to read is to voyage through timenicotine
บทวิจารณ์นวนิยายเรื่อง Walk two moons สองดวงจันทร์
  • นวนิยายเรื่อง Walktwo moons หรือสองดวงจันทร์แต่งโดยSharon Creech เป็นวรรณกรรมอินเดียนแดง ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ของเด็กหญิงคนหนึ่งคือ ซาลามานคา ทรี ฮิดเดิล ที่ออกเดินทางไปหาแม่กับปู่และย่าและระหว่างทางเธอก็ได้เล่าเรื่องต่างๆให้ปู่กับย่าฟัง ทั้งเรื่องของครอบครัวเธอเองเรื่องของครอบครัวของฟีบี้ วินเทอร์บ็อทท่อม และคนอื่นๆที่เธอรู้จัก ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นการเติบโตของซาลามานทีละน้อยจนถึงตอนจบเรื่องที่เธอก็ยอมรับได้ว่าชีวิตต้องพบกับทั้งความสุขและความสูญเสียทั้งการสูญเสียแม่ของเธอ และการสูญเสียย่าของเธอด้วย และแสดงให้เราเห็นว่าซาลามานคาได้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเห็นได้จากข้อความที่ว่า

    และแล้วเมื่อได้เห็นชื่อแม่ที่สลักไว้ว่าชานฮาสเซ็น ชูการ์ พิคฟอร์ด ฮิดเดิล กับเมเปิลต้นนั้นฉันจึงเข้าใจ-เข้าใจและยอมรับกับตัวเองได้ว่าแม่ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว (หน้าที่290)

    นวนิยายเรื่องนี้มีผู้เล่าเรื่องหลักเป็นเด็กผู้หญิงชื่อ ซาลามาคาทรี ฮิดเดิล หรือซาล เนื่องจากเธอยังเด็กมากทำให้เธอไม่ยอมรับการการสูญเสียแม่ไป เห็นได้จากข้อความที่ว่า

                            ปู่กับย่าอยากไปพบแม่ฉันซึ่งพักผ่อนอย่างสงบอยู่ที่ลิวอิสตันไอดาโฮ (หน้าที่ 21)

    จากข้อความนี้เราจะเห็นได้ว่าผู้เขียนใช้คำที่มีความหมายแฝงความหมายนัยประหวัดของแม่พักผ่อนอย่างสงบ ก็คือแม่ได้ตายไปแล้วแต่ซาลยังไม่ยอมรับว่าแม่ได้ตายไปแล้วนั่นเองลักษณะเด่นของซาลามานคาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเป็นอินเดียนแดงที่มีความเชื่อว่าตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทำให้ซาลรักธรรมชาติและไม่กลัวสัตว์ชนิดไหนเลยเห็นได้จาก

    แต่ฉันไม่กลัวแมงมุม งู หรือว่าตัวต่อซึ่งพวกเพื่อนใหม่ในห้องกับฟีบี้ไม่ชอบสัตว์ 3 ชนิดนี้เลย (หน้าที่ 29)

    จากประโยคดังกล่าวนอกจากจะแสดงให้เห็นถึง “จิตวิญญาณอินเดียนแดง”ของซาลแล้วยังแสดงให้เห็นอีกว่าการมีจิตวิญญาณอินเดียนแดงทำให้ซาลโดดเด่นและแตกต่างจากเพื่อนๆในห้องที่เป็นคนขาวนอกจากนี้ด้วยวัยของซาล ยังทำให้เธอเป็นคนดื้อ กบฏ และมองโลกในแง่ลบเห็นได้จาก

    พ่อกวาดตามองทั่วห้องฉัน“พ่อมีบางอย่างเกี่ยวกับมาร์กาเร็ตจะบอกลูก”

     “หนูไม่อยากฟัง” ฉันตอบ อยู่ในอารมณ์พาลเต็มที่ (หน้าที่ 107)

    ตัวละครเอกอีกตัวหนึ่งคือฟีบี้ วินเทอร์บ็อทท่อม เป็นเพื่อนสนิทของซาล เป็นเด็กที่แก่แดด ชอบโกหก สร้างเรื่อง ชอบตัดสินคนอื่น และพยายามวางตัวให้ดูโตกว่าคนอื่นอยู่เสมอเห็นได้จาก

    ก่อนถึงบ้านแมรี่ ลูฟีบี้ก็พูดขึ้นว่า “ครอบครัวแมรี่ ลูเขาไม่เป็นผู้ดีอย่างเราๆ หรอกนะ” (หน้าที่63)

    และจากบทสนทนาดังต่อไปนี้

    “ศพไงครูเบิร์คเวย์อาจช่วยคุณนายคาแด็ฟเฟอร์สับสามีแกเป็นชิ้นๆ เอาไปฝังดินพอกลัวคนจะรู้ก็เลยเอาต้นโรโดเด็นดรอนมาลงปิดเสีย (หน้า 103)

    แต่การกระทำดังที่กล่าวมาข้างต้นก็เพื่อต้องการที่จะปกปิดความต้องการหรือรู้สึกบางอย่างในใจก็เท่านั้น แสดงออกให้เห็นว่าฟีบี้ก็เป็นเพียงคนอ่อนไหวคนหนึ่งเห็นได้จากความคิดเห็นของซาลที่ว่า

    ฉันคิดว่าลึก ๆในใจฟีบี้ก็รู้สึกว่ามันน่ารักดีเหมือนกัน และคงอยากให้พ่อแม่ตัวทำอย่างนั้นบ้าง ทว่าก็ยอมรับออกมาไม่ได้ (หน้าที่65)

    ตัวละครที่มีความสำคัญต่อมาก็คือแม่ของซาลเป็นผู้หญิงตามแบบฉบับของอินเดียนแดง คือมีจิตวิญญาณอินเดียนแดง รักธรรมชาติรักอิสระ ร่าเริง แต่ก็มีปมขัดแย้งที่ต้องจำกัดตัวเองอยู่ในการเป็นเมียและแม่ที่ดีในเรื่องมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เธอต้องตัดมดลูกออกไปและไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้เธอถึงแก่ชีวิต ตัวละครหลักตัวต่อมาคือพ่อของซาล เขาเป็นผู้ชายในอุดมคติ เพราะรักแม่ของซาลมากจึงพยายามดูแลทุกอย่างทำให้บางครั้งแม่ของซาลก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ความคิดและเห็นแก่ตัวหลังจากแม่ของซาลเสียไป เขาก็เศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก ตัวละครสำคัญต่อมาคือ แม่ของฟีบี้เป็นผู้หญิงที่ไม่รู้คุณค่าของตัวเอง เอาแต่คิดว่าถ้าหากไม่ทำงานบ้านให้ดีไม่เป็นแม่บ้านที่ดี ก็จะไม่มีใครรัก จึงทำให้แม่ของฟีบี้เป็นคนเก็บกด เห็นได้จากสิ่งที่ซาลคิดหลังจากที่เห็นแม่ของฟีบี้อึดอัดจากการทำทุกอย่างในบ้านแต่กลับไม่มีใครสนใจดังนี้

    ถ้าเธอไม่ชอบอบขนม ทำความสะอาดบ้านหยิบขวดน้ำยาล้างเล็บ สอยชายประโปรง ทำไมเธอไม่บอกคนเหล่านั้นให้ไปทำเองหรือเธอกลัวว่าจะไม่มีอะไรเหลือให้ทำ กลัวว่าตนเองจะหมดความสำคัญกลายเป็นคนไร้ค่าไร้ความหมาย ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป (หน้าที่ 106-107)

    ส่วนพ่อของฟีบี้ก็เป็นคนเนี้ยบแต่กลับละเลยความรู้สึกของภรรยาตัวเอง ไม่ตอบเวลาที่แม่ของฟีบี้พยายามจะคุยด้วยพยายามจะวางตัวเป็น “คุณพ่อผู้ยิ่งใหญ่”อยู่ตลอดเวลา  ต่อมาคือตัวละครปู่และย่าของซาลทั้งสองคนขี้เล่นมีอารมณ์ขัน ไม่ค่อยคิดอะไรมาก แต่ก็มีมุมมองดีๆที่คอยบอกคอยสอนซาลตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนี้ยังมีตัวละครเล็กๆน้อยที่ออกมาเพื่อเสริมความเป็นไปของแก่นเรื่องหรือเสริมเรื่องราวของตัวละครอีกเช่น มาร์กาเร็ต เบ็น และ ไมค์

                แก่นเรื่องหลักของเรื่องนี้ผู้แต่ง Sharon Creech ได้บอกใบ้เราไว้ตั้งแต่ชื่อเรื่อง Walk two moons ซึ่งมาจากสำนวน Don’t judge a man until you’ve walked two moons in his moccasins กล่าวคือ เราไม่ควรจะตัดสินใคร จนกว่าเราจะได้อยู่ในสถานการณ์หรือสถานภาพเดียวกับเขา  อีกทั้งยังพยายามจะสอดแทรกเรื่องการเห็นคุณค่าของคนในครอบครัวมากกว่าสิ่งอื่นๆเห็นได้จากสิ่งที่ซาลคิดหลังจากเห็นพรูเด็นซ์และฟีบี้ตวาดใส่แม่

    ฉันนึกถึงข้อความนั้นแล้วนึกถึงสิ่งที่ไม่สลักสำคัญอะไรในชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา คัดตัวเชียร์ลีดเดอร์ไม่สำคัญรองเท้าคับไม่สำคัญ  ตวาดใส่หน้าแม่ล่ะ—สำคัญหรือเปล่าไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ หากแม่ของเราจากไปนั่นต้องเป็นบางสิ่งที่สำคัญในชั่วชีวิตของคนเราอย่างแน่นอน (หน้าที่ 123)

    ผู้แต่งยังพยายามนำเสนอวัฒนธรรมความเชื่อแบบอินเดียนแดงให้กับผู้อ่านในขณะเดียวกันก็กำลังต่อต้านกับวัฒนธรรมอเมริกันที่เข้ามารุกราน และแสดงตัวเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงเห็นได้จาก

                            แม่เล่าว่านานมาแล้วสมัยยังมีเพียงชนพื้นเมืองอเมริกันอาศัยอยู่... (หน้าที่ 162)

    หรือการที่นักเรียนหญิงทุกคนในโรงเรียนของซาลแต่งตัวเหมือนกันไปหมดมันขับเน้นให้ตัวของซาลซึ่งเป็นคนอินเดียนแดงดูโดดเด่นออกมาและการที่พยายามพูดถึงตำนานเทพเจ้าของคนอินเดียนแดงสถานที่สำคัญของคนอินเดียนแดงอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ราวกับว่าการเดินทางเพื่อไปหาแม่ของซาลนั้นยังเป็นการเดินทางเพื่อตามรอยบรรพบุรุษชาวอินเดียนแดงอีกด้วย

                ผู้แต่งใช้ฉากที่สมจริงบรรยายออกมาอย่างละเอียดและทำให้ผู้อ่านเห็นภาพบรรยากาศธรรมชาติในอเมริกา เช่น

    แบล็กฮิลล์ไม่ได้ดำตามชื่อเนินเขานี้เต็มไปด้วยต้นสน บางทีช่วงใกล้ค่ำมันอาจดูดำมืดจริงๆก็ได้แต่เราเห็นตอนเที่ยงวัน มันจึงเป็นทิวเขาสีเขียวเข้มเนินเขียวทึบสลับซับซ้อนนี้ดูลี้ลับน่ากลัว ลมเย็นเยือกพรูผ่านเหล่าต้นสนและพวกมันก็ส่ายไหวสวบสาบกระซิบกระซาบความลับต่อๆกันไป (หน้าที่ 197-198)

    และ

    ที่นี่ดูน่ากลัว ผนังห้องเรียงรายไปด้วยชั้นวางซึ่งมีหนังสือเก่าฝุ่นเขรอะอัดแน่นไปหมดภายในห้องเต็มไปด้วยข้าวของแปลกๆ คล้ายตามพิพิธภัณฑ์ บนพื้นมีผ้าเช็ดเท้าสีทึม 3ผืน เป็นลายสัตว์ป่าที่ออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นวงวนแปลกๆ เก้าอี้นั่ง 2ตัวก็รูปร่างหน้าตาคล้ายเก้าอี้ในหนังผี และมีโซฟาอีกตัวตกแต่งด้วยหนังหมี(หน้าที่ 212)

                ผู้แต่งดำเนินเรื่องด้วยการเล่าเรื่องของเด็กที่จะสลับเหตุเหตุการณ์ต่างๆไปมา โดยเล่าสลับเหตุการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีต เหตุที่ผู้แต่งใช้การเล่าเรื่องของเด็กเพราะต้องการให้เราไม่ไว้วางใจกับการเล่าเรื่องของเด็กเพราะเด็กจะมีมุมมองที่เกินจริงกว่าปกติเสมอ และผู้แต่งยังเพิ่มความสมจริงให้กับเรื่องด้วยการใช้คำเปรียบสิ่งต่างๆแบบเด็กๆเช่น เบธ แอนหน้าซีดเป็นนมจืด (หน้าที่ 29) และ ก่อเรื่องยุ่งได้ง่ายพอๆกับแมลงวันบินลงเกาะแต่งโมเชียวแหละ (หน้าที่ 41)  นอกจากที่ผู้เขียนยังใช้เทคนิคการเล่าเรื่องผ่านจดหมายปริศนาที่มีคนนำมาให้ครอบครัวของฟีบี้โดยข้อความในจดหมายนั้นจะเป็นข้อความที่ไปสนับสนุนแก่นของเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น ทุกคนล้วนมีภารกิจของตน(หน้าที่ 78) และ ในชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา มีสิ่งใดสลักสำคัญหนักหนา (หน้าที่122) ที่ไปขับเน้นแก่นเรื่องเกี่ยวกับ การห่วงความรู้สึกของตัวเองก่อนคนอื่นข้อความเหล่านี้ถูกส่งมาเพื่อเตือนสติแม่ของฟีบี้ ที่ทำทุกอย่างในบ้านแต่กลับไม่มีใครสนใจแม้แต่จะชมอาหารที่เธอตั้งใจทำเทคนิคต่อมาที่นักเขียนใช้ก็คือเทคนิคการใช้สหบท เช่น การดำเนินเรื่องผ่านบทเพลง คือ

    โอ้...อย่าไปรักกะลาสีเรือเลยอย่าไปรักเขาเลย อย่าไปรักเขา โอ้...อย่าไปรักกะลาสีเรือเลยเขาจะเอาหัวใจเราออกทะเลไป (หน้าที่ 138)

    นี่คือเพลงที่แม่ของฟีบี้ร้องเพื่อสื่อความรู้สึกภายในใจออกมา ว่าเธอถวิลหาความเป็นอิสระ เพราะความหมายแฝงของกะลาสีเรือคือความอิสระนอกจากการแทรกเพลงเข้าไปในเรื่องแล้ว ผู้แต่งยังสอดแทรกบทกวีเข้าไปอีกด้วยนั่นก็คือบทกวี ลูกม้าเกิดใหม่ ของอี. อี. คัมมิ่งกล่าวถึงลูกม้าเกิดใหม่ที่ยังไม่รู้จักอะไรสักอย่าง หากแต่รู้สึกได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างก็เปรียบเสมือนซาลกับฟีบี้ ที่เพื่อเกิดมาได้ไม่นานแต่กลับต้องรับความรู้สึกมากมายเอาไว้ เทคนิคเด่นอีกอย่างคือการที่ผู้แต่งพยายามแทรกเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอินเดียนแดงเอาไว้ตลอดทั้งเรื่องเช่นพยายามแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าของคนอินเดียนแดงการที่พยายามพูดถึงสถานที่สำคัญๆของคนอินเดียนแดงการสร้างตัวละครที่มีจิตวิญญาณอินเดียนแดง มีFree spiritเพราะคนอินเดียนแดงมีความเชื่อว่า คนอเมริกันมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมาก แต่กลับกันพวกเขามีความก้าวหน้าทางด้านจิตวิญญาณและผูกพันกับธรรมชาติ นอกจากนี้ผู้แต่งยังพยายามสอดแทรกมุขตลก เจืออารมณ์ขันไว้ตลอดทั้งเรื่องเช่นเดียวกันยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ปู่ของซาลไปช่วยซ่อมรถให้กับหญิงแปลกหน้าและถอดเครื่องยนต์รถออกทั้งหมด เป็นต้น

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in