l'enfant terribleผู้เฝ้ามอง
ภารกิจกู้จักรวาล
  • ผมเป็นเพียงแค่เด็กชายธรรมดาที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งในเมืองรอสเวลล์รัฐนิวเม็กซิโก พ่อผมเสียชีวิตไปตอนท่านอายุได้แค่สามสิบต้น ๆ ด้วยร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนปกติมาก ส่วนแม่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยอุบัติเหตุ ผมจึงอยู่คนเดียวมาตั้งแต่อายุสิบสามโดยอาศัยเงินประกันของพ่อแม่เป็นค่าใช้จ่าย 


    ผมเป็นลูกเสี้ยวอินเดียแดง เม็กซิโก และมาเลเซีย ซึ่งดูจากเชื้อสายผมน่าจะหน้าตาเข้ม ๆ ผมดำและตาดำตามพ่อแม่ แต่กลายเป็นว่าผมกลับมีตาสีฟ้าสว่าง และรูปร่างหน้าตาที่เหมือนเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง!


    หมอไม่สามารถหาสาเหตุได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ คาดเดาไปว่าคงเป็นโรคพันธุกรรมหรือการกลายพันธ์ประหลาด ๆ ผมจึงกลายเป็นตัวประหลาดในสายตาเพื่อนๆ จีบสาวที่ไหนก็ไม่ติด(ไม่มีใครเชื่อว่าผมเป็นผู้ชาย) และโดนล้อว่าเป็นกระเทยจากพวกหัวโจกในห้องทั้ง ๆ ที่ผมเป็นผู้ชายแท้ ๆ ทั้งกายและใจ


    ทุกครั้งที่ผมโดดเดี่ยว ผมมักจะนึกถึงย่าของผมท่านเป็นนักโบราณคดีที่เก่งกาจ และเป็นเพียงไม่กี่คนในตระกูลที่อายุยืนเกิน80ปี (คนส่วนใหญ่ในตระกูลผมตายตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ทั้งนั้น) ย่าผมรักผมมาก ท่านมักจะซื้อขนมและของเล่นมาให้ผมบ่อย ๆ ตอนยังเด็ก คอยไล่ตะเพิดเด็กแถวบ้านที่มากลั่นแกล้งผม และเล่านิทานให้ผมฟังตอนที่ผมนอนไม่หลับ ผมยังจำได้ดีตอนที่ย่าผมเสีย ตอนนั้นพ่อแม่ผมยังไม่ตาย และผมพึ่งมีอายุห้าขวบ ย่าที่นอนอยู่บนเตียงเอามือลูบหัวผม ร่างกายท่านซูบผอมลงไปมาก ผมยังจำคำที่ย่ากระซิบข้างหูผมได้เป็นอย่างดี


    เก็บมันไว้ มันเป็นของหลาน


    ย่ายัดสิ่งหนึ่งลงบนมือผม มันเป็นแท่งทรงกระบอกยาวประมาณดินสอแต่ใหญ่กว่านิดหน่อย เป็นสีน้ำตาลเก่า ๆ ลวดลายแปลก ๆ เหมือนภาพวาดที่มนุษย์ยุคหินวาดในถ้ำ ซึ่งจนป่านนี้ผมก็ยังคงเก็บมันไว้เป็นอย่างดีแม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร


    แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้รับรู้ความลับที่ไม่เคยรู้มาก่อน...


    ..............................


    วันนั้นเป็นวันศุกร์ เวลาประมาณเที่ยงคืน ผมตื่นขึ้นมากลางดึก ด้านนอกฝนกำลังตกหนักจนได้ยินเสียงเม็ดฝนกระทบกับหลังคาดังต่อเนื่อง ผมรู้สึกปวดท้องเบาจึงลุกขึ้นจะไปห้องน้ำ ตอนนั้นเองจู่ ๆ บ้านก็สั่นแปลก ๆ จนผมเกือบล้มคะมำ แต่โชคดีที่คว้าโต๊ะแถวนั้นไว้ได้ทันก่อนหน้าผมจะทิ่มลงพื้น


    ตึ่ง!


    มันเป็นเสียงที่ดังมากราวกับฟ้าผ่า แรงสะเทือนเหมือนมียักษ์ตัวใหญ่กำลังกระทืบเท้าอยู่หน้าบ้านผมทำเอาผมรู้สึกเจ็บในอก ต้องเป็นแผ่นดินไหวแน่ ๆ เสียงที่ดังเมื่อกี้อาจจะมีบ้านหรือไม่ก็ตึกหลังไหนถล่มชัวร์ ๆ ผมรีบคลานเข้าไปใต้โต๊ะเพื่อป้องกันของหล่นใส่หัวจากแผ่นดินไหวตามแบบที่เคยอ่านเจอในหนังสือด้วยความหวาดกลัวสุด ๆ ผมอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครที่พอจะสามารถขอความช่วยเหลือได้ หากเกิดตายขึ้นมาคงไม่มีใครรู้แน่ว่ามีศพผมอยู่ที่นี่


    ในตอนนั้นเองจู่ ๆ ก็เกิดแสงสว่างจ้าไปทั่ว มันสว่างมากจนผมมองไม่เห็นอะไรนอกจากสีขาว แต่ไม่นานแสงก็หายไป ผมได้แต่นั่งอ้าปากค้าง ช๊อกสุดขีดจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนจะรีบออกมาจากใต้โต๊ะด้วยความฉงนกับสิ่งที่เกิดขึ้น


    เมื่อกี้นี้มันอะไรกัน? นี่ผมโดนผีหลอกใช่ไหม


    กึก..กึก..กึก..


    ก่อนที่ผมจะทันได้ทำอะไร ก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นอยู่ด้านนอกประตู เป็นเสียงเขย่ากลอนประตูเหมือนพยายามจะเปิด เสียงฝนตกหนักยังคงดังต่อเนื่อง ผ้าม่านสะบัดปลิวตามแรงลม ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นแสงวาบเข้ามาในบ้านเป็นระยะ ๆ 


    นี่มันบรรยากาศหนังสยองขวัญชัด ๆ !


    ทันใดนั้น ประตูก็กระเด็นพุ่งเฉียดหน้าผมไปนิดเดียวแล้วร่างของคน ๆ หนึ่งค่อย ๆ ก้าวย่างขุมเดินเข้ามาในบ้านผม ผู้ชายฝรั่งผมทองตาฟ้าตัวใหญ่ยังกับยักษ์และมีกล้ามเป็นมัด ๆ เหมือนนักมวยปล้ำ มันกระโจนเข้าหาผมและคว้าคอเหวี่ยงผมกระแทกกำแพงอย่างแรงผมทรุดลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้น จุกจนพูดอะไรไม่ออก


    ไม่ต้องกลัว เรามาอย่างเป็นมิตร” ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไงเมื่อได้ยินที่ไอ้บ้านี่พูด มิตรที่ไหนจะมาบุกบ้านชาวบ้านแล้วจับเจ้าของเหวี่ยงใส่กำแพง  มีแต่โจรไม่ก็คนบ้าเท่านั้นแหละ


    เอ๊ะ! หรือมันจะเป็นโจร?


    ไม่เอานะ!ชีวิตนี้ผมยังไม่เคยมีแฟนเลย  ผมยังไม่อยากตายตอนนี้


    คน ๆ นั้นคุกเข่าลงข้าง ๆ ตัวผมแล้วหยิบแท่งประหลาดของย่าที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู มันดีใจมากที่ได้เห็นแท่งนั่น ผมใจหายวาบ สิ่งนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ย่าให้ผม มันจะยกเค้าไปหมดบ้านผมไม่ว่า แต่อย่าเอาสิ่งนั้นไป


    เอาคืนมานะโว้ย! ผมพยายามพูดถึงแม้จะยังเจ็บจนพูดไม่ออก ผมดันตัวเองขึ้นแล้วพยายามแย่งของสิ่งนั้นออกมาจากมือไอ้นั่น แต่คน ๆ นั้นก็ผลักผมลงไปนอนมองเพดานอีกรอบอย่างง่ายดาย


    ฟังให้ดี  ข้ามาที่นี่เพื่อให้เจ้าช่วยพวกเรา


    พูดอะไรของแก ไม่รู้เรื่องโว้ย” ผมเค้นเสียงใส่มันอย่างหงุดหงิด คุณคิดว่าผมควรจะช่วยคนที่จู่ ๆ มาพังประตูบ้านผมแล้วจับผมเหวี่ยงใส่กำแพงงั้นเหรอ?


    เจ้าไม่เคยสงสัยบ้างเหรอ ว่าทำไมเจ้าถึงตาสีฟ้าทั้ง ๆ ที่ตามเชื้อชาติเจ้าต้องตาสีดำ ทำไมเจ้ามีสรีระเหมือนผู้หญิงทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ชาย และทำไมครอบครัวเจ้าแทบทุกคนถึงสิ้นลมก่อนอายุขัยของมนุษย์ทั่วไป และสิ่งนี้ที่ย่าของเจ้ามอบให้เจ้ามันคืออะไรกันแน่


    ผมมองชายคนนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา เขารู้เรื่องเกี่ยวกับครอบครัวผมอย่างละเอียดขนาดนี้ได้ยังไงกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะตามสืบในเมื่อตระกูลผมเหลือผมคนเดียวเพราะทุกคนตายหมดแล้ว หมอนี่มันเป็นใครกันแน่


    ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ร่างของคนตรงหน้าผมก็เปลี่ยนไป ผิวกลายเป็นสีดำมีรอยตะปุ่มตะป่านูนขึ้นมาคล้ายผิวกิ้งก่า ดวงตาสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขาของผมอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลุกแทบไม่ขึ้น ผมได้แต่แหกปากร้องอย่างตกใจสุดขีดคลานกระเสือนกระสนหนีตายจากสิ่งประหลาดตรงหน้า


    พระเจ้าช่วย! ไอ้นี่มันเป็นตัวบ้าอะไรกัน


    ไอ้ตัวประหลาดนั่นคว้าข้อเท้าผมแล้วกระชากกลับมาอย่างแรง แรงเสียดสีกับพื้นทำเอาผมแสบหน้าอกไปหมด ผมหวังว่าคนข้างบ้านจะเห็นถึงความผิดปกติแล้วเข้ามาช่วยผม แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ คงไม่มีใครลุกขึ้นมาจากเตียงตอนนี้หรอก


    ตระกูลเจ้ามีเชื้อสายของสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่ามนุษย์ต่างดาว


    เหมือนทุกสิ่งเงียบไปชั่วขณะทันทีที่ได้ยินคำตอบแสนแปลกประหลากจากสิ่งมีชีวิตแสนประหลาด ผมตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน มนุษย์ต่างดาวเนี่ยนะ? นี่ผมต้องฝันไปแน่ ๆ


    ผมลองหยิกแขนตัวเองเพื่อทดสอบ ความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ต้นแขนบอกให้รู้ว่านี่คือเรื่องจริง


    "มนุษย์ดาวโลกเป็นผลจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ดาวเทอรี่ เพื่อวิเคราะห์การวิวัฒนาการโดยส่งเชื้อจุลินทรีย์ลงบนดาวโลก ก่อนที่เชื้อจะกลายพันธุ์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลก รวมไปถึงมนุษย์โลกด้วย เริ่มพวกเจ้าก็เป็นเพียงแค่สัตว์ธรรมดาเหมือนสัตว์ตัวอื่น ๆ แต่มนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่าคือความสงสัยความสงสัยในเรื่องต่าง ๆ ก่อให้เกิดความรู้ มนุษย์ดาวโลกฉลาดกว่าที่ชาวเทอรี่คิด พวกมนุษย์สร้างทุกสิ่งอย่างด้วยตัวของตัวเอง


    สัตว์ประหลาดตัวนั้นเริ่มพล่ามจุดกำเนิดของมนุษย์โลกที่ไม่ได้มีเขียนไว้ในตำราเรียนเล่มไหน แม้จะเป็นเรื่องที่ฟังแล้วโคตรจะบ้าก็ตาม แต่ผมกลับตั้งใจฟังอย่างยิ่ง เสมือนว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าผมคือศาสตราจารย์ผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่งบนโลก


    แต่เพราะมนุษย์โลกเติบโตโดยปราศจากการควบคุมอย่างใกล้ชิด ทำให้มนุษย์โลกเริ่มเมามัวกับสิ่งต่าง ๆ ทำลายทรัพยากรโลกเพื่อเอาไปสร้างความสะดวกสบายให้ตัวเอง โลกถูกทำลายอย่างช้า ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์โลกสร้างขึ้น ชาวดาวเทอรี่ตระหนักถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้น จึงได้ส่งตัวแทนชาวเทอรี่มาคนหนึ่งพร้อมกับสัตว์ทดลองที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาเพื่อเก็บกวาดผลงานที่ผิดพลาดของตัวเอง แต่ทวดของเจ้าที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ หล่อนเป็นคนเดียวที่รู้ว่าโลกจะถึงกาลหายนะ เธอรู้ถึงการมาของชาวดาวเทอรี่ เธอจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้มนุษย์โลกรอดพ้นจากภัยครั้งนี้


    ตัวประหลาดตรงหน้าผมหยุดพูดไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสีหน้าทีเต็มไปด้วยความตกใจของผมตอนนี้ พระเจ้า!  ไม่อยากจะเชื่อว่าเคยมีมนุษย์ต่างดาวที่คิดจะล้างโลกเรา ยังมีอะไรอีกบ้างที่ผมยังไม่รู้เนี่ย!


    “ชาวดาวเทอรี่ยังไม่รู้ว่ามีอีกสิ่งที่ทำให้มนุษย์โลกเหนือกว่าสัตว์อื่นบนโลกนั่นคือจิตใจ มันคือความซับซ้อน เป็นความลับที่แม้แต่ผู้สร้างอย่างชาวดาวเทอรี่ยังไม่เข้าใจ จิตใจที่ยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อช่วยคนที่ไม่รู้จักของทวดเจ้าทำให้ชาวเทอรี่ที่ถูกส่งมาทำภารกิจล้างโลกได้ตกหลุมรักทวดของเจ้า ชาวเทอรี่คนนั้นแหละที่เจ้าสืบทอดเชื้อสายมา แต่เพราะดีเอ็นเอของชาวเทอรี่กับชาวโลกเข้ากันไม่ได้ ตระกูลเจ้ายุคหลังจึงได้มีอายุขัยสั้นว่ามนุษย์โลกปกติ และโครโมโซมผิดเพี้ยน เป็นสาเหตุให้เจ้ามีตาสีฟ้าและมีรูปร่างเหมือนเพศหญิงทั้ง ๆ ที่จริงเป็นผู้ชาย”


    ผมอ้าปากค้าง นิ่งเหมือนโดนนักมวยสวนหมัดใส่หน้าจนน๊อค นี่ทวดปู่ตัวจริงของผมเป็นมนุษย์ต่างดาวงั้นเหรอ? ผมไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อเห็นสภาพไอ้ตัวที่อยู่ตรงหน้าผมทำให้ผมต้องเชื่อ ที่ผ่านมาผมจำได้ว่าทวดปู่เป็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่สนิทกับทวดย่ามาตั้งแต่ทวดย่ายังวัยรุ่น แต่กลายเป็นว่าเขาไม่ใช่ทวดปู่จริง ๆ ของผม ผมเริ่มเข้าใจแล้วเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่สงสัยมาตลอด  ผมหันไปมองเจ้าเอเลี่ยนตัวประหลาดนี่อีกรอบ รู้สึกว่าช่างเป็นโชคดีของตระกูลจริง ๆ นั่นแหละที่ย่าทวดไม่มาปิ๊งกับชาวดาวเดียวกับไอ้ตัวประหลาดนี่  ไม่งั้นผมคงคิดสภาพตัวเองไม่ออกแน่ ๆ


     “แล้วคุณมาหาผมเพราะเรื่องอะไรกัน  หรือแค่มาบอกว่าผมมีเชื้อสายต่างดาวแค่นี้? ผมเริ่มทำใจให้ชินกับเรื่องราวสุดประหลาดที่ได้พบเจอมาในคืนนี้ ไหน ๆ ก็ไหนๆ ก็รู้ให้มันสุด ๆ ไปเลยดีกว่า เพราะกลับไปนอนตอนนี้ก็คงนอนไม่หลับแล้ว แจ้งตำรวจไปยิ่งแล้วใหญ่ จะบอกว่ามีมนุษย์ต่างดาวบุกบ้านผมงั้นเหรอ?  ขี้คร้านจะโดนหัวเราะเยาะกลับมานะสิ!


    “มันเกิดจากไอ้สัตว์ทดลองที่ชาวเทอรี่นำมาบนโลกเพื่อล้างโลกในคราวนั้นนี่แหละ เจ้าสัตว์ตัวนั้นป็นสัตว์ที่อันตรายและทรงพลังเป็นอย่างมาก มันกระหายเลือด  ผิวมันมีสารร้ายแรงที่ทำให้ทุกสิ่งที่โดนตัวมันแตกสลาย ถึงแม้ในตอนนั้นชาวเทอรี่ที่เป็นทวดปู่ของเจ้าจะกลับใจมาอยู่ฝ่ายโลก แต่เขาก็ควบคุมสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ มันแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ชาวเทอรี่คนนั้นจึงสละชีวิตตัวเองเข้าไประเบิดรังของสัตว์ทดลองที่อยู่ขั้วโลกเหนือจนรังมันจมทะเลหายไป สัตว์ทดลองเหล่านั้นถือเป็นงานวิจัยชิ้นเอกของดาวเทอรี่ ดาวเทอรี่เป็นดาวมหาอำนาจที่ทำสงครามกับดาวอื่นไปทั่ว พวกเทอรี่เหนือกว่าดาวอื่นเพราะการประดิษฐ์และวิจัยอาวุธใหม่ ๆ และหนึ่งในศัตรูของดาวเทอรี่ได้รวมถึงดาวเซร่าซึ่งเป็นดาวของเราด้วย ดาวเราล่วงรู้ถึงเรื่องที่ดาวเทอรี่ไปทำลายโลกมนุษย์โดยส่งผลงานสัตว์ทดลองชิ้นใหม่ไปทดลองประสิทธิภาพการทำลายล้าง ถึงแม้การทำลายโลกจะไม่สำเร็จ แต่ดาวเซร่าก็สนใจสัตว์ทดลองพวกนี้มาก พวกเราจึงได้ลงมาสำรวจโลกมนุษย์ตรงขั้วโลกเหนือจุดที่เคยมีรังของสัตว์ทดลองอยู่  และสร้างห้องแล็บลับ ๆ ที่นั่นเพื่องานวิจัยโดยเฉพาะ เราใช้เวลากว่าร้อยปีกว่าจะกู้เนื้อเยื่อสัตว์ทดลองและโคลนนิ่งขึ้นมาใหม่ เพื่อหวังจะเอามาใช้เป็นอาวุธย้อนไปทำลายดาวเทอรี่อีกที


    ถึงตรงนี้ประกายในแววตาของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวก็หม่นแสงลง แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเกล็ดจะทำให้ยากต่อการเข้าใจอารมณ์ แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเศร้าและความรู้สึกผิดจากเขา


    มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด สัตว์ทดลองบางส่วนที่เราส่งไปดาวเซร่ามันเติบโตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงแล้วฆ่าประชากรดาวเราไปไม่หยุด สัตว์ทดลองตัวหนึ่งที่เรากักในห้องแล็บบนโลกกลายพันธุ์เป็นนางพญา มันหลุดมาฆ่านักวิทยาศาสตร์ของพวกเราตายหมดและกำลังแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วบนโลกเจ้า โลกเจ้าในอีกไม่นานจะไม่เหลืออะไรพร้อม ๆ กับดาวของเรา พวกเราที่อยู่บนดาวเซร่าพยายามทุกวิถีทางที่จะฆ่าพวกมัน แต่พวกมันก็เกิดใหม่เรื่อยๆอย่างรวดเร็ว แต่นักวิทยาศาสตร์ชาวเซร่าบนดาวโลกได้พบเอกสารที่ศพของทวดปู่เจ้าและส่งข่าวมาบอกพวกเราว่าสิ่งที่จะทำลายพวกมันได้ทั้งหมดพร้อมกันคือต้องฆ่านางพญาของพวกมัน  โดยการฆ่านางพญาต้องใช้อาวุธพิเศษของดาวเทอรี่ที่มีแค่สิบอันในเอกภพ หนึ่งในนั้นมันอยู่ที่เจ้า อาวุธนี้ถูกระบุให้ใช้ได้แค่เฉพาะชาวเทอรี่เท่านั้น ชาวเทอรี่ไม่ยอมช่วยพวกเราอยู่แล้ว จึงเหลือแค่เจ้าเท่านั้น ชาวโลกผู้มีเชื้อสายของชาวเทอรี่ ข้าจึงต้องมาที่นี่เพราะเจ้า เจ้าต้องช่วยเรา เพื่อดาวที่เจ้าอยู่ และเพื่อดาวเรา เจ้าไม่มีทางเลือกแล้ว”


    ผมพูดอะไรไม่ออก ในหัวสมองตื้อตันไปหมด ก่อนจะบอกตัวเองในใจว่านี่คงไม่ใช่เรื่องจริง ต้องมีการล้อเล่นกันแน่ ๆ เพราะถ้านี่เป็นเรื่องจริงมันก็ต้องน่าจะออกข่าวบ้างสิน่า คิดได้ดังนั้นผมก็รีบคว้ารีโมตและกดเปิดทีวีทันที ในใจตอนนี้ภาวนาขอให้ไม่มีข่าวอะไร เวลานี้ทางช่องทีวีคงกำลังฉายซีรีย์รอบดึก และทุกอย่างเป็นปกติดี ไอ้มนุษย์ต่างดาวก็แค่เมากาวเพ้อไปเองเท่านั้นแหละ


    แต่มันไม่เป็นแบบที่ผมคิด..


    ข่าวด่วนกำลังฉายภาพสัตว์ประหลาดไล่ฆ่าคนบนท้องถนน มันตัวสูงน่ากลัว ผิวสีเทา มีตาสองข้างยื่นแยกออกมาจากใบหน้าคล้ายฉลามหัวค้อน ปากเป็นตะขอกว้างเหมือนปากมด ภาพที่ได้เห็นชวนให้สยองขนลุกขนพอง ขนาดผมดูอยู่ในบ้านยังรู้สึกกลัวพวกมันจนตัวสั่น และตอนนั้นเองภาพในจอทีวีก็ตัดมาที่ไฟที่กำลังลุกไหม้ในแต่ละแห่งส่งควันโขมงไปทั่ว เด็กที่กำลังร้องไห้จ้า และซากศพพร้อมกับเลือดที่กระจัดกระจายเต็มไปหมด นักข่าวรายงานข่าวในสตูดิโอด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา 


    เพล๊ง !


    เสียงกระจกหน้าต่างแตกพร้อมกับร่าง ๆ นึงที่พุ่งเข้ามาในบ้าน เจ้าสัตว์ประหลาดแบบเดียวกับที่อยู่ในข่าวนั่นเอง ผมยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ตัวจริงมันน่ากลัวยิ่งกว่าในทีวีซะอีก และตอนนั้นเองชาวต่างดาวคนนั้นกระโดดเข้ามาบังผมไว้ เขาดึงบางสิ่งออกมาจากกางเกง มันเป็นท่อนกระบอกใหญ่สีเงินเรียบ ๆ ไร้ลวดลาย พลันก็มีลำแสงสีฟ้าพุ่งออกมาจากปลายกระบอกกระแทกใส่ตัวประหลาดตัวนั้น มันกระเด็นกระแทกกำแพงก่อนที่จะทรุดกองกับพื้น เลือดสีเหลืองกระจายไปทั่วดูน่ากลัว


    “ไม่มีเวลาแล้ว เราต้องรีบไป!” ชาวต่างดาวคนนั้นรีบลากผมออกมาจากบ้านทันที แต่ผมขืนตัวเอาไว้ บ้าชะมัดผมรักชีวิตตัวเองนะ เรื่องอะไรจะยอมเสี่ยงชีวิตไปสู้กับไอ้ตัวบ้าๆน่ากลัวอย่างนั้น ฝันไปเถอะ


    “ไม่ไปโว้ย! ยังไงก็ไม่ไป ไอ้ตัวบ้านั่นน่ากลัวชะมัด ขืนไปก็ซี้แหง่แก๋อะดิ แกไปคนเดียวเถอะ”


    “ฟังข้าให้ดี เจ้าต้องฆ่านางพญาให้ได้ ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงถ้าฆ่านางพญาไม่สำเร็จชาวดาวเซร่าที่เหลือจะส่งระเบิดเซลมาที่โลก ระเบิดเซลเป็นระเบิดที่คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ดาวเราที่จะระเบิดโลกนี้ให้เป็นจุลได้ในครั้งเดียว


    “เฮ้ย! พวกนายจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ มันไม่ใช่ความผิดของพวกเรา ถ้าพวกนายไม่ทะลึ่งไปโคลนนิ่งไอ้ตัวบ้า ๆ ขึ้นมาใหม่ มันจะเกิดเรื่องไหมเล่า”

    “ถ้าเราไม่ระเบิดโลกพวกเจ้า ยังไงพวกเจ้าทั้งหมดก็ต้องตายอยู่ดีด้วยฝีมือของพวกสัตว์ทดลอง แล้วอีกอย่างความผิดไม่ใช่ของชาวโลกแต่เป็นของทวดปู่เจ้า เจ้าในฐานะเหลนต้องรับผิดชอบด้วย” ผมหุบปากลงทันทีหลังจากที่ได้ฟังไอ้นี่พูดจบ เพราะจนปัญญาที่จะเถียงมนุษย์ต่างดาวผู้นี้ หมอนี่พูดถูก เรื่องส่วนหนึ่งเป็นความผิดของปู่ทวดผมจริง ๆ และผมคงไม่มีทางเลือกอื่นอีกนอกจากจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้น


    สุดท้ายผมก็ยอมโดนมันลากออกมาจากบ้านจนได้ ด้านนอกยังคงมีเหตุการณ์โกลาหลวุ่นวายอยู่ แต่มนุษย์ต่างดาวคนนั้นก็พาผมหลบเลี่ยงอันตรายมาที่ป่ารกใกล้ๆ บ้านได้อย่างปลอดภัย และไม่น่าเชื่อว่าด้านหลังพุ่มไม้ในป่าจะมียานบินอยู่ มันเป็นยานบินขนาดใหญ่สีดำสนิทรูปทรงวงรี รอบ ๆ ยานเรืองแสงสีฟ้าดูสวยงาม แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นทำให้ผมต้องอึ้งสุด ๆ เพราะตลอดชีวิตผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย


    นี่ไม่ใช่เวลาจะมาคิดแบบนี้ แต่ให้ตายเถอะ! แม่งโคตรเจ๋งเลยครับ


    ยานเปิดช่องออกเป็นทางยาวลาดลงพื้น มนุษย์ต่างดาวคนนั้นพาผมขึ้นมาบนยาน ช่องปิดลงพร้อมกับความรู้สึกเหมือนยานกำลังลอยตัวขึ้น ผมมองสำรวจไปรอบยาน ด้านในเป็นสีขาวโพลนยกเว้นแผงปุ่มยานที่เป็นสีดำ ปุ่มพวกนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นแผงควบคุมยาน มันเป็นแผงใหญ่อยู่รอบด้านในยาน มีหน้าต่างใสยาวรอบยานเหนือแผงควบคุม มีสิ่งที่มีลักษณะเหมือนเก้าอี้หมุนสีขาวสองสามตัวตั้งอยู่หน้าแผงควบคุมแต่ละมุมของยาน ผมคาดหวังว่าจะเจอมนุษย์ต่างดาวคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่เจอใครเลยนอกจากมนุษย์ต่างดาวคนที่มากับผม


    “เราจะไปไหนกัน” 


    นั่นเป็นคำถามแรกที่ผมเปิดปากถามชาวต่างดาวคนนี้ ผมไม่รู้ว่าเขาจะพาผมไปที่ไหนกัน ความจริงผมนึกว่าจะสู้ที่นิวเม็กซิโกซะอีก แต่ดูจากท่าทางของนายมนุษย์ต่างดาวคนนี้ แสดงว่าตัวนางพญาคงไม่น่าจะอยู่ที่นี่แน่


    “เราจะไปที่ขั้วโลกเหนือพวกมันสร้างรังใหม่ที่นั่น” มนุษย์ต่างดาวคนนั้นที่ตอนนี้กำลังนั่งหน้าเครียดบังคับยานอยู่หันมาตอบผม ผมเงียบเสียงลงแล้วลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง ความจริงผมอยากจะอยู่เฉย ๆ แต่อะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ผมพูดขึ้นมาอีก


    “นายชื่ออะไร” 


    มนุษย์ต่างดาวคนนั้นหยุดกดปุ่มบนแผงปุ่ม เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะตอบผมด้วยเสียงนิ่ง ๆ แต่แอบสั่นเครือว่า


    “ราฟี่ แล้วนายล่ะ”


    ผมจับสังเกตได้พอสมควรว่าชายคนนี้ก็มีความหวาดกลัวเหมือนกันกับผม  ตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะยานที่ดูเล็กเกินไป และมนุษย์ต่างดาวที่มาคนเดียว ทั้ง ๆ ที่จริงเรื่องใหญ่ระดับจักรวาลแบบนี้น่าจะขนมาเป็นกองทัพเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดนี่น่า?


    แปลก แปลกจริง ๆ


    “ผมชื่อโลแลน” ผมตอบคำถามของเขา ราฟี่พยักหน้านิดหน่อยก่อนที่จะหันไปสนใจกับการบังคับยานต่อ ผมเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ว่าอะไรจึงถามในสิ่งที่คิดออกไป


    “พวกของนายไปไหนกันหมด เรื่องใหญ่ขนาดนี้น่าจะขนมากันเยอะๆ นะ”


    “ตายเกือบหมดดาว เหลือคนไม่ถึงร้อยที่อพยพมาดาวอื่นชั่วคราวได้ทัน” เขาตอบผมด้วยสีหน้านิ่งสนิทแต่แววตาเจ็บปวด “ผู้นำที่รอดชีวิตได้หาคนมาทำภารกิจฆ่านางพญา เป็นภารกิจที่ทุกคนรู้ดีว่าแทบจะไม่มีโอกาสรอด มีฉันคนเดียวที่อาสามา เพราะภรรยาฉันถูกพวกมันฆ่าตาย ชีวิตฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว ฉันจึงยินดีที่จะทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้”  


    เมื่อนั้นผมจึงได้เข้าใจถึงความผิดปกติที่ตัวเองสังเกตเห็น ที่แท้นี่ก็เป็นภารกิจฆ่าตัวตายนี่เอง จึงไม่มีมนุษย์ต่างดาวคนอื่น ๆ นอกจากเขาเท่านั้น ผมเริมรู้สึกปอดแหกขึ้นมาอีกแล้ว กลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะเอาชีวิตไปทิ้งอย่างเสียเปล่า ผมไม่ใช่คนกล้าหาญหรือเก่งกาจแบบพระเอกในมังงะญี่ปุ่น ผมยอมรับอย่างภาคภูมิว่าตัวเองเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว และภารกิจครั้งนี้มันยากเกินไปสำหรับเด็กอายุสิบเจ็ดอย่างผม แต่ผมถอยหลังกลับไปไม่ได้แล้ว และการหนีด้วยการกระโดดออกจากยานตอนนี้ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ


    ผมจับเก้าอี้แน่นเมื่อรู้สึกถึงแรงสะเทือนของยาน ราฟี่หยิบกระบอกใหญ่สีเงิน(ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอาวุธ)ขึ้นมาไว้กับตัว  พอดีกับช่องยานที่ค่อย ๆ เปิดออกพร้อมไอเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้ามาในยานแทบจะในทันที ทำให้ผมรู้ว่าเรามาถึงขั้วโลกเหนือกันแล้ว


    ผมกับราฟี่ลงมาจากยานด้านหน้าเป็นถ้ำน้ำแข็งขนาดใหญ่ อากาศข้างนอกประทะเข้าหน้าผมเต็ม ๆ จนผมได้แต่ยืนตัวสั่นงึกงัก แต่ราฟี่ไม่สนใจผมแม้แต่น้อย เขาเดินตรงเข้าไปในถ้ำทันทีโดยไม่รอผม ผมเลยได้แต่กัดฟันวิ่งตามเขาเข้าไปในถ้ำแห่งนั้น


    ในถ้ำมีแท่งน้ำแข็งแหลมขึ้นทั้งสองข้างทางและด้านบนดูน่าหวาดเสียว ผนังน้ำแข็งในถ้ำเรืองแสงสีฟ้าสว่างจนมองเห็นทางได้อย่างชัดเจน ผมว่ามันออกจะแปลกไปหน่อยแต่ก็ดูสวยดี ระหว่างมองเพลิน ๆ จู่ ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนเห็นเงาแวบๆ ผ่านหลังผมไป ผมสะดุ้งรีบเข้าใกล้ราฟี่ทันที เหมือนราฟี่เองก็รู้สึกเช่นกัน เขายกอาวุธของเขาขึ้นเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้


    ทันใดนั้นเจ้าสัตว์ทดลองตัวหนึ่งก็กระโจนเข้ามาหาผม ซึ่งราฟี่จัดการยิงมันไปทันทีอย่างแม่นยำ แต่ดูเหมือนจะไม่หมดแค่นั้น พวกมันออกมาจากถ้ำกันเรื่อย ๆ เหมือนแมลงสาปที่ผุดหนีน้ำท่วมจากท่อระบายน้ำ แน่นอนว่าชวนสยองสิ้นดีเลย ผมได้แต่แหกปากร้องวิ่งพล่านหลบไปทั่วทำอะไรไม่ถูก แต่ราฟี่ก็ดึงผมให้มาอยู่ใกล้เขา เขายิงเปิดทางและอาศัยจังหวะที่เหล่าสัตว์ทดลองโดนยิงจนกระเด็นชนกันเองแล้วรีบพาผมวิ่งฝ่าเข้าไปด้านใน จนมาหยุดที่หน้าช่องวงกลมหลายช่อง ๆ บนผนังถ้ำตรงปลายทาง


    “เราต้องเข้าไปในนี้”


    “เข้ายังไงล่ะ” ผมหันไปมองราฟี่อย่างงง ๆ ยังไม่ทำจะได้ทำอะไร ราฟี่ก็จัดการถีบผมอย่างแรง จนตัวผมหล่นลงไปตรงช่องด้านล่างทันทีอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว


    “อ๊าก! 


    ผมแหกปากร้องไม่เป็นภาษา หลังจากที่ค้นพบว่าในช่องมันคือสไลด์เดอร์ดี ๆ เอง มันไหลเร็วมากจนผมแทบอ้วก ผมพยายามตะเกียกตะกายคว้าหาสิ่งยึดไม่ให้ผมไถลลงไป แต่ก็ไม่มีสิ่งใดให้ผมจับเลย สุดท้ายผมก็ไถลลงมาด้านล่างอย่างปลอดภัย โดยมีราฟี่ตามหลังลงมาและทรงตัวขึ้นมาแบบนิ่ม ๆ


    ผมลุกขึ้นจะหันไปด่าราฟี่  แต่สายตาราฟี่ไม่ได้มองที่ผม เขามองข้ามหลังผมไปด้วยสีหน้าตกใจ ผมทำหน้างงก่อนที่จะหันไปมองที่ด้านหลังของตัวเองบ้าง เมื่อผมได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังผมก็เข้าใจทันที


    ผมไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไร มันตัวโตเกือบเท่ากับควาย หัวกลมและโตมาก ผิวสีเทามันลื่นเหมือนมีเมือกเคลือบ จมูกยาวแหลมและยื่น เขี้ยวยาวและงอโค้งไปด้านหลัง เล็บที่ยาวและแหลมคม ตาสีแดงแวววาวน่ากลัว มันน่ากลัวยิ่งว่าไอ้ตัวประหลาดที่ผมเจอมาเมื่อกี้เป็นไหน ๆ


                    “นี่แหละ นางพญา”


    ผมตกใจตาเหลือกรีบหันไปมองราฟี่ทันทีถ้านางพญาจะน่าสะพรึงขนาดนี้นะ มีกี่ชีวิตก็คงไม่เหลือแล้วละคราวนี้ เปลี่ยนใจตอนนี้ทันไหมครับ


    “ก๊าซ!


    และไม่ทันที่จะได้ตั้งตัว นางพญาที่ตัวโตอย่างกับควายก็กระโจนใส่พวกเราทันที ราฟี่ที่ว่องไวรีบกดตัวผมลงทันที ทำให้นางพญาพลาดไปกระแทกกับผนังถ้ำแทน


    ราฟี่จัดการยิงไปที่ตัวของนางพญาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้มาก มันแข็งแกร่งสมเป็นบอสใหญ่ของสัตว์ทดลอง มันกระโจนเข้ามาหาพวกผมอีกครั้ง ทั้งผมกับราฟี่ต่างพากันกระโดดหลบไปคนละทิศละทาง แต่เพราะพื้นน้ำแข็งที่ลื่นทำให้ผมเสียการทรงตัวจากการกระโดดหลบ ผมจึงลื่นเซถลาล้มไปตรงหน้าของนางพญาอย่างพอดิบพอดี


    โอ้โห้! นอกจากจะไม่ใช่พระเอกในมังงะแล้วยังซวยได้ซวยดี ไม่ตายวันนี้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว


    นางพญาเงื้อมือกางกรงเล็บอย่างพร้อมจะฆ่าผม ผมที่รู้ชะตากรรมตัวเองก็น้ำตาไหลพราก ในช่วงขณะนั้นผมนึกถึงแต่หน้าพ่อกับแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น


    พ่อครับแม่ครับ ช่วยผมด้วย ผมยังไม่อยากตาย..


    และตอนนั้นแหละ ผมก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังกอดผมอยู่พร้อมกับเหมือนมีของเหลวอุ่น ๆ ไหลเปื้อนตัวผมเต็มไปหมด ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้าและเห็นว่าราฟี่กอดผมไว้ บนหลังเขามีมือของนางพญาปักไว้ นางพญาดึงมือออกพร้อมกับเลือดสีน้ำเงินที่ไหลทะลักออกมาจากหลังของราฟี่ 


    และเสียงพูดที่แผ่วเบาของราฟี่ก็ดังขึ้นข้าง ๆ หูผม


    “ฆ่ามันให้ได้”


    เขาหลับตาลง พร้อมกับร่างที่ค่อยๆ แตกสลายกลายเปนฝุ่นผงลอยปลิวบนอากาศ มันเป็นการตายที่แปลกประหลาด แต่ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือผมรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง แม้จะใช้เวลาอยู่กับราฟี่ไม่นานนัก แต่ผมรู้ว่าเขาเป็นคนดี และเขาก็ไม่สมควรมาตายอย่างโดดเดี่ยวไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเช่นนี้เลย


    เขาไม่สมควรตาย และผมเองก็ยังไม่สมควรตายเช่นกัน


    ความโกรธเริ่มปะทุขึ้น ผมกัดฟันกรอด คว้าหยิบเอาแท่งกระบอกที่ย่าให้ผมไว้ขึ้นพร้อมกำไว้แน่นและเงยหน้ามองนางพญา พลันแท่งกระบอกนั้นก็เปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็วกลายเป็นดาบรูปร่างประหลาด ผมยอมรับว่าแปลกใจสุด ๆ ที่ปากกาโง่ ๆ ในมือกลายเป็นดาบอย่างกะทันหัน แต่ไม่มีเวลาให้ได้แปลกใจนานนัก เพราะยังไม่ทันหายงงนางพญาก็ตวัดมือใส่ผมอีกรอบ ผมจึงสไลด์ตัวไปกับพื้นน้ำแข็งเพื่อหนี ก่อนที่จะลุกขึ้นมาแล้วมองอาวุธที่อยู่ในมืออย่างชั่งใจ


    ผมไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตผ่านคืนนี้ได้หรือเปล่า แต่ผมควรจะต้องจบเรื่องนี้สักที มีคนตายมามากเกินพอ จะต้องไม่มีใครตายเพราะพวกมันอีกแล้ว!


    ผมกระโจนเข้าใส่มัน มือเงื้อดาบสุดแขน ดาบปักลงที่อกของนางพญาพร้อมแรงระเบิดและแสงสว่างจ้า  ก่อนที่ทุกอย่างที่ผมเห็นจะค่อย ๆ มืดลง


    .................................


    ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ความเจ็บปวดแผ่ไปทั่วร่างของผมเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าผมยังไม่ตาย ผมสะบัดหัวอย่างมึนงงแล้วลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ตอนแรกผมเข้าใจว่าตัวเองตายแล้ว จนกระทั่งเมื่อได้มองสถานที่ตรงหน้าชัดเจน

    มันห้องกว้างสีขาวโพลนยกเว้นแผงปุ่มยานที่เป็นสีดำ และคนรูปร่างประหลาดที่เหมือนราฟี่หลายสิบคนที่กำลังเดินวุ่นวายไปหมดบอกผมได้เป็นอย่างดีว่าตอนนี้ผมอยู่บนยานของชาวเซร่าอย่างไม่ต้องสงสัย


    ทุก ๆ คนที่วิ่งวุ่นอยู่ต่างพากันหยุดเดินแล้วหันมามองที่ผม พวกเขามองผมอย่างนิ่งสนิทจนผมรู้สึกประหม่า ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร  ตอนนั้นเองทุก ๆ คนก็ต่างพากันคุกเข่าและก้มหัวทำความเคารพให้ผมอย่างพร้อมเพรียง ร่างของผมยืนเด่นแวดล้อมไปด้วยทุกคนที่ก้มหัวให้ และใครคนหนึ่งเดินมาข้างหน้า สวมผ้าคลุมสีทองอร่ามตาดูโดดเด่นกว่ามนุษย์ต่างดาวคนอื่น ๆ เขายืนอยู่ตรงหน้าผมก่อนจะแยกเขี้ยวใส่ผม


    เอ่อ..ผมคิดว่าเขาน่าจะกำลังยิ้มให้ผมอยู่นะ


    “ยินดีต้อนรับสู่ดาวเซร่า คุณโลแลนเราทุกคนเป็นหนี้ชีวิตคุณ”


    ................................


    ผมนั่งอยู่กลางทุ่งหญ้า ลมเย็น ๆ ที่พัดเอื่อย ๆ พร้อมกลิ่นต้นหญ้าอ่อน ๆ โชยมาตามลมสร้างความสดชื่นให้แก่ผมได้มาก ผมวางปากกาและสมุดลงข้างตัวก่อนที่จะเหม่อมองไปบนท้องฟ้าไกล หลังจากที่ได้เขียนเรื่องราวทั้งหมดจบแล้วผมก็อดที่จะนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นไม่ได้


    พวกเขารับรู้เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านเครื่องส่งสัญญาณภาพที่ราฟี่พกติดตัวไว้ตลอดช่วงที่ปฏิบัติภารกิจ ทางผู้นำได้ส่งยานมาค้นหาราฟี่กับผมและเก็บกวาดความเสียหายของห้องแล็บที่อยู่บนโลก พวกเขาพบผมที่นอนสลบบนธารน้ำแข็งกลางทะเล ผมได้รับการยกย่องเชิดชูจากชาวเซร่า และถูกแต่งตั้งให้ประชากรกิตติมศักดิ์แห่งดาวนี้ พวกเขาอยากให้ผมอาศัยอยู่บนดาวของพวกเขา แต่ผมต้องการที่จะกลับโลก พวกเขาเลยตอบแทนผมด้วยการมอบความรู้ทั้งหมดของดาวเซร่าให้ผมโดยการฝังไมโครชิบใส่หัวผมแล้วส่งผมกลับโลก ผมจึงเปลี่ยนจากไอ้ทึ่มสมองกลวงที่ใคร ๆ ล้อเลียนกันกลายเป็นอัจฉริยะชั่วข้ามคืน และต่อมาอีกหลายปีผมก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับคุณทวดของผม ผมเปิดเผยทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับจักรวาลให้โลกรู้ และถูกเล่าขานเป็นตำนานไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกเช่นอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์ และกาลิเลโอ 


    แต่ไม่มีใครบนโลกนี้ที่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของผมคือมนุษย์ต่างดาว


    ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าชีวิตเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ คนหนึ่งอย่างผมจะได้พบเจอกับเรื่องมหัศจรรย์และได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลก แม้ใครหลายคนจะไม่รู้ก็ตาม ผมยังคงเก็บกระบอกที่ย่าให้ผมไว้กับตัว และยังคิดนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นอยู่ตลอด เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตผมตลอดไป..



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in