MUSIC TASTEMAGAZYN
#1 Nicki Minaj — Queen (2018)
  • "𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧 𝐢𝐬 𝐭𝐡𝐞 𝐧𝐚𝐦𝐞"



    𝐆𝐞𝐧𝐫𝐞𝐬 : 𝐇𝐢𝐩 𝐇𝐨𝐩, 𝐓𝐫𝐚𝐩 𝐑𝐚𝐩 / 𝐋𝐚𝐛𝐞𝐥 : 𝐘𝐨𝐮𝐧𝐠 𝐌𝐨𝐧𝐞𝐲 / 𝐑𝐞𝐥𝐞𝐚𝐬𝐞𝐝 : 𝐀𝐮𝐠𝐮𝐬𝐭 𝟏𝟎, 𝟐𝟎𝟏𝟖



    ถ้าหากพูดถึง “Queen of Rap” ของยุคนี้ หลายคนก็คงอดคิดไม่ได้ที่จะนึกถึง Nicki Minaj ก่อนเป็นคนแรก ด้วยระยะเวลาการทำงานในวงการเกือบ 10 ปี ผู้คนต่างก็เห็นดีว่านิกกี้ยังคงโลดแล่นอยู่ตลอด ไม่เคยห่างหายไปไหน จนกระทั่งปี 2018 ในที่สุดนิกกี้ก็ได้หวนกลับมาทำอัลบั้มเต็มอีกครั้ง หลังจาก 4 ปีที่ได้ปล่อยอัลบั้ม The Pinkprint (2014) ไป โดยอัลบั้มใหม่ชุดที่ 4 นี้ ก็ทำให้หลาย ๆ คนต่างก็พากันคาดหวังว่า นิกกี้นั้นจะยังคงนั่งครองบัลลังก์ตำแหน่ง “Queen” นี้ได้ต่อหรือไม่? และจะมีแร็พเปอร์หญิงหน้าใหม่หรือว่าใครหน้าไหนมาขโมยฉกชิงมงกุฎอันเลอเลิศของเธอนี้ไปได้หรือเปล่า?



    เพื่อเป็นการพิสูจน์ความขลังหรือไม่ขลังของราชินี

    เรามาฟังอัลบั้มนี้และอ่านไปพร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ..



    1. Ganja Burns

    แทร็ก intro เปิดอัลบั้มที่เรียกได้ว่าตรงกับปกและตรงตีมมากที่สุด เพราะด้วยดนตรี afro beat ที่มีความเป็นชนเผ่านักรบหญิงโบราณ หรือว่าความอียิปต์ตั่งต่าง หยั่งกะก่อนเข้าห้องอัดเพลงนี้ นางเพิ่งจะแวะไปดูหนัง The Mummy Returns มา แต่ว่าไม่ได้นะท่อนคอรัสนางดี มันมีความเซ็กซี่, ร้อนรุ่ม, เหงื่อชุ่มร่องนมอยู่ ส่วนพาร์ทแร็พก็เร่าร้อนไม่แพ้แดดทะเลทรายซาฮาร่า ถือได้ว่าเป็นแทร็กอุ่นเครื่องที่น่าสนใจ เสมือนเป็นการเริงระบำบูชาไฟขอพรให้กับเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์




    แต่ความพิเศษมันอยู่ที่เนื้อหาของเพลงนี่แหละ เพราะนิกกี้ได้ตระหนักและเห็นว่า มันมักจะมีหลาย ๆ คนที่พยายามจะฉุดรั้งดึงเธอให้มาอยู่ในจุดที่ตกต่ำอยู่ตลอดเวลา พยายามจะใส่ร้ายและกำจัดเธอด้วยคำพูดต่าง ๆ แต่เธอก็ไม่วายที่จะฟื้นขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ คำว่า Ganja Burns ยังสื่อถึงนัยได้อีกอย่างคือ ทุกคนพยายามจะเผาจะทำลายล้างมัน แต่ก็ต้องสูดดมกลิ่นควันและกลับไปเสพติดมันเหมือนเดิม...



    2. Majesty (feat. Eminem & Labrinth)

    นำทัพมาด้วยหนุ่ม Labrinth คนแรกที่มาพร้อมกับเสียงเปียโนอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะสวิตช์บีทให้ร้อนผ่าวด้วยท่อนแร็พที่บดขยี้ของนิกกี้อีกทีนึง แต่ก็ยังไม่สาแก่ใจ เพราะนิกกี้ยังได้ขนเอาว่าที่สามี (กำมะลอ) อย่าง Eminem มาตบท้ายเพื่อโชว์สกิลที่ถนัดด้วยการพ่นแร็พแบบไฟแลบแทบหูดับตับไหม้ นี่ฟังไปก็ถึงกับต้องอุทานในใจว่า พูดเชี่ยอะไรเอ่ย? เพราะฟังไม่ทันและไม่รู้เรื่องสักคำ! 


    อันนี้เรียกว่าแร็พหรือว่าแช่งให้ตายด้วยการเผาพริกเผาเกลือหะ? แต่ดูรวม ๆ มันก็ทำให้เพลงมันออกมาเจ๋งดีแหละ ทำให้นึกถึงเอ็มสมัย Rap God ก็ถือว่าเป็นการรวมตัวของทั้ง 3 คนที่ผสมผสานเข้ากันได้ดีเลยทำให้งานมันออกมาดูลื่นไหลและสามัคคีกันอยู่



    3. Barbie Dreams

    เปิดเพลงมาด้วยท่อน “R.I.P to B.I.G, Classic Shit” เพื่อเป็นการเคารพผลงานระดับคลาสสิค และระลึกถึงแร็พเปอร์รุ่นพี่ The Notorious B.I.G หรือ Biggie Smalls (แร็พเปอร์ชื่อดังยุค 90s ที่เสียชีวิตในปี 1997) โดยแทร็กนี้นิกกี้ก็ได้ใช้ sample มาจากเพลง Just Playing (Dreams) ของบิกกี้ด้วย ตามจริงนิกกี้เคยใช้บีทเพลงนี้เป็น sample มาก่อนหน้านี้แล้วในเพลง Dream ‘07 ที่อยู่ในอัลบั้ม Playtime is Over อัลบั้มมิกซ์เทปแรกของนาง และนางก็ได้นำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งในแทร็กนี้




    นอกจากนิกกี้จะเคยใช้บีทเพลงของบิกกี้มา sample แล้ว ก่อนหน้านี้ลิลคิม (อดีตคู่อริ) ก็เคยใช้มาแล้วเหมือนกัน กับเพลง Dreams ในอัลบั้ม Hard Core เมื่อปี 1996 (บิกกี้เป็นป๋าดันให้คิมสมัยนั้น)


    โดยต้นฉบับเพลงของบิกกี้เองก็มีการพูดแซะถึงเหล่าศิลปินหญิง R&B หลายคนที่เขาอยากจะมีเซ็กซ์ด้วยตั่งต่าง และเพลงนี้ของนิกกี้ก็ได้พูดถึงแร็พเปอร์ชายดัง ๆ หลายคนด้วยเหมือนกัน แต่เป็นการพูดเล่นในเชิงขำขันไม่ได้เป็นการดิสด่าแต่อย่างใด เพราะที่นางพูดไปแค่ “i’m just playing, but i’m saying”



    บุคคลที่นิกกี้แร็พจิกกัดในเพลงนี้แซ่บ ๆ ก็มีหลายคนด้วยกันยกตัวอย่าง เช่น..



    Meek Mill (อดีตคนรัก) ที่นิกกี้แร็พกัดว่า มีคยังคงส่งข้อความหานิกอยู่ตลอด ทั้งๆที่นิกพยามจะหนีจากเขาแล้ว แต่เขาก็ยังมาอ้อนวอนขอโอกาส "I used to pray for times like this" นิกกี้ใช้ท่อนแร็พมีคในเพลง Dreams and Nightmare 




    เราคิดว่าทุกคนน่าจะรู้ดีกันอยู่แล้วว่านิกกี้เก่งมากในด้านการเอา sample จากเพลงเก่า ๆ มาปรุงใหม่ให้แซ่บกว่าเดิม เช่น เพลง Anaconda และเพลงล่าสุด Barbie Dreams เอาจริง ๆ เราว่าของเก่าอย่างงานคลาสสิคแบบ old school มันเจ๋งของมันอยู่แล้ว แต่นิกกี้ก็ไม่วายที่จะทำให้มันเจ๋งขึ้นไปอีก เพราะนอกจากเนื้อแร็พที่จิกกัดจนต้องร้องอูย.. ช่วงท้าย ๆ เพลงนางสวิชต์บีทและใส่ท่อนใหม่ พร้อมกับจุดไฟสาดความมันส์ด้วยการปลุกร่าง Roman ขึ้นมาแร็พแบบคลุ้มคลั่งจนแทบไม่ได้หยุดพักหายใจ...



    4. Rich Sex (feat. Lil Wayne)

    จะมีเซ็กส์ด้วยกันทั้งทีผู้ชายนิสัยดี ๆ มันไม่พอหรอก เพราะเขาต้องรวยด้วย! เหมือนเป็นคีย์เวิร์ดหลักของเพลง อย่างท่อน “i like money more than dick, niggas, that’s a fact” นางก็บอกแบบตรง ๆ กันไปเลยว่า “ชั้นน่ะชอบเงินมากกว่าจู๋อีกนะ” และนิกกี้พยายามจะสื่ออีกว่าจิ๋มของพวกเราอ่ะมีค่าพอ ไม่ควรจะไปลดตัวให้กับพวกผู้ชายง่าย ๆ แต่ถ้าเขารวยก็คุยได้นะ เพราะมันไม่มีหรอกผู้ชายที่จนแล้วหล่ออ่ะ


    ฟังครั้งแรกอาจจะคิดว่าเพลงนี้แรงไป แต่ถ้าคุณเป็นสายเพลง hip-hop อยู่แล้ว แทร็กนี้ก็ไม่ได้ถือว่าแรงมากมายอะไรเลย ตามสไตล์เพลงแร็พทั่วไปนั่นแหละ อวดร่ำอวดรวยเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่แรงไม่ต่างจากเนื้อเพลงก็คงเป็นดนตรีที่นิกกี้ใช้ คือนางเอา trap beat สมัยใหม่ผสมเข้ากับบีท old school แถมได้ป๋าลิลเวยน์มาช่วยแร็พให้อีกก็ช่วยเพิ่มความรวยความเมาให้เพลงนี้ได้มากโข



    5. Hard White

    แทร็กนี้เคยหลุดไปแล้วแต่นางก็ด้อนแคร์เอากลับมาลงบั้มใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเพลงเปลี่ยนไรนิด ๆหน่อย ๆ แต่ก็ดีแล้วแหละที่นางไม่ทิ้ง เพราะแทร็กนี้โคตรเอาเรื่องพร้อมตบตีอ่ะ ทั้งการแร็พที่พาดพิงถึงคู่อริเมื่อปีที่แล้วอย่าง Remy Ma รวมถึงบีทเพลงที่แม่งโคตรเถื่อน ถ้าเจ้าตัวได้มาฟังเข้าก็คือจุก ๆ



    6. Bed (feat. Ariana Grande)

    นับว่าเป็นการร่วมงานกันครั้งที่ 5 แล้วสำหรับพี่สาวน้องสาวคู่นี้ ดูจากชื่อเพลงก็ชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้วว่ามันต้องเกี่ยวกับการหลับนอน, เรื่องบนเตียง หรือว่า เซ็กส์ และตัวเพลงเองก็มีกลิ่นอายความเป็น R&B, tropical อยู่เบา ๆ ซึ่งมันก็เข้ากันดีมากกับเสียงร้องอันยั่วเย้าของอาริ ถือว่าเป็นเพลงจังหวะเนิบ ๆ ฟังสบายเอาไว้เปิดเลื้อยได้สำหรับช่วง summer ปีนี้




    “love me good, love me down, don’t turn me down, got a bed wit’ your name on it..


    7. Though I Know You (feat. The Weeknd)

    อีกหนึ่งแทร็กที่ยังคงดำเนินด้วยดนตรีแนว R&B ที่ไปทางสไตล์ของ The Weeknd ซะมากกว่า แต่ก็ยังแอบมีความเป็น hip-hop พอจะให้นิกกี้ร้องเข้ากับเพลงได้อยู่ เป็นเพลงที่พูดถึงคนรักเก่าว่า “เราคิดว่ารู้จักเขาดี แต่แท้จริงแล้วกลับไม่รู้อะไรเลย” ท่อนของอเบลก็เป็นการพูดถึงอดีตคนรักที่จบความสัมพันธ์ด้วยไม่ค่อยจะราบรื่น และยังคงนึกถึงและโหยหาเขาอยู่ตลอด ถ้าใครชื่นชอบเพลงอกหักสไตล์อเบลก็น่าจะชอบแทร็กนี้



    ตอนท้ายเพลงมีคำว่า dead president เป็นคำที่ใช้สื่อถึงตัวตายตัวแทน และยังเป็นศัพท์แสลงที่รู้จักกันดีในหมู่มวลชาว hip-hop ที่ไว้ใช้แทนธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย โดยนิกกี้เลือกใช้คำนี้เพราะหลังจากที่ได้จบความสัมพันธ์กับ Nas นางก็เลือกที่จะโฟกัสการทำงานและหาเงินแค่อย่างเดียว



    8. Run & Hide

    มาละแทร็กแรกที่นางร้อง ถ้าใครชอบเพลง R&B ก็น่าจะชอบกันแหละ เพราะเนื้อเพลงกับโปรดักชั่นก็ถือว่าใช้ได้อยู่ แต่สำหรับเรา เราคิดว่าแทร็กนี้มันอาจจะดูผิวเผิน และดูเบากว่าแทร็กอื่น ๆ ไปหน่อย 



    9. Chun Swae (feat. Swae Lee)

    แทร็กยาวที่สุดในอัลบั้ม 6:10 นาที ท่อนคอรัสของ Swae Lee ก็ดีอยู่นะ ถึงแม้ว่าจะแอบเมา ๆ เนือย ๆ นิดนึง แต่พอตัดเข้าท่อนแร็พของนิกกี้ก็ทำให้เพลงมันไม่ได้ดูจืดชืดหรือน่าเบื่อจนเกินไป ซาวน์ดเพลงก็ยังคงเป็นแนว hip-hop/trap สมัยใหม่อยู่ อย่างช่วงท้ายรู้เลยว่าทำไมเพลงถึงยาว เพราะนางได้กล่าวขอบคุณผู้กำกับเอ็มวี, ทีมงาน และ แฟนคลับ ที่ต่างก็พากันซัพพอร์ตนางจนทำให้เกิดอัลบั้มนี้



    10. Chun-Li

    “ชุนหลี” เป็นชื่อของตัวละครหญิงชื่อดังในเกมส์ฮิตสุดคลาสสิค street fighter ที่นิกกี้ได้หยิบยื่นมาสวมบทบาทนั้นเป็นสาวชาวจีนผู้เก่งกาจในด้านศิลปะการต่อสู้ และเป็นตัวละครหญิงตัวแรกในเกมส์ โดยเป็นการสื่อถึงนัยว่า นิกกี้นั้นเป็น แร็พเปอร์หญิงคนแรก” ที่โด่งดังและฟาดฟันในวงการ hip-hop มานานจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้


    แน่นอนชุนหลี (นิกกี้) ไม่ได้เป็นตัวร้าย แต่กลับมีคนมองเธอว่าเป็น 𝖇𝖆𝖉 𝖌𝖚𝖞 ใน 𝖗𝖆𝖕 𝖌𝖆𝖒𝖊 ซึ่งนิกกี้พยามจะสื่อว่าเป็นเพราะพวกเขา (𝐡𝐚𝐭𝐞𝐫𝐬) นั่นแหละ ที่ทำให้นิกต้องมาเป็นแบบนี้! เพราะว่าคนส่วนใหญ่ชอบที่จะเห็นนิกกี้ในบทบาทนั้น และก็ยังพยายามป้ายสีให้นิกกี้ร้ายมาตลอด จนทำให้นิกได้สร้างตัวชุนหลีขึ้นมาเป็น 𝖆𝖑𝖙𝖊𝖗 𝖊𝖌𝖔𝖘 อีกหนึ่งตัวตนของเธอ





    เราว่านิกกี้คิดถูกมากที่เอาแทร็กนี้เป็น single เปิดอัลบั้ม อย่างตรงท่อน “they need rappers like me” ที่เป็นการป่าวประกาศให้เห็นว่าทุกคนที่เกลียดนิกกี้นั้น ก็ไม่วายที่จะมาฟังเพลงของนางเหมือนเดิม อารมณ์แบบเหมือนว่า ในเมื่อทุกคนอยากยัดเยียดให้ชั้นเป็นตัวร้าย ได้! ชั้นจะร้ายให้ดู! พร้อมกับพ่นแร็พออกมาอย่าง baddest ดุเดือด! และยังมาฆ่าเราซ้ำด้วยบีทที่โคตรจะ banger! อีกที



    11. LLC

    LLC หรือ Limited Liability Company เป็นชื่อย่อของบริษัทที่ทำธุรกิจหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งนิกกี้ก็ได้เปรียบเปรยตัวนางเองว่าเป็นเจ้าของบริษัทที่สร้างแบรนด์ให้กับ female rappers และเป็นแม่พิมพ์ให้กับแร็พเปอร์หญิงหลาย ๆ คน แต่กลับมีอีกหนึ่งบริษัทคู่แข่ง (Atlantic Records) ชอบมาก็อปปี้แบรนด์ของเธออยู่เสมอ แต่ก็ยังทำได้ไม่ถึงเธอและไม่ได้รวยมากไปกว่าอยู่ดี


    เนี่ยแซ่บไม่แซ่บก็ดูจากเนื้อเพลง นิกกี้แม่งแร็พโคตรกวนตีนโคตรเย้ยฝั่งตรงข้ามอ่ะ บีทก็ตอแหล๊ตอแหล! อย่างท่อน “Ayo, look at what they made me do” ที่ได้เรฟมาจากเพลงของ Taylor Swift ตอนที่มีเรื่องกับ Kanye West และนางก็ได้เปลี่ยนจากคำว่า you เป็น they เพราะว่าศัตรูนางคือคนทั้งบริษัท



    12. Good Form

    แทร็กนี้ได้ sample มาจากเพลง Shake That Monkey ปี 2003 ของแร็พเปอร์รุ่นเก๋าอย่าง Too $hort เอาดี ๆ นี่ว่าเพลงต้นฉบับก็มันส์แล้วนะ แต่โปรดิวเซอร์ Mike WiLL Made-It’s เอากลับมาปัดฝุ่นใหม่เพิ่มความ hype ให้ได้อีก! คือถ้าเอาเพลงนี้ไปเปิดในผับก็ต้องมีคน twerk ตูดเหมือนคนเป็นบ้าจนกระดูกแทบหักนางก็ไม่หยุด! (เว่อมากแม่)





    ชอบ rhyme แทร็กนี้ตรงใช้คำว่า “good for him, good form & good foreign” เราว่านางเลือกเล่นคำได้ดี แถมยังแร็พได้ดัดจริตมากด้วย โดยรวมก็เป็นเพลงสำหรับ bad bitch anthem นั่นแหละ บีท บด ๆ ฟาด ๆ แรง ๆ งี้ มีหรอแม่จะไม่พากันโยก!


    ps. ท่อน “i tell him eat the cookie ‘cause it’s good for him” คำว่า cookie นอกจากจะเป็นขนมยังเป็นแสลงแปลว่า pussy ได้ด้วย



    13. Nip Tuck

    มาพักจิบน้ำเย็นเบรคความร้อนไว้สักประเดี๋ยวด้วยแทร็ก R&B กึ่งร้องกึ่งแร็พของนางก่อน คือถ้าเอาไปเทียบกับเพลง R&B แทร็กอื่น ๆ ในอัลบั้ม เราค่อนข้างจะปลื้มกับแทร็กนี้นะ เพราะนางแบ่งท่อนแร็พกับพาร์ทร้องได้พอดี คือฟังแล้วมันไม่ได้น่าเบื่อจนต้องกด skip ข้ามเลย



    14. 2 Lit 2 Late (interlude)

    แทร็ก interlude สั้น ๆ ที่เอาไว้คั่นในช่วงพักเบรค ตัวเพลงเองก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก แค่ฟังแล้วทำให้คิดถึงนิกกี้สมัย Pink Friday ช่วงที่นางยังคงทำเพลงป๊อปน่ารักใส ๆ แต่เราคิดว่าน่าสนใจถ้านางทำแทร็กนี้แบบเต็ม ๆ



    15. Come See About Me

    ตั้งแต่นิกกี้ทำอัลบั้มแรกจนมาถึงอัลบั้มนี้ นางก็ไม่เคยลืมที่จะใส่แทร็กร้องเพื่อโชว์เสียงของนาง ถึงแม้ว่าเสียงของนางอาจจะไม่ได้มีเทคนิคหรือลูกเล่นแพรวพราวเหมือนกับนักร้องทั่ว ๆ ไป เพราะว่านางไม่ใช่ศิลปินในสายนั้น แต่นางร้องเพลงละมันน่าฟัง และเสียงนางไม่ได้ถึงกับแย่ด้วย 


    ก่อนหน้านี้เรามี Save Me, Fire Burns, Grand Piano จนมาถึงแทร็กนี้ ซึ่งเราคิดว่านิกกี้พยายามจะโชว์ให้เราเห็นอีกด้านนึงของนาง ที่หลายคนมักจะมองข้ามและเห็นแต่มุมแรง ๆ ร้าย ๆ มาตลอด แต่นางยังคงโชว์ด้านที่อ่อนไหวให้เห็นเสมอ มันเลยเป็นแทร็กที่มีความหมายมาก ๆ สำหรับแฟนเพลง เพราะมันเป็นเพลงโปรดนิกกี้ในอัลบั้ม และนางยังบอกว่าจะร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้



    16. Sir (feat. Future)

    นางกำลังจะมีทัวร์คู่กัน NICKIHNDRXX TOUR ก็ไม่แปลกที่จะมีเพลงเอาไว้ขึ้นโชว์ในงานสักเพลง นิกกี้ยังคงแร็พตามสไตล์สาว baddest ควบคู่กับพาร์ทแร็พของฟิวเจอร์ที่เป็นตัวหนุนหลัง เพื่อตอกย้ำความเป็น gangster ให้อีกที ตัวเพลงอาจะไม่ได้โดดเด่นหรือว่าพิเศษอะไรมาก แต่ฟังแล้วก็พอจะโยกหัวตามบีทแบบตุบ ๆ ได้ดีอยู่



    17. Miami

    อัลบั้มนี้ดูเค้าทำแนว trap กันเก่งเนอะ! ชอบจังเลยนะแนว trap beat เนี่ย! เออแต่ก็เปรี้ยวดี ฟังได้อยู่ ถึงแม้จะไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก เป็นเพลงอวดร่ำอวดรวยทั่วไปตามสไตล์เมียเศรษฐีในไมอามี่นั่นแหละ ที่ชอบสุดคงจะเป็นท่อนที่นิกกี้อ้างอิงถึงนัง Gretchen Wieners ในหนังวัยรุ่นสุดคลาสสิค Mean Girls ที่นางได้ตะโกนใส่หน้านัง Regina George ว่า “you can’t sit with us”



    18. Coco Channel (feat. Foxy Brown)

    ถ้าให้พูดถึงไอค่อน female rappers ในยุค 90s นั้น นอกจากจะมีลิลคิมกับคนอื่น ๆ แล้ว ก็มีฟ๊อกซี่นี่แหละค่ะ ที่เป็นแร็พเปอร์ตัวจี๊ดอีกคน ทั้งนางยังเป็นเพื่อนซี้ของนิกกี้อีก และด้วยความที่ทั้ง 2 นางเป็นคนบ้านเดียวกัน Trinidad แทร็กนี้เลยจะมีกลิ่นอายของ caribbean แนว dancehall สไตล์ดนตรีสาวชาวเกาะ ที่ได้แร็พแบบแนว old school จากฟ๊อกซี่ ผสมกับแร็พเฟียส ๆ ของนิกกี้อีก มันเลยทำให้ออกมาไม่ต่างจากแกงใต้ที่ดูเผ็ดร้อน แถมนิกกี้ยังได้ใช้ sample เพลง Bun Up the Dance 2015 ของคู่ดีเจ Dillon Francis & Skrillex มาทำใหม่อีกด้วย ถือว่าเป็นการร่วมมือสาวชาวใต้ที่โคตรจะลงตัว




    ชื่อเพลง Coco Channel ก็เป็นชื่อของดีไซเนอร์สาวชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้งแบรนด์ดังอย่าง CHANEL โดยที่นิกกี้ได้หยิบยกเอา fashion icon มาตั้งเป็นชื่อเพลงนั้น นอกจากจะเป็นการสื่อถึง ความอวดรวย หรูหรา อู้ฟู่ ฟูฟ่อง แล้ว ยังเป็นการสื่อถึงอีกนัยนึงว่า นิกกี้นั้นเป็นคนแรก ๆ ที่ตบเท้าเข้าสู่อาณาจักรวงการแฟชั่น (hip-hop culture) เพื่อปฏิวัติการแต่งกายผู้หญิง (female rappers) ให้ดูดีได้รับความนิยมมากขึ้น



    19. Inspiration (outro)

    แทร็ก outro ปิดอัลบั้มสั้น ๆ ที่ดนตรียังคงต่อเนื่องจากแทร็กอันที่แล้ว ถือว่าเป็นการจบบทสรุป era นี้ ด้วยการเอ่ยชื่อขอบคุณ เหล่าศิลปินมากมายหลายท่านที่ต่างก็เป็น “แรงบันดาลใจ” ให้นิกกี้ในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็น Lauryn Hill, Bob Marley รวมถึงอีกศิลปินหลาย ๆ คนจาก Trinidad บ้านเกิดนิกกี้ด้วย




    เราขอสรุปตรงไปตรงมา แบบไม่ไบแอสหรือว่าอวยเว่อเข้าข้างจนเกินไปละกัน โดยรวมเลยด้วยความที่อัลบั้มมีตั้ง 19 แทร็ก ความยาวชั่วโมงกว่า ถ้าให้ฟังเรียงแทร็กแบบทั้งอัลบั้มจนจบ ก็ขอพูดอย่างสัตย์จริงเลยว่า เราค่อนข้างจะเอ็นจอยกับอัลบั้มชุดนี้ นิกกี้ยังคงโชว์วิธีแร็พและ flow ใหม่ ๆ ให้เราได้เซอร์ไพรส์อยู่ตลอด คุมตีมอัลบั้มได้โอเคระดับนึง ยังคงรักษามาตรฐานของดนตรีให้ เปรี้ยว! เยี่ยว! ได้อยู่ ทำให้อัลบั้มมันมีสีสัน และก็ยังคงเส้นคงวาของความเป็นเพลง hip-hop สูตรสำเร็จที่ฟังง่าย มีหลากหลาย hot bars บวกท่อน punchline, catchy flow ที่มันเลยทำให้เราฟังได้ไม่มีเบื่อเลย


    ส่วนตัวเนื่องจากเราตื่นเต้นกับการกลับมาของอัลบั้มชุดนี้ แต่พอปล่อยออกมาก็ยอมรับว่าค่อนข้างถูกใจและไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ถึงแม้ว่าจะยังแอบเสียดายที่อยากให้ทั้งอัลบั้มนี้ นางพุ่งเป้าและเจาะจงไปที่แร็พแค่อย่างเดียว (ไม่ต้องร้อง) ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบเสียงนิกตอนร้องเพลงนะ คือรู้แหละว่านางร้องเพลงได้ แต่อยากให้โฟกัสกับการแร็พมากกว่า เพราะคิดว่านิกกี้ยังมีอีกหลายเรื่องมากที่นางต้องการจะสะสาง ซึ่งเราอยากเห็นตรงนั้น แต่ไม่เห็นก็โอเคไม่เป็นไร เพราะก็เข้าใจคำว่า “Queen” ที่นางพยายามจะสื่อคือนางสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าถามว่าตีโจทย์ความเป็น “Queen” ได้แตกมั้ย? เราว่ามันยังทำได้อีก...



    “𝐩𝐮𝐭 𝐦𝐲 𝐜𝐫𝐨𝐰𝐧 𝐨𝐧 𝐚𝐠𝐚𝐢𝐧, 𝐚𝐧𝐝 𝐢'𝐦𝐚 𝐤𝐧𝐨𝐜𝐤 𝐢𝐭 𝐨𝐟𝐟 

    𝐚𝐧𝐲𝐭𝐡𝐢𝐧 𝐰𝐢𝐭𝐡 𝐧𝐢𝐜𝐤𝐢 𝐢𝐧 𝐢𝐭, 𝐭𝐡𝐞𝐲 𝐠𝐨𝐧𝐧𝐚 𝐩𝐨𝐜𝐤𝐞𝐭 𝐨𝐟𝐟”



    อย่างที่ทราบกันดีว่าตลอดหลายปีมานี้นิกกี้ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับแร็พเปอร์หญิงด้วยกันมาตลอด ๆ ไม่ว่าจะเรื่องมีปากมีเสียงกันกับแร็พเปอร์รุ่นพี่หลายท่านที่เกิดจากการหมั่นไส้ หรือว่าค่ายเพลงใหญ่ค่ายนึงที่พยายามจะปลุกปั้นแร็พเปอร์หญิงคนใหม่เพื่อให้มาโค่นนิกกี้ลงจากบัลลังก์ด้วยวิธีสกปรก ไม่ว่าจะยัดเงินสตรีมเพื่อให้ได้อันดับหนึ่ง พยายามจะแฮ็กข้อมูล จ้างวานแร็พเปอร์หญิงคนอื่นให้เขียนเพลงดิสด่านิกกี้ แม้กระทั่งจ้างสื่อเพลงที่ใหญ่ ๆ ให้ลงข่าวโปรทโมทแค่ศิลปินตัวเอง และก็ยังพยายามจะยัดเยียด beef ปลอม ๆ เพื่อให้ศิลปินเขาทะเลาะกันอีก จนมาถึงปีนี้นิกกี้ก็ยังโดนกลุ่มคนเหล่านั้นเล่นงานอยู่เสมอ แต่ยังไงก็ตามเรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ไม่ได้อาจทำให้มงกุฎของราชินีมีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยเลย...



    สุดท้ายนี้เราขอฝากอะไรไว้ให้คิดนิดนึงนะ ถ้าพวกคุณคิดว่า Queen of Rap” เขาวัดกันด้วยอันดับ #1 Billboard ไม่ได้วัดด้วยการเขียนเนื้อแร็พเองจากปลายปากกา เราก็ยินดีด้วยนะคะสำหรับตำแหน่งนั้น แต่ถ้าพวกคุณคิดว่า Queen” เขาวัดกันด้วยฝีมือและการรังสรรค์ผลงานจริง ๆ ตำแหน่งนั้นก็ยังมิอาจได้สั่นคลอนแน่นอนค่ะ...



    “𝐲𝐨𝐮 𝐜𝐚𝐧 𝐇𝐚𝐭𝐞 𝐦𝐞 𝐛𝐮𝐭 𝐰𝐡𝐲 𝐤𝐧𝐨𝐜𝐤 𝐦𝐲 𝐡𝐮𝐬𝐭𝐥𝐞?

    𝐢'𝐦 𝐚 𝐛𝐞 𝐭𝐡𝐞 𝐐𝐮𝐞𝐞𝐧 𝐧𝐨𝐭 𝐦𝐚𝐭𝐭𝐞𝐫 𝐡𝐨𝐰 𝐭𝐡𝐞𝐲 𝐬𝐡𝐮𝐟𝐟𝐥𝐞”


    - 𝐎𝐍𝐈𝐊𝐀


    𝐅𝐚𝐯 𝐓𝐫𝐚𝐜𝐤𝐬 : 𝐂𝐡𝐮𝐧-𝐋𝐢, 𝐁𝐚𝐫𝐛𝐢𝐞 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦𝐬, 𝐋𝐋𝐂, 𝐆𝐨𝐨𝐝 𝐅𝐨𝐫𝐦, 𝐇𝐚𝐫𝐝 𝐖𝐡𝐢𝐭𝐞, 𝐂𝐨𝐜𝐨 𝐂𝐡𝐚𝐧𝐞𝐥, 𝐆𝐚𝐧𝐣𝐚 𝐁𝐮𝐫𝐧𝐬

    𝐓𝐚𝐬𝐭𝐞 : 𝟑/𝟓

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
anton_ultron (@anton_ultron)
พี่เขียนดีตลอดเลย แงง หมดคำจะชม 😂 ชอบช่วงฝากไว้ให้คิดมากกก 🔥
MAGAZYN (@magazynlyn)
@anton_ultron shade มากปะเอาดีๆ5555555