควักเงินจากที่คิดเงินขึ้นมานับให้ดูใบต่อใบเลย ส่งเสียงประมาณว่า มึงดู ดูกูนับด้วย นี่ขนลุกเลย 555555 ซื่อสัตย์กับลูกค้ามากๆ(คิดในใจ แล้วยิ้มๆให้)

    ต่อไปต้องไปแลกเจอาร์พาสเพื่อใช้ขึ้นรถไฟ7วัน
    มีป้ายบอกทางโคตรดี ไม่หลงสักเท่าไหร่ แต่มีหมุนไปมาอยู่ที่ชั้นซื้อตั๋วสักพักเหมือนกัน
    เอาไงดีวะ ต้องไปตรงไหนต่ออ่ะ
    เอาวะ! ลองลุยเข้าไปดูสักที่ละกัน บุกเข้าไปใน JR East Information แล้วยื่นๆใบเสร็จรับเงินที่ได้มาจากเมืองไทยทิ่มๆไปดู พนักงานผู้หญิงญี่ปุ่นโค้งรับพูดต้อนรับบลาๆใหญ่เลย ตอนนั้นแอบงงๆนิดหนึ่งว่าทำไมต้องสุภาพเบอร์นั้นวะ 5555555555 รู้ตัวอีกทีก็ได้พาสมาแล้ว พนักงานละมุนมาก แถมจองตั๋วไปโอซาก้าให้เลยอีก ภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้เลย ฟังอย่างเดียว ตูพยักหน้ารัวๆแล้วรีบไปชานชลาต่อ แล้วเพ่จองให้สะชิดเชียว สิบนาทีกับกะเหรี่ยงในต่างแดนใครจะเดินไปชานชลาทันวะ 555555 เลยพุ่งเข้าไปถามพนักงานเลย พอทำหน้าตาลุกลี้ลุกลนแล้วเขาก็ตื่นเต้นไปด้วย แบบยื่นตั๋วให้ดูผ่าง! เขาก็รีบชี้ๆ โอ๊สๆๆ(ทำมือแหลมๆชี้ตรงๆกับหักไปทางขวา) ภาษาโคตรสากลมาก เป็นภาษาที่ใช้ตลอดทริปนี้เลย 55555555 (เน้นจิ้มสิ่งที่อยากซื้อ กับใช้ถามทาง)

    รถไฟไปโอซาก้าใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
    นั่งจากสนามบินนาริตะไปเปลี่ยนที่ชินาคาวะ(แอบเช็คอินลงเฟสตรงนี้ เพื่อนงงกันหมดว่ามันไปไหนของมันวะ) แล้วนั่งต่อไปลงโอซาก้า แล้วนั่งจากโอซาก้า ไปที่พักอีกที อยู่ที่สถานีShinsaibashi
    ตอนแรกคิดว่าน่าเบื่อแน่ๆ พยายามหาอะไรไปทำในรถไฟ นี่มันพอๆกับนั่งกลับบ้านกรุงเทพประจวบเลยนะ เอาเข้าจริงๆเบาะโคตรสบาย เอนได้ยาวๆเลย สบายกว่านั่งเครื่องบินมาอ่ะ 555555 เคยอ่านมาแล้วมีอาหารเข็นขาย อยากลองมากๆๆ เลยวัดใจไม่ซื้ออะไรขึ้นไปกิน(แต่มีแอบติดขนมปังกับขนมมากล่องนึง มื้อเบามากๆ/มองบน )

    เฮ้ยๆๆ เสียงแว่วๆมาแล้ว เข็นมาใกล้แล้ว
    @^%#@)(*&^@_*# (ภาษาญี่ปุ่นรัวๆมาแล้ว)
    ฟิ้วววววววว--------- เข็นผ่านไปอย่างเร็วมากเหมือนกลัวมีคนเรียก
    เพ่มีญาติเป็นคนขายรถไอติมแถวบ้านป่าว เรียกแล้วต้องวิ่งตามเนี่ย หรือเพ่เปิดประตูรถไฟขบวนสุดท้ายไว้
    รีบไปไหนว้า....
    สรุปทั้งทริป นั่งชินคันเซ็นแบบนี้3-4ครั้ง ตูไม่ได้เรียกสักครั้ง พนักงานขายเหมือนเปิดแก๊สทิ้งไว้ที่ขบวนสุดท้ายทุกคน...
    (2.5)
    ขนมปังพิซซ่า ดูน่าอร่อยดีเลยซื้อ
    ราคา ~43บาท
    สถานที่ซื้อ : 7-11หน้าโถงผู้โดยสารขาออก
    คอมเมนต์ : ขนมปังราคาใช้ได้ แต่แดกไม่ได้ ไม่ใช่อาหารคนปกติ
    #ไม่อร่อยอย่าแดก ยกเว้นอาหารขาดตลาด มีสภาวะเศรษฐกิจผกพัน แดกประทังชีวิตได้
    (2.5)
    ชานมซัมติง รอยัลมิลค์ที
    ราคา ~36บาท
    ซื้อที่เดียวกับขนมปังพิซซ่
    คอมเมนต์ : อร่อย แต่ไม่ริชเลยอ่ะ ไม่หวานมันเหมือนประเทศไทยทำ เหมือนกับนมกลิ่นชา แต่กินได้ไหม ก็กินได้แหละ บางทีกินหวานมากๆแบบบ้านเราอาจจะต้องเจาะเลือดตรวจน้ำตาล

    ไอ้แก้วๆแบบนี้ที่7-11มีขายทุกรสเลยอ่ะ กาแฟ ชานม ชาเขียว โกโก้ เราก็พยายามตามเก็บชิมทุกอันนะ แต่กลับก่อน มิชชั่นไม่สำเร็จ แพงด้วย


  • (3)

    ตัดไปที่กะเหรี่ยงคนหนึ่งจะสื่อสารเข้าเช็คอินกับที่พักที่ชินไชบาชิ
    พนักงานเก่งภาษาอังกฤษมากกกกก เก่งจนกูอายอ่ะ เขาคงงงๆว่ากะเหรี่ยงคนนี้นี่หลงมาจากไหนวะ

    พนักงาน : เมไอแฮฟยัวพาสสึปอร์ต
    /ยื่นให้
    พนักงาน : แคนไอคอฟพิยัวพาสสึปอร์ต
    /พยักหน้า
    พนักงาน : /กดค่าห้องที่ต้องจ่ายโดยใช้เครื่องคิดเลข
    /หยิบเงิน
    พนักงาน : ดิสอีสยัวคีย์ แอนด์รูมนัมเบอร์อีส บลาๆๆๆๆๆๆ ^@#%&*()_*$@%(
    ช..เชี่ย พูดอะไรต่อวะ พยักหน้ารัวๆๆๆ
    อ่าว จบแล้ว ผายมือเชิญกะเหรี่ยงเข้าห้องพักค่ะ...

    สเต็ปนี้ใช้กับทุกโรงแรม แล้วเราดันเปลี่ยนมันทุกวัน ไอ้ตอนจองก็ไม่รู้ไง นึกว่าจะเที่ยวอีกเมืองก็ย้ายโรงแรมดิวะ จะได้เที่ยวแล้วนอนที่เมืองนั้นได้เลย แต่จริงๆแล้ว มันต้องขนของไปๆมาๆโว้ยยยยย แล้วไอ้เป้8.4กิโลที่แบกมาน้ำหนักมันจะเพิ่มทุกวันจากของฝากที่ตะบี้ตะบันซื้อมา โอ้ยยยย มั่ยน๊ะ

    พอจัดการเรื่องโรงแรมเสร็จก็ออกมาเดินเที่ยวที่ถนนช็อปปิ้งชินไชบาชิ ไอ้ที่มันมีป้ายกูลิโกะสีแดงๆนั่นแหละ สรุป จบทริปแล้วตูก็ยังไม่ได้ถ่ายรูปกับมัน ทั้งๆที่มันเป็นสัญลักษณ์ซิกเนเจอร์มากๆว่ามาถึงที่โอซาก้าแล้ว /กุมหัว
    อารมณ์เดียวกับมาเมืองไทยแล้วต้องมาสยามอ่ะ มีอะไรให้ช้อปเยอะเลย โมเดิร์นๆหน่อย มีแบรนด์ดังๆให้ซื้อ มีของฝากเป็นบูทๆรวมๆไว้ให้มึงมาเสียเงินแล้ว แต่ถ้าลองนึกๆไป เราไปเดินสยามก็ใช่ว่าเราจะต้องเสียเงินนี่เนอะ (กำแบงค์หมื่นเยนแน่นด้วยความงก)


    ด้วยความที่เราเคาต์เจอร์ช็อคมาตั้งแต่วันแรกอ่ะ มันก็เลิกลั่กไปหมด เดินๆไปก็จะเขินๆนิดหน่อย ไม่ค่อยกล้าเข้าไปซื้อนู้นนี่หรือถามทางคนทั่วไป เลยแค่มาเดินๆแล้วกลับ แล้วจู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินข้าวเลยนี่หว่า (มีแค่ขนมปังพิซซ่าที่กินไม่ลง กับนมกลิ่นชา และข้าวอบไก่ที่ได้กินแต่ไก่) เลยลองเปิดกูเกิ้ลแมพดู เจอร้านราเมงIppudo จำได้ว่ามีคนบอกว่าอร่อย เลยจะไปกินสักครั้ง เลยเดินตามจีพีเอสแบบเชื่อสุดใจ สรุป หลงทาง อิหอยหลอด แมพพามาผิดทาง (หลังจากนั้นก็ชั่งใจตลอดว่าแมพมันพาเรามาถูกป่ะวะ) เปลืองพลังงานจริงๆ
    จนจบทริปก็ยังไม่ได้ลิ้มลองIppudoหรือว่าจะเป็นราเมนข้อสอบที่เขาลื่อกัน ตูก็ยังไม่เคยไปถึงร้าน (ก็เพราะกูเกิ้ลแมพนี่แหละ จัมวรั้ยยยยยยยย)

    แต่มันแรนด้อมพาเรามาเจอร้านราเมนร้านหนึ่ง เป็นแบบหยอดเหรียญหน้าร้านแล้วเขาไปยื่นตั๋วอย่างเดียว เห้ย อันนี้แหละร้านในฝัน ไม่ต้องสนทนาใดๆกับพนักงานนี่เข้าทางกะเหรี่ยงอย่างเราเลย
    อ่ะ ลองกดสุ่มๆไปสิ ดันไม่มีรูปอีก....ชิบหั่ย
    และแล้วก็มีกะเหรี่ยง1eaยืนอยู่หน้าตู้ กำลังเทียบตัวคันจิระหว่างเมนูมีภาพกับเมนูหน้าตู้
    ด้วยความงก มันมีแบบลดราคาด้วยถ้าซื้อแบบคู่ หิวสุดๆเลยอ่ะ ลองสั่งมาดูละกัน ข้าว+เกี๊ยวซ่า+ราเมนอีกชาม น่าจะมาเป็นไซส์ของไหว้เจ้ามั้ง เล็กๆ ไม่งั้นไม่ถูกขนาดนี้หรอก อ่ะ กดไหลตามๆไป มีแต่ภาษาญี่ปุ่นพรึ่บพรั่บเลย กำตั๋วกับเงินทอนแล้วก็เข้าร้านไปหาที่นั่ง

    จะได้กินข้าวแล้วโว้ยยยยยยย เย่ๆ
    พอเข้าไปในร้าน พนักงานรัวภาษาญี่ปุนใส่ชุดใหญ่พอเป็นสังเขป ได้ที่นั่งป้าบบบ ยื่นตั๋วป้าบบบบ พนักงานทำตาโตนิดหน่อยแล้วขานชื่อเมนูที่เรากดมา เอามาเหอะน่าาา หิวแล้ว
    ระหว่างรอก็เล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยๆสักพักอาหารก็มาเสิร์ฟ เป็นเกี๊ยวซ่ากับข้าว โห้ ยิ่งใหญ่เลย เลยลองทำการสุ่มน้ำจิ้มแถวๆที่นั่งมาที่คาดว่าน่าจะเป็นน้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าแล้วก็นั่งกินอย่างเพลิดเพลิน อร่อยดีอ่ะ ไม่เคยได้คิดเกี๊ยวซ่ากับข้าวสักเท่าไหร่ กินเพลินๆ ถ่ายรูปเป็นพิธีตามแบบฉบับคนไทย ในขณะที่กำลังจะกินชิ้นสุดท้าย....

    พนักงานยกราเมนมาอีกชาม เส้นผ่านศูนย์กลางชาม20เซนติเมตร...
    หอยหลอดดดดด ไหนว่าขนาดไหว้เจ้าไง ไม่ใช่แล้ว อันนี้อาหารขุนซูโม่แล้ววววววววววววว
    แต่คือยังไงล่ะ กะเหรี่ยงที่ไม่รู้วัฒนธรรมการกินของประเทศเขาเลย จู่ๆก็นึกขึ้นมาว่าถ้ากินไม่หมดเขาจะหาว่าไม่ให้เกียรติเซฟซูจิโร่อาจารย์ที่สอนเขามาหรือเปล่าวะ เครียดไปหมด เลยต้องโซ้ยราเมนชามนั้นต่ออีก จุกมากเหมือนกินบุฟเฟ่ต์ราคา499แล้วเสียดายเงิน แต่อร่อยไหม ดันอร่อยอีก(น้ำตาไหลพร้อมกับเรอไปด้วยTT_TT)
    กินไปได้สักพักคืออิ่มจริง ไม่ไหวแล้ว ต้องหนีแล้ว 5555555 ในใจคิดอย่างนั้นจริงๆนะ เลยอาศัยจังหวะที่พนักงานกำลังหันไปเก็บจานลูกค้าอีกคน รีบลุกหนีออกจากร้าน จังหวะที่กำลังเดิน พนักงานร้องทักตามหลังมาด้วยภาษาญี่ปุ่นรัวๆ
    พนักงาน : )*&@@@(*@#@#_
    อ..อะไรวะ หรือเขาจะโกรธอะไรหรือเปล่า
    พนักงานเดินเข้ามาใกล้ แล้วผายมือไปอีกทางหนึ่ง...

    อ้าว...ตูออกผิดทาง ทางออกอยู่หลังร้านทางนู้น

    แปลเป็นไทยว่า กะเหรี่ยงโว้ยยย ออกผิดทางโว้ยยยย!!!

    (3.5)
    เซ็ตอาหารกลางวันเจ้าปัญหา
    ข้าว1ชาม+เกี๊ยวซ่า6ชิ้น+ราเมน1ชาม
    สถานที่ : ชินไชบาชิ มีพิกัดร้าน แต่อ่านชื่อไม่ออก
    ราคา ~270บาท (อันนี้ถือว่าถูกนะ)
    คอมเมนต์ : อร่อย แต่บอกขนาดชามมาด้วยจะดีมาก เหมาะกับผู้เริ่มต้นเล่นซูโม่ และไม่เหมาะกับกะเหรี่ยงเข้ากรุงผู้หิวโหย
    คอมเมต์เพิ่มเติม : มึงบอกทางออกร้านด้วยก็ดี
    (3.5)
    หลังจากที่กินเซ็ตนรกแล้ว ก็ต้องมีตบอะไรหวานๆหน่อย เลยได้ไอ้นี่มาจากลอว์สัน
    โยเกิร์ตพร้อมดื่มรสสตรอวเบอรี่
    ราคา ~40บาทมั้ง
    สถานที่ซื้อ : ลอว์สันชินไชบาชิ
    คอมเมนต์ : อร่อย มีเนื้อๆด้วยเลยรู้สึกว่าคุ้มดี

  • (4)

    วันถัดมาเราเริ่มเที่ยวในโอซาก้า
    รถไฟเขาจะเป็นลูปวนแบบงูกินหางอ่ะ เราก็อาศัยนั่งวนทวนเข็มนาฬิกาไป ถ้านั่งผิดฝั่งก็อาศัยความถึกนั่งให้มันน็อครอบก็จะถึงที่หมาย (โชคดีที่ไม่ได้มีโอกาสทำอย่างนั้น)
    เราเลือกไปปราสาทโอซาก้าที่แรก
    ยอดฮิตมาก ทุกคนที่ไปโอซาก้าต้องเช็คอินที่นี่
    แต่แม่งไม่ใช่แนวเราเลยวะ 5555
    ชอบบรรยกาศที่ญี่ปุ่นเขารักษาสถานที่สำคัญต่างๆไว้ แถมธรรมชาติก็ไม่ถูกเปลี่ยนไปมากด้วย (แต่การที่มีลอว์สันอยู่ในเขตปราสาทกับทุบกำแพงบางส่วนทำลิฟต์ขึ้นปราสาทก็ถือว่าพี่แกลงทุนอยู่)

    คนที่มาเที่ยว 50%คนจีน อีก 49%เป็นนักเรียนญี่ปุ่น
    ส่วนอีก1%คือคนไทย (แต่ถือว่าคนไทยเยอะอยู่นะ เจอแบบสองสามครอบครัว แต่เราแอ๊บใสๆว่าเป็นคนจีนแล้วเดินผ่านไป ขี้เกียจทัก เพราะมันอาจจะไม่แปลกแล้วที่จะได้เจอคนไทยในญี่ปุ่น)

    บนปราสาทเต็มไปด้วยเรื่องราวของคนสร้างปราสาทโอซาก้า ซึ่งซาวน์แทร็คเป็นภาษาญี่ปุ่นปนอังกฤษ(มีซับอิ้งน้อยมาก น้อยพอๆกับความรู้ทางภาษาที่เรามี)
    คนที่ได้รับความรู้เต็มๆน่าจะเป็นเด็กญี่ปุ่นที่มาทัศนศึกษากับคนต่างชาติที่เข้าใจภาษาอังกฤษ...
    ส่วนกะเหรี่ยงอย่างเรา...
    มาชมวิวค๊าาาาาาาาาาา

    ภ...ภาษาศาสตร์หลบไป ฟังรู้เรื่องสะที่ไหนเล่า
    (แต่ยอมรับว่าวิวข้างบนสวยมากๆ และหนาวมากๆด้วย)
    (4.5)
    วิวจากชั้นบนสุดของปราสาทโอซาก้า
    ราคา500เยน
    ถ่ายยังไงก็ไม่สวย รู้สึกหงุดหงิดใจกับตาข่ายสีดำนี้มาก

    แล้วพึ่งรู้ว่าอนิเมะที่ชื่อ summer war ก็มีจากไอ้สงครามที่คนสร้างปราสาทเขาไปรบกันนั่นแหละ แบบซิวิลวอร์อะไรสักอย่าง รบกันเพราะปัญหาข้าวยากหมากแพงประมาณนั้น(จากความเข้าใจภาษาอันน้อยนิด)

    500เยนค่าเข้าไปเดินวนรอบปราสาท(~150บาท)
    ส่วนค่าของฝาก 2000เยน(~600กว่าบาท) 555555555555555
    ญี่ปุ่นนี่ถือคติจ่ายค่าเข้าเพื่อไปจ่ายค่าของที่แพงกว่าจริงๆ เป็นทุกที่ ย้ำ ทุกที่เลย... แล้วเราดันดูถูกตัวเองไง พกค่าช็อปปิ้งไปไม่ค่อยเยอะ เป็นไงล่ะ เข้าเนื้อเลยตรู


    (4.5)
    ข้าวเช้าแวะซื้อจาก7-11สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
    เลือกอันที่หล่อสุดแล้วในตู
    (น่าจะเป็น)ข้าวหมูราดซอสซีอิ๊วซัมติง มีไข่คนมาเป็นเครื่องเคียง แถมขิงดอง
    ราคา ~147บาท (ถูกกว่าค่าเข้าชมปราสาทโอซาก้าอี๊กกกก)...
    (4.5)
    โกโก้แก้ว คอลเล็กชั่น7-11 ซื้อมาพร้อมกับข้าวหมูซีอิ๊
    ราคาพอๆกับแก้วๆที่เคยกินไปนั่นแหละ
    คอมเมนต์ : อร่อยเจ้มจ้น ควรค่าแก่การซื้อกิน ออกหวานไปนิด
  • (5)

    เรารีบออกมาจากปราสาทโอซาก้ากลัวว่าจะไม่ทันแพลนที่วางไว้
    แต่ดันหาสถานีรถไฟไม่เจอ-_-
    (จากการตามกูเกิ้ลแมพอีกแล้ว ....มึงนี่เอง)

    แต่ก็พาเรามายังที่ใหม่จนได้ อันนี้คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ สถานีนางาอิ(Nagai)
    คือมันตั้งอยู่ใกล้ๆกับปาร์คของเขาเลยอ่ะ แถมมีสนามกีฬาที่ใหญ่มากอยู่ใกล้ๆกันด้วย (สักคูณสามสนามกีฬาแห่งชาติบ้านเราได้มั้ง)

    แล้วก็เดินหลงหาทางเข้าอยู่นานมาก เกือบเดินกลับสถานีแล้วอ่ะ จนเฮือกสุดท้ายก็ลองเดินทวนทางที่กูเกิ้ลแมพบอกให้ไปดู....
    เจอเฉย!
    คือเจอทางเข้าแล้วก็รีบไปซื้อตั๋วเลย ที่นี่เขามีตู้หยอดเหรียญแล้วให้กดเอา เราก็หยอดไป300เยนแล้วก็กด ตั๋วก็ออกมา พอหยิบเสร็จก็เหลือบไปเห็นตู้ข้างๆ อ้าว มีสวนสมุนไพรให้ชมด้วยแฮะ 200เยนเอง(~60บาท) อ่ะ กดๆมาด้วยละกันจะได้ไม่เสียเที่ยว ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว

    ไอ้เราก็ถือตั๋วสองใบไปให้คนที่อยู่ตรงประตูตรวจเพื่อเข้า แต่พอเขาเจอหน้าเราพร้อมตั๋วสองใบ โอ้โห้ ป้ารัวญี่ปุ่นใส่เป็นชุดเลย อะไรวะ ตั้งตัวไม่ทัน งงไปหมดแร้ววว
    ป้าหยิบตั๋วจากมือไป พยายามอธิบายอะไรบางอย่าง แต่เห็นเราทำหน้างงๆเลยถามเราว่า นี่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นใช่ไหม เป็นความก้าวหน้าของภาษาศาสตร์ในตัวเราอย่างมาก ได้ยินคำว่านิฮงๆอะไรสักอย่างก็เลยส่ายหน้าไป เกิดจากการเดาล้วนๆ 5555555555555
    สรุป ป้าดึงตั๋ว200เยนไป แล้วก็ยังจะอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นเหมือนเดิม แล้วป้าก็เอาเงิน200เยนมายัดใส่มือแล้วเก็บตั๋วไป ทำหน้าประมาณว่า ไม่พร้อมให้บริการ หรือมันปิดอะไรสักอย่าง เข้าไม่ได้นะหลาน แล้วก็คืนเงินเหรียญมาให้สดๆตรงนั้นเลย โอโห้ อันนี้ก็อึ้งเหมือนกัน ป้าไม่ปล่อยให้กะเหรี่ยงไปยืนงงในวันเดอร์แลนด์เพราะเข้าไม่ได้ด้วย ปลื้มใจมาก

    พอป้าอธิบายพร้อมแจกแผนที่ภาษาอังกฤษมาให้ ก็เข้าประตูไป เดินสักพักก็ถึงพิพิธภัณฑ์
    ที่นี่รวมทุกอย่างเป็นเป็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ตั้งแต่อธิบายการเกิดโอซาก้าเลย มาเป็นชั้นๆดิน ตีชั้นหินบอกชนิดมาเป็นล็อกๆ ให้ดูชุดหินโอซาก้า (ในเว็บพี่ไม่ได้บอกว่ามันเครียดขนาดนี้นี่หน่า) มีซากฟอสซิลบลาๆๆจัดแสดงเพียบ โครงกระดูกนี่ไฮไลต์เลย วางเด่นเป็นสง่านำทัพด้วยพี่เบิ้มแมมมอธ ดูเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีมากๆ(เราเรียนธรณีวิทยาค่ะ เลยอินนิดหน่อย)

    แต่ทุกอย่างแม่งเป็นภาษาญี่ปุ่น....

    ไม่มีภาษาอังกฤษมาแจมเลยแม้แต่นิด (อาจจะมีชื่อวิทยาศาตร์บ้าง นอกนั้นญี่ปุ่นล้วนๆ)
    เลยต้องบอกลามาก่อนเวลานิดหน่อย เพราะอันนี้ไม่เข้าใจยิ่งกว่าปราสาทโอซาก้าอีก อ่อม...
    แต่ซากฟอสซิลที่จัดแสดงก็น่าตื่นตาตื่นใจดี ชอบๆ

    (6)

    เราเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติด้วยความเคว้งคว้าง...
    ไปไหนต่อดีอ่ะ ดันเสร็จก่อนเวลาเฉย
    แต่พอเดินเข้าลึกไปอีกก็เจอแปลงดอกไม้ แบบเยอะเลยอ่ะ ประมาณว่ารวมดอกไม้หลายชนิดไว้เพื่อให้คนภายนอกได้มาศึกษากัน
    ตื่นเต้นมากกกกก 55555555 เหมือนได้มาลองกล้อง มีคนแบกกล้องมาเพียบเลย บางคนขนขาตั้งกล้อง มีผู้ช่วยมาถ่ายรูปกันสนุกสนานเลย บางคนขนลูกมา(ได้หรอ) พาญาติพี่น้องมาเดินชมดอกไม้กันยกใหญ่

    อ้าว ไฮไลต์ของสวนคืออันนี้เองหรอ นึกว่าพิพิธภัณฑ์นั่นสะอีก

    มีดอกไม้หลากหลายพันธุ์นะ ที่เด่นๆก็จะมีแปลงลิลลี่ ลาเวนเดอร์ โป๊ยเซียน(ใช่ป่ะวะ) ขนาดดาวเรืองก็มี ที่เด็ดสุดก็แปลงกุหลาบนี่แหละ
    จัดมาทุกพันธ์ุเลย เท่าที่หามาได้ในโลกนี้ มีทุกสีตั้งแต่ม่วงครามน้ำเงินเขียวเหลืองแสดแดง มีสองสีในดอกเดียวกันพี่แกก็หามาได้ เหมือนเป็นสวนในสวรรค์(เดือนมิถุนาแต่ความร้อนนรก 30องศา)

    แต่ก็เป็นความบังเอิญที่ถูกใจติดอันดับต้นๆของทริปนี้
  • (7)

    เราตัดใจเดินออกจากสวนดอกไม้ ก่อนที่อควาเรียมจะปิด ไม่งั้นจะไม่คุ้มค่าเข้ามากๆ เพราะมันตั้ง 2300เยน(~700กว่าบาท) โอ้ยยยยยยยย ซีไลฟ์ที่พารากอนตูยังไม่เคยคิดจะเข้าเลย นี่เอ็งเป็นใครมาจากไหน แพงมากกกกก กัดฟันเอาลงในแพลนสุดๆ

    อควาเรียมอยู่ติดกับโอซาก้าเบย์ ให้ความรู้สึกทะเลมากๆ ลมพัดเย็นๆ ชาวต่างชาติเยอะมาก(และแน่นอนว่าต้องมีพี่ไทยทุกที่) มีห้างคล้ายๆเอ้าต์เล็ต ชิลๆ แล้วก็ชิงช้าสวรรค์ใหญ่มากๆเป็นสัญลักษณ์

    แต่ตูไม่สน... ตูจะเข้าอควาเรียมให้คุ้มที่สุด
    (ยืนดูเฉยๆ ไม่ได้ขึ้นชิงช้าเพราะไม่ได้ซื้อพาสที่เอาไว้ขึ้นฟรี บรั่ยส์)

    พอมาถึงก็รีบเข้าไปซื้อตั๋วเลย พนักงานแอบถามด้วยว่ามาจากที่ไหน ก็ตอบอย่างขึงขันไปว่าคนไทยคร๊ อิอิ(ตอนนั้นฉะฉานมาก เริ่มชินกับการอยู่ญี่ปุ่นแล้ว แต่มาลองคิดดูอีกที  มีคนไทยเคยทำขายหน้าเอาไว้ป่ะเนี่ย55555) พอได้ตั๋วก็เดินตามรูทที่เค้าวางไว้ให้ ไม่ได้คาดหวังอะไรสักเท่าไหร่....
    ผ่าง! ตัวนาก 
    ผ่าง! แมวน้ำ 
    ผ่าง! โลมา 
    ผ่าง! เพนกวิน
    โอ้ยยยยยยยยยย~~~~~~~ คาวาอิเนะะะะะะะะะ
    ไม่ไหววววว อยากจะจับใส่กระเป๋ากลับบ้านเลย น่ารักมากๆ แงงงงงง ขอสักตัวได้ไหมมมม(/หันไปดีลกับนากในกรง)
    ที่พีคคือมันมีตู้กระจกที่เป็นทางเดินวนรอบให้เดินดูรอบๆไปเรื่อยๆได้ด้วย (ที่จริงมันก็เหมือนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอนั่นแหละ แต่ตูก็ตื่นเต้นไง นี่โอซาก้าเชียวนะ ลุ้นเฉย)

    มีโซนให้จับปลากระเบนกับปลาฉลามด้วย แบบยื่นมือเข้าไปในบ่อได้เลย แต่เขาก็มีคำเตือนให้จับเฉพาะที่นะ ไม่งั้นจะอันตราย ชอบมากๆ จับๆลูบๆอยู่นั่นแหละ ที่อื่นไม่มีให้ตูจับไง เจ็ดร้อยเอาให้คุ้ม

    ตอนที่ไปเขามีรอบให้อาหาร.....เป็ด ด้วย(ทำไมดูมันปวกเปียกจัง) เป็ดก็ว่ายดุ๊กดิ๊กๆมากินอาหารบนน้ำแย่งกับปลาข้างล่าง ตื่นเต้นไม่ลงเลย ก็เป็ดอ่ะะะะ มันแปลกตรงไหน พอใกล้ๆจะจบ เจอเขาให้อาหารแมวน้ำ อันนี้น่าร้ากกกกกก มันดูมีความสุขดีอ่ะ

    ออกมาพร้อมกับความอิ่มใจ คือชอบอ่ะ ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ พร้อมกับเสียเงินค่าของที่ระลึกทางออกตามสไตล์ญี่ปุ่นเค้า อื้อหื้อ งบบานปลายมากๆ
    คือเหมือนเค้าทำการตลาดสร้างคาร์แร็คเตอร์ให้กับสัตว์น้ำที่อยู่ในนั้น แล้วเจาะแต่ละตัวทำขายเลย มันเลยดูน่าซื้อมากๆ ของเขามีคุณภาพด้วยอ่ะ ไม่พลาดอยู่แล้ว(/โกยเรียบ แต่ของออฟฟิเชียวโคตรแพง)

    ส่วนใหญ่ถ่ายมาเป็นคลิป มันดูมีชีวิตชีวากว่า เดี๋ยวลงให้ดูความตื่นเต้ลของคนถ่ายอีกที 


    (7.5)
    ข้าวกล่องรวมมิตร เห็นมารวมๆหลายอันแล้วน่ากินดีเลยซื้อมาลอง
    ราคา : จำไม่ได้ รู้แต่ราคาถูกมาก พอๆกับน้ำแก้วๆ 100-200เยน
    สถานที่ : เซเว่นทางเดินไปอควาเรียม สถานีโอซากะโกะ
    คอมเมนต์ : หลากหลายมากๆ รวมมิตรอาหารเที่ยงเด็กนักเรียนญี่ปุ่นมากๆ ที่จริงมีไส้กรอกกรอบกรุบกรับอันเล็กๆอีกอันกับไก่คาราเกะอีกชิ้น สองอันนี้อร่อยดี แต่ที่เหลือก็รสชาติวายวอดนิดๆ เนื้อปั้นก้อนมีรสชาติพอกินได้ ไอ้ที่น่าตาเหมือนเต้าหู้ข้างในจะเป็นข้าวรสหวานๆ เลี่ยนนิดหน่อย ยังมีแถมพลังงานกับครอกเก้มันฝรั่งชุบแป้งทอด บวกข้าวปั้นแปะสาหร่ายให้ดูมีอะไรเฉยๆอีกหนึ่งก้อน โดยรวมกินเอาอิ่มแล้วชนะเลิศมาก แต่ถ้าเอาอร่อยแม่งไม่ผ่านตั้งแต่เขียนใบสมัคร


    (7.5)
    โยเกิร์ตพร้อมดื่มเฉยๆ
    ราคา : 100-120เยน
    สถานที่ : ที่เดียวกับข้าวกล่องรวมมิต
    คอมเมนต์ : ไม่มีอะไรมากไปกว่าโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ดูดได้

    (7.5)
    ก่อนกลับเข้าสถานี เจอตู้กดน้ำดื่มราคา100เยน(30บาท) ตื่นเต้นมากๆเพราะมันถูกมาก เลยหยอดเงินเตรียมกด... หอยหลอด น้ำเปล่าหมดเกลี้ยง โอ้ยยยย คือร้ะ มันเป็นสิ่งที่อร่อยสุดในตู้หรอ 555555

    เลยกดไอ้นี่มาแทน ราคา100เยนเหมือนกัน
    รสชาติอย่าพูดถึงเลย... ก็ชานมกระป๋องที่ราคาเท่าน้ำเปล่าอ่ะ........... /กุมหัว
  • (8)

    วันต่อมา เราเปลี่ยนแผนจากเดิมจะไปนารา สลับเอาวันที่ไปเกียวโตมาก่อน
    เพราะเหตุผลทางเวลา และตำแหน่งที่ไป

    แค่นั่งรถไฟจากตัวเมืองโอซาก้าไม่นานก็ถึงสถานีเกียวโต
    เกียวโตเป็นเมืองที่... ตอนแรกคิดเอาไว้ว่าน่าเบื่อแน่ๆ
    มีวัด มีแม่น้ำตัดผ่าน ดูเป็นเมืองวัฒนธรรมไม่เน้นแสงสีอะไรมากมาย
    แต่พอเอาเข้าจริงๆ หลงเสน่ห์เอาได้ง่ายๆเลย

    เราตัดสินใจเพิ่มรถไฟสายโรแมนติก-ซางาโนะมาในแพลนด้วย
    เป็นอะไรที่ไม่คาดหวังสักเท่าไหร่ แต่ผลลัพธ์ดีเกินกว่าที่คิดเอาไว้มากๆ
    รถไฟวิ่งผ่านภูเขา ป่าใหญ่ และแม่น้ำ ให้ความรู้สึกได้รับการเยี่ยวยาจากธรรมชาติ ได้มีโอกาสเข้าป่าไผ่ ที่แม่งถ่ายภาพยังไงก็ไม่สวยเท่าไปดูเองกับตา
    เดินอีกนิดก็จะทะลุเข้าสู่ตัวเมืองอาราชิยาม่า เป็นถนนดูดเงินอย่างแท้จริง-_-
    ตูนึกว่าวันนี้จะไม่เสียเงินเพิ่มแล้วน้าาาาาาาาา โอ้ยยยย ธรรมชาติลงโทษ
    กลายเป็นว่าเสียเงินเยอะมาก ร่วมหมื่นกว่าเยน แต่ไม่tax refundเลยสักนิด(กระซิกๆ) รู้งี้กลับไปซื้อห้างดีกว่า
    แล้วเป็นของฝากที่แม่ๆป้าๆชอบกันด้วยนะ แบบชาเขียวอุจิ(ที่ไม่ใช่อุนจิ แล้วก็ไม่ใช่อุจิวะ) แล้วก็พวกอาหารญี่ปุ่นบ้านๆแถวนี้อร่อยมากกกกก(แนวๆโซบะ ปลาย่าง บลาๆ)
    วิวไม่ต้องพูดถึง สวรรค์มากๆ... ตูพอใจกับชีวิตนี้แล้ว ตายตรงนี้เลยได้ไหม

    (8.5)
    อย่าพึ่งตกใจกับหน้าคนเขียนนะคะ 555555555555 ขายขำสายฮาไม่เน้นสวย

    รูปนี้คือจังหวะที่กำลังข้ามสะพาน แบบวิวสวยอ่ะ แต่หิวเลยไม่คิดจะกดถ่ายรูปอะไรมาก ไปเจอป้าคนนึงกำลังหนีบจักรยานแล้วพยายามถ่ายรูปวิวอยู่ แล้วจักรยานป้าก็ไหลเกือบลงถนน ตูก็แบบ เฮ้ยป้าาาาาาาา อันตรายนะน่ะ แล้วบอกว่าเดี๋ยวถ่ายให้ ป้าก็โอเคๆๆ

    ถ่ายให้เสร็จปุ๊ป ป้าก็เสนอตัวบอกถ่ายให้ไหม สักหน่อยน่าาา ไหนๆก็มาเที่ยวแล้ว เราก็อ่อๆๆๆ อะเคเลยป้า ป้าหาโพสิชั่นให้เสร็จสรรพ แถมถ่ายให้หลายช็อตด้วย สวยๆทั้งนั้น สรุปสัมภาษณ์ไปๆมาๆ ป้าเป็นไบค์เกอร์ฮ่องกง ปั่นเที่ยวมาหลายประเทศแล้ว โอโห้ป้าโคตรเท่ แต่หิวอ่ะป้า เลยขอตัวออกมาก่อน ไม่งั้นได้นั่งสัมป้าไปอีกยาวเลย ขนาดภาษากะเกรี่ยงอย่างเรา พอพูดแล้วป้าฟังรู้เรื่องด้วย

    ก่อนไปป้าถามว่าป่าไผ่ไปยังไง เชี่ย ใครจะไปจำได้ฟร้ะ กะเหรี่ยงได้แต่เอ๋อแล้วตอบไปว่า...
    โกสเตรดยาวๆเลยป้า บั่ยบายยยยยย
    ลาก่อยนะป้า หวังว่าไปเที่ยวแล้วจะเจอกันอีก
    (8.5)
    แอบเจอวัดแถวๆป่าไผ่ เรียกว่าเป็นศาลเจ้าน่าจะเหมาะกว่า
    ราคาเครื่องรางแม่งแพงกว่าอาหารหนึ่งมื้อที่กินไปอีก.... แงงง (ราคาประมาณนี้ทุกวัดทั่วญี่ปุ่น)
    ทำไมเราต้องเสียเงิน270บาท เพื่อซื้อเครื่องรางที่ทำให้เรารวยด้วยวะ ....ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย
    แต่คนขายน่ารักมาก นางเป็นมิโกะที่มีสกิลหลบกล้องสูงมาก ถ่ายมากี่รูปก็เห็นหน้าไม่ชัดสักรูป /แย่จัง 5555555

    (8.5)
    อาหารกลางวันหลังจากถ่ายรูปที่สะพาน
    สถานที่ : อาราชิยาม่าหลังข้ามสะพานไป เป็นร้านญี่ปุ่นๆเรียงๆกัน ร้านในๆหน่อย(ประมาณร้านที่3-4นับจากข้างนอก) ประตูไม่ไผ่บวกผ้าปิดเหนือประตู โคตรญี่ปุ๊นนน ญี่ปุ่น
    ราคา : 880เยน (ลดแล้ว ราคาเซ็ตอาหารกลางวัน)
    คอมเมนต์ : อร่อยสัสๆ อร่อยมาก ไม่รู้เพราะความหิวหรือยังไง ให้เยอะแต่ก็ซัดซะเรียบเลย เทมปุระกุ้งราดน้ำซอสอร่อยมาก โซบะน้ำซุปหอมคัตสึโอะแถมมีปลาหวานโปะหน้าโคตรเข้ากัน เป็นการสุ่มร้านที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในทริปนี้ /หันไปขยับแว่นซับน้ำตา

  • (9)

    วัดน้ำใส-ศาลเจ้า-ย่านกิอน
    หลังจากการผจญภัยที่อาราชิยาม่า เราก็นั่งรถเข้าตัวเมืองเกียวโตต่อ
    เช็คอินโรงแรมในตัวเมือง แล้วเลือกขึ้นยานพาหนะใหม่.. ร...รถเมล์เกียวโต

    ตอนขึ้นครั้งแรกตื่นเต้นมากๆ อารมณ์แบบนั่งรถเมล์ครั้งแรกที่เมืองไทย คือถึงที่ไทยจะเซียนแค่ไหน มาที่นี่รีเซ็ตใหม่หมดทุกอย่าง ตั้งแต่วิธีการดูสาย ขึ้นทางกลางรถ ลงหน้ารถ ไม่มีกระเป๋ารถเมล์
    ห้ะ อะไรนะ ไม่มีกระเป๋ารถเมลลลลลลลล์
    กะเกรี่ยงงงงง จ่ายเงินยังไงวะะะ

    สุดท้ายก็ไปตายเอาดาบหน้า อาศัยดูคนก่อนหน้าลง แล้วเราทำตามแม่ม 555
    สุดท้ายก็มาถึงโดยสวัสดิภาพ เดินเยอะนิดหน่อแต่โอเคเลย
    วัดน้ำใสเป็นวัดแห่งการท่องเที่ยวโดยแท้จริง เลยไม่ค่อยถูกใจสักเท่าไหร่(สายบุญไม่ค่อย)
    แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นวัดที่ถูกการันตีอะไรสักอย่างจากยูเนสโก้เว่ย เล่อค่าคุ้มกับที่ได้ไปเที่ยวเลยแหละ
    ส่วนศาลเจ้าโคมพันใบที่อยู่ติดๆกันก็เป็นอะไรที่สวยดี แต่ไม่ได้ประทับใจอะไรมากมา
    เอาสิ่งที่ชอบที่สุดในเกียวโต คือความสบายใจนี่แหละ
    เทคโนโลยีมีพร้อม ความเจริญเข้าถึง แต่ก็ไม่ลืมที่จะรักษาวัฒนธรรมและธรรมชาติเอาไว้

    ยกให้เป็นเมืองมี่อยากไปอยู่ในอันดับต้นๆเลย
    มุมหนึ่งที่ชอบมาก สะพานข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ กิอน-ชิโจว ใจกลางเมืองเกียวโต
    มีคนมานั่งชมวิวริมแม่น้ำ มีเด็กวิ่งไปมาสนุกสนาน ได้บรรยากาศในมังงะญี่ปุ่นที่เราอยากมาสัมผัสมากๆ
    (คนละที่กับตอนเช้า แต่มีเสน่ห์เหมือนกัน)

    รวมมิตรอาหารคนจน
    อาหารกล่อง 7-11 ข้าวหน้าไก่เทอริยากิ(มั้ง?) กับไข่ยางมะตูมหน่อยๆ
    ราคา : ประมาณ300 ไม่เกิน400เยน(ราคาประมาณ100บาท)
    คอมเมนต์ : เป็นอาหารเซเว่นที่อร่อยทั้งกล่อง (ปกติจะมีไอ้นู้นนี่เพิ่มมาให้ซึ่งมันไม่อร่อย) ดีๆ กินไก่ได้เน้นๆ ข้าวเยอะตามแบบฉบับญี่ปุ่น

    ชานมลิปตัน
    ไม่เคยเข็ดไง จะหาชาที่อร่อยแดกให้ได้
    ราคา : ร้อยกว่าเยนเอง ถูกอ่ะถ้าเทียบปริมาณ กล่องหนึ่งเกือบๆ500มิลลิลิตรเลยนะ เยอะมาก
    คอมเมนต์ : ไม่ใช่ชาที่เราตามหาอ่ะ แต่ก็ออกมาแบบเดิมๆ นมเยอะจนเกือบไม่เจอชา ไม่ริชเลย แต่ก็ไม่คาดหวังตั้งแต่เห็นราคา เลยกินได้เรื่อยๆ 55555 ราคาเท่าน้ำเปล่า หวังไรมากวะ อ่ะดูดต่อ 5555
    แต่เย็นวันนั้นรู้สึกว่าจะกินไม่หมด เก็บไว้กินต่อตอนเช้าได้อีกมื้อ

    ยัง ยังไม่จบกับของกินที่กิอน...
    ไก่ไม้ๆซัมติงที่ลอว์สัน
    ในตู้ดูชุ่มช่ำและน่ากิน เลยใช้ทักษะการสื่อสารขั้นสูง(จิ้ม)ให้พนักงานดู พนักงานถามซ้ำว่าเอาจริงหรอ เราก็ยืนยันเพราะมันลดราคาเหลือ117เยนเอง(~35บาท)ดูจากข้างนอกต้องอร่อยแน่นอล (ทั้งหมดใช้ภาษามือสื่อสาร)
    ผลลัพธ์ : อีดอก มันคือหนังไก่เสียบไม้ย่าง...
    คอมเมนต์ : หนังไก่ชั้นดี เพิ่มไขมันให้เราได้ต่อสู้กับอากาศ17องศาแต่ดันไม่เอาเสื้อกันหนาวไปสักตัวได้ดีทีเดียว(พลาดอย่างมหันต์)
    แนะนำเพิ่มเติม : มึงทำภาษาอังกฤษแปะตู้หน่อยเถอะ
  • (10)

    ตอนแรกกะว่าจะรวมซีรีย์โรงแรมรีวิวทีเดียว... แต่อันนี้...มันต้องเล่าเลย รอไม่ได้ อัดอั้นมาก /ซับน้ำตา

    เราเที่ยวเกียวโตมาทั้งวัน ก่อนมาเราเลือกที่พักในเมือง (ย่านชิโจ) ทำเลดีมาก เพราะอยู่ใจกลาง ติดรถไฟฟ้า ไปไหนมาไหนสะดวก ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง แล้วเรามาเที่ยวคนเดียวเว้ย เน้นประหยัดก็ต้องเป็นเตียงรวมแบบนี้อยู่แล้ว
    อีกคุณสมบัติคือ มันมีบ่อน้ำร้อนให้แช่เว่ยยยยย
    ก่อนมานี่หมายมั่นปั้นมือเลยว่าต้องมาโดนให้ได้ แบบเดินเที่ยวทั้งวันมาเหนื่อยๆ แล้วมาแช่น้ำร้อนแม่งคงฟินเวอร์

    โรงแรมเกือบทั้งหมดที่เราจอง มันจะเป็นคล้ายๆโรงแรมแคปซูล แบบเปิดประตูไปปั๊ป มันจะเจอเตียงเลย ใช้นอนอย่างเดียว แต่มันก็ไม่อึดอัดนะ พอจะกลิ้งไปมาได้เลย มันเป็นที่พักราคาประหยัด พวกแบ็คแพ็คเกอร์นิยมมาพักกัน ถ้าอยากกินข้าว พบปะอะไรบ้าง ก็จะมีส่วนกลางไว้ทำกิจกรรม บางที่มีครัวมีตู้เย็นให้ทำกับข้าวกินเลยเลย บางที่มีบาร์ไว้แฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนได้ ส่วนที่ต้องใช้ร่วมกันอีกอย่างคือห้องน้ำ เท่าที่ไปมาทุกที่ก็สะอาดมากๆนะ คนที่มาใช้ก็ให้ความร่วมมือทุกคน

    พอที่นี้เราเช็คอินป๊าบ ก็รีบบึ่งไปเลย อยากแช่น้ำอุ่นเต็มแก่แล้ว

    ที่นี่ห้องอาบน้ำจะอยู่คนละชั้นกับที่นอน ลำบากตอนใช้นิดหน่อยแต่ก็เข้าใจเจตนาที่พักเขานะ คงต้องดูแลบ่อน้ำด้วยเลยเอาไว้ชั้นใต้ดิน เปิดประตูไปปั๊ปเขาก็แยกชายหญิง เราก็เดินเข้าไปที่ห้องอาบน้ำหญิง ตอนนั้นมีฝรั่งเดินตามเข้าไปอีกคนหนึ่งด้วย

    จังหวะที่เรากำลังเก็บเสื้อผ้าใส่ล็อกเกอร์ ฝรั่งคนนั้นถอดเสื้อ ควั่บบบบ!!!!!!
    เฮ้ย!! ตูร้องในใจ ไม่ดิๆๆๆ ไม่รู้จักกัน เจ้ทำขนาดนี้เลยหรอ
    จังหวะที่กำลังคิด ฝรั่งแม่งถอดหมดตัวแล้ว
    หันมาบอกเราที่กำลังอึ้งๆ ..ใช้ล็อคเกอร์อันนี้ได้นะ นางลองเปิดๆให้ดูแล้วก็สะบัดก้นเข้าห้องอาบน้ำซึ่งอยู่ในประตูถัดไปอีก โอ้ววววววว มั่ยน้ะ เราต้องทำแบบนั้นจิงๆหยอ /มือกุมชุดนอนแน่น

    เอาวะ! ถอดก็ถอด พอจัดการเสร็จก็โพกผ้าเช็ดตัวไปผืนหนึ่งแก้เขิน

    เปิดประตูห้องอาบน้ำไป ผ่างงงงงงง!!
    เจอตูดฝรั่ง1eaกำลังอาบน้ำอยู่ใต้ฝักบัว
    ตูนี่ทำตาโตเลย ทำไมเจ้ไม่หาห้องอาบดีๆล่ะครัฟฟฟ ไปอาบไอ้คอกที่มันไม่มีอะไรกั้นทำไม โอ้ย แล้วเราจะเอาตัวไปไว้ตรงไหนของห้องน้ำดีวะเนี่ยยยยยย ฟหกกาากสหว
    (จังหวะหลังจากนี้จะไม่มีรูปนะฮะ ไม่ควรจะถ่ายเอาไว้เป็นเมมโมรี่ใดๆทั้งสิ้น)

    คิดแล้วก็พุ่งไปหาคอกหนึ่งที่มันยังมีประตูปิดบังบ้าง แต่ความสูงของประตูแม่งเหมือนในเดี่ยว8อ่ะ ตอนยืนอาบขอบล่างสูงเหนือพื้นมาเสมอหัวเขา แต่ดีนะที่สูงไม่มาก ไม่งั้นหัวเราเกินขอบประตูบนแน่ๆ ที่สำคัญ ประตูไม่มีกลอนล็อค..... อาบแบบกระอักกระอ่วนปนเขินๆ แบบใครจะพลั่วะะเข้ามาเซย์ฮายตูก็ได้อ่ะ....
    พออาบเสร็จ ไหนๆก็ไหนๆแล้ววะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ลองใช้บ่อน้ำร้อนหน่อยเถอะ เลยกลั้นใจลองใช้ผ้าเช็ดตัวปิดๆตัวเองแล้วย้ายก้นมาที่บ่อน้ำร้อน ....จำได้ว่าในการ์ตูนมันจะมีไอบางๆปิดบังเราไว้ น้ำในบ่อก็จะหักเหแสงทำให้เราไม่เห็นอะไรต่อมิอะไรในน้ำแน่นอลลลลล

    ... ผิดทั้งหมด
    ทฤษฎีโดยกะเกรี่ยงคนนี้ผิดทั้งหมด...
    เจอฝรั่งและคนญี่ปุ่นแช่ในบ่อ พร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ตาพอจะเห็นได้ในน้ำ....
    เกือบร้องไห้ละนะ... แต่ก็ลองกลั้นใจแช่กับเขาดูสักที
    ห้องมีแต่ความเงียบ ได้ยินแต่เสียงเข็มวินาฬิกาเดิน
    สักพักฝรั่งลุกขึ้นจากน้ำ เปลี่ยนไปซาวน่าต่อ จังหวะที่เดินออกไปผ่านหน้าเราไปไม่กี่เซน .... เป็นอะไรที่ไอแม็กทรีดีสามมิติมากๆ
    ตัดปัญหาตัวเองด้วยการถอดแว่นวางไว้แม่มเลย 55555555555555 ตูไม่มีอะไรจะเสียแล้วโว้ย ใช้วิธีนี้ละกัน เซ็นเซอร์ตาตัวเอง จะได้ไม่เห็นคนอื่น แล้วก็จะไม่รู้ตัวด้วยว่าคนอื่นมองตัวเองอ่ะเปล่า

    พอแล้วกับตูดยุโรปและเอเชีย...
    ไม่เอาแล้วววว ห้องน้ำรวม...
    ก่อนออกจากห้องอาบน้ำ ยังไม่วายเจอฝรั่งอีกคนอาบน้ำในคอกที่ไม่มีประตูปิดนั่นอีก

    ถ้าเจ้ติดใจขนาดนั้นทำไมเจ้ไม่เอากลับไปติดตั้งที่บ้านเลยล่าาาาาาาาาา

    (10.5)
    ภาพล้างตาก่อนจบพาร์ทเกียวโตสักเล็กน้อย
    อีกมุมที่วัดน้ำใส-กิอน-ชิโ
    ชอบเกียวโตที่แฝงไปด้วยวัฒนธรรมแบบนี้

    สำหรับคนที่เข้ามาอ่านถึงตรงนี้ ขอบคุณนะคะที่อยู่มาจนถึงตรงนี้ เรื่องราวพึ่งผ่านไปแค่สองวันเอง เหลืออีก4วัน 55555 อย่าลืมบุ๊คมาร์คเข้ามาอ่านต่อน้า จะรีบอัพให้เร็วที่สุดค่ะ/คนเขียน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in