เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
[FICTION] - Avengers : Change the futurejaomhee1
Chapter 1
  • Chapter 1



              ก็รู้อยู่หรอกนะว่าหมอนี่เป็นพวกค่อนข้างตื๊อไม่เลิก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้…




              นับตั้งแต่วันที่ปีเตอร์บอกกับเธอว่าจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ เช้าวันต่อมา รวมไปถึงทั้งอาทิตย์ ไอ้เจ้าลูกหมายนี่ก็เดินตามเธอต้อยๆทุกย่างก้าว พยายามพรรณณาความดีงามมากมายที่จะได้จากการเป็นฮีโร่ช่วยคน แต่เท่าที่ได้ยินมา ก็มักจะวนอยู่แค่คำว่าได้ช่วยคน ได้มีความสุข ชุมชนสงบสุขทั้งนั้นเลย




              ก็ยอมรับว่าหมอนี่มีความอดทน เลยกลายเป็นตัวเธอนั่นแหละที่จะหมดความอดทนเอาซะเอง’!





    “ปีเตอร์...มีคนส่งนี่มาให้น่ะ”เอ็มเจที่นั่งอยู่ไม่ไกลส่งกระดาษแผ่นเล็กๆมาให้เขา ก่อนที่เจ้าตัวจะหันกลับไปสนใจตัวหนังสือบนกระดานต่อ



    ปีเตอร์คลี่กระดาษออกมาอ่านอย่างสงสัย แม้จะไม่รู้ว่าใครส่งมา แต่เนื้อความที่เขียนนั้นก็พอจะเดาได้ไม่ยาดเลยว่าใครกันที่เป็นเจ้าของกระดาษแผ่นเล็กที่มีเนื้อความนัดไปเจอที่หน้าล็อกเกอร์ตอนเลิกเรียนวันนี้





    คริสตัล เธอเปลี่ยนใจแล้วแน่ๆ ถึงส่งข้อความมาแบบนี้!





    ในที่สุด! สิ่งที่เขาพยายามทำมาทั้งอาทิตย์ก็สำเร็จจนได้!!







    “คุณพาร์คเกอร์ วันนี้อย่าลืมนะว่าเราจะต้องไปซ้อมตอบคำถามระดับประเทศด้วยกันน่ะ หลังเลิกเรียน”ร่างสูงของคุณครูที่อยู่หน้าห้องเอ่ยบอกยามที่กำลังเก็บของลงกระเป๋าเตรียมไปทานข้าวกลางวัน





    “สงสัยปีเตอร์ไม่ว่างแล้วล่ะค่ะ เหมือนเขาจะมีนัดตอนเย็น ใช่ไหมพ่อหนุ่ม”เอ็มเจพูดไปยิ้มไป แล้วก็ส่งมือไปตบไหล่เพื่อนสองที





    “ไปไหนอีกล่ะ ฝึกงานกับสตาร์คอีกหรอ?”แฟลชพูดจิกกัดขึ้นมา





    ก็ไม่แปลกหรอก เพราะหมอนี่ก็ไม่รู้นี่ว่าเขาทำงานอะไรอยู่






    “เห้อ น่าเสียดายจัง วันนี้ครูว่าจะเลี้ยงเบอร์เกอร์ซักหน่อย”ร่างสูงว่า ทั้งยังทำหน้าเสียดาย




    “เอ่อ...คือผม...เห้ คริสตัล รอด้วยสิ!”ยังไม่ทันที่จะได้ตอบอะไรออกไป หางตาของปีเตอร์ก็เหลือบไปเห็นคนที่นัดตัวเองรีบเดินออกจากห้องไปอย่างรีบร้อน คิดจะใช้ช่วงชุลมุนหนีฉันหรอ อย่าหวังเลยคริสตัล!







    “สงสัยเพื่อนนายจะได้เพื่อนใหม่แล้วล่ะเนท”แฟลชหันไปบอกกับเพื่อนสนิทของปีเตอร์อย่างเนท ที่ยังคงยืนงงอยู่ข้างๆ กับเอ็มเจ




    “ดูเหมือนปีเตอร์พยายามเข้าหาฝ่ายเดียวมากกว่านะ...”เอ็มเจบอกความคิดเห็นของเธอ




    “ว่าแต่ สองคนนั้นไปรู้จักกันตอนไหนเนี่ย...”แฟลชถามอย่างสงสัย





    “เชื่อไหมว่าฉันจำชื่อเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ”เนทบอกแล้วยกเอาช็อกโกแลตเข้าปาก





    “เอาน่า รู้จักกันไว้ก็ดีกว่าไม่ใช่หรอ พวกเธอเองก็รีบไปกินข้าวกันเถอะ แล้วก็อย่าลืมพาปีเตอร์มาด้วยนะ หรือถ้าทำได้ พาคริสตัลมาด้วยก็ดี ครูไปล่ะ ทานข้าวให้อร่อย”





    คุณครูคนสนิทบอกไว้เพียงเท่านั้น ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้สมาชิกทีมตอบคำถามทั้งสามยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่ตรงนั้น





    พูดง่าย ทำได้ซะที่ไหนกัน…












    “ฉันบอกว่าไม่ต้องตามฉันมาไงปีเตอร์ นี่นายพูดไม่รู้เรื่องหรือไง?”คริสตัลบอกอย่างรำคาญ เธอไม่ได้อยากจะให้หมอนี่มาเดินตามเธอต้อยๆ แบบนี้ทั้งวันหรอกนะ ใครจะอยากให้มีคนคอยเป็นเงาตัวองแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำได้ยังไง อีกอย่าง ปีเตอร์เป็นผู้ชาย!




    “ก็เธอมีเรื่องจะพูดกับฉัน พูดตอนนี้เลยก็ได้นี่นา”คนเดินตามบอกอย่างไม่ยี่หระ ทั้งยังถือวิสาสะวางถาดอาหารลงบนที่นั่งฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็นั่งลง แน่นอน หมอนั่นไม่ได้ขออนุญาตอีกตามเคย





    “ปีเตอร์ ฉันไม่อยากทำก็คือไม่อยากทำ เลิกมาตื๊อฉันได้แล้ว นี่แหละสิ่งที่ฉันจะพูด”




    เด็กสาวบอกน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินหนีออกไปจากโรงอาหารอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีเพียงแต่ปีเตอร์เท่านั้นที่ตกใจ หากแต่ทั้งเอ็มเจ เนท และแฟลชที่กำลังจะเดินเข้ามาร่วมวงด้วยก็ต่างงุนงงและตกใจไปตามๆ กัน





    “คริสตัล...”ตัวต้นเหตุร้องกับตัวเองเบาๆ สองขาเกือบจะก้าวตามออกไปแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเอ็มเจเอื้อมมือมารั้งเอาไว้ก่อน





    “อย่าเลยปีเตอร์ นายกำลังทำให้เธออึดอัดนะ...”





    xxxxxxxxxx




    สวนหลังโรงเรียนกลายเป็นที่ประจำของเธอ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไหนก็ตาม เพราะมันทั้งเงียบ แล้วก็ไม่มีคน เป็นอีกที่หนึ่งที่ทำให้คริสตัลไม่รู้สึกอึดอัดกับการมาโรงเรียนมากจนเกินไปนัก มันเหมือนเป็นพื้นที่ที่คนอย่างเธอคุ้นชินมากกว่าการอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงมากมายที่เธอไม่รู้จัก



    แม้บางครั้งอาจจะรู้สึกเหงาหรือเหมือนอยู่ตัวคนเดียว แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตก็คอยบอกเธอเสมอว่าหากเข้าไปมากว่านี้ อาจจะทำให้คนอื่นเป็นอันตราย





    ‘ย...อย่าเข้ามานะ!’



    ‘โอ๊ย!!’





    ภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามเข้ามาแกล้งเธอ ถูกพลังสะท้อนจนกระเด็นออกไปไกลจนบาดเจ็บสาหัส




    มันเป็นเพราะความกลัวทำให้เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ และนั่น ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอไม่คิดจะเป็นเพื่อนกับใครอีก




    นอกจากจะกลัวว่าตัวเองจะเป็นอันตรายแล้ว ก็กลัวว่าเธอจะไปทำให้ใครบาดเจ็บอีก…





    คริสตัลไม่คิดว่าพลังที่มีจะช่วยใครได้ เธอรู้ตัวเองดี รู้ว่าสิ่งที่มีส่งผลด้านลบมากกว่าด้านบวก และที่สำคัญ คนอย่างเธอ แค่พูดแนะนำตัวหน้าชั้นเรียนก็ยังไม่กล้าทำ นับประสาอะไรกับการไปช่วยเหลือคนอื่น





    คงไม่มีใครบนโลกนี้ ชื่นชมคนแปลกประหลาดอย่างเธอหรอก...





    “สวัสดี...ครูขอนั่งด้วยได้ไหม?”





    “...ได้ค่ะ”




    “ครูเห็นเธอชอบมานั่งที่นี่ประจำเลย ตอนนี้พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไม...”คุณครูหนุ่มว่า พลางล้วงกระเป๋าโค้ด แล้วหยิบเอาแซนด์วิชชิ้นหนึ่งส่งให้กับเด็กสาว






    “ให้หนูเหรอคะ?”





    “ครูเห็นนะว่าเธอยังไม่ได้กินข้าว...”เขาบอกทั้งยั้งส่งยิ้มให้





    “ขอบคุณนะคะ”คริสตัลส่งยิ้มกลับเช่นกันยามที่รับเอาแซนด์วิชมาแกะกิน พลางเขยิบให้ครูหนุ่มนั่งลงข้างๆได้





    “ครูถามได้มั้ย ว่าทำไมเธอถึงไม่อยากคุยกับปีเตอร์?”เด็กสาวชะงักมือที่กำลังส่งแซนด์วิชเข้าปากทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ คริสตัลถอนหายใจทั้งยังยกยิ้มฝืนๆ หากแต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของเธอ





    “ถ้าเธอไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะ ครูแค่อยากจะบอกว่า...อย่ากลัวอะไรที่มันยังมาไม่ถึง ครูไม่รู้หรอกนะว่าก่อนหน้าที่เธอจะย้ายมาที่นี่จะเป็นยังไง แต่สำหรับครู ถ้ามีคนที่อยากจะเป็นเพื่อนกับเรา เราก็ควรรับมิตรภาพที่เขาส่งมาให้นะ”





    “หนู...แค่กลัวน่ะค่ะ”





    เด็กสาวเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจพูดมันออกมา ใช่ เพราะว่าเธอกลัว กลัวหลายๆ อย่าง ที่แม้มันจะยังไม่เคยเกิดขึ้นอีกตั้งแต่วันนั้น แต่ก็เพราะกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นซ้ำอีก เธอถึงไม่อยากจะทำอะไรที่ตัวเองอาจจะควบคุมมันไม่ได้





    ใช่...ไม่ใช่เพราะแค่เสี่ยง แต่เพราะเธอกลัวว่าพลังของตัวเองจะไปทำให้คนอื่นบาดเจ็บ ดังนั้น ถ้าเธออยู่เงียบๆ อาจจะช่วยได้มากกว่าการที่เธอตะลอนออกไปทำอะไรแบบนั้นกับคนทีคอยช่วยเหลือคนอื่นอย่างสไปเดอร์แมน






    เพราะหมอนั่นช่วยคน แต่เธออาจจะไม่






    “ครูเชื่อว่าทุกอย่ามันจะดีขึ้นถ้าเธอเปิดใจ...เอาเป็นว่าเลิกเรียนพวกเพื่อนๆมีซ้อมตอบคำถามกัน ถ้าอยาจะไปดูก็ตามไปได้นะ ที่ห้องประชุม ครูไปล่ะ ทานแซนด์วิชให้อร่อยนะ”






              เด็กสาวพยักหน้าพลางส่งยิ้มให้ ก่อนที่จะก้มลงมองแซนด์วิชในมือ หลังจากที่คุณครูหนุ่มเดินออกไปแล้ว





              อย่ากลัว...อย่างนั้นหรอ





              “หึ...”





              มีเพียงเสียงถอนหายใจขึ้นจมูกเบาๆ เท่านั้นที่ออกมาจากตัวของเด็กสาว








    xxxxxxxxxx







              “ประเทศอะไรที่มีการค้าขายน้ำมันมากที่สุดในโลก...”





              เสียงกระดิ่งตอบคำถามยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและแน่นอน ปีเตอร์ไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด เด็กหนุ่มทำเพียงควงปากกาไปมา ทำมันซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เสียงของคนในทีมไม่ได้ทำให้เขาหันกลับไปสนใจได้ เพียงเพราะดวงตาสีน้ำตาลเข้มและสมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับประตูบานใหญ่ของหอประชุมตรงหน้า





    “เห้! ปีเตอร์ มีสมาธิหน่อยสิ วันนี้นายยังไม่ได้ตอบเลยซักคำถามเลยนะ”





    “โทษที ฉันไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่น่ะ”เขาตอบออกไป





    “จะคิดถึงใครก็ช่วยนึกถึงการแข่งด้วยนะ”





    เอ็มเจบอก จากนั้นก็ก้มอ่านคำถามข้อต่อไป และในขณะที่ปีเตอร์หันเหความสนใจกลับมาอยู่ที่การตอบคำถามอีกครั้ง ประตูของหอประชุมก็เปิดออกเบาๆ โดยที่ใครหลายคนที่อยู่ในห้องไม่ทันสังเกตเลยสักนิด






    มาจนได้...คริสตัลคิดในใจ จากนั้นก็ค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ ก่อนจะมาหยุดลงที่มุมห้องข้างๆประตู สองแขนยกขึ้นกอดอกรอฟังคำถามพร้อมกับเพื่อนๆ





    “ประเทศอะไรที่มีอินเตอร์เน็ตเร็วที่สุดในโลก และมีความเร็วเท่าไหร่”






    “ประเทศเกาหลีใต้ มีความเร็ว 29 Mbps”






    ทุกๆ คนที่นั่งอยู่บนเวทีหันไปมองเธอเป็นตาเดียว คำตอบที่เร็วเหมือนกับเจ้าตัวเป็นวิกิพีเดีย ทั้งยังแม่นยำแม้กระทั่งความเร็วจนเอ็มเจได้แต่กระพริบตาปริบๆ อย่างไม่เชื่อหู





    “ทำไม ไม่ถูกหรอ?”เธอถามซ้ำ





    “ถ...ถูกแล้วล่ะ”





    “พอดีครูชวนฉันมาดูด้วยน่ะ”





    คริสตัลบอกยามที่ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น หากแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเว้นระยะห่างของตัวเองกับเพื่อนคนอื่นๆ





    “ดีเลย ดีเลยคริสตัล! ฉันอยากให้เธอมาดูนะ”ปีเตอร์ร้องบอกอย่างดีใจ





    “เยอะเกินไปแล้วปีเตอร์”แฟลชแขวะ





    “อยากจะลองด้วยไหมคริสตัล?”ครูหนุ่มหันมาถาม เมื่อได้ยินอย่างนั้นคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเอ่ยตอบออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม






    “ถ้าครูอยากให้ลองค่ะ”






    “แต่หนูว่าวันนี้เราเครียดกันมากไปแล้วนะ ลองมาถามอะไรสนุกๆดีกว่า อย่างเช่น...เรื่องของคุณ-สตาร์ค ของนายปีเตอร์น่ะ”




    เอ็มเจเน้นคำว่าสตาร์คเป็นพิเศษ ทั้งยังหันไปหาปีเตอร์ ยกยิ้มหวานที่ปีเตอร์รู้ดีว่านั่นแทนคำพูดที่ว่าเอ็มเจจะแกล้งเขา แต่คนที่สะดุ้งกลับไม่ได้มีเพียงแค่ปีเตอร์เท่านั้น เพราะคนที่กำลังจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้เองก็เช่นเดียวกัน





    “ขอร้องล่ะเอ็มเจ ไม่เอาน่า”ปีเตอร์โอดครวญ





    “น่าสนุกดีออกนะ เราจะได้รู้ว่านายสนิทกับโทนี่ สตาร์คจริงไหม เห็นนายโม้ทุกวันเลยนี่นา”แฟลชที่ยังคงแขวะไม่เลิกรา นั่นทำให้คนที่บอกว่าตัวเองสนิทกับสตาร์คมากๆ ที่สำคัญคือเป็นคนช่างเถียง ไม่ยอมคนสุดชีวิตอย่างปีเตอร์ถึงกับโพล่งออกมาด้วยความหงุดหงิด





    “เอาสิ! ลองเลย ฉันตอบได้เกือบทุกคำถามนั่นแหละ!”





    “ถ้าอย่างนั้นคุณสตาร์คชอบกินอะไรล่ะ”





    "ฉันว่าคำถามมันเบสิคเกินไปหน่อยหรือเปล่า?”เอ็มเจหันไปพูดกับแฟลช ก่อนจะปรายหางตามามองปีเตอร์แล้วยกยิ้มขึ้นอีกครั้งเหมือนมีเรื่องสนุกสนานบางอย่างให้ทำ





    “คุณสตาร์คน่ะ...กลิ่นตัวเป็นยังไงน้า…?”





    “กลิ่นเหมือนดอกเดซี่...”






    คำตอบที่ออกมานั้น หากออกมาจากปากของคนที่กำลังนั่งอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ตรงนั้น  คนอื่นคงจะไม่สงสัยกันซักนิด หากแต่ประโยคเมื่อครู่นั้น ออกมาจากปากของคนผมน้ำตาลเข้มที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ ครูหนุ่ม





    “คือ...แบบว่า ฉันเคยได้ยินมาน่ะ...ใช่ไหมปีเตอร์ นายเคยเล่าให้ฉันฟังใช่ไหม?”





    คริสตัลกล่าว ทั้งยังส่งสายตาขึ้นไปหาคนที่นั่งอยู่บนเวทีด้วยสายตาที่บอกว่า‘ถ้าไม่ช่วย เย็นนี้นายเละแน่ปีเตอร์!’





    “อ...เอ่อ ใช่ ฉันเคยเล่าให้ฟังน่ะ”





    “อ๋อ...”ทุกเสียงประสานร้องออกมาพร้อมกัน





    รอดไปที ไม่น่ารีบพูดเลย!





    นี่คือเสียงที่เด็กสาวได้แต่ร่ำร้องออกมาในใจ ให้กับความพลาดของตัวเอง






    ##########






    “ฟรายเดย์ ขอวงจรปิดจากบ้านของนาตาชาที”





    “ได้ค่ะนาย”




    เพียงไม่กี่นาทีภาพที่มาจากกล้องวงจรปิดกว่าสิบตัวที่อยู่ทุกมุมของบ้านก็ถูกฉายขึ้นบนจอโฮโลแกรมขนาดยักษ์ เขาติดมันเอาไว้เพื่อที่อย่างน้อยจะได้เห็นความเป็นไป อันที่จริงก็ตั้งใจจะติดเอาไว้จับผิด แต่พอคิดแล้วก็คิดได้ว่าไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องทำแบบนั้น โทนี่สตาร์คจึงปล่อยมันทิ้งเอาไว้แบบนั้น





    ก็มีบ้างที่เปิดมาเป็นครั้งคราวล่ะนะ...





    “ฟรายเดย์ เย็นนี้ฉันมีนัดอะไรหรือเปล่า?”




    “ตามตารางงานที่ลงเอาไว้ก็ไม่มีค่ะนาย”




    เอไอสาวตอบอย่างฉะฉาน แสดงตารางงานควบคู่ไปกับคำตอบของตัวเองพร้อมตารางเวลาที่ละเอียดยิบ




    “ฉันจะไปหานาตาชานะ”





    “ให้เรียนคุณแฮปปี้ไหมคะ? หรือว่าไม่ต้องคะนาย”





    “ไม่ต้อง เตรียมสั่งมื้อเย็นไปส่งที่บ้านนาตาชาด้วย ขอไม่เกินหกโมงเย็นนะ”





    โทนี่บอกกับฟรายเดย์ เขารู้ตัวดีว่าคงมีเรื่องต้องคุยกันอีกยาวหลังจากนี้ เพราะดูท่าแล้วทุกอย่างดูจะไม่ได้เรียบง่ายนักอย่างที่เขาอยากจะให้มันเป็น ข้อตกลงบางอย่างที่ผูกพันตัวเขาไว้กับรัฐบาลนั่นยิ่งทำให้ตัวเขาเป็นกังวล





    ถ้ารับมือไม่ได้อีก หลังจากนี้รัฐบาลคงออกกฏโดยไม่ไว้หน้าพวกเขาอีกแล้ว







    ##########





              เด็กสาวเดินเข้าบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม อย่างที่นานๆ ครั้งจะได้สัมผัส นั่นทำเอาผู้เป็นพ่อที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านขมวดคิ้วยามที่มองลูกสาวของตัวเองเดินเข้าบ้านมาด้วยความประหลาดใจ





              “อะไรทำให้ลูกสาวพ่อยิ้มได้ขนาดนั้นกันนะ”





              เอ็ดเวิร์ด ลี ผู้เป็นพ่อเอ่ยพลางยิ้มหวาน ทิ้งสายยางแล้วเดินไปปิดน้ำ ก่อนที่จะเข้าไปโอบไหล่เด็กสาว อาสาถอดเอากระเป๋านักเรียนจากหลังของลูกสาวมาถือเอาไว้เองแล้วก้าวเข้าบ้านไปพร้อมกัน





              “วันนี้ได้เห็นอะไรตลกๆ น่ะค่ะ”





              “จริงหรือ? ไหนบอกพ่อซิว่าเรื่องอะไร ที่ทำเอาเสือยิ้มยากของพ่อยิ้มกลับบ้านมาได้ขนาดนี้” เขาถาม





              “เห็นคนลื่นล้มเพราะพยายามจะโชว์อะไรบางอย่างน่ะค่ะ”เด็กสาวตอบไปยิ้มไป






              “เอ็ด ไปล้างตัวก่อนสิ คุณทำงานเหงื่อออก ลูกจะเหม็นเอานะ”อัลเลนหันมาดุคุณพ่อยังหนุ่มที่ตัวชื้นเหงื่อ คริสตัลหันไปทำหน้าเหม็นพร้อมกับเอามือพัดที่ปลายจมูเบาๆ เย้าแหย่ผู้เป็นพ่อ ก่อนจะขอตัวขึ้นไปเก็บกระเป๋า










              “ไอ้บ้าเอ๊ย! อะไรกันเนี่ย! นี่นายเข้ามาแบบไม่ได้ขออนุญาตอีกแล้วนะ!!!” เด็กสาวร้องโวยวาย แล้วรีบปิดปากตัวเองทันทีเมื่อรู้ว่าส่งเสียงดังเกินไป





              “มีอะไรหรือเปล่าลูก”





    เสียงตะโกนแสดงถึงความเป็นห่วงมาจากชั้นล่างนั่นทำให้คริสตัลรีบตะโกนกลับลงไปทันทีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นเจ้าคนที่เกาะเพดานห้อยหัวอยู่อาจจะโดนพ่อเธอยิงแสกหน้าเอาก็ได้




    “โทษที ฉันแค่จะมาชวนเธอไปเดินเล่นกัน”




    “อารมณ์ไหนของนายเนี่ย?”




    “อารมณ์อยากพาเธอไปเดินเล่นไง เถอะนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงแซนด์วิช”





    ไอ้หนุ่มแมงมุมกระโดนลงมายืนบนพื้นแล้วถอดหน้ากากออก ทรงผมที่เหมือนลูกวัวเพิ่งคลอดนั่นทำให้คริสตัลลอบยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับมาตีหน้านิ่งตามปกติอย่างที่ตนเองทำเป็นประจำ




    “ด้วยชุดนี้?”




    เด็กสาวเลิกคิ้วถาม ปีเตอร์ทำหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะส่งยิ้มให้ แล้วชี้ไปที่ด้านนอก“ฉันแขวนมันเอาไว้ข้างนอกน่ะ”




    “สองชิ้นนะ”




    “ได้! รอเดี๋ยวนะ!”




    “เดี๋ยวก่อน...นาย...เอ่อ...ช่วยไปกดกริ่งหน้าบ้าน แบบที่คนปกติเขาทำทีนะ ถือว่าฉันขอ”คริสตัลเอ่ยเสียงอ่อน เพราะเธอคิดว่าการที่จู่ๆ จะเดินออกจากบ้านแล้วบอกว่าไปเดินเล่นด้วยตัวเองคงทำให้พ่อกับแม่แปลกใจไม่น้อย





    “บอกว่าจะชวนไปเก็บข้อมูลทำราย ดีไหม?”




    “อย่างนั้นก็ได้ ดีเลย”












    เสียงออดของบ้านทำให้สองสามีภรรยาหันมามองหน้ากันแล้วขมวดคิ้ว เอ็ดเวิร์ดวางแก้วน้ำของตัวเองลง ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้โซฟา ควานหาสิ่งที่ตัวเองซ่อนเอาไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเขาเองก็หวังว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นเขาก็คงต้องบอกลาเมืองควีนส์ตั้งแต่อาทิตย์แรกที่ย้ายเข้า





    “ฉันเอง” อัลเลนสะบัดมือลวกๆ ที่อ่าง แล้วเดินไปยังหน้าประตู ดวงตาสีเทาหม่นมองลอดผ่านตาแมว ก่อนจะหันมาส่ายหน้าให้กับคนที่นั่งอยู่บนโซฟาว่าไม่ใช่อย่างที่พวกเธอคิด





    โล่งอกไปที…เอ็ดเวิร์ดคิด แล้วกลับมาทำตัวตามสบายอย่างเดิม





    หญิงสาวเปิดประตูแล้วส่งยิ้มพร้อมกับเอ่ยทักทาย เป็นวินาทีเดียวกันกับที่คริสตัลค่อยๆ เดินลงมาจากบันได พร้อมกันหันไปขมวดคิ้วถามพ่อตัวเองที่นั่งอยู่บนโซฟาเพื่อความแนบเนียน ใช่ ทำเหมือนไม่รู้มาก่อนว่าหมอนี่มาหาจะดีที่สุด





    “ผม...ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ครับ...พอดีมีรายงานที่จะต้องทำกับคริสตัล ก็เลย...”





    “อ้าว เข้ามาก่อนสิจ๊ะ... คริสตัล เพื่อนมาหาลูก”




    คริสตัลพยักหน้าแล้วส่งยิ้ม กระชับกระเป๋าที่บ่าแน่น จากนั้นก็ค่อยๆ เดินแทรกตัวไปหาอีกคนที่กำลังยืนรออยู่หน้าบ้าน





    “จะไปไหนลูก?”




    “ทำรายงานค่ะ เก็บข้อมูล เรื่องแซนด์วิช เดี๋ยวมานะคะ”





    บอกเพียงเท่านั้น ก่อนจะคว้าเอามือของคนข้างตัวให้รีบเดินออกมาจากบ้าน แรงเดินที่แรกๆ เหมือนจะธรรมดา หากแต่เมื่อผ่านไปซักพักก็ทำให้ปีเตอร์เพิ่งสังเกตว่าอีกคนไม่ได้เหยียบลงบนพื้นโดยตรงแล้ว




    “โว้ว นี่เธอไม่ได้เหยียบพื้น!”




    “เงียบไปเถอะน่า มาเร็ว เดี๋ยวพ่อแม่ฉันก็ตามเจอหรอก เร็วเข้า!”





    “เห้ ฉันว่านี่เร็วกว่า”





    เมื่อเห็นว่าเริ่มไกลจนลับตาคน ปีเตอร์ก็หันซ้ายมองขวาแล้วยิงใยขึ้นไปบนชั้นสามของตึกที่อยู่ไม่ไกล มือข้างเดิมที่โดนคริสตัลจับแขนเอาไว้ก็เปลี่ยนไปคว้าเอาคอเสื้อหนังสีขาวของอีกฝ่ายเพื่อลากเธอขึ้นไปด้วย





    กันไว้ดีกว่า เขาไม่กล้าที่จะจับเอวของคริสตัลหรอก เกิดไม่พอใจเดี๋ยวโดนซัดหน้าหงายพอดี





    “ขอบใจ แต่ปล่อยคอเสื้อฉันได้แล้ว นี่ห้าสิบเหรียญ”




    คำพูดที่ทำเอาเจ้าหนุ่มแมงมุมสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบปล่อยคอเสื้อของอีกคน คริสตัลมองไปรอบๆ แล้วชะเง้อดูด้านล่างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นจริงๆ





    “ตรงนั้นร้านแซนด์วิช”




    เด็กสาวมองตามที่อีกคนชี้ เมื่อเห็นร้านแซนด์วิชอยู่ไกลๆ นั่นจึงทำให้คริสตัลผงกหัวเบาๆ แล้วเดินไปกระชากประตูดาดฟ้าเต็มแรง





    แล้วก็พบว่า...มันล็อก





    “มันเปิดไม่ได้หรอก แต่มีทางปีนลงไปนะ”ปีเตอร์บอกอย่างฉะฉาน จากนั้นก็ทำท่าจะปีนลงให้ดูเป็นตัวอย่าง





    “ไหนล่ะบันได?”คนไม่รู้ถาม สายตาชะเง้อมองหาไปด้วย






    “ไม่ ฉันหมายถึง ปีนลงไปเองน่ะ มาเร็ว”






    “ปีเตอร์ นี่มันทางคนผ่านนะ เยอะแยะ คนจะไม่คิดว่าเราเป็นขโมยหรือไง?”เธอท้วง






    “งั้นเดี๋ยวนึงนะ...ขอสักสองนาที”





    คำพูดของคนที่อยู่ด้านล่างนั่นทำให้คริสตัลขมวดคิ้วเป็นรอบที่ร้อยของอาทิตย์นี้ได้แล้วล่ะมั้ง นายนี่ทำอะไรก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลซักเท่าไหร่เลย แล้วไหนจะท่าทางที่ทำเหมือนเล็งว่าจะทำอะไรบางอย่าง ที่เธอคิดแล้วก็ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นั่นอีก





    คริสตัลปีนออกมาด้านนอกระเบียงปูน จากนั้นก็กระโดดลงจากตึกอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ร่างกายตัวเองปะทะกับพื้นปูนข้างล่าง แล้วก็คอยระวังไม่ให้ใครคนอื่นเห็น ไม่อย่างนั้นคงแตกตื่นกันแย่






    “ลงได้สวยนี่นา...”





    “ดีกว่าที่นายคิดจะทำก็แล้วกัน...ไปเถอะ อย่าลืมนะ สองชิ้น”





    ไหนๆ ก็สัญญาไปแล้ว คงมาบอกว่าจะไม่ซื้อให้ก็คงไม่ได้ เด็กหนุ่มไหวไหล่อย่างจำนน แล้วเดินตามหลังคนที่เขาคิดว่าน่าจะเพิ่งเดินสำรวจเมืองนี้เป็นครั้งแรก เพราะถ้าว่ากันตามตรง เขาไม่เคยเห็นคริสตัลไปไหนมาไหนเลยนอกจากโรงเรียนกับบ้าน




    แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิด คนที่เดินนำหน้าเขาอยู่ตอนนี้มองซ้ายมองขวา ถามไถ่เกี่ยวกับร้านที่ตั้งเรียงรายข้างทางอย่างตื่นเต้นไม่หยุดปาก ชนิดที่ว่ากว่าจะมาถึงร้านแซนด์วิชก็เล่นเอาซะเขาคอแห้ง





    “เอาเหมือนเดิม สามอันครับ”





    “ไงพ่อหนุ่ม นี่พาใครมาด้วยเนี่ย แฟนหรอ?”





    “ไม่มีทาง!”





    ทั้งสองเอ่ยออกมาพร้อมกันเสียงดัง จากนั้นก็หันไปมองหน้ากัน คริสตัลส่ายหน้าไม่พอใจ แล้วทำท่าบอกว่าจะไปรอข้างนอกแทน






              “ขี้อายซะด้วยนะ”





              “เธอไม่ใช่แฟนผม”เด็กหนุ่มกดเสียงต่ำตอนที่รับเอาแซนด์วิชทั้งสามชิ้นเข้ามาไว้ในมือ จากนั้นก็รีบเดินออกมาข้างนอกอย่างรวดเร็ว ส่งแซนด์วิชสองชิ้นไปให้คนที่ยืนรออยู่ก่อนตรงตึกด้านข้าง





    คริสตัลส่ายหน้า รับมาเพียงอันเดียว อร่อยแค่ไหนเธอก็กินอีกชิ้นไม่ลงหรอก พ่อค้าปากเสียซะขนาดนั้น แปลกใจด้วยซ้ำว่ายังมีคนซื้อกินอยู่ได้ยังไง ที่รับมาก็เพราะเสียดายเงินของคนข้างตัวล้วนๆ





    “อร่อยนะ ลองสิ”ปีเตอร์บอกเมื่อเห็นว่าเธอเก็บแซนด์วิชลงกระเป๋าไป





    “ไม่เอาล่ะ พ่อค้าปากไม่ค่อยดี”คริสตัลบอกเหตุผลของตัว





    “ฮ่าๆ ตลกชะมัด เธอคิดหยุมหยิมเรื่องพวกนี้ด้วยหรอ”





    เมื่อเห็นว่าตนถูกขำ ผ่ามือของคริสตัลก็ฟาดเอาที่แผ่นหลังของพ่อหนุ่มแมงมุมชนิดที่ว่าเขาเกือบกระเด็นไปนอนแอ้งแม้งกลางถนนควีนให้รถทับแบนจนเป็นชีสแผ่นแบบในแซนด์วิช โชคดีนะที่เป็นเขา ถ้าไปทำแบบนี้กับคนอื่นสงสัยกระอักเลือด ช้ำในแหงๆ




    “กินไปเลยไป”เธอขมวดคิ้วพูดอย่างไม่พอใจ





    “โอเคๆ ไม่พูดแล้ว”เสียงที่พูดยังคงเจือหัวเราะอยู่เบาๆ แน่สิ ขืนขำต่อเขาคงได้ไปนอนกลางถนนจริงๆ แน่







    “แล้วนายจะพาฉันไปเดินเล่นที่ไหน?”






    “แถวนี้แหละ ขอฉันกินเดี๋ยวนึง”






    xxxxxxxxxx




    เมืองควีนส์ไม่ได้แย่อะไรมากมายนัก ซึ่งว่ากันตามจริงมันอาจจะดีกว่านิวยอร์กด้วยซ้ำ แต่นั่นก็อาจจะเพราะตอนที่อยู่นิวยอร์ก เธอไม่ได้ออกมาเดินเล่น หรือมีเพื่อนที่รู้เรื่องของตัวเอง เลยทำให้คริสตัลมองว่าควีนส์ เป็นเมืองที่ค่อนข้างสบายกว่า





              สายตาของเธอกวางมองไปทั่ว ทิวทัศน์บริเวณที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน บ้านแต่ละหลังห่างกันค่อนข้างมาก รวมกับแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ในยามโพลเพล้เกือบจะลาลับขอบฟ้าที่หลายคนมองว่ามันช่างธรรมดา แต่ในฐานะของคนที่มากสุดเพียงแค่มองพวกมันผ่านบานหน้าต่างห้องนอน กลับดูสวยขึ้นเป็นกองเมื่อไม่ได้มองมันผ่านกระจกใส





              เป็นไม่กี่ครั้งที่คริสตัลได้สูดอาาศข้างนอกอย่างเต็มปอด ใบหน้าของเธอดูสดใสจนคนข้างกายสัมผัสได้ ปีเตอร์ลอบยิ้มเบาๆ นึกขอบคุณตัวเองตัดสินใจออกมาชวนอีกคนออกมาเดินเล่นด้วยกัน






              สองมือของปีเตอร์ล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ของตัวเอง ยืนมองอีกคนที่เดินนำหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยเลยสักนิดเดียว







              “ฉันควรกลับบ้านแล้วล่ะตอนนี้”คริสตัลหันมาบอก





              “เดี๋ยวฉันไปส่ง”ปีเตอร์เสนอ





              “ไม่ต้องหรอก ป้ายบัสห่างจากตรงนี้ไม่เท่าไหร่เอง”





              “เอาเถอะ ฉันพาเธอออกมา ก็ควรจะไปส่ง ถูกไหม?”






              “ถึงห้ามนายก็คงโหนตามไปอยู่ดีใชไหม่ล่ะ”เด็กสาวบอกอย่างรู้ทัน ปีเตอร์ไหวไหล่แทนคำตอบที่บอกว่าอีกฝ่ายคิดถูก






              “ไปเถอะ เดี๋ยวไปส่งเธอดึกแล้วพ่อกับแม่เธอเอาปืนยิงแสกหน้าฉัน”









              ตรอกซอกซอยทั้งหลายในตอนนี้เริ่มเปิดไฟกันแล้ว ท้องฟ้าสีส้มที่เห็นเมื่อครู่นั้นเริ่มแปรเปลี่ยนสีเข้ม ปีเตอร์มองซ้ายมองขวาขณะที่เดินตามหลัง พยายามเงี่ยหูฟังเสียงจากรอบทิศทางให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น







              “ปีเตอร์...”






             คริสตัลหยุดเดิน ดวงตาทั้งสองข้างปิดลง โสตประสาทของเธอกำลังเงี่ยหูฟังเสียงของผู้คนกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ห่างออกไป บทสนทนาของพวกนั้นดูจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก





    “ได้ยินเหมือนกันหรือเปล่า…?”เธอถามย้ำ และเมื่อเห็นว่าปีเตอร์พยักหน้า เจ้าตัวก็รับยกเอาหมวกขึ้นมาสวม พร้อมกับก้าวยาวๆ ออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว  






    “เธอไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันจัดการตรงนี้เดี๋ยวนึง”ปีเตอร์ที่ตอนนี้หยิบหน้ากากจากกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาสวมจนตอนนี้อาจจะต้องเรียกว่าอีกฝ่ายว่าสไปเดอร์แมนบอกกับเธอเสียงเข้ม





    “จะบ้าหรอปีเตอร์ พวกมันมีตั้งหลายคนนะ!”คนถูกบอกให้หนีเอ่ยอย่างเป็นห่วง ถึงจะรู้ว่านายนั่นมีพลังสไปเดอร์แมน แต่ก็ใช่ว่าจะมั่นใจได้ว่าไม่มีทางพลาด



     


    “แค่นี้เองคริสตัล เธอรีบกลับไปก่อนเถอะ ดึกแล้ว มันอันตราย”เสียงของอีกคนดังทะลุหน้ากากออกมา






    “ไม่ นายต้องกลับ เราจะโทรไปหาตำรวจ ให้เขาจัดการ!”คริสตัลดึงดัน ยังไงก็จะต้องดึงหมอนี่กลับให้ได้






    “ฉันบอกว่าฉันทำได้น่า เร็ว!”





    “บอกว่าไม่ไง!”






    “แต่ฉันบอกให้กลับ!”






    ปีเตอร์รีบยกมือขึ้นปิดปาก เมื่อรู้ว่าตัวเองส่งเสียดังเกินไป ซึ่งเขาคาดคิดว่าระดับเสียงขนาดนี้ พวกมันคงได้ยินเขาแล้วแน่ๆ





    “...ปีเตอร์...”






    “ฉันนับถึงสาม แล้วเธอหาที่หลบก่อนนะ”






    ตอนนี้คงหนีไม่ทันแล้ว เพราะชุดของคริสตัลสีเตะตามากในเวลาแบบนี้ สไปเดอร์แมนรีบพ่นใยไปที่ๆ ใกล้พวกมันที่สุด เพื่อล่อให้พวกมันสนใจตัวเขามากกว่าคริสตัล







    “เห้! ว่าไงพวกนาย วันนี้อากาศดีนะว่ามั้ย?”








    อากาศดีงั้นหรอ เป็นคำทักทายของฮีโร่กับผู้ร้ายได้ทุเรศที่สุดเท่าทีเธอเคยได้ยินมาเลย....คริสตัลคิดแบบนั้น พร้อมกับมองหาที่ซ่อน แล้วพาตัวเองวิ่งหายเข้าไปที่พุ่มไม้อย่างรวดเร็วเท่าที่ตัวเธอจะทำได้  






    หมวกสีขาวยังถูกใส่เพื่อปิดบังใบหน้า แม้จะค่อนข้างมืด แต่เธอก็พยายามที่จะใช้สัมผัสหาอะไรที่เป็นอาวุธเอาไว้ป้องกันตัวเอง เผื่อพวกมันหาเจอ เธอจะได้ฟาดให้ร่วง





    ท่อเหล็กที่ถูกวางอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นักถูกพลังอ่อนๆ ของเธอลากเข้ามาจนใกล้ เสียงที่ได้ยินมาจากที่ไกลๆ นั่นคงเป็นเสียงของปีเตอร์ที่กำลังซัดพวกนั้นอยู่แน่ๆ  คริสตัลพยายามเงี่ยหูฟังอีกครั้ง แยกแยะเสียงว่าตกลงแล้วพวกมันมีเท่าไหร่ จะได้โทรหาตำรวจได้ถูก




    ปัญหาคือเธอไม่รู้ว่าที่นี่มันอยู่ส่วนไหนของควีนส์!





    แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง!




    เวรเอ๊ย!   เสียงแท่งเหล็กนับสิบร่วงลงมาจากหลังคาพร้อมกัน เรียกร้องความสนใจพวกมันจากที่กำลังสู้อยู่กับปีเตอร์ให้มาสนใจแท่งพวกนั้นแทน เป็นโอกาสดีที่ทำให้ปีเตอร์รีบไต่ขึ้นไปอยู่ที่สูงอีกครั้ง



    สไปดี้พ่นใยตาข่ายไปจับเอาหนุ่มตัวอวบอ้วนที่พยายามจะวิ่งเข้ามาจนมันล้มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น แล้วส่งอีกอันไปมัดขาคนผมยาวที่เดินเข้ามาพร้อมกับมีดเล่มใหญ่ ก่อนจะกระโดดลงไปต่อยซ้ำจนเห็นว่าทั้งสองคนนิ่งไปแล้ว





    ปัง ปัง! กระสุนลูกโม่สองนัดเล็งมาที่ตัวเขา หรือจริงๆ มันอาจจะตั้งใจเล็งมาที่หัว โชคดีที่เขากระโดดหลบพวกมันขึ้นไปบนหลังคาได้ทัน




    “เล่นปืนเลยหรอ นี่ฉันมือเปล่านะ!”ปีเตอร์ร้องตะโกน ในตอนที่กระสุนปืนเฉียดหัวเขาไปเพียงไม่กี่เซน แล้วส่งใยเหนียวหนืดเข้าไปปิดตาและปากเจ้าของอาวุธนั่น





    “ไนซ์ช็อต!”สไปดี้ร้องออกมาด้วยความดีใจ จากนั้นก็ค่อยๆ ไต่ลงมาอยู่บนพื้น มองคนที่นอนอยู่บนพื้น พยายามแกะใยของเขาออก 






    พวกมันคงยังไม่หมดแค่นี้แน่ เพราะที่เขาได้ยืนเมื่อครู่ เหมือนว่าพวกมันจะโทรเรียกพวกมารวมตัวกันที่นี่






    “จุดนัดพบ?”เขาพูดกับตัวเองเสียงเบา






    เด็กหนุ่มเดินไปที่รถกระบะ เปิดผ้าใบสีทึบที่คลุมออกมา แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คาด อาวุธมากมาย ที่คาเลนสแกนแล้วว่ามีทั้งของจริงและของปลอมปะปนกันไปเต็มหลังรถ ส่วนในถุงนั่นคงเป็นถุงเงินที่ปล้นมาจากแถวๆ นี้



              เคร้ง! อั่ก! เจ้าของอาวุธปืนที่นอนดีดดิ้นอยู่ร้องแล้วนิ่งไป เมื่อปีเตอร์สังเกตเห็นแท่งเหล็กที่กระจัดกระจายจจึงรู้ว่ามีคนขี้รำคาญมาจัดการเก็บตกให้แล้ว



    “หมดแล้วหรือยัง?”คริสตัลถาม เจ้าตัวเดินออกมาจากพุ่มไม้แล้วตรงมาหาเขาพร้อมกับปัดเสื้อผ้าตัวเองที่เปื้อนดินกับเศษฝุ่นและใบไม้ไปทั่วทั้งตัว พร้อมๆ กับมองดูอีกคนลากเอาพวกนั้นเข้าไปรวมกันในบ้าน เพื่อรอเรียกตำรวจ





    “คิดว่ายัง เมื่อกี๊เธอได้ยินที่พวกมันพูดบ้างมั้ย?”





    “ได้ยิน แต่เบามาก จับใจความได้แค่นี่เป็นจุดนัดพบ มันจะมาอีก”







    “แล้วมันก็มาแล้ว...”





    ปีเตอร์ชี้ไปให้ดูด้านหลัง รถกระบะสองคันกำลังมุ่งหน้าเข้ามาที่นี่ คริสตัลมองซ้ายมองขวา ก่อนจำใจวิ่งเข้าไปหลบที่ข้างรถกระบะคันที่จอดอยู่อย่างไม่มีทางเลือก





    นี่เธอเอาตัวเองมาพัวพันกับนายนี่ทำไมเนี่ย!





    บอกได้เลยว่านี่เป็นการเสี่ยงที่สุดในชีวิตของเธอ ไอ้การพาตัวเองมาอยูในที่ๆ อันตรายแบบนี้มันไม่คุ้มเลยซักนิดเดียวกับแซนด์วิชสองอัน!






    “เธอขับรถเป็นไหม?”คนข้างๆ ถามขึ้น ทำให้เด็กสาวหันมาขมวดคิ้วใส่อย่างไม่เข้าใจ





    “คาเรน ปลดล็อกรถให้ที”




    สิ้นสุดคำสั่งเพียงไม่กี่วินาที เสียงปลดล็อกรถกระบะที่เป็นพนักพิงให้เธอตอนนี้ก็ดังขึ้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันมาว่าเสียงเข้ม




    “ฉันจะล่อพวกมันเอาไว้แล้วเธอก็รีบขับหนีไปเลยนะ”






    ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดจะง่ายแล้ว แต่สิ่งที่เธออยากจะบอกกับอีกคนก็คือ…






    “ฉันขับรถไม่เป็น...”







    สไปเดอร์แมนถอนหายใจอย่างจนปัญญา ใจปีเตอร์นึกอย่างจะโทรหาคุณสตาร์คทันที แต่ขืนบอกไปคงเป็นเรื่องใหญ่อีกแน่ๆ แต่ถ้าไม่บอก คนที่อยู่ข้างๆ เขาตอนนี้ก็จะเป็นอันตรายไปด้วยเหมือนกัน







    “ชู่ว...”คริสตัลส่งมือไปปิดปากอีกฝ่ายเมื่อได้ยินว่าเสียงรถเงียบลง พร้อมกับประตูที่เปิดออก






    เมื่อได้ยินพวกมันตะโกนหาคนของตัวเองแล้วไม่มีใครตอบรับกลับ ทั้งสองคนก็รู้ทันทีว่าพวกมันรับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้วแน่ๆ




    ปีเตอร์ก้มลงมองลอดผ่านช่องใต้ท้องรถ เท้าของพวกมันเดินวนไปวนมา แต่ไม่ยักจะเดินเข้าบ้าน ซึ่งเขาก็ภาวนาให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน






    คริสตัลสะกิดเขา ขยับปากเป็นประโยคว่า‘ฉันจัดการเอง’ แล้วค่อยๆยกมือขึ้นมาบังคับเอาแท่งเหล็กที่กองเรียงรายอยู่บนพื้นทุกอันให้ลอยขึ้น จากนั้นก็ขยับพวกมันให้ชนกัน สร้างความสนใจและแตก-ตื่นให้กับพวกโจรกระจอกที่เมื่อพวกมันเห็นเข่าของพวกมันก็แทบทรุด





    ในเมื่อสู้ไม่ได้ ก็เล่นแบบนี้แหละ!







    “ลูกพี่! มีคนอยู่อีกฝั่งของรถ!”







    ใครเห็นวะ!  ทั้งสองร้องประท้วงในใจ คริสตัลรีบลุกขึ้น แล้วบังคับให้แท่งเหล็ดฟาดลงบนหัวของคนที่บอกอย่างแรง ส่วนที่เหลือเมื่อรู้ว่าพวกเธออยู่อีกฝั่ง ก็รีบเข้ามาล้อมรอบคันรถเอาไว้ทันที พอดีกับที่คนชุดแดงกระโดดแล้วกระชากเธอให้ขึ้นไปอยู่บนหลังคาพร้อมกัน






    จบเรื่องเธอจะกระชากคอหมอนี่ด้วย! คริสตัลก่นด่าในใจ





    “ฉันจะนับสาม นายเกาะไว้ไว้แน่นๆ นะ”





    “เธอจะทำอะไร?”





    “สาม!”





    แรงมหาศาลพุ่งออกมาจากตัวเธอ ผลักเอาพวกมันกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง กระแทกเอากับกำแพงบ้าน หรือต้นไม้แถวๆ นั้น จนทรุดลงไปนอนกองอยู่ที่พื้น






    “หนึ่งกับสองไปไหนเนี่ย!?”สไปเดอร์แมนที่ตัวเองก็เกือบจะปลิวไปเหมือนกันร้องออกมา





    “นายกระชากคอเสื้อฉันยังไม่เห็นนับเเลยนะ”คำพูดจิกกัดของเธอทำเอาสไปเดอร์แมนหลุดขำเล็กน้อย ทีแรกก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าคริสตัลเป็นพวกฝังใจเจ็บหรือเปล่า จนกระทั่งตอนนี้




    “นายโทรเรียกตำรวจสิ”คริสตัลกระโดดลงมาจากรถเมื่อเห็นว่าพวกมันนิ่งไปแล้ว แล้วเงยหน้าสั่งคนชุดแดงที่ยังคงยืนอยู่บนหลังคารถให้โทรเรียกตำรวจ






    “คริสตัลระวัง!”





    อั่ก!





    เสียงของคนที่กระแทกกับกำแพงบ้านอย่างจังร้องโอดโอย แต่นั่นไม่ใช่เสียงของเด็กสาวหรอก แต่เป็นเสียงของโจรกระจอกที่พยายามวิ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายเธอต่างหาก





    “ถ้านายไม่โทรเรียกตำรวจล่ะก็นะ ฉันว่าคืนนี้เราก็น่าจะไม่ได้กลับบ้าน”






    เจ้าของเสื้อแจ็กเก็ตหนังบอก กระชับหมวกสีขาวของตัวเองให้เข้าทรง ถึงจะรู้ว่าคงไม่เหมือนในหนัง ที่แค่นี้จำช่วยปิดบังใบหน้าของเธอได้ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย






    ใช้พลังในที่สาธารณะ แถมยังเอาตัวเองมาเสี่ยงสุดๆ พ่อกับแม่รู้คงเป็นลมแหง






    xxxxxxxxxx




    “โอเค กลับกัน”




    หลังจากโทรหาตำรวจพร้อมกับบอกพิกัดเรียบร้อยแล้ว ปีเตอร์ก็เดินมาลากคริสตัลให้รีบวิ่งไปด้วยกัน เวลาตอนนี้ไม่รู้ว่าบัสที่ไปทางบ้านของอีกคนจะยังมีอยู่ไหม ขามาก็เดินมาแบบไม่รู้หนื่อยเลย แต่ขากลับนี่สิ คงเมื่อยน่าดู






    “สนใจนั่งใยแมงมุมกลับบ้านมั้ย ไวกว่าเป็นกอง”เขาพูดแหย่






    “ตลกมากหรอปีเตอร์”เสียงดุๆ นั่นทำเอาปีเตอร์หงอยลงถนัดตา เธอสังเกตมันได้จากม่านตาของหน้ากากที่ขยับไปมานั่น





    “ขอบใจนะ...”





    “หือ?”ม่านตาบนหน้ากากของสไปดี้ขยับไปมาอีกครั้ง






    “วันนี้สนุกมาก”






    เธอส่งยิ้มให้ ในแววตาของคริสตัลเขาเห็นถึงความสุข ถึงแม้เมื่อครู่นี้จะผ่านเรื่องอันตรายมาก็ตามที ปีเตอร์ยิ้มตอบ นั่นทำให้บริเวรตาของหน้ากากหลุบเข้าหากันจนเล็กจิ๋ว






    เป็นแบบนี้เองสินะ ตอนที่เราเจอคนที่เข้าใจเราจริงๆ แล้วคนๆ นั้นยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น และเห็นว่าพวกมันไม่ได้แปลกประหลาด…





    มันเป็นแบบนี้นี่เอง





    xxxxxxxxxxxxxxxxxx


    Talk with ไรต์ (เช็คคำผิด 1)



              อะหู้ว ชะแว้บมาโชว์พลังเด็กๆ ค่ะ (แอบสปอยว่าจะมีงานแข่งขันตอบปัญหานะคะ!)



              ต้องขอบคุณแคปมาร์เวลมากๆ เราไปดูมาแล้ว คือน้องเหมียวน่ารักกรุบกริบมากๆ แต่ไม่เอาตัวที่อยู่ในท้องน้องนะ5555555555



              ขอบคุณคนที่เข้ามาอ่านฟิคของเรามากเลยนะคะ ผิดพลาดตรงไหนติดชมได้เลยนะคะ เราจะนำมาปรับปรุงค่ะ มือเรายังไม่ค่อยนิ่ง สำนวนอาจจะแปลกๆไปบ้างนะคะ


              แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ :)


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in