MUSIC TASTEMAGAZYN
#1 Nicki Minaj — Queen (2018)
  • "𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧 𝐢𝐬 𝐭𝐡𝐞 𝐧𝐚𝐦𝐞"



    𝐆𝐞𝐧𝐫𝐞𝐬 : 𝐇𝐢𝐩 𝐇𝐨𝐩, 𝐓𝐫𝐚𝐩 𝐑𝐚𝐩 / 𝐋𝐚𝐛𝐞𝐥 : 𝐘𝐨𝐮𝐧𝐠 𝐌𝐨𝐧𝐞𝐲 / 𝐑𝐞𝐥𝐞𝐚𝐬𝐞𝐝 : 𝐀𝐮𝐠𝐮𝐬𝐭 𝟏𝟎, 𝟐𝟎𝟏𝟖


    ถ้าหากพูดถึง “𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧 𝐨𝐟 𝐑𝐚𝐩” ของยุคนี้ หลายคนก็คงอดคิดไม่ได้ที่จะนึกถึง “𝐍𝐢𝐜𝐤𝐢 𝐌𝐢𝐧𝐚𝐣” ก่อนเป็นคนแรก ด้วยระยะเวลาการทำงาน คลุกคลีในวงการเกือบ 𝟏𝟎 ปี ผู้คนต่างก็เห็นดีว่านิกกี้ยังคงโลดแล่นอยู่ตลอด ไม่เคยห่างหายไปไหน จนกระทั่งปี 𝟐𝟎𝟏𝟖 ในที่สุด นิกกี้ก็ได้หวนกลับมาทำอัลบั้มเต็มอีกครั้ง หลังจาก 𝟒 ปีที่ปล่อยอัลบั้ม 𝐓𝐡𝐞 𝐏𝐢𝐧𝐤𝐩𝐫𝐢𝐧𝐭 (𝟐𝟎𝟏𝟒) ไป จนมาถึงอัลบั้มใหม่ชุดที่ 𝟒 นี้ ทำให้หลาย ๆ คนต่างพากันคาดหวังว่า ตัวนิกกี้นั้นจะยังคงนั่งครองบัลลังก์ตำแหน่ง “𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧” นี้ได้ต่อหรือไม่ แล้วจะมีแร็พเปอร์หญิงหน้าใหม่ หรือว่าใครหน้าไหนจะมาขโมยช่วงชิงฉกฉวย “มงกุฎ” อันเลอเลิศของเธอไปได้หรือเปล่า



    เพื่อเป็นการพิสูจน์ความขลังหรือไม่ขลังของราชินี

    เรามาฟังอัลบั้มนี้และอ่านไปพร้อม ๆ กันดีกว่า



    𝟏. 𝐆𝐮𝐧𝐣𝐚 𝐁𝐮𝐫𝐧𝐬

    เปิดมาแทร็กอินโทรเปิดอัลบั้มที่เรียกได้ว่าตรงกับปกและตรงธีมมากที่สุด เพราะด้วยดนตรี 𝐚𝐟𝐫𝐨 𝐛𝐞𝐚𝐭 ที่มีความเป็นชนเผ่านักรบหญิงโบราณ มีความอียิปต์ตั่งต่าง อย่างกับก่อนเข้าห้องอัดเพลงนี้ นิกกี้เพิ่งจะแวะไปดูหนัง 𝐓𝐡𝐞 𝐌𝐮𝐦𝐦𝐲 𝐑𝐞𝐭𝐮𝐫𝐧𝐬 มา แต่ว่าไม่ได้นะ ท่อนคอรัสเขาดี รู้สึกถึงความเซ็กซี่ ร้อนรุ่ม เหงื่อชุ่มร่องนมอยู่ ส่วนพาร์ทแร็พก็ยังเร่าร้อนไม่แพ้แดดทะเลทรายซาฮาร่า ถือได้ว่าเป็นแทร็กอุ่นเครื่องที่น่าสนใจ เสมือนเป็นการเริงระบำบูชาไฟให้ เทพเจ้าไอยคุปต์




    แต่ความพิเศษมันอยู่ที่เนื้อหาของเพลงนี่แหละ เพราะนิกกี้ได้ตระหนักและเห็นว่า มันมักจะมีหลาย ๆ คนที่พยายามจะฉุดรั้งดึงเธอให้มาอยู่ในจุดที่ตกต่ำตลอดเวลา พยายามจะใส่ร้ายและกำจัดเธอด้วยคำพูดต่าง ๆ นานา แต่เธอก็ไม่วายที่จะฟื้นขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ ๆ คำว่า 𝐆𝐮𝐧𝐣𝐚 𝐁𝐮𝐫𝐧𝐬 ยังสื่อถึงนัยได้อีกอย่างคือ ทุกคนพยายามจะเผาจะทำลายล้างมัน แต่ก็ต้องสูดดมกลิ่นควัน พร้อมกลับไปเสพติดมันอย่างเหมือนเคย



    𝟐. 𝐌𝐚𝐣𝐞𝐬𝐭𝐲 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐄𝐦𝐢𝐧𝐞𝐦)

    นำทัพมาด้วยหนุ่ม 𝐋𝐚𝐛𝐫𝐢𝐧𝐭𝐡 คนแรกที่มาพร้อมกับเสียงเปียโนอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะสวิตช์บีทให้ร้อนผ่าวด้วยท่อนแร็พที่บดขยี้ของนิกกี้อีกทีนึง แต่ก็ยังไม่สาแก่ใจ เพราะนิกกี้ยังได้ขนเอาว่าที่สามี (กำมะลอ) อย่าง 𝐄𝐦𝐢𝐧𝐞𝐦 มาตบท้าย เพื่อโชว์สกิลที่ถนัดด้วยการพ่นแร็พแบบไฟแลบหูดับตับไหม้ เราฟังไปถึงกับต้องอุทานในใจว่า พูดเชี่*อะไรเอ่ย ฟังไม่ทันสักคำ! 


    อันนี้เรียกว่าแร็พหรือว่าแช่งให้ตายด้วยการเผาพริกเผาเกลือแม่ แต่ดูรวม ๆ มันก็ทำให้เพลงมันออกมาเจ๋งดีแหละ ทำให้นึกถึงเอ็มสมัย 𝐑𝐚𝐩 𝐆𝐨𝐝 ก็ถือว่าเป็นการรวมตัวของทั้ง 𝟑 คนที่ผสมผสานเข้ากันได้ดีเลยทำให้งานมันออกมาดูลื่นไหลและสามัคคีกันอยู่



    𝟑. 𝐁𝐚𝐫𝐛𝐢𝐞 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦𝐬

    เปิดมาพร้อมท่อน “𝐑.𝐈.𝐏 𝐭𝐨 𝐁.𝐈.𝐆, 𝐂𝐥𝐚𝐬𝐬𝐢𝐜 𝐒𝐡𝐢𝐭” เพื่อเป็นการเคารพผลงานระดับคลาสสิคและระลึกถึงแร็พเปอร์รุ่นพี่ 𝐓𝐡𝐞 𝐍𝐨𝐭𝐨𝐫𝐢𝐨𝐮𝐬 𝐁.𝐈.𝐆 ฉายา 𝐁𝐢𝐠𝐠𝐢𝐞 𝐒𝐦𝐚𝐥𝐥𝐬 (แร็พเปอร์จากยุค 𝟗𝟎𝐬 ที่เสียชีวิตในปี 𝟏𝟗𝟗𝟕) โดยแทร็กนี้เธอยังได้ใช้ 𝐬𝐚𝐦𝐩𝐥𝐞 มาจากเพลง 𝐉𝐮𝐬𝐭 𝐏𝐥𝐚𝐲𝐢𝐧𝐠 (𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦𝐬) ของบิกกี้ด้วย ตามจริงแล้วนิกกี้เคยใช้บีทเพลงนี้เป็น 𝐬𝐚𝐦𝐩𝐥𝐞 มาก่อนหน้านี้แล้วในเพลง 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦 ‘𝟎𝟕 ซึ่งอยู่ในมิกซ์เทปชุดแรกของเธอ ชื่อ 𝐏𝐥𝐚𝐲𝐭𝐢𝐦𝐞 𝐢𝐬 𝐎𝐯𝐞𝐫 จนนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง




    นอกจากนิกกี้จะเคยใช้บีทของบิกกี้มา 𝐬𝐚𝐦𝐩𝐥𝐞 แล้ว ก่อนหน้านี้ 𝐋𝐢𝐥 𝐊𝐢𝐦 (อดีตคู่อริ) ก็ได้เคยใช้มาแล้วเหมือนกันในเพลง 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦𝐬 อัลบั้ม 𝐇𝐚𝐫𝐝 𝐂𝐨𝐫𝐞 เมื่อปี 𝟏𝟗𝟗𝟔 (บิกกี้เขาก็เป็นป๋าดันให้กับคิมในสมัยนั้น)


    โดยต้นฉบับเพลงของบิกกี้เองก็มีการพูดแซะถึงเหล่าศิลปินหญิง 𝐑&𝐁 หลายคนที่เขาอยากจะมีเซ็กซ์ด้วยตั่งต่าง แล้วเพลงนี้ของนิกกี้ก็ได้พูดถึงแร็พเปอร์ชายดัง ๆ หลายคนด้วยเหมือนกัน แต่เป็นการพูดเล่นในเชิงขำขันไม่ได้เป็นการดิสด่าแต่อย่างใด เพราะอย่างที่เธอพูดไปแค่ “𝐈’𝐦 𝐣𝐮𝐬𝐭 𝐩𝐥𝐚𝐲𝐢𝐧𝐠, 𝐛𝐮𝐭 𝐢’𝐦 𝐬𝐚𝐲𝐢𝐧𝐠



    บุคคลที่นิกกี้แร็พจิกกัดในเพลงนี้แซ่บ ๆ ก็มีหลายคนด้วยกันยกตัวอย่าง เช่น..



    𝐌𝐞𝐞𝐤 𝐌𝐢𝐥𝐥 (อดีตคนรัก) ที่นิกกี้แร็พกัดว่าเขายังคงส่งข้อความหาเธออยู่ตลอด ทั้ง ๆ ที่เธอพยามจะหนีจากเขาแล้ว แต่ก็ยังมาอ้อนวอนขอโอกาส “𝐈 𝐮𝐬𝐞𝐝 𝐭𝐨 𝐩𝐫𝐚𝐲 𝐟𝐨𝐫 𝐭𝐢𝐦𝐞𝐬 𝐥𝐢𝐤𝐞 𝐭𝐡𝐢𝐬” นิกกี้ใช้ท่อนแร็พบางท่อนของมีค เพลง 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦𝐬 𝐚𝐧𝐝 𝐍𝐢𝐠𝐡𝐭𝐦𝐚𝐫𝐞 (𝟐𝟎𝟏𝟐)




    เราคิดว่าทุกคนน่าจะรู้ดีกันอยู่แล้วว่านิกกี้เก่งมากในด้านการเอา 𝐬𝐚𝐦𝐩𝐥𝐞 จากเพลงเก่า ๆ มาปรุงใหม่ให้แซ่บไปกว่าเดิม เช่น 𝐀𝐧𝐚𝐜𝐨𝐧𝐝𝐚 อย่างล่าสุด 𝐁𝐚𝐫𝐛𝐢𝐞 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦𝐬 เอาจริง ๆ เราว่าของเก่าอย่างงานคลาสสิคแบบ 𝐨𝐥𝐝 𝐬𝐜𝐡𝐨𝐨𝐥 มันเจ๋งของมันอยู่แล้ว แต่นิกกี้ก็ไม่วายที่จะทำให้มันเจ๋งขึ้นไปอีก นอกจากเนื้อแร็พที่จิกกัดจนต้องร้องอูยแล้ว ช่วงท้ายเพลงเธอยังสวิชต์บีทและใส่ท่อนใหม่ พร้อมกับจุดไฟ สาดความมันส์ด้วยการปลุกร่าง 𝐑𝐨𝐦𝐚𝐧 ให้ขึ้นมาแร็พกันอย่างคลุ้มคลั่ง



    𝟒. 𝐑𝐢𝐜𝐡 𝐒𝐞𝐱 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐋𝐢𝐥 𝐖𝐚𝐲𝐧𝐞)

    จะมีเซ็กส์ด้วยกันทั้งทีผู้ชายนิสัยดี ๆ มันไม่พอหรอก เพราะเขาต้องรวยด้วย! เหมือนเป็นคีย์เวิร์ดหลักของเพลง อย่างท่อน 𝐢 𝐥𝐢𝐤𝐞 𝐦𝐨𝐧𝐞𝐲 𝐦𝐨𝐫𝐞 𝐭𝐡𝐚𝐧 𝐝𝐢𝐜𝐤, 𝐧****𝐬, 𝐭𝐡𝐚𝐭’𝐬 𝐚 𝐟𝐚𝐜𝐭 เธอก็บอกแบบตรง ๆ กันไปเลยว่า “ฉันน่ะชอบเงินมากกว่าจู๋อีกนะ” และดูเหมือนพยายามจะสื่ออีกว่าจิ๋มของพวกเราอ่ะมีค่าพอ ไม่ควรจะไปลดตัวให้กับพวกผู้ชายง่าย ๆ แต่ถ้าเขารวยอะก็คุยได้นะ เพราะมันไม่มีหรอกผู้ชายที่จนแล้วหล่ออะ


    ฟังครั้งแรกอาจจะคิดว่าเพลงนี้แรงไป แต่ถ้าคุณเป็นสายเพลง 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 อยู่แล้ว แทร็กนี้ก็ไม่ได้ถือว่าแรงมากมายอะไรเลย ตามสไตล์เพลงแร็พทั่วไปนั่นแหละ อวดร่ำอวดรวยเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่แรงไม่ต่างจากเนื้อเพลงคงเป็นดนตรีที่ใช้ เป็นแนว 𝐭𝐫𝐚𝐩 𝐛𝐞𝐚𝐭 สมัยใหม่ แต่ให้ความรู้สึก 𝐨𝐥𝐝 𝐬𝐜𝐡𝐨𝐨𝐥 แถมยังได้ป๋าเวยน์มาช่วยแร็พให้อีก มันยิ่งช่วยเพิ่มความรวยความเมาและความเก๋าให้กับเพลงนี้ได้อย่างทวีคูณเข้าไปใหญ่



    𝟓. 𝐇𝐚𝐫𝐝 𝐖𝐡𝐢𝐭𝐞

    ก่อนที่นิกกี้จะมีชื่อเสียง โดยขึ้นมาเป็นแร็พเปอร์แนวหน้าจนถึงปัจจุบัน เธอเคยทำงานในตำแหน่งที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในนิวยอร์ก รวมถึงยังเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านชื่อดัง 𝐑𝐞𝐝 𝐋𝐨𝐛𝐬𝐭𝐞𝐫 นับตั้งแต่ตอนนั้น อาชีพแร็พเปอร์ของเธอก็ได้พุ่งทะยานขึ้นสูง ซึ่งทำให้ตอนนี้เธอจะไม่ไปเสียเวลาที่มีค่าให้กับเงินอันน้อยนิดที่เธอไม่สมควรได้ แล้วถ้าหากมีใครคิดจะมาขโมยบัลลังก์ของเธอ เธอก็จะใช้พลังที่มีอยู่ทวงบัลลังก์นั้นกลับคืน




    “𝐇𝐚𝐥𝐟 𝐁𝐚𝐜𝐤” ชื่อเก่าของแทร็กนี้ ซึ่งเคยหลุดออกไปแล้ว แต่นิกกี้ก็ได้นำเอากลับมาทำใหม่อีกครั้ง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “𝐇𝐚𝐫𝐝 𝐖𝐡𝐢𝐭𝐞” โดยเนื้อเพลงเล่าถึงความยากลำบากในอดีตจนถึงปัจจุบัน เธอยังคงเห็นหลายคนพยายามจะกีดกัน ลอกเลียนแบบเธอ แต่นิกกี้รู้ว่าตัวเองนั้นล้มยาก แล้วเธอจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงในอัลบั้มที่โชว์สกิลการแร็พของเธอได้อย่างคมคาย ซาวน์ยังคงร้ายต่อเนื่อง



    𝟔. 𝐁𝐞𝐝 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐀𝐫𝐢𝐚𝐧𝐚 𝐆𝐫𝐚𝐧𝐝𝐞)

    นับว่าเป็นการร่วมงานกันครั้งที่ 𝟓 แล้วสำหรับพี่สาวน้องสาวคู่นี้ ดูจากชื่อเพลงก็น่าจะชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้วว่ามันต้องเกี่ยวกับ การหลับนอน เรื่องบนเตียง หรือว่า เซ็กส์ เป็นเพลงแนว 𝐑&𝐁𝐭𝐫𝐨𝐩𝐢𝐜𝐚𝐥 อยู่เบา ๆ ซึ่งมันเข้ากันมาก ๆ กับเสียงร้องอันยั่วเย้าของอาริ ถือว่าเป็นเพลงจังหวะเนิบ ๆ สบาย ๆ เอาไว้เปิดฟังพร้อมกับเลื้อย ๆ คลาน ๆ สำหรับในช่วง 𝐬𝐮𝐦𝐦𝐞𝐫




    𝐥𝐨𝐯𝐞 𝐦𝐞 𝐠𝐨𝐨𝐝, 𝐥𝐨𝐯𝐞 𝐦𝐞 𝐝𝐨𝐰𝐧, 𝐝𝐨𝐧’𝐭 𝐭𝐮𝐫𝐧 𝐦𝐞 𝐝𝐨𝐰𝐧, 𝐠𝐨𝐭 𝐚 𝐛𝐞𝐝 𝐰𝐢𝐭’ 𝐲𝐨𝐮𝐫 𝐧𝐚𝐦𝐞 𝐨𝐧 𝐢𝐭..


    𝟕. 𝐓𝐡𝐨𝐮𝐠𝐡 𝐈 𝐊𝐧𝐨𝐰 𝐘𝐨𝐮 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐓𝐡𝐞 𝐖𝐞𝐞𝐤𝐧𝐝)

    อีกหนึ่งแทร็กที่ยังคงดำเนินด้วยดนตรีแนว 𝐑&𝐁 ที่ไปทางสไตล์ของ 𝐓𝐡𝐞 𝐖𝐞𝐞𝐤𝐧𝐝 ซะมากกว่า แต่ก็ยังแอบมีความเป็น 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 เบา ๆ พอที่จะให้นิกกี้ร้องเข้ากับเพลงได้อยู่ เป็นเพลงที่พูดถึงคนรักเก่าว่า “เราคิดว่ารู้จักเขาดี แต่แท้จริงกลับไม่รู้อะไรเลย” ซึ่งท่อนของอเบลเหมือนจะเป็นการเอ่ยถึงอดีตคนรักของเขาที่จบความสัมพันธ์ด้วยไม่ค่อยจะราบรื่น ยังคงนึกถึงและโหยหาเขาอยู่ตลอด สไตล์เพลงอกหักของอเบล




    ตอนท้ายเพลงมีคำว่า 𝐝𝐞𝐚𝐝 𝐩𝐫𝐞𝐬𝐢𝐝𝐞𝐧𝐭 เป็นคำที่ใช้สื่อถึงตัวตายตัวแทน และยังเป็นศัพท์แสลงที่รู้จักกันดีในหมู่มวลชาว 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 ที่ไว้ใช้แทนธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย โดยที่นิกกี้เลือกใช้คำนี้เพราะหลังจากที่ได้จบความสัมพันธ์กับ 𝐍𝐚𝐬 เธอก็เลือกที่จะโฟกัสการทำงาน และหาเงินอย่างเดียว



    𝟖. 𝐑𝐮𝐧 & 𝐇𝐢𝐝𝐞

    มาถึงแทร็กแรกที่เธอร้อง ถ้าใครชอบเพลง 𝐑&𝐁 ก็น่าจะชอบกันแหละ เพราะเนื้อเพลงและโปรดักชั่นมันถือว่าใช้ได้อยู่ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าแทร็กนี้มันอาจจะดูผิวเผิน และมันดูเบากว่าแทร็กอื่น ๆ น้อยไปหน่อย



    𝟗. 𝐂𝐡𝐮𝐧 𝐒𝐰𝐚𝐞 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐒𝐰𝐚𝐞 𝐋𝐞𝐞)

    แทร็กยาวที่สุดในอัลบั้ม 𝟔 นาทีกว่า เราว่าท่อนคอรัสของ 𝐒𝐰𝐚𝐞 𝐋𝐞𝐞 แอบเมา ๆ เนือย ๆ นิดนึง แต่พอถึงท่อนแร็พนิกกี้ เธอก็ได้ดึงทำให้เพลงมันไม่ได้ดูจืดชืด หรือน่าเบื่อจนเกินไป ซาวน์ก็ยังคงเป็น 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 พึ่งด้วยจังหวะ 𝐭𝐫𝐚𝐩 สมัยใหม่อยู่ อย่างช่วงท้ายรู้เลยว่าทำไมเพลงถึงยาว เพราะว่าเธอได้กล่าวขอบคุณเหล่าทีมงาน แฟนคลับ ที่ได้สนับสนุนจนทำให้เกิดอัลบั้มนี้



    𝟏𝟎. 𝐂𝐡𝐮𝐧-𝐋𝐢

    “ชุนหลี” เป็นชื่อของตัวละครหญิงชื่อดังในเกมส์ฮิตสุดคลาสสิค 𝐬𝐭𝐫𝐞𝐞𝐭 𝐟𝐢𝐠𝐡𝐭𝐞𝐫 ที่นิกกี้ได้หยิบยื่นมาสวมบทบาทนั้นเป็นสาวชาวจีนผู้เก่งกาจในด้านศิลปะการต่อสู้ และเป็น “ตัวละครหญิงตัวแรก” ในเกมส์ โดยเป็นการสื่อถึงนัยว่าเธอเป็น “แร็พเปอร์หญิงคนแรก” ที่โด่งดังและฟาดฟันอยู่ในวงการ 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 มาอย่างเนิ่นนาน จนกระทั่งถึงวงการดนตรี ณ ปัจจุบันตอนนี้


    แน่นอนชุนหลี (นิกกี้) ไม่ได้เป็นตัวร้าย แต่กลับมีคนมองเธอว่าเป็น 𝐛𝐚𝐝 𝐠𝐮𝐲 ใน 𝐫𝐚𝐩 𝐠𝐚𝐦𝐞 ซึ่งนิกกี้เองก็พยามจะสื่อว่าเป็นเพราะพวกเขา (𝐡𝐚𝐭𝐞𝐫𝐬) นั่นแหละ ที่ทำให้เธอต้องมาเป็นแบบนี้! เพราะว่าคนส่วนใหญ่ชอบที่จะเห็นนิกกี้ในบทบาทนั้น แถมพยายามป้ายสีให้นิกกี้ร้ายมาตลอด จนทำให้เธอได้สร้างตัวชุนหลีขึ้นมาเป็น 𝐚𝐥𝐭𝐞𝐫 𝐞𝐠𝐨𝐬 อีกหนึ่งตัวตนของนิกกี้นั่นเอง





    เราว่านิกกี้เลือกถูกมากที่เอาแทร็กนี้เป็น 𝐬𝐢𝐧𝐠𝐥𝐞 เปิดอัลบั้ม อย่างท่อน 𝐭𝐡𝐞𝐲 𝐧𝐞𝐞𝐝 𝐫𝐚𝐩𝐩𝐞𝐫𝐬 𝐥𝐢𝐤𝐞 𝐦𝐞 ที่เป็นการป่าวประกาศให้เห็นว่าทุกคนที่เกลียดนิกกี้นั้น ก็ไม่วายที่จะมาฟังเพลงของนางเหมือนเดิม อารมณ์แบบเหมือนว่า ในเมื่อทุกคนอยากยัดเยียดให้ชั้นเป็นตัวร้าย ได้! ชั้นจะร้ายให้ดู! พร้อมกับพ่นแร็พออกมาอย่าง 𝐛𝐚𝐝𝐝𝐞𝐬𝐭 ดุเดือด! และฆ่าซ้ำด้วยบีทที่ 𝐛𝐚𝐧𝐠𝐞𝐫!



    𝟏𝟏. 𝐋𝐋𝐂

    𝐋𝐋𝐂 หรือ 𝐋𝐢𝐦𝐢𝐭𝐞𝐝 𝐋𝐢𝐚𝐛𝐢𝐥𝐢𝐭𝐲 𝐂𝐨𝐦𝐩𝐚𝐧𝐲 เป็นชื่อย่อของบริษัทที่ทำธุรกิจหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งนิกกี้ก็ได้เปรียบเปรยตัวเธอเองว่าเป็นเจ้าของบริษัทที่สร้างแบรนด์ให้กับ 𝐟𝐞𝐦𝐚𝐥𝐞 𝐫𝐚𝐩𝐩𝐞𝐫𝐬 ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ให้กับแร็พเปอร์หญิงหลาย ๆ คน แต่กลับมีอีกหนึ่งบริษัทคู่แข่งบริษัทหนึ่ง (𝐀𝐭𝐥𝐚𝐧𝐭𝐢𝐜 𝐑𝐞𝐜𝐨𝐫𝐝𝐬) ชอบมาก็อปปี้แบรนด์ของเธออยู่เสมอ แต่ก็ยังทำคุณภาพได้ไม่ถึงเธอ แถมไม่ได้รวยมากไปกว่าบริษัทต้นแบบของนิกกี้เหมือนเดิม


    เนี่ยแซ่บไม่แซ่บก็ดูจากเนื้อเพลง นิกกี้แม่งแร็พโคตรกวนตีนโคตรเย้ยฝั่งตรงข้ามอ่ะ บีทก็ตอแหล๊ตอแหล! ท่อน 𝐀𝐲𝐨, 𝐥𝐨𝐨𝐤 𝐚𝐭 𝐰𝐡𝐚𝐭 𝐭𝐡𝐞𝐲 𝐦𝐚𝐝𝐞 𝐦𝐞 𝐝𝐨 ที่ได้เรฟมาจากเพลงของ 𝐓𝐚𝐲𝐥𝐨𝐫 𝐒𝐰𝐢𝐟𝐭 ตอนที่นางมีเรื่องกับ 𝐊𝐚𝐧𝐲𝐞 𝐖𝐞𝐬𝐭 แต่นิกกี้เปลี่ยนคำว่า 𝐲𝐨𝐮 เป็นคำว่า 𝐭𝐡𝐞𝐲 เพราะ “ศัตรูของเธอ” นั้นคือคนทั้งบริษัท



    𝟏𝟐. 𝐆𝐨𝐨𝐝 𝐅𝐨𝐫𝐦

    แทร็กนี้ได้ 𝐬𝐚𝐦𝐩𝐥𝐞 จากเพลง 𝐒𝐡𝐚𝐤𝐞 𝐓𝐡𝐚𝐭 𝐌𝐨𝐧𝐤𝐞𝐲 (𝟐𝟎𝟎𝟑) ของแร็พเปอร์รุ่นเก๋าอย่าง 𝐓𝐨𝐨 $𝐡𝐨𝐫𝐭 เอาดี ๆ เราว่าต้นฉบับก็มันส์แล้วนะ แต่โปรดิวเซอร์ 𝐌𝐢𝐤𝐞 𝐖𝐢𝐋𝐋 𝐌𝐚𝐝𝐞-𝐈𝐭’𝐬 เขานำเอากลับมาปัดฝุ่นใหม่เพิ่มความเยี่ยวให้ได้อีก ถ้าเอาเพลงนี้ไปเปิดในผับต้องมีคน 𝐭𝐰𝐞𝐫𝐤 ตูดแทบเป็นบ้าแบบกระดูกหักทุกชิ้นส่วน!





    ชอบ 𝐫𝐡𝐲𝐦𝐞 แทร็กนี้เราว่าคมดี ตรงใช้คำว่า 𝐠𝐨𝐨𝐝 𝐟𝐨𝐫 𝐡𝐢𝐦, 𝐠𝐨𝐨𝐝 𝐟𝐨𝐫𝐦 & 𝐠𝐨𝐨𝐝 𝐟𝐨𝐫𝐞𝐢𝐠𝐧 เนี่ยดูเลือกเล่นคำได้คล่อง แถมยังแร็พได้เก๋มากด้วย โดยรวมแล้วก็เป็นเพลงสำหรับ 𝐛𝐚𝐝 𝐛𝐢𝐭𝐜𝐡 𝐚𝐧𝐭𝐡𝐞𝐦 นั่นแหละ บีทบด ๆ ฟาด ๆ แบบเนี้ย มีหรอแม่จะไม่พากันโยก!


    𝐩.𝐬. ตรงท่อน 𝐢 𝐭𝐞𝐥𝐥 𝐡𝐢𝐦 𝐞𝐚𝐭 𝐭𝐡𝐞 𝐜𝐨𝐨𝐤𝐢𝐞 ‘𝐜𝐚𝐮𝐬𝐞 𝐢𝐭’𝐬 𝐠𝐨𝐨𝐝 𝐟𝐨𝐫 𝐡𝐢𝐦 คำว่า 𝐜𝐨𝐨𝐤𝐢𝐞 นอกจากจะสื่อถึงขนมแล้ว คำนี้ยังเป็นแสลงที่แปลว่า 𝐩𝐮𝐬𝐬𝐲 ได้ด้วย


    𝟏𝟑. 𝐍𝐢𝐩 𝐓𝐮𝐜𝐤

    มาพักจิบน้ำเย็นเบรคความร้อนไว้สักประเดี๋ยว ด้วยแทร็ก 𝐑&𝐁 ที่กึ่งร้องกึ่งแร็พของเธอก่อน ถ้าเอาไปเทียบกับเพลง 𝐑&𝐁 แทร็กอื่น ๆ ในอัลบั้ม เราค่อนข้างจะปลื้มกับแทร็กนี้นะ เพราะนิกกี้แบ่งท่อนแร็พกับพาร์ทร้องได้พอดี ฟังแล้วไม่ได้น่าเบื่อหรือ 𝐬𝐤𝐢𝐩 ข้าม



    𝟏𝟒. 𝟐 𝐋𝐢𝐭 𝟐 𝐋𝐚𝐭𝐞 (𝐢𝐧𝐭𝐞𝐫𝐥𝐮𝐝𝐞)

    แทร็ก 𝐢𝐧𝐭𝐞𝐫𝐥𝐮𝐝𝐞 สั้น ๆ เอาไว้คั่นในช่วงพักเบรค ตัวเพลงเองก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก แค่เราฟังแล้วทำให้คิดถึงนิกกี้สมัย 𝐏𝐢𝐧𝐤 𝐅𝐫𝐢𝐝𝐚𝐲 ช่วงที่ทำเพลงป๊อปน่ารักใส ๆ แต่คิดว่าน่าสนใจ ถ้าทำแทร็กนี้แบบเต็ม ๆ



    𝟏𝟓. 𝐂𝐨𝐦𝐞 𝐒𝐞𝐞 𝐀𝐛𝐨𝐮𝐭 𝐌𝐞

    ตั้งแต่นิกกี้ทำอัลบั้มแรกจนมาถึงอัลบั้มนี้ สิ่งที่เธอไม่เคยลืมเลยคือใส่แทร็กร้องเพื่อที่โชว์เสียงของตัวเอง ถึงแม้เสียงของเธออาจจะไม่ได้มีเทคนิคหรือลูกเล่นแพรวพราวเหมือนกับนักร้องทั่ว ๆ ไป เพราะว่าเธอไม่ใช่ศิลปินสายนั้น แต่ร้องแล้วก็น่าฟัง ไม่ถึงกับแย่


    ก่อนหน้านี้เองเรามี 𝐒𝐚𝐯𝐞 𝐌𝐞, 𝐅𝐢𝐫𝐞 𝐁𝐮𝐫𝐧𝐬, 𝐆𝐫𝐚𝐧𝐝 𝐏𝐢𝐚𝐧𝐨 จนมาถึงแทร็กนี้ ซึ่งเราคิดว่านิกกี้พยายามจะโชว์ให้เราเห็นอีกด้านนึงของเธอที่หลายคนเขามักจะมองข้ามเห็นแต่มุมแรง ๆ ร้าย ๆ มาตลอด แต่เธอยังคงโชว์ด้านที่อ่อนไหวให้เห็นเสมอ มันเลยเป็นแทร็กที่มีความหมายมาก ๆ เพราะเป็นเพลงโปรดของนิกกี้ในอัลบั้ม แถมเธอยังจะร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้



    𝟏𝟔. 𝐒𝐢𝐫 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐅𝐮𝐭𝐮𝐫𝐞)

    เขากำลังจะมีทัวร์คู่กัน 𝐍𝐈𝐂𝐊𝐈𝐇𝐍𝐃𝐑𝐗𝐗 𝐓𝐎𝐔𝐑 ก็ไม่แปลกใจ ที่จะมีเพลงเอาไว้ขึ้นโชว์ในงานสักเพลง แทร็กนี้เองนิกกี้ก็ยังคงแร็พสไตล์ 𝐛𝐚𝐝𝐝𝐞𝐬𝐭 ควบคู่ไปกับพาร์ทแร็พฟิวเจอร์ที่เป็นตัวหนุนหลัง เพื่อที่ตอกย้ำความ 𝐠𝐚𝐧𝐠𝐬𝐭𝐞𝐫 ให้อีกที ตัวเพลงอาจะไม่ได้โดดเด่นพิเศษอะไรมาก แต่ฟังแล้วรู้สึกโยกหัวตามบีทได้อยู่



    𝟏𝟕. 𝐌𝐢𝐚𝐦𝐢

    อัลบั้มนี้ดูท่าทางจะทำแนว 𝐭𝐫𝐚𝐩 เก่งเนอะ ชอบจังเลยแนว 𝐭𝐫𝐚𝐩 𝐛𝐞𝐚𝐭 เนี่ย เออแต่ก็เปรี้ยวดี ฟังได้อยู่ ถึงจะไม่ได้มีอะไรพิเศษมากก็ตาม เป็นแค่เพลงอวดร่ำอวดรวยทั่วไปตามสไตล์เมียเศรษฐีในไมอามี่นั่นแหละ ที่ชอบสุดคงเป็นท่อนที่พูดถึง 𝐆𝐫𝐞𝐭𝐜𝐡𝐞𝐧 𝐖𝐢𝐞𝐧𝐞𝐫𝐬 ตัวละครในหนังวัยรุ่นคลาสสิคสุด ๆ เรื่อง 𝐌𝐞𝐚𝐧 𝐆𝐢𝐫𝐥𝐬 (𝟐𝟎𝟎𝟒) กับประโยคที่เธอได้ตะโกนใส่หน้า 𝐑𝐞𝐠𝐢𝐧𝐚 𝐆𝐞𝐨𝐫𝐠𝐞 ว่า “𝐲𝐨𝐮 𝐜𝐚𝐧’𝐭 𝐬𝐢𝐭 𝐰𝐢𝐭𝐡 𝐮𝐬



    𝟏𝟖. 𝐂𝐨𝐜𝐨 𝐂𝐡𝐚𝐧𝐧𝐞𝐥 (𝐟𝐞𝐚𝐭. 𝐅𝐨𝐱𝐲 𝐁𝐫𝐨𝐰𝐧)

    ถ้าให้พูดถึงไอค่อน 𝐟𝐞𝐦𝐚𝐥𝐞 𝐫𝐚𝐩𝐩𝐞𝐫𝐬 ในยุค 𝟗𝟎𝐬 นั้น นอกจาก 𝐋𝐢𝐥 𝐊𝐢𝐦 แล้วก็มี 𝐅𝐨𝐱𝐲 เนี่ยแหละ ที่ยังเป็นหนึ่งในแร็พเปอร์หญิงเก่งอีกคน แล้วเธอยังเป็นเพื่อนซี้ของนิกกี้อีก ด้วยความที่ 𝟐 เป็นคน 𝐓𝐫𝐢𝐧𝐢𝐝𝐚𝐝 บ้านเดียวกัน เพลงก็เลยมีกลิ่นอายแถบ 𝐜𝐚𝐫𝐢𝐛𝐛𝐞𝐚𝐧 แนวดนตรี 𝐝𝐚𝐧𝐜𝐞𝐡𝐚𝐥𝐥 สไตล์ดนตรีสาวชาวเกาะ ที่ได้แร็พแบบแนว 𝐨𝐥𝐝 𝐬𝐜𝐡𝐨𝐨𝐥 จากฟ๊อกซี่ ผสมกับแร็พเฟียสกีของนิกกี้อีก มันเลยทำให้ออกมาไม่ต่างจากแกงใต้ที่ดูเผ็ดร้อน แถมยังได้ใช้ 𝐬𝐚𝐦𝐩𝐥𝐞 เพลง 𝐁𝐮𝐧 𝐔𝐩 𝐭𝐡𝐞 𝐃𝐚𝐧𝐜𝐞 (𝟐𝟎𝟏𝟓) ของ 𝐃𝐢𝐥𝐥𝐨𝐧 𝐅𝐫𝐚𝐧𝐜𝐢𝐬 & 𝐒𝐤𝐫𝐢𝐥𝐥𝐞𝐱 มาทำให้ใหม่อีก ถือว่าเป็นการร่วมงานของสาวชาวใต้ที่โคตรจะลงตัว ผนึกกำลังแบบสูสีจนกินกันไม่ลงเลย




    ชื่อเพลง 𝐂𝐨𝐜𝐨 𝐂𝐡𝐚𝐧𝐧𝐞𝐥 นอกจากจะเป็นชื่อของดีไซเนอร์สาวชาวฝรั่งเศส รู้จักดีในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ดังอย่าง 𝐂𝐇𝐀𝐍𝐄𝐋 ซึ่งนิกกี้ได้หยิบยกเอา 𝐟𝐚𝐬𝐡𝐢𝐨𝐧 𝐢𝐜𝐨𝐧 มาตั้งเป็นชื่อเพลงนั้น นอกจากจะเป็นการสื่อถึง ความอวดรวย หรูหรา อู้ฟู่ ฟูฟ่องแล้ว ยังเป็นการสื่อถึงอีกนัยนึงว่า นิกกี้นั้นเป็นคนแรก ๆ ที่ตบเท้าเข้าสู่อาณาจักรของวงการแฟชั่น (𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 𝐜𝐮𝐥𝐭𝐮𝐫𝐞) เพื่อปฏิวัติการแต่งกายผู้หญิง (𝐟𝐞𝐦𝐚𝐥𝐞 𝐫𝐚𝐩𝐩𝐞𝐫𝐬) ให้ดูดีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเพิ่มมากขึ้นในวงการ



    𝟏𝟗. 𝐈𝐧𝐬𝐩𝐢𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 (𝐨𝐮𝐭𝐫𝐨)

    แทร็ก 𝐨𝐮𝐭𝐫𝐨 ปิดอัลบั้มสั้น ๆ ที่ดนตรียังคงต่อเนื่องจากแทร็กอันที่แล้ว ถือว่าเป็นการจบบทสรุป 𝐞𝐫𝐚 นี้ ด้วยการเอ่ยชื่อขอบคุณ เหล่าศิลปินมากมายหลายท่านที่ต่างก็เป็น “แรงบันดาลใจ” ให้เธอในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็น 𝐋𝐚𝐮𝐫𝐲𝐧 𝐇𝐢𝐥𝐥, 𝐁𝐨𝐛 𝐌𝐚𝐫𝐥𝐞𝐲 รวมถึงอีกศิลปินหลาย ๆ คนจาก 𝐓𝐫𝐢𝐧𝐢𝐝𝐚𝐝 บ้านเกิดของนิกกี้




    เราขอสรุปตรงไปตรงมา แบบไม่ไบแอสหรือว่าอวยเว่อเข้าข้างจนเกินไปละกัน โดยรวมเลยด้วยความที่อัลบั้มมีตั้ง 𝟏𝟗 แทร็ก ความยาวชั่วโมงกว่า ถ้าให้ฟังเรียงแทร็กแบบทั้งอัลบั้มจนจบ ก็ขอพูดอย่างสัตย์จริงเลยว่า เราค่อนข้างจะเอ็นจอยกับอัลบั้มชุดนี้ นิกกี้ยังคงโชว์วิธีแร็พและ 𝐟𝐥𝐨𝐰 ใหม่ ๆ ให้เราได้เซอร์ไพรส์อยู่ตลอด คุมธีมอัลบั้มได้โอเคระดับนึง ยังคงรักษามาตรฐานของดนตรีให้ เปรี้ยว! เยี่ยว! ได้อยู่ ทำให้อัลบั้มมันมีสีสัน แล้วก็ยังคงเส้นคงวาของความเป็นเพลง 𝐡𝐢𝐩-𝐡𝐨𝐩 สูตรสำเร็จฟังง่าย มีหลากหลาย 𝐡𝐨𝐭 𝐛𝐚𝐫𝐬 รวมทั้งท่อน 𝐩𝐮𝐧𝐜𝐡 𝐥𝐢𝐧𝐞, 𝐜𝐚𝐭𝐜𝐡𝐲 𝐟𝐥𝐨𝐰 อีกด้วย




    ส่วนตัวเนื่องจากเราตื่นเต้นกับการกลับมาของอัลบั้มชุดนี้ แต่พอปล่อยออกมาก็ยอมรับว่าค่อนข้างถูกใจและไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ถึงแม้ว่าจะยังแอบเสียดายที่อยากให้ทั้งอัลบั้มนี้ เธอพุ่งเป้าแล้วก็เจาะจงไปที่แร็พแค่อย่างเดียว (ไม่ต้องร้อง) ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบเสียงนิกตอนร้องเพลงนะ คือรู้แหละว่าเธอร้องเพลงได้ แต่อยากให้โฟกัสกับการแร็พมากกว่า เพราะคิดว่านิกกี้ยังมีอีกหลายเรื่องมากที่เธอต้องการจะสะสาง ซึ่งเราอยากเห็นตรงนั้น แต่ไม่เห็นก็โอเคไม่เป็นไร เพราะก็เข้าใจคำว่า 𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧 ที่นิกกี้พยายามจะสื่อว่าเธออ่ะสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าถามว่าตีโจทย์ความเป็น 𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧 ได้แตกมั้ย? เราว่ามันยังทำได้มากอีก



    “𝐩𝐮𝐭 𝐦𝐲 𝐜𝐫𝐨𝐰𝐧 𝐨𝐧 𝐚𝐠𝐚𝐢𝐧, 𝐚𝐧𝐝 𝐢’𝐦𝐚 𝐤𝐧𝐨𝐜𝐤 𝐢𝐭 𝐨𝐟𝐟 

    𝐚𝐧𝐲𝐭𝐡𝐢𝐧 𝐰𝐢𝐭𝐡 𝐧𝐢𝐜𝐤𝐢 𝐢𝐧 𝐢𝐭, 𝐭𝐡𝐞𝐲 𝐠𝐨𝐧𝐧𝐚 𝐩𝐨𝐜𝐤𝐞𝐭 𝐨𝐟𝐟”



    อย่างที่ทราบกันดีว่าตลอดหลายปีมานี้นิกกี้ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับแร็พเปอร์หญิงด้วยกันมาตลอด ๆ ไม่ว่าจะเรื่องมีปากมีเสียงกันกับแร็พเปอร์รุ่นพี่หลายท่านที่เกิดจากการหมั่นไส้ หรือว่าค่ายเพลงใหญ่ค่ายนึงที่พยายามจะปลุกปั้นแร็พเปอร์หญิงคนใหม่เพื่อให้มาโค่นนิกกี้ลงจากบัลลังก์ด้วยวิธีสกปรก ไม่ว่าจะยัดเงินสตรีมเพื่อให้ได้ “อันดับหนึ่ง” หรือพยายามแฮ็กข้อมูล จ้าง “แร็พเปอร์หญิง” คนอื่นแต่งเพลงดิส แม้กระทั่งจ้างสื่อเพลงที่ใหญ่ ๆ ให้ลงข่าวโปรทโมทแค่ศิลปินของตัวเอง และยัดเยียด 𝐛𝐞𝐞𝐟 ปลอม ๆ เพื่อให้ศิลปินเขามาทะเลาะกัน จนมาถึงปีนี้เธอก็ยังโดนกลุ่มคนเหล่านั้นเล่นงานอยู่เสมอ แต่ยังไงก็ตามมันก็ไม่ได้ทำให้มงกุฎของของเธอมีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยเลย



    สุดท้ายนี้เราขอฝากอะไรให้ได้คิดกันนิดนึงนะ ถ้าพวกคุณยังคิดว่า 𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧 𝐨𝐟 𝐑𝐚𝐩 วัดกันด้วยอันดับ #𝟏 𝐁𝐢𝐥𝐥𝐛𝐨𝐚𝐫𝐝 ไม่ได้วัดด้วยความสามารถจากการเขียนเนื้อแร็พเอง เราก็ยินดีด้วยนะสำหรับตำแหน่งนั้น แต่ถ้าพวกคุณคิดว่า 𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧” เขาวัดกันด้วยฝีมือ การรังสรรค์ผลงาน เราคิดว่าตำแหน่งนั้นก็ยังมิอาจได้สั่นคลอนไปจากแร็พเปอร์หญิงคนนี้อย่างแน่นอน



    𝐘𝐨𝐮 𝐜𝐚𝐧 𝐡𝐚𝐭𝐞 𝐦𝐞 𝐛𝐮𝐭 𝐰𝐡𝐲 𝐤𝐧𝐨𝐜𝐤 𝐦𝐲 𝐡𝐮𝐬𝐭𝐥𝐞?

    𝐈’𝐦 𝐚 𝐛𝐞 𝐭𝐡𝐞 𝐪𝐮𝐞𝐞𝐧 𝐧𝐨𝐭 𝐦𝐚𝐭𝐭𝐞𝐫 𝐡𝐨𝐰 𝐭𝐡𝐞𝐲 𝐬𝐡𝐮𝐟𝐟𝐥𝐞.”


    - 𝐍𝐢𝐜𝐤𝐢 𝐌𝐢𝐧𝐚𝐣


    𝐅𝐚𝐯 𝐓𝐫𝐚𝐜𝐤𝐬 : 𝐂𝐡𝐮𝐧-𝐋𝐢, 𝐁𝐚𝐫𝐛𝐢𝐞 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦𝐬, 𝐋𝐋𝐂, 𝐆𝐨𝐨𝐝 𝐅𝐨𝐫𝐦, 𝐇𝐚𝐫𝐝 𝐖𝐡𝐢𝐭𝐞, 𝐂𝐨𝐜𝐨 𝐂𝐡𝐚𝐧𝐞𝐥, 𝐆𝐚𝐧𝐣𝐚 𝐁𝐮𝐫𝐧𝐬

    𝐓𝐚𝐬𝐭𝐞 : 𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
anton_ultron (@anton_ultron)
พี่เขียนดีตลอดเลย แงง หมดคำจะชม 😂 ชอบช่วงฝากไว้ให้คิดมากกก 🔥
MAGAZYN (@magazynlyn)
@anton_ultron shade มากปะเอาดีๆ5555555