MUSIC TASTEMAGAZYN
#2 Ariana Grande — Sweetener (2018)
  • "𝐬𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧𝐞𝐫 𝐛𝐫𝐢𝐧𝐠𝐬 𝐬𝐨𝐦𝐞 𝐬𝐮𝐫𝐩𝐫𝐢𝐬𝐞𝐬"



    𝐆𝐞𝐧𝐫𝐞𝐬 : 𝐏𝐨𝐩, 𝐑&𝐁, 𝐄𝐥𝐞𝐜𝐭𝐫𝐨𝐩𝐨𝐩 / 𝐋𝐚𝐛𝐞𝐥 : 𝐑𝐞𝐩𝐮𝐛𝐥𝐢𝐜 𝐑𝐞𝐜𝐨𝐫𝐝𝐬 / 𝐑𝐞𝐥𝐞𝐚𝐬𝐞𝐝 : 𝐀𝐮𝐠𝐮𝐬𝐭 𝟏𝟕, 𝟐𝟎𝟏𝟖


    หลังจากที่ผ่านช่วงมรสุมชีวิต กับเหตุการณ์เลวร้ายที่ได้เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดของ 𝐀𝐫𝐢𝐚𝐧𝐚 𝐆𝐫𝐚𝐧𝐝𝐞 เมื่อปีก่อน ซึ่งแน่นอนมันได้เกิด “ผลกระทบต่อจิตใจ” ของนางและแฟนเพลงทุก ๆ คนเป็นอย่างมาก จนทำให้เหตุการณ์ ณ ตอนนั้น กลายเป็นตัวแปรผันของการ กลับมาในครั้งนี้ แล้วก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 𝟐𝟎𝟏𝟖 นี้ สำหรับนาง กับอัลบั้มใหม่ชุดที่ 𝟒 อย่าง “𝐒𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧𝐞𝐫” ที่อาริพร้อมเสิร์ฟให้ทุกคนได้พบเจอความ “เซอร์ไพรส์” ที่เต็มไปด้วยรส “ความหวาน” โดยที่ไม่ต้องพึ่งน้ำตาล เพราะมีเพียงแค่ความ “สนุกสนาน” ที่ต้องการให้คนฟังได้มาลิ้มลองรสชาติไปด้วยกันก็พอ



    อัลบั้มนี้จะหวานหรือเลี่ยน จะถูกใจหรือไม่ยังไง 

    อยากให้ลองมาฟังมาอ่านดูใหม่พร้อมกับเราดู...



    𝟏. 𝐫𝐚𝐢𝐧𝐝𝐫𝐨𝐩𝐬 (𝐚𝐧 𝐚𝐧𝐠𝐞𝐥 𝐜𝐫𝐢𝐞𝐝)

    เริ่มกันด้วยแทร็กอินโทรเปิดอัลบั้มที่เป็นการโชว์เนื้อเสียงแบบ 𝐚𝐜𝐚𝐩𝐞𝐥𝐥𝐚 ไร้ซึ่งเสียงดนตรีใด ๆ ถือว่าเป็นแทร็ก 𝐭𝐫𝐢𝐛𝐮𝐭𝐞 ที่ได้ระลึกถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในเมือง 𝐌𝐚𝐧𝐜𝐡𝐞𝐬𝐭𝐞𝐫 ที่ผ่านมาเมื่อปีก่อน ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เพียงอินโทรสั้น ๆ แต่เสียงร้องของอารินั้นก็ได้ถ่ายทอดมันออกมาไปด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม




    ถ้าเป็นแฟนเพลงของอาริก็น่าจะรู้ดีกันอยู่แล้วว่านางทำอินโทรเปิดอัลบั้มได้เพราะทุกเพลง อย่างอินโทรนี้ก็เป็นแทร็กเปิดอัลบั้มที่เพราะเหมือนกัน นอกจากนั้นยังเป็นเหมือนการละทิ้งความเศร้าเอาไว้ในแทร็กเปิดนี้ด้วย และอาริยังได้หยิบยื่นเอาท่อนเพลง 𝐀𝐧 𝐀𝐧𝐠𝐞𝐥 𝐂𝐫𝐢𝐞𝐝 (𝟏𝟗𝟔𝟒) ของวง 𝐓𝐡𝐞 𝐅𝐨𝐮𝐫 𝐒𝐞𝐚𝐬𝐨𝐧𝐬 มาใช้ในแทร็กนี้ ส่วนตัวรู้สึกประทับใจเสียงร้องไฮโน้ตของนางตรงท่อน “𝐬𝐡𝐞 𝐜𝐫𝐢𝐞𝐝” มากกก…



    𝟐. 𝐛𝐥𝐚𝐳𝐞𝐝 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐏𝐡𝐚𝐫𝐫𝐞𝐥𝐥 𝐖𝐢𝐥𝐥𝐢𝐚𝐦𝐬)

    หลังจากที่เราได้ละทิ้งความเศร้าเอาไว้ในแทร็กแรกไปแล้ว ก็ได้ถึงเวลาเติมน้ำตาลและความสนุกสนานให้กับร่างกายสักที โดยแทร็กนี้ก็ได้ฟาร์เรลล์ที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์หลักในอัลบั้ม แถมยังมาร่วมร้องเพื่อเพิ่มความสนุกให้อีก แล้วดนตรี 𝐟𝐮𝐧𝐤𝐲/𝐦𝐨𝐭𝐨𝐰𝐧 ก็ทำให้เรารู้สึกค่อนข้างเอ็นจอย พร้อมกับรู้สึกเฟรชและกระปรี้กระเปร่าอย่างบอกไม่ถูก



    ตัวเพลงนี้เองก็พูดถึง “การที่เราได้รู้สึกรักใครสักคน และพร้อมที่จะอยู่กับเขา” แต่ดูเหมือนว่าสำหรับใครหลาย ๆ คนคงจะไม่ค่อยรักหรือปลื้มแทร็กนี้มากนักเท่าไหร่ ซึ่งเราก็เข้าใจตรงจุดนี้ เพราะตอนที่เราฟังครั้งแรกก็แอบเซอร์ไพรส์อยู่เหมือนกัน แต่ความรู้สึกแปลกใจของเรานั้น ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ชอบเพลง เราแปลกใจตรงเพลงแนวนี้มันดันเข้ากันกับอาริเฉย แทร็กนี้เลยกลายเป็นหนึ่งไฮไลต์พิเศษในอัลบั้มนาง



    𝟑. 𝐭𝐡𝐞 𝐥𝐢𝐠𝐡𝐭 𝐢𝐬 𝐜𝐨𝐦𝐢𝐧𝐠 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐍𝐢𝐜𝐤𝐢 𝐌𝐢𝐧𝐚𝐣)

    “แสงสว่าง” ที่นางพยายามจะสื่อนั้นสามารถตีความได้กว้างหลายอย่าง แต่ที่ชัด ๆ เราว่านางน่าจะหมายถึง 𝐩𝐨𝐬𝐢𝐭𝐢𝐯𝐢𝐭𝐲 หรือ สิ่งที่ดีต่อตัวเราเอง โดยอาริเลือกที่จะใช้แสงสว่างนี้ มาเพื่อทดแทน 𝐝𝐚𝐫𝐤𝐧𝐞𝐬𝐬 ที่สื่อถึง ความเศร้า, ช่วงอันเวลายากลำบาก ที่นางได้พบผ่าน แสงสว่างเลยเปรียบเสมือน “พลังงานบวก” ของนางที่เคยถูก “ความมืด” นั้นขโมยไป และเสียงผู้ชายที่แทรกในเพลงก็เป็นเสียงของ 𝐀𝐫𝐥𝐞𝐧 𝐒𝐩𝐞𝐜𝐭𝐞𝐫 ที่เกิดจากเหตุการณ์ในขณะที่เขากำลังประชุมเรื่อง 𝐡𝐞𝐚𝐥𝐭𝐡 𝐜𝐚𝐫𝐞 เมื่อปี 𝟐𝟎𝟎𝟗 โดยฟาร์เรลล์ใช้ประโยคพูดของเขามา 𝐬𝐚𝐦𝐩𝐥𝐞 เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความหวังท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย




    การที่อาริเลือกเอาพี่สาวคนสนิทอย่าง 𝐍𝐢𝐜𝐤𝐢 𝐌𝐢𝐧𝐚𝐣 มาแร็พเปิดให้ก็เหมือนกับเป็นการชักชวนคนฟังให้เราได้คุ้นหูกับดนตรีแนวใหม่ ๆ ที่เริ่มจะเอนเอียงไปในทิศทางของ 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 มากยิ่งขึ้น เราชอบลูกเล่น, จังหวะของเพลงในแทร็กนี้ เหมือนรู้สึกว่าฟาร์เรลล์ยังคงทำบีทที่โดดเด่น พร้อมใส่ดีเทลมาเยอะดี และการที่อาริร้องท่อนคอรัสวนลูปซ้ำ ๆ ไปมาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้ติดหู



    𝟒. 𝐑.𝐄.𝐌

    𝐫.𝐞.𝐦 ย่อมาจาก (𝐫𝐚𝐩𝐢𝐝 𝐞𝐲𝐞 𝐦𝐨𝐯𝐞𝐦𝐞𝐧𝐭) คือเป็นสภาวะอาการที่เรามักจะเห็นภาพในขณะที่เรากำลังหลับ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ฝัน” และเหมือนแทร็กนี้ของอารินั้นจะเป็น “ฝันดี” ซะด้วย เพราะเป็นการฝันถึงคนรัก ที่บอกผ่านเนื้อเพลงอันโรแมนติก และเสียงร้อง 𝐡𝐚𝐫𝐦𝐨𝐧𝐢𝐞𝐬 อันนุ่มนวล มันก็ช่างชักชวนให้เราเพ้อและเคลิ้มตาม แถมยังรู้สึกฟุ้งซะจนอบอวลแทบจะไม่อยากโดนปลุกให้ตื่นจากฝันหวานนั้นเลยจริง ๆ




    การที่ฟาร์เรลล์ใช้เพลง 𝐖𝐚𝐤𝐞 𝐔𝐩 ของ 𝐁𝐞𝐲𝐨𝐧𝐜𝐞 ส่งต่อให้อาริได้เป็นเจ้าของ เราคิดว่ามันเหมาะมาก ๆ เพราะฟังจากเวอร์ชั่น 𝐝𝐞𝐦𝐨 ต้นฉบับ โทนของเพลงเวอร์ชั่นอารินั้นค่อนข้างจะหวานและเพ้อฝันกว่า เราว่าดนตรีแนว 𝐝𝐫𝐞𝐚𝐦 𝐩𝐨𝐩, 𝐫&𝐛 ยุค 𝟎𝟎’𝐬 มันเข้ากับเสียงร้องอาริมาก ๆ ด้วย และยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นอีกว่าฟาเรลล์เขาก็ทำแนวฟุ้งหวาน ๆ ได้เหมือนกัน เพลงมันก็เลยออกมาเพราะ...



    𝟓. 𝐆𝐨𝐝 𝐢𝐬 𝐚 𝐰𝐨𝐦𝐚𝐧

    ซิงเกิ้ลที่สองในอัลบั้มที่เป็นที่พูดถึงและคนให้ความสนใจมากที่สุด ชื่อเพลง “𝐠𝐨𝐝 𝐢𝐬 𝐚 𝐰𝐨𝐦𝐚𝐧” ดูจะเป็นเหมือนการส่งสารถึง “เพศแม่” ความยิ่งใหญ่ของ “ความเป็นผู้หญิง” แต่เอาจริง ๆ แก่นของเพลงมันไม่ได้สื่อถึงแค่เรื่อง 𝐬𝐞𝐱𝐮𝐚𝐥 อย่างเดียวด้วย ปกติเราเคยเห็นอาริร้องเพลงที่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์มาเยอะแล้ว แต่สำหรับแทร็กนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากเพลงอื่น ๆ อย่างการที่อาริเล่นกับประเด็นเปรียบเปรยว่า “พระเจ้าคือผู้หญิง” นั้นมันแฝงไปด้วยความเป็น 𝐟𝐞𝐦𝐢𝐧𝐢𝐬𝐦 ใน 𝐚𝐭𝐭𝐢𝐭𝐮𝐝𝐞 ของนางอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับเล่ามันออกมาอย่างที่นางถนัด โดยอิงเอาจากความไม่เท่าเทียมของเรื่องเซ็กส์นี่แหละ




    สำหรับงานของโปรดิวเซอร์คู่บุญขาประจำ อย่าง 𝐈𝐥𝐲𝐚 𝐒𝐚𝐥𝐦𝐚𝐧𝐳𝐚𝐝𝐞𝐡 ก็มักจะเป็นที่ถูกใจคนฟังและแฟนเพลงของนางอยู่แล้ว ด้วยซาวด์ดนตรี 𝐬𝐞𝐱𝐮𝐚𝐥 𝐯𝐢𝐛𝐞 ที่เราคุ้นหู ฟังดูแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่าเนี่ยสไตล์เพลงของ 𝐚𝐫𝐢𝐚𝐧𝐚 เราชอบที่เพลงมันมีความเป็น 𝐩𝐨𝐩 ที่โคตร 𝐩𝐨𝐰𝐞𝐫𝐟𝐮𝐥 ทั้งยังสื่อถึง ความเป็น 𝐟𝐞𝐦𝐚𝐥𝐞𝐬 𝐞𝐦𝐩𝐨𝐰𝐞𝐫𝐦𝐞𝐧𝐭 ได้ดีและมีอิมแพคมาก ๆ ด้วย แล้วช่วงท้ายเพลง อาริยังใส่เสียงร้องของตัวเองให้กลายเป็นการร้องแบบ “ประสานเสียง” เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่า “𝐠𝐨𝐝 𝐢𝐬 𝐚 𝐰𝐨𝐦𝐚𝐧” นั้นหมายถึงผู้หญิงทุกคน



    𝟔. 𝐬𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧𝐞𝐫

    𝐰𝐡𝐞𝐧 𝐥𝐢𝐟𝐞 𝐠𝐢𝐯𝐞𝐬 𝐲𝐨𝐮 𝐥𝐞𝐦𝐨𝐧𝐬, 𝐦𝐚𝐤𝐞 𝐥𝐞𝐦𝐨𝐧𝐚𝐝𝐞” เป็นประโยคเตือนใจที่อาริได้หยิบเอามาใส่ให้กลายเป็น “คอนเซ็ปท์” ในอัลบั้ม เหมือนนางยังคงเตือนผู้คนให้ฟังว่า ถึงแม้ชีวิตเราจะเจอแต่เรื่องแย่ ๆ เต็มไปด้วย “ความขมขื่น” แต่อย่าลืมว่า เราสามารถเปลี่ยนให้มันเป็น “ความหอมหวาน” ได้ เพราะว่าขนาด “เลมอนเปรี้ยว ๆ” ยังกลายเป็น “น้ำเลมอนหวาน ๆ” ได้เลย เพียงแค่เรารู้จัก ปรุงมัน, ผสมมัน, ดัดแปลงมัน ซึ่งมันอาจจะทำให้ชีวิตของเรานั้นเต็มไปด้วยความสุขที่หวานแทบไม่แพ้น้ำตาลเลยแหละ


    ถือว่าเป็นเพลงไตเติ้ลแทร็กที่ตอบโจทย์อัลบั้มมาก ๆ ฟาร์เรลล์ยังคงทำเมโลดี้ได้หวาน และ ไม่ลืมที่จะใส่ความสนุกด้วยซาวน์ด 𝐯𝐢𝐝𝐞𝐨 𝐠𝐚𝐦𝐞 ลงไปในนั้นด้วย แถมท่อนคอรัสก็ยังสวิตช์ให้ความเป็น 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 น่ารักนิด ๆ เพื่อที่จะชวนให้เราได้ขยับและโยกตาม



    𝟕. 𝐬𝐮𝐜𝐜𝐞𝐬𝐬𝐟𝐮𝐥

    แทร็กที่เล่าถึงเรื่องราวการ “ประสบความสำเร็จ” ในอาชีพหน้าที่การงานของนาง เหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางสำหรับนางแล้ว เราชอบตรงที่ฟาร์เรลล์ใส่ซาวน์ดความเป็น 𝐣𝐚𝐳𝐳 𝐯𝐢𝐛𝐞 ลงไปนิด ๆ แถมเมโลดี้ในแทร็กนี้ก็ดูมีความ 𝐠𝐥𝐚𝐦 โตเป็นสาวมาก ๆ บวกกับกลิ่นอายดนตรี 𝐭𝐫𝐨𝐩𝐢𝐜𝐚𝐥 แบบสวย ๆ ด้วย เป็นอีกแทร็กที่อาริต้องการจะแบ่งปันความสุขให้กับคนฟัง แล้วนางก็ยังรู้สึกแฮปปี้ และรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับผู้คนใหม่ ๆ



    𝟖. 𝐞𝐯𝐞𝐫𝐲𝐭𝐢𝐦𝐞

    แทร็กที่เล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ “เรื่องความรัก” ของตัวอาริเอง โดยแทร็กนี้ก็เป็นเพลง ที่นางเองได้เริ่มพูดถึง 𝐌𝐚𝐜 𝐌𝐢𝐥𝐥𝐞𝐫 เมื่อตอนที่พวกเขาทั้งคู่ยังคงรักกันดีอยู่ ซึ่งความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นก็ไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าไร และมันก็เป็นปัญหาที่คอยกวนใจอาริอยู่ตลอด เพราะมักจะมีเรื่องให้ทะเลาะกันอยู่บ่อย ๆ และถึงแม้เขาจะทำให้นางเสียใจ แต่แล้วสุดท้ายนางก็อดไม่ได้ที่จะกลับไปหาเขาตลอดทุก ๆ ครั้ง



    ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันตอนร่วมงานในเพลง 𝐓𝐡𝐞 𝐖𝐚𝐲 เมื่อปี 𝟐𝟎𝟏𝟑 หลังจากนั้นก็ได้ห่าง ๆ กันไป จนกระทั่งอาริได้กลับไปพัฒนาความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับเขาอีกครั้งในปี 𝟐𝟎𝟏𝟔 (คบกันตั้งแต่ตอนนั้นจนมาถึงต้นปีนี้) 


    ผลงานของ 𝐌𝐚𝐱 𝐌𝐚𝐫𝐭𝐢𝐧, 𝐈𝐥𝐲𝐚 ที่เราคุ้นเคยกันอย่างดี เพราะด้วยดนตรี 𝐫&𝐛/𝐭𝐫𝐚𝐩 ที่ยังคงเป็นสไตล์ของอาริในแบบเก่า แต่โปรดิวเซอร์เขาก็ไม่ลืมที่จะมิกซ์ผสมผสานดนตรีเข้าให้เป็นอาริใน แบบใหม่” ด้วย



    𝟗. 𝐛𝐫𝐞𝐚𝐭𝐡𝐢𝐧

    ในปัจจุบันผู้คนต่างก็ต้องพบเจอกับ ความเครียด, ความกดดัน และ ความวิตกกังวล กันมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ท้าทายคือเราต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอาการเหล่านั้น เพื่อที่จะได้ผ่านมันไปให้ได้ เช่น วิธีง่าย ๆ คือการ “หายใจเข้าลึก ๆ” ซึ่งเป็นเทคนิคทั่ว ๆ ไป ที่สามารถใช้ได้ง่ายและได้ผลจริง โดยแทร็กนี้อาริได้เขียนเนื้อเพลงที่ขึ้นมาจาก สภาวะอาการวิตกกังวล (𝐀𝐧𝐱𝐢𝐞𝐭𝐲) ของตัวนางเอง ที่เกิดจากเหตุการณ์ร้ายแรงใน 𝐌𝐚𝐧𝐜𝐡𝐞𝐬𝐭𝐞𝐫 ที่ผ่านมา อาริเลยพยายามที่จะบอกให้เรารู้ว่า “การสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ” มันจะช่วยเยียวยาและควบคุมความเครียดให้ผ่านไป...




    ซาวน์ดของดนตรีเริ่มเอนเอียงมาเป็นแนวอาริมากขึ้นละ เพราะได้ 𝐈𝐥𝐲𝐚 มาช่วยโปรดิวซ์ให้เหมือนเดิม และเสียงของอาริเองก็ยังช่วยเสริมด้วยการร้องที่ส่งผ่านอารมณ์แบบ “ไม่ไหวแล้ว” นั้นออกมา เราชอบบีทที่มันหนักแน่นรู้สึกว่ามันช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวเพลง แล้วจุดพีคของเพลงมันอยู่ตรงที่ท่อนบริดจ์ช่วงโซโล่กีตาร์ไฟฟ้าที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเพลงมันกำลังเดือดปะทุแบบหายใจเข้าแทบไม่ทัน!


    𝐩.𝐬. ระหว่างที่อาริกำลังเข้าห้องอัด นางเกิดอาการเครียดและวิตกกังวล จนนางต้องออกไปสูดอากาศข้างนอกและใช้เวลาอยู่เงียบ ๆ อยู่สักพัก เพื่อจะได้กลับเข้ามาอัดแทร็กนี้ให้เสร็จ



    𝟏𝟎. 𝐧𝐨 𝐭𝐞𝐚𝐫𝐬 𝐥𝐞𝐟𝐭 𝐭𝐨 𝐜𝐫𝐲

    หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นตันใจไปในแทร็กที่แล้ว “ไม่เหลือน้ำตาให้ร้องไห้” เป็นเสมือนการได้ปล่อยวางและก้าวผ่านเรื่องราวโศกเศร้านั้นมาแล้ว เป็นการเล่าเรื่องราวที่เหมือนกับฟ้าหลังฝน เพราะอาริได้ร้องไห้มากพอจนที่จะลืมเรื่องเศร้านั้นไปได้ และการมองเห็นสายรุ้งสาดส่องมาที่ตาก็เป็นสัญลักษณ์ของ “ความหวัง” และการรักษา เพราะนางพร้อมที่จะ 𝐦𝐨𝐯𝐞 𝐨𝐧 และเดินหน้าเพื่อสู้กับปัญหาต่อไป…




    ซิงเกิ้ลแรกเปิดอัลบั้มที่ได้ 𝐌𝐚𝐱 𝐌𝐚𝐫𝐭𝐢𝐧 คนคุ้นเคยมาโปรดิวซ์ให้เช่นเคย ถือว่าเป็นการเปิด 𝐮𝐩𝐬𝐢𝐝𝐞 𝐝𝐨𝐰𝐧 𝐞𝐫𝐚 ได้ดีมาก ๆ ตอนที่เห็นชื่อเพลงครั้งแรกก็นึกว่านางจะมาแบบเพลงเศร้าแนว 𝐩𝐨𝐩-𝐛𝐚𝐥𝐥𝐚𝐝 แต่พอได้ฟังจริง ๆ สรุปแล้ว “ผิดคาด” แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังสักนิดเดียว เราชอบซาวน์ดแนว 𝐫&𝐛 ยุค 𝟗𝟎𝐬 ที่มิกซ์เข้ากับแนว 𝐩𝐨𝐩 ที่ไม่ค่อยได้ยินในปัจจุบัน และเสียง 𝐢𝐧𝐬𝐭𝐫𝐮𝐦𝐞𝐧𝐭𝐚𝐥 ในเพลงนี้ก็เพราะมาก ๆ ด้วย แถม 𝐦𝐞𝐬𝐬𝐚𝐠𝐞 ในเพลงก็บ่งบอกถึงธีมในอัลบั้มได้ชัดเจนดี กับการให้ผู้คนที่สูญเสียน้ำตานี้เปลี่ยนให้พวกเขาได้สนุกกับ “เสียงเพลงเสียงดนตรี” แทน



    𝟏𝟏. 𝐛𝐨𝐫𝐝𝐞𝐫𝐥𝐢𝐧𝐞 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐌𝐢𝐬𝐬𝐲 𝐄𝐥𝐥𝐢𝐨𝐭𝐭)

    สนุกกันต่อกับแทร็กที่ฟาร์เรลล์โปรดิวซ์ ด้วยดนตรี 𝐫&𝐛 𝐯𝐢𝐛𝐞 สไตล์ 𝐫𝐞𝐭𝐫𝐨 ย้อนยุค ที่มาพร้อมกับจังหวะสนุก ๆ ผสมปนกับความซุกซน และท่อนคอรัสแบบ 𝐦𝐨𝐧𝐨𝐭𝐨𝐧𝐞 ก็เหมือนเป็นแทร็กที่ได้โน้มน้าวดึงดูดให้ผู้คนได้มาร่วมจอย และรู้สึกบันเทิงไปด้วย แถมการได้แร็พเปอร์รุ่นจ๊าบ จากยุค 𝟗𝟎𝐬 อย่าง 𝐌𝐢𝐬𝐬𝐲 𝐄𝐥𝐥𝐢𝐨𝐭 มาร่วมแจมในเพลง ก็ทำให้มันยิ่งเพิ่มความเก๋ และความ 𝐞𝐧𝐭𝐞𝐫𝐭𝐚𝐢𝐧 ที่นางแร็พได้เข้ากับเพลง มันเลยโคตรจะเข้าทางของนาง



    𝟏𝟐. 𝐛𝐞𝐭𝐭𝐞𝐫 𝐨𝐟𝐟

    สุดท้ายการกลับไปหาเขาก็ไม่ได้เกิดผลดีอะไรขึ้นมาเลย แทร็กที่พูดถึงความสัมพันธ์อัน 𝐭𝐨𝐱𝐢𝐜 ที่เกิดขึ้นกับตัวของอาริ และ 𝐌𝐚𝐜 𝐌𝐢𝐥𝐥𝐞𝐫 โดยอาริเองเลือกที่จะหยุดความสัมพันธ์ของความรักครั้งนี้ไว้ เพื่อให้เขาได้เดินจากไปจะดีกว่า แต่ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะตัดขาดไปซะเลย เพราะอาริก็ยังคงรู้สึกเป็นห่วงแม็กในฐานะ “เพื่อนเสมอ” การปล่อยเขาไปเพื่อไม่ต้องให้มา “กังวลเรื่องของเธอ” ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี


    แทร็กที่ได้ 𝐇𝐢𝐭-𝐁𝐨𝐲, 𝐓𝐨𝐦𝐦𝐲 𝐁𝐫𝐨𝐰𝐧 มาโปรดิวซ์ ซึ่งเป็นเพลงช้าที่ให้ความรู้สึกเหงาปนเศร้า แล้วก็ยังได้เล่าถ่ายทอดเอาอารมณ์ของเพลงนี้ได้ซึ้งและกินใจ เราชอบดนตรี 𝐜𝐡𝐢𝐥𝐥 𝐯𝐢𝐛𝐞 กับเสียงร้องอาริที่พอได้ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่านางดึงเอาความเหงานั้นออกมาแบบที่ไม่ต้องพยายามอะไรมากมายเลย


    𝐩.𝐬. เดิมทีแทร็กนี้อาริไม่ได้ตั้งใจจะเอาใส่ในอัลบั้ม แต่แล้วสุดท้ายนางก็เปลี่ยนใจใส่แทร็กนี้กลับเข้าไปเหมือนเดิม เพื่อที่จะเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน (𝐫𝐞𝐬𝐭 𝐢𝐧 𝐩𝐞𝐚𝐜𝐞 𝐦𝐚𝐜)



    𝟏𝟑. 𝐠𝐨𝐨𝐝𝐧𝐢𝐠𝐡𝐭 𝐧 𝐠𝐨

    หลังจากที่ได้บอกลาคนรักเก่าไป นางก็พร้อมที่จะเริ่มความสัมพันธ์ของความรักครั้งใหม่แล้ว เป็นอีกเพลงที่เริ่มเข้าสู่ห้วงของความฝัน ซึ่งก็นับเป็นโมเมนต์ของช่วงเวลาอันโรแมนติก สำหรับอาริ ณ ตอนนี้ที่กำลัง 𝐢𝐧 𝐥𝐨𝐯𝐞 กับความสัมพันธ์ครั้งนี้แบบสุด ๆ เป็นเพลงรักที่นางอยากจะให้ผู้ชายเอ่ยปากบอก “ราตรีสวัสดิ์และลุยไปด้วยกัน”




    แทร็กเอาใจแฟน ๆ นางแหละ กับซาวน์ด 𝐩𝐨𝐩, 𝐞𝐝𝐦 ที่คุ้นเคย เป็นการ 𝐫𝐞𝐦𝐢𝐱, 𝐜𝐨𝐯𝐞𝐫 เพลง 𝐆𝐨𝐨𝐝𝐧𝐢𝐠𝐡𝐭 𝐚𝐧𝐝 𝐆𝐨 ของ 𝐈𝐦𝐨𝐠𝐞𝐧 𝐇𝐞𝐚𝐩 ในปี 𝟐𝟎𝟎𝟓 โดยได้ปรับเปลี่ยนในส่วนของดนตรีและเมโลดี้ใหม่ แต่ยังแอบเก็บเอาบางท่อนไว้และเพิ่มพาร์ทร้องขึ้นใหม่ในเพลงนิดหน่อยด้วย ส่วนตัวเราไม่ใช่ 𝐛𝐢𝐠 𝐟𝐚𝐧 แนว 𝐞𝐝𝐦 มากเท่าไหร่ แต่พอเป็นงานของ 𝐓𝐨𝐦𝐦𝐲 𝐁𝐫𝐨𝐰𝐧 ที่ทำกับอาริทีไร เรากลับชอบทุกที แถมเมโลดี้ข้างในเพลงนี้ก็สวยมากจริง ๆ



    𝟏𝟒. 𝐩𝐞𝐭𝐞 𝐝𝐚𝐯𝐢𝐝𝐬𝐨𝐧

    ยืนยัน “ความสัมพันธ์” ด้วยชื่อแทร็กมันแบบตรง ๆ กันไปเลย ถึงแม้ว่าความรักครั้งใหม่นี้จะเกิดขึ้นด้วยระยะเวลาที่สั้น ๆ แต่พวกนางก็ได้หมั้นกันเรียบร้อยแล้ว เป็นแทร็ก 𝐢𝐧𝐭𝐞𝐫𝐥𝐮𝐝𝐞 สั้น ๆ ที่อาริอยากจะแชร์ และแบ่งปันความหวานของนางกับแฟน เหมือนว่าตอนนี้นางแค่อยากจะมีความสุขและรู้สึกดี และหวังว่า ความรัก” ครั้งนี้จะ “𝐠𝐨𝐭 𝐦𝐞 𝐡𝐚𝐩𝐩𝐲, 𝐰𝐨𝐧’𝐭 𝐧𝐨 𝐜𝐫𝐲𝐢𝐧𝐠’ 𝐟𝐫𝐨𝐦 𝐦𝐞” แค่นั้นก็พอ...



    𝟏𝟓. 𝐠𝐞𝐭 𝐰𝐞𝐥𝐥 𝐬𝐨𝐨𝐧

    ดำเนินมาจนถึงแทร็กสุดท้ายกับเพลง 𝐭𝐫𝐢𝐛𝐮𝐭𝐞 ให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์ 𝐌𝐚𝐧𝐜𝐡𝐞𝐬𝐭𝐞𝐫 เมื่อปีก่อน ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ “โศกนาฏกรรม” ที่เป็นเสมือนบาดแผลติดตัวอาริอยู่ตลอด นางยังคงร้องไห้ทุกครั้งกับภาพความหวาดกลัวครั้งนั้นอยู่เสมอ เสียงผู้คนที่กรีดร้องยังคงวนลูปอยู่ซ้ำ ๆ อยู่ในหัวของนาง ซึ่งมันทำให้นางนึกได้ว่ายังมี “ผู้คนมากมายที่เสียใจไม่ต่างกัน” นางเลยเลือกที่จะ “โอบกอด” ผู้คนเหล่านั้น ด้วยเสียงดนตรี สำหรับเพลง 𝐠𝐞𝐭 𝐰𝐞𝐥𝐥 𝐬𝐨𝐨𝐧 นี้เลยเป็นเหมือนพลังบวกที่กำลังค่อย ๆ ช่วยรักษาให้บาดแผลนั้นจางไปช้า  “เพื่อที่จะให้มันได้หายดี”


    แทร็กสุดท้ายที่มาพร้อมกับความหมาย 𝐞𝐦𝐨𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 ที่ดีต่อใจเรามาก ๆ การใช้ดนตรี 𝐬𝐨𝐮𝐥-𝐛𝐚𝐥𝐥𝐚𝐝 พร้อมผสมปนกับเสียงเปียโน ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสับสนที่นางต้องการจะสื่อในเพลง เราประทับใจตรงตอนที่ปิดจบด้วยท่อน 𝐬𝐢𝐥𝐞𝐧𝐜𝐞 ที่ได้หยุดเงียบเพื่อเป็นการไว้อาลัยนาน 𝟒𝟎 วินาที แถมทั้งความยาวของเพลงนี้ อาริยังตั้งใจให้เป็น 𝟓:𝟐𝟐 นาที เพื่อที่จะให้มันตรงกับเหตุการณ์ครั้งนั้น (𝟐𝟐 พฤษภาคม) ซึ่งก็เป็นแทร็กปิดอัลบั้มที่คอยย้ำและเตือนใจเพื่อให้ระลึกถึงความสูญเสียที่จากไป และมันยังได้ให้กำลังใจที่ดี ๆ ต่อคนฟังในเวลาเดียวกัน...




    สำหรับอัลบั้มชุดที่ 𝟒 นี้ ตั้งแต่เปิดแทร็กแรกเล่นมาจนถึงแทร็กสุดท้าย เราคิดว่าอาริกำลังสื่อให้เราเห็นถึงแง่คิดในตัวของอาริเองหลาย ๆ อย่าง เหตุการณ์ใน 𝐌𝐚𝐧𝐜𝐡𝐞𝐬𝐭𝐞𝐫 ครั้งนั้นมันแทบจะกลายเป็นฝันร้ายที่ติดตานางไปตลอดชีวิต แต่แทนที่จะจมปลักไปกับการคิดถึงความเจ็บปวดนั้น นางกลับเปลี่ยนมันจาก ความทุกข์, ความโศกเศร้า ทำให้เปล่งประกายเป็นความสุข, ความสนุก แทน เพราะนางรู้ว่าเสียงเพลง เสียงดนตรี ที่นางร้องมันเป็นสารสื่อถึงได้ พร้อมกับเยียวยาให้กำลังใจคนฟังได้อย่างดี ทั้งนี้ก็ยังถือว่าเป็นการ ปลอบประโลมเยียวยาจิตใจ ให้สำหรับตัวของนางเองด้วยเหมือนกัน ซึ่งมันก็ควรเป็นแบบนั้น เราว่านางทำมันได้ถูกต้องแล้ว



    มาพูดถึงเรื่องของภาคดนตรีกันบ้าง การที่อาริเลือกเอาโปรดิวเซอร์ฝีมือดีอย่าง 𝐏𝐡𝐚𝐫𝐫𝐞𝐥𝐥 𝐖𝐢𝐥𝐥𝐢𝐚𝐦𝐬 ให้มาคุมงาน เราคิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดี แถมเราก็ชอบดนตรีแนว 𝐩𝐨𝐩/𝐫&𝐛 ยุค 𝟗𝟎𝐬-𝟎𝟎𝐬 ที่เขานั้นดีไซน์ให้ปน 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 นิด ๆ และก็ประทับใจตรงที่ฟาร์เรลล์เขาดึงเอาเสน่ห์บางอย่างจากตัวของอาริที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อนด้วย เรื่องการจัดวางเรียงลำดับของแต่แทร็กในอัลบั้มก็บาลานซ์และสมูทไหลลื่นดี และเราก็ขอชื่นชมอีกเรื่องในทักษะ “การร้องคีย์ต่ำ” ของอาริก็ได้พัฒนาและคุมเสียงได้เก่งขึ้นมากกว่าเดิม...


    𝐥𝐨𝐰-𝐤𝐞𝐲 นี่รักการเปลี่ยนคำร้องติดปากที่ปกตินางจะชอบใช้ 𝐛𝐚𝐞, 𝐛𝐚𝐛𝐲 แต่ในอัลบั้มนี้นางเปลี่ยนเป็นคำว่า 𝐲𝐮𝐡, 𝐲𝐞𝐡 แทน (น่ารักดีเราชอบ) เราว่าอัลบั้มนี้ทำให้เราได้เห็นมุมมอง 𝐩𝐞𝐫𝐬𝐨𝐧𝐚𝐥 ความเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้นกว่าอัลบั้มก่อน ๆ ที่ผ่านมา และตามจริงอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่เราไม่ได้คาดหวังหรือตื่นเต้นมากสักเท่าไหร่ แต่พอได้ฟังจริง ๆ เราก็ไม่แปลกใจ เพราะมันคือสิ่งใหม่ ที่เข้ามาทำให้อะไร ในชีวิตเราดี มีรสชาติขึ้นมากจริง ๆ



    หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเมนูรสจัดจ้านที่อาริเคยเสิร์ฟมาให้ทานในอัลบั้มก่อน ๆ พอมาได้ชิมขนมหวานฝีมือนางครั้งแรกก็เลยคิดว่า เออรสชาติมันแปลก ๆ แต่รสชาติที่แปลกใหม่ ก็ไม่ได้แปลว่ามัน “จะไม่อร่อย” ถูกมั้ย?



    “𝐲𝐨𝐮 𝐜𝐨𝐦𝐞 𝐭𝐡𝐫𝐨𝐮𝐠𝐡 𝐥𝐢𝐤𝐞 𝐭𝐡𝐞 𝐬𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧𝐞𝐫 

    𝐲𝐨𝐮 𝐚𝐫𝐞, 𝐭𝐨 𝐛𝐫𝐢𝐧𝐠 𝐭𝐡𝐞 𝐛𝐢𝐭𝐭𝐞𝐫 𝐭𝐚𝐬𝐭𝐞 𝐭𝐨 𝐚 𝐡𝐚𝐥𝐭”



    สรุปแบบให้เห็นเป็นภาพเราขอเปรียบเทียบอัลบั้มนี้เหมือนกับ “คัพเค้กหรือขนมหวาน” ที่อาริได้ลองทำเป็นครั้งแรก เห็นได้ชัดว่าอารินางตั้งใจทำขนมชิ้นนี้อย่างมาก นางพยายามใส่ส่วนผสมต่าง ๆ พร้อมกับกะตวงอย่างพิถีพิถัน เพื่อที่จะให้มันออกมามีรสชาติที่ดีและกินได้ ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว และขนมทุก ๆ ชิ้น (ทุก ๆ แทร็ก) ต่างก็มีความหมายและบอกเล่าเรื่องราวของนางได้อย่างกลมกล่อม โดยมีฟาร์เรลล์เป็นคนคอยให้คำแนะนำอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับลูกมืออย่างนางที่คอยเสนอไอเดียตั่งต่างให้กับขนมชิ้นนี้



    เราเบื่อมากที่ศิลปินมักจะทำอัลบั้มในแบบเดิม ๆ สักแต่จะทำเพลงฮิตเพื่อขึ้นชาร์ตอย่างเดียว จนลืมคิดไปว่าเพลงที่เขาทำมันมีอะไรที่มากไปกว่านั้น อย่างการเปลี่ยนแปลงของ 𝐬𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧𝐞𝐫 ครั้งนี้ นอกจากอาริจะเปลี่ยนรสชาติ “ขม” ให้เป็น “หวาน” เปลี่ยนโทน “ดำมืด” ให้เป็น “สว่าง” เราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี หรือบางทีมันอาจจะถึงเวลาที่ 𝐩𝐨𝐩 𝐬𝐭𝐚𝐫 ตัวเล็ก ๆ คนนี้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว


    "𝐦𝐚𝐲𝐛𝐞 𝐢 𝐬𝐡𝐨𝐮𝐥𝐝 𝐠𝐫𝐨𝐮𝐧𝐝 𝐦𝐲𝐬𝐞𝐥𝐟 
    𝐰𝐡𝐞𝐫𝐞 𝐭𝐡𝐞 𝐦𝐮𝐝 𝐢𝐬, 𝐛𝐞𝐟𝐨𝐫𝐞 𝐢'𝐦 𝐠𝐨𝐧𝐞"

    - 𝐚𝐫𝐢𝐚𝐧𝐚 𝐠𝐫𝐚𝐧𝐝𝐞


    𝐟𝐚𝐯 𝐭𝐫𝐚𝐜𝐤𝐬 : 𝐠𝐞𝐭 𝐰𝐞𝐥𝐥 𝐬𝐨𝐨𝐧, 𝐧𝐨 𝐭𝐞𝐚𝐫𝐬 𝐥𝐞𝐟𝐭 𝐭𝐨 𝐜𝐫𝐲, 𝐛𝐫𝐞𝐚𝐭𝐡𝐢𝐧, 𝐠𝐨𝐝 𝐢𝐬 𝐚 𝐰𝐨𝐦𝐚𝐧, 𝐞𝐯𝐞𝐫𝐲𝐭𝐢𝐦𝐞𝐛𝐞𝐭𝐭𝐞𝐫 𝐨𝐟𝐟, 𝐬𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧𝐞𝐫𝐫.𝐞.𝐦, 𝐛𝐥𝐚𝐳𝐞𝐝

    𝐭𝐚𝐬𝐭𝐞 : 𝟑.𝟓/𝟓
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
sourtastecunt (@sourtastecunt)
ชอบบทความมากเลยคับ ตามมาจากทวิตตั้งแต่บั้ม Queen แล้ว รีวิวดีมากๆเลยคับ รายละเอียดเยอะมาก อ่านเสร็จแล้วอยากกลับไปฟัง sweetener อีกรอบเลย รอติดตามบทความอื่นอยู่นะคับ 🙌🏻
MAGAZYN (@magazynlyn)
@sourtastecunt แงงดีใจที่ชอบนะคะ เราตั้งใจอยากเขียนให้คนกลับไปฟังใหม่อีกรอบแหละค่ะ5555 ขอบคุณมากนะคะ ไว้จะเขียนบ่อยๆเลย 🙏🏼🧡
per_pur (@per_pur)
ชอบมากค่ะ ติดหู 𝐭𝐡𝐞 𝐥𝐢𝐠𝐡𝐭 𝐢𝐬 𝐜𝐨𝐦𝐢𝐧𝐠 ตั้งแต่ฟังครั้งแรก เขียนรีวิวดีมากเลยได้รู้ที่มาที่ไปของเพลง
MAGAZYN (@magazynlyn)
@per_pur ขอบคุณมากเลยค่าา ดีใจที่มีคนชอบบ ไว้จะพยายามเขียนบ่อยๆ 🙏🏼🧡
anton_ultron (@anton_ultron)
แงง พี่ซินเขียนดีอีกแล้ววว ดีเทลเยอะมากกกกก ชอบในการใส่ใจในความละเอียดของการเขียนอะ ความยาวไม่ใช่ปัญหาเล๊ยยยย 😂 บางอย่างก็พึ่งมารู้จากที่พี่เขียนเนี่ย อยากให้เขียนอัลบั้มนางทรอยด้วยเย้ย 😫
MAGAZYN (@magazynlyn)
@anton_ultron ฮือออขอบคุณน๊าา ดีใจที่อ่านจนจบ5555 จริงๆพยายามจะเขียนให้เสร็จเร็วกว่านี้ แต่ก็ติดนู่นนี่หลายอย่าง 😩 ส่วนอัลบั้มนังทรอยจะเริ่มเขียนแร้ววว :)