Myanmar Faraway : พม่ากล้าๆ กลัวๆGoongging Thanisara
สอง. พินอูลวิน, เมืองผ่านทาง
  • ไฟลท์จากดอนเมืองแตะพื้นสนามบินมัณฑะเลย์ ผิดคาดเล็กน้อยตอนที่ไอร้อนผ่าวๆ สะท้อนจากพื้นขึ้นมาโดนหน้าทันทีที่ไปถึง พฤศจิกายนของพม่า ไม่เย็นอย่างที่คิด

    'ยี่ยี่' (Nyi Nyi) หนุ่มหน้ามนคนขับรถถือป้ายต้อนรับเราอยู่ จากการใช้เวลา 3 วันกับเขา ก็อยากจะแนะนำว่าใครไปแถวนั้น (มัณฑะเลย์-พินอูลวิน-พุกาม) ติดต่อขอยี่ยี่มาเป็นสารถีเถอะ สุภาพแต่ตลก ใจดี ขับรถดี และเลือกร้านอาหารเก่งจริงๆ (ส่งเมลรีเควสต์ได้เลยที่ http://www.sagaciousmyanmar.com)

    หลังเวลคั่มเราด้วยมื้อกลางวันแบบง่ายๆ แต่จัดเต็มที่เพิงข้างๆ สนามบิน ยี่ยี่ก็พาเราขับลัดเลาะไปตามเขา มุ่งหน้าสู่ พินอูลวิน (Pyin U Lwin) เมืองตากอากาศของทหารอังกฤษ สมัยจักรวรรดิยังครอบครองดินแดนแห่งนี้

    ระยะทางราว 100 กม. จากสนามบิน กินเวลาเดินทางไปสองชั่วโมงนิดๆ (เพราะมีก่อสร้างระหว่างทางนิดหน่อย) เราเลยฆ่าเวลากันด้วยการหลับคอพับคออ่อน มารู้ตัวอีกที ก็ตอนยี่ยี่หันมาถามชื่อโรงแรมซ้ำอีกครั้ง พร้อมชวนหันไปดูหอนาฬิกาประจำเมืองเบื้องหลัง และรถม้าวิ่งผ่านไปแบบช้าๆ



    เอ๊ะ! นี่กูอยู่พม่ารึเปล่า? (เผลอลั่นใส่เพื่อนไปแบบไม่ได้ตั้งใจ)

    สำหรับเรา พินอูลวิน หรือ เมย์เมียว (Maymyo) ซึ่งเป็นชื่อเดิมก่อนเข้าวงการรัฐบาลทหาร มีความอิหลักอิเหลื่อแบบแปลกๆ เหมือนเทเอาพม่า อังกฤษ และแขกอินเดียรวมกัน แต่คนยังไม่เข้ากันดี

    แต่ไม่ใช่หมายความว่าเมืองนี้ไม่ดีนะ พินอูลวินก็เป็นพินอูลวินแบบที่เป็นนั่นแหละ เป็นเมืองบนเขาที่อากาศเย็นสบาย สมศักดิ์ศรีที่เรียกขานกันว่าเป็นเมืองตากอากาศของชนชั้นสูง และด้วยความที่เคยเป็นฐานบัญชาการของกองทัพอังกฤษมาก่อน ก็มีโบสถ์และบ้านสไตล์โคโลเนียล (และอิฐแดงๆ) ให้ได้เห็นทั่วทุกมุมถนน



    หอนาฬิกาเพอเซล (Purcell Clock) ที่ยี่ยี่ชี้ให้ดูตอนมาถึง เป็นเหมือนหมุดปักไม่ให้หลงทิศหลงทางตอนเราเดินเที่ยวเล่นในเมืองนั้น (แนะนำว่าจองโรงแรมแถวหอนาฬิกานี่ก็ไปไหนมาไหนสะดวกดี) เราสาวเท้าผ่านอากาศเย็นในช่วงเริ่มค่ำไปยัง All Saints' Church โบสถ์เก่าแก่ที่เป็นฉากสำคัญในหนังเป็นที่แรก (ก็มาตามรอยหนังไง อย่าลืมสิ!) ภายในโบสถ์ไม่ได้ตกแต่งวิจิตรหรูหราอะไรมากมาย แต่แสงสุดท้ายที่ตัดกับสีแดงอิฐก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การเดินมาหา

    *โบสถ์เปิดทุกวันพุธกับอาทิตย์ 9.00-16.00 น. ไม่เสียค่าเข้า ตรงประตูจะมีหมาที่ดูเหมือนดุๆ หน่อย แต่พยายามทำเป็นเอ็นดูมันไว้ แล้วมันจะช่วยเห่าให้คนเฝ้าโบสถ์มาเปิดประตูให้เราเข้าไปได้

    เดินกลับจากโบสถ์มาแวะ Central Market ที่มีสตรีทฟู้ดครึ่งพม่าครึ่งแขกให้ได้เลือกกินกันแบบขาดสติ ระหว่างเดินก็จะมีคนแขกมาชวนคุยเรื่อยๆ บางคนก็น่ากลัวไปหน่อย แต่บางคนก็ดูเป็นมิตรดี (เพิ่งมารู้ทีหลังว่าคนในเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของทหารรับจ้างจากอินเดียและเนปาล ที่ไม่อยากกลับบ้านหลังอังกฤษคืนเอกราชให้พม่า)


    เราใช้เวลาช่วงสั้นๆ แบบนับชั่วโมงได้เมืองนี้ เพราะจริงๆ ก็ตั้งใจให้เป็นเมืองผ่านทางสำหรับการขึ้นรถไฟไปและกลับสิป้อ เลยไม่ได้ไปไหนมาไหนมากนัก นอกจากหาอะไรกินและเดินเล่นรับลม 

    ยี่ยี่บอกว่าเมืองนี้ยังมีสวนพฤกษศาสตร์กันดอว์จี (National Kandawgyi Botanical Gardens) ที่คนพม่าชอบพาครอบครัวมาพักผ่อน (คงคล้ายๆ ไปนอนเล่นเขาใหญ่บ้านเรา) และถนน Circular Road ที่ไปปั่นจักรยานเล่นได้ (แต่พูดถึงจักรยาน ก็รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไปที่จะปั่นบนถนนของพม่า ที่มีมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนพอๆ กับกรุงเทพฯ)

    ใกล้เคียงการมาพักตากอากาศที่สุดของเรา น่าจะเป็นการนั่งรถม้าระหว่างสถานีรถไฟกับโรงแรม อ้ะ อย่างน้อยก็มีประสบการณ์แบบชนชั้นสูงกับเขาบ้างแหละน่า! 



    อย่างที่บอก พินอูลวินอาจเป็นเพียงเมืองผ่านทาง แต่ก็รู้สึกดีที่ได้แวะไป เพราะเหมือนกับเป็นการปรับจังหวะก้าวให้ผ่อนลง ก่อนมุ่งหน้าสู่จังหวะของความช้า

    เป็นการคูลดาวน์หลังออกกำลังกายและใจในเมืองหลวงมานาน (เกินไป)

    ปล. แนะนำ Hotel Maymyo สะอาด สะดวก พนักงานน่ารัก และไม่แพงเลย ส่วนร้านอาหาร Pinsi Cafe ร้านโลคัลแต่ดี ใกล้ๆ โรงแรมนั่นแหละ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in