My First StoryElegant Ying
เที่ยว HONGKONG I Style
  •           คำที่ฟังแล้วรู้สึก..สดชื่นใจ ที่สุดนั้น คือ "ท่องเที่ยว" คิดว่าหลายๆ คนคงเป็นเหมือนเรา การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ ทำให้เราได้เปิดโลกที่เราไม่รู้จัก เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สนุกสนานใคร่รู้ในสิ่งที่เราจะต้องไปเจอในโลกต่างแดนเช่น เพื่อน สิ่งแวดล้อม ความแปลก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน เราก็พร้อมที่จะเจอใช่ไหมล่ะ...ก็ใจมันรัก...ในการเที่ยว ^^

             ณ...ตอนนี้ เราอยู่ที่หน้าจอเล็กๆ อยู่ในห้องที่มีเพดานสีขาว กับโต๊ะเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร เสียงผู้คนคุยกันวุ่นวาย ให้ทายเราอยู่ที่ไหน???  ที่ทำงานไงล่ะ ที่นี่แหละที่เป็นแหล่งทำให้เราได้ไปเที่ยว เป็นที่ที่เราทำงานหางบ และวางแผนการเที่ยว จองตั๋วทั้งเครื่องบินและโรงแรมที่นี่ สถานที่ที่ดูวุ่นวายที่นี้ เรารักมันนะ ทำให้เราได้ไปมาหลายที่แล้วล่ะ เราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่สนุกทั้งงานและสนุกทั้งเที่ยวเลยก็ว่าได้ 

             มาครั้งนี้เราก้อนั่งทำงานเพลินๆ แต่ใจมันดันคิดถึงการท่องเที่ยวขึ้นมาอีกแล้วสิ แต่ทำไงดีล่ะ ในเมื่อเราเพิ่งย้ายงานมาไม่เท่าไหร่  เรามีข้อจำกัดในวันเดินทาง ที่จะไปได้เฉพาะวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น อีกทั้งงบที่จำกัดเหลือเกิน (พิษจากการเปลี่ยนงาน) ก็เลยคิดๆ ว่าจะไปไหนดีนะ สำหรับเวลาแค่มีแค่ 3 วัน เท่านั้น ในช่วงวันที่ 3 ถึง 5 ธันวาคมนี้เท่านั้นเอง ในตอนแรกเราก็ตั้งใจเลือกว่า เราจะไปมาเก๋า เพราะเราได้เห็นเพื่อนเราโพสลง facebook เมื่อไม่นานมานี้ ดูน่าไปทีเดียวเลย เพราะเรายังยังไม่เคยได้ไปประเทศนี้เลย และแถมน่าจะพอดีกับวันที่เราจะสามารถไปได้ด้วย เราจึงได้เริ่มหาข้อมูล โอเค..ราคาตั๋วและโรงแรมก็ได้อยุ่นะ 

              แต่ๆ ทันใดนั้นก็เห็นโฆษณาอยู่ข้างๆ หน้าจออีเมล์สีม่วงที่เราได้เปิดเช็คอีเมล์ ณ...ตอนนั้น มันเป็นแบนเนอร์แนวตั้ง มีรูปหนู 2 ตัว ยืนใส่ชุดคริสต์มาสสีแดง มีเม็ดขาวๆ คล้ายหิมะร่วงลงมาเรื่อย มีแสงไฟระยิบระยับสวยงามจากบรรยากาศคริสต์มาส ที่นั่นในแบนเนอร์โฆษณมันคือที่ไหนนะ มันชวนฝันซะเหลือเกิน จากเคลิ้มๆ กับภาพ ก็ได้เหลือบตาลงไปที่ด้านล่าง ก็เจอคำว่า HongKong Disneyland โห...เห็นแล้วชวนฝันแบบนี้ ไป...เราไปฮ่องกง กันดีกว่า (ปล..เปลี่ยนประเทศการเดินทางในทันทีทันใด) 

              ตัดกลับมาที่โต๊ะทำงาน...เราปิดหน้าต่างจอของการเช็คอีเมล์ ด้วยใจที่เริ่งร่า มีความสุขสุด มือไม้สั่นระรัว (555+ จะว่าเราโอเวอร์เอคติ้งก็ได้นะ) แต่มันดีต่อใจมาก เรารีบเปลี่ยนหน้าต่างจอมารีบคลิกเปิดแอพไลน์ในทันที กดดับเบิ้ลคลิกอย่างรวดเร็ว ไปในช่องแชทของคู่หูท่องเที่ยวเรา...นั่นคือแฟนตัวหย่ายของเราเอง เรารีบพิมพ์บอกไปด้วยใจสดชื่น "นี่ๆ เราไปเที่ยงฮ่องกงกันเถอะ" รอแค่เสี้ยวนาที เมื่อขึ้นว่าข้อความเราได้ถูกอ่าน คำตอบก็ได้ถูกส่งผ่านมาแค่คำสั้นๆ "ไปจิ" คำนี้แหละ คำสั้นๆ แต่ทำให้ใจสดชื่น โลกทั้งโลกในตอนนี้มันดูดีไปทุกสิ่ง ^__^ ...ป่ะ ทำงานต่อ...

  •           วันนั้น เป็นวันที่เราทำงานไปโดยไม่รู้สึกเหนื่อย แค่เพียงคิดว่าจะได้ไปเที่ยวแล้วนะ ความขยันและความเร็วในการทำงาน เพิ่มมาเหมือนความเร็วของ The Flash อิอิ ก็นะทำงานเสร็จไวๆ เราก็ได้จะได้เริ่มขั้นตอนของการหาตั๋วเครื่องบินราคาดีต่อใจไงล่ะ เป็นธรรมดานะสำหรับคนที่รู้จักคำนวณราคากับความคุ้มค่า (แน่ใจนะว่าไม่ใช่มีงบจำกัดน่ะ อิอิ)  ว่างเว้นจากการทำงาน นั่นคือเวลาพักเที่ยงของเรา ก็ได้หยิบเครื่องมือสีขาวขนาดพอดีมือ มาเพื่อเปิด เพจ Arpae เพื่อดูว่าตอนนี้มีโปรโมชั่นอะไรบ้างน้า เพื่อความคุ้มค้าและประหยัดเวลา และก็เหมือนสวรรค์นางฟ้าสวย ก็ได้เข้าข้างเรา โปรโมชั่นตั๋วของสายการบินฮ่องกงแอร์ไลน์ก็โชว์แสงขึ้นมาทำให้ตาวาว คือ ไป-กลับ ต่อคน ไม่เกิน 5,000 บาท สุดยอดอ่ะ เพราะสายการบินนี้เป็น Full Service ซะด้วยนะ ราคาน่าคบหามากเลย (ปล...โดยส่วนใหญ่จะนั่ง Low Cost Airline อ่ะนะ) พอเห็นราคาอันนี้ก็เลยทำให้ดีต่อใจ(อีกแระ) 

              เวลานี้ นิ้ววิเศษของเราก็ได้เลื่อนหน้าจอ และเล็งเป้าหมายไปที่ link ของสายการบินเป็นที่เรียบร้อย และกดไปด้วยเวลาอันรวดเร็ว พร้อมกรอกวันที่ สถานที่ และจำนวนผู้โดยสาร และจิ้มไปที่ search ด้วยความเร็วแสง แต่ในเวลานั้นในใจก็ภาวนาพร้อมเหมือนสะกดจิตหน้าเว็บให้มีราคานี้อยู่ เพราะเนื่องด้วยเราจองไปในวันหยุด ซึ่งจะไม่ค่อยได้ร่วมโปรโมชั่นเท่าไหร่นัก หน้าตาเว็บเริ่มขึ้นสมบรูณ์ ตาเราเริ่มเบิกกว้าง...นั่นไง!!! เจอแล้วววววว นิ้ววิเศษของเราก็รีบจัดการตามขั้นตอนและจ่ายเงินด้วยความรวดเร็ว พริบตาเดียว เราก็ได้ใบยืนยันการจองเข้ามาในอีเมล์ของเราเป็นที่เรียบร้อย ในที่สุดก็สำเร็จไป 1 สิ่ง... โอเค กินข้าวกลางวันได้แล้วล่ะ ^^!

              การจองตั๋วของเราสำเร็จแล้ว ลำดับต่อไปคือที่พัก ขอท้าวความย้อนไปเมื่อครั้งไปเกาหลีนั้น เราได้ลองพักที่เป็นโฮสเทลครั้งแรก เรารู้สึกประทับใจมาก ในบรรยากาศ ทำเล และเจ้าของที่น่ารักมาก ฉะนั้นในครั้งนี้เราเลยเล็งไปพักที่ที่เป็น โฮสเทล มากกว่าที่จะพักที่โรงแรม และอีกเหตุผลหนึ่งก็ไม่พ้นทางด้านราคาอีกตามเคย จากที่เราๆ เคยทราบกันมาว่าที่พักที่ฮ่องกงนั้นราคาสูง ดูจากสภาพภูมิประเทศ และการอยู่อาศัยของคนฮ่องกงนั้น จะเป็นตึกสูงห้องเล็กๆ เยอะมาก 

              เนื่องด้วยจากภมูิประเทศที่มีพื้นที่จำกัดเพราะเป็นเกาะ และเพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จึงทำให้เราเห็นที่พักอาศัยที่ฮ่องกงนั้นเป็นตึกสูงเรียงกันหนาตา อ่ะพอเรื่องความรู้ อิอิ  กลับมาที่การจองของเราดีกว่า เราเลยหาที่พักโดยใช้ google ช่วย และพิมพ์ว่า "ที่พักโฮสเทล ฮ่องกง" เราก็ได้ลิสมาพร้อมกับรีวิวมากน้อยลดหลั่นกันไป เราก็ไปสะดุดที่พักที่หนึ่ง ดูจากรูปภาพแล้ว ก็ดูน่ารักดีนะ แถมพอเลื่อนไปลองดูที่รีวิว มีแต่คนชมทั้งนั้นเลย ที่สำคัญใกล้รถไฟใต้ดินสถานี จิมซาจุ่ย เดินแค่ 3-5 นาทีก็ถึงแล้ว เราเลยเริ่มจากเข้าไปเจ้าประจำเรา เพื่อจะไปจองที่พักนี้ โดยการเข้าเว็บ agoda เมื่อเข้าไปก็พบราคาที่ดีต่อใจอีกแล้วแหละ คืนละ 2,000 กว่าๆ เท่านั้นเอง จำนวน 2 คืน ก้อ 5,000 กว่าเอง พักได้ 2 คน ราคาดีต่อเงินในกระเป๋า เราตัดสินใจจอง เป็นอันสำเร็จเสร็จไปเพิ่มอีก 1 สิ่ง อ่อลืมบอกชื่อโรงแรมที่เราจองเลย เป็นโรงแรม "InnSight Hongkong" จ้ะ ถึงจะขนาดห้องเล็กแต่ห้องน่ารักนะจ๊ะ 


    นี่รูปตัวอย่าง InnSight Hongkong (เรายืมมาจากหน้าเว็บ) 
    นี่ทางเข้าที่พัก ตามสไตล์ฮ่องกงเขาล่ะ 
    อันนี้คือ ที่อยู่ของที่พักนะคะ  3/F, 9 Lock Road, จิมซาจุ่ย, ฮ่องกง, ฮ่องกง
  •           อย่า!!! ยังไม่ราบรื่นเช่นนั้น เนื่องด้วยจองอันเสร็จสรรพ ก็รีบบอกคู่หูตัวหย่าย ละก็มีประเด็นขึ้นมาจนได้ โดยคำถามนั่นคือ...เราจองตั๋วไปหลังเลิกงานตอนเย็น คือคืนวันศุกร์ที่ 2 เวลา 20.15 น. หมายความว่าเราจะไปถึงฮ่องกงเวลา เที่ยงคืน นั่นเอง อ้าวจองเองลืม!!เอง ซะงั้นเรา ละเราก็จองโรงแรมที่ InnSight ไปแค่ 3-5 ธันวา แค่นั้นเอง เลยเกิดคำถาม 

    1. เราจะนอนสนามบินในคืนนั้น หรือ 

    2. เราจะจองโรงแรมเพิ่ม 

              นั่นคือบทสนทนาของเราคู่หู ละตัวหย่ายก็บอกว่างั้นนอนสนามบินละกัน แต่ๆ เราคิดว่ามันจะเน่าไปป่าว(หมายถึงการไม่ได้อาบน้ำอ่ะนะ) เพราะวันศุกร์นั้นเราทำงานมาทั้งวันเลย ละถ้านอนสนามบินในตอนกลางคืนแล้วตื่นเช้าไปเที่ยวต่อนั้น มันไม่น่าจะสบายตัวอ่ะ เพราะไม่ได้อาบน้ำ ถึงตอนนั้นที่ฮ่องกงจะมีอากาศที่เย็นก็ตาม เราคิดว่ามันไม่โอเคเลยอ่ะ นั่นเถียงอีก(ขนาดเป็นความผิดพลาดของเราเอง อิอิ) เพราะโรงแรมโดยส่วนใหญ่จะให้เรา check in ได้ก็ต่อเมื่อประมาณ บ่ายสองถึงบ่ายสามนู้นแน่ะ จนกว่าจะได้อาบน้ำก็เน่าจริงๆ นั่นแหละ เราเลยเสนอตัวหย่ายว่า "งั้นจองโรงแรมเพิ่มละกันเนาะ ตัวเองลองโทรไปแจ้งอโกด้าจิ ว่าจะเพิ่มวันคิดเท่าไหร่"  นั่นไง การโยนงานได้เกิดขึ้นแล้ว อิอิ

              และแล้วคู่หูเราก็ได้คำตอบมา แต่คำตอบนั้นมันสะพรึงมาก คือ ทางโฮสเทลคิดเราเพิ่มมา 3,000 กว่า แค่ขอเพิ่มคืนวันศุกร์ คืออารายยย มันแพงมากกอ่ะ ตอนเราจองไปแค่ 2,000 กว่าเองอ่ะ โหความเครียดมาเยือน เราเลยบอกตัวหย่ายไปว่า "งั้นเราจองโรงแรมอื่นแทนเหอะเนาะ"

              หลังจากความคิดนั้นได้ออกมาจากสมองอันน่ารักของเรา เราก็เสาะแสวงหาโรงแรมใหม่ เพื่อจะจองเพิ่มมาในคืนวันศุกร์คืนเดียว เพื่อแลกกับการไม่ต้องนอนที่สนามบิน และเราก็ไปเจอ Tom's Guest House ในราคาคืนละ 1,600 กว่าบาท นั่น มันต้องแบบนี้แหละ ถูกใกล้ที่พักเดิมที่ได้จองไปแล้ว เวลาย้ายไปพักต่อที่ InnSight ก็เดินนิดเดียว จองเลยละกัน เสร็จแล้ว เราแก้ปัญหาสำเร็จ สบายใจล่ะ แต่จะเล่าความน่ากลัวมาเยือนในภายหลัง ความคิดละการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้รู้สึกพลาดมาก ขอแนะนำโรงแรมก่อนละกันนะ


    ทอมส์ เกสต์เฮาส์ (Toms Guesthouse)
    Flat C1, Block C, 16/F, Chung King Mansion, 36-44 Nathan Road, จิมซาจุ่ย, ฮ่องกง, ฮ่องกง

              และแล้วตั๋วเครื่องบินพร้อม โรงแรมพร้อม สิ่งต่อไปก็คือแพลนเที่ยว คืออย่างที่ตอนแรกเราเปลี่ยนใจไปฮ่องกงแทนไปมาเก๋า เพราะ เราเห็นแบนเนอร์โฆษณาของ Hongkong Disneyland เราอยากไปดูไฟประดับ(เหมือนเป็นแมงเม่ามะ) กับตัวการ์ตูนที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กเป็นปลื้มมากกับหนู 2 ตัวที่เราได้พูดถึงก่อนหน้านี้คือ มิกกี้เมาส์และมินนี่เมาส์นั่นเอง มันน่ารักมากเลยอ่ะ ฉะนั้นเราเลยแพลนไว้ว่าจะไปที่นี่ 1 วันเต็มๆ เพื่อดื่มด่ำกับตัวการ์ตูนและเล่นเครื่องเล่น และที่สำคัญรอดูขบวนพาเหรดในธีมคริสต์มาสพร้อมเทศกาล sparking และพลุสวยๆ ในตอนกลางคืนด้วย และวันที่เหลือเราก็มาเริ่มคิดว่าเราอยากไปไหนอีกน้า อ้อเราอยากไปไหว้พระไง เราเห็นในรายการท่องเที่ยวตามโทรศทัศน์เค้าจะมีว่าไปไหว้พระที่นู่นที่นี่ แล้วจะดีในหลายๆ ด้าน เอาสิงั้นเราไปไหว้พระดีกว่า ดวงปีหน้าเราจะได้ดีๆ เฮงๆ กันไปเลย 

              เราก็เลยหาข้อมูลวัดที่เราคิดว่าไม่ไกลมาก และมีชื่อเสียงในหลายๆ ด้าน เพื่อความคุ้ม อิอิ เราเลยได้มา 3 ที่ คือ 1. วัดกังหันหรือ วัดแชกงหมิว (Che Kung Temple) 2. KwunYum Temple ศาลเจ้าแม่กวนอิมเก่าแก่ของฮ่องกง ย่าน Hung Hom 3. วัด Sik Sik Yuen Wong Tai Sin Temple มาบูชาหวังต้าเซียน นี่แหละ 3 วัดกำลังดี ไม่ต้องรีบเดินทางมาก มีเวลาจิตใจสงบและขอพรพร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศและเรียนรู้วัฒนธรรมของคนท้องถิ่น ข้อสำคัญของเราเวลาไปท่องเที่ยว เราจะจัดตารางที่จะไปอย่างหลวมๆ ไม่ให้แน่นจนเกินไป แบบแน่นไปจะทำให้เรามีแต่ความกังวล เที่ยวไม่สนุก แถมไม่ได้เรียนรู้วิถีชีวตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วยแหละ (อันนี้แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคนนะคะ) สรุปแพลนคร่าวๆ คือ วันแรกไหว้พระ 3 วัด วันที่สอง ไปฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ วันที่สามพักผ่อนตามอัธยาศัยและเตรียมตัวกลับไทยจ้า

              ปล... การแลกเงินไปเที่ยวนั้น แล้วแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละท่าน และในส่วนของเรทเงินนั้นแลกตามร้านยอดฮิตได้เรทดีกว่าธนาคารแน่นอนจ้า แต่ไม่ต้องซีเรียสมากถ้าเราและไปไม่มากโขนะจ๊ะ
  • วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2559

              เวลา 08.00 ถึง 16.00 น. ทำงานปกติ ตามประสามนุษย์เงินเดือนอย่างเรา แต่ๆ เดี๋ยวก่อนเวลาทำงานเราไม่ได้เลิกงานเร็วขนาดนั้น เพียงแต่วันนี้เราขอออกก่อนเวลาน่ะ เพราะเราต้องเดินทางไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดันเป็นวันศุกร์แห่งชาติ พร้อมกับเป็นวันหยุดยาว ฉะนั้นกรุงเทพฯเราจะสนุกไปด้วยมวลรถติดมหาศาล ด้วยสมองอันชาญฉลาดของเราจึงคิดว่า เราต้องขอเลิกงานก่อนเวลา ดังนั้นเมื่อเวลา 16.00 น. เราเลยรีบวิ่งลงไปที่ชั้นล่างเพื่อให้คุณพี่ รปภ. เรียกเท็กซี่เพื่อไปที่บีทีเอสก่อน จากนั้นจึงค่อยไปต่อ airport link ที่สถานีพญาไท เพื่อหลีหนีมวลรถติด และเพื่อให้ทันเวลาไป drop กระเป๋าที่เคาเตอร์ เราไม่ต้องทำการ check in ซ้ำ เพราะเราได้ทำการ check in online เรียบร้อยแล้ว นี่ก็เป็นอีกวิธีที่อยากแนะนำ ทำแล้วสะดวกรวดเร็วกว่าไปรอต่อไปแถวนานนะจ๊ะ แถมได้เลือกที่นั่งเองด้วยแหละ ดีต่อกายและใจ 

            และแล้วก็ถึงสนามบินในเวลาก็เกือบๆ 6 โมงเย็นกว่าๆ รีบวิ่งผมกระเจิง เพื่อมองหาแถวเพื่อเอากระเป๋าโหลด พอถึงเค้าเตอร์ ก็ได้ยินประโยคที่ไม่ดีต่อใจเลยคือ "ผู้โดยสารครับเที่ยวบินนี้ช้าไปอีก 1 ชั่วโมงนะครับ" ค่าาาา คืออาราย ที่รีบมาทั้งหมด มันหายไปกลับประโยคนี้ แต่เราก็ตอบแค่เพียง 1 คำคือ "ค่ะ"  พวกเราทั้งสองก็ทำการโหลดกระเป๋าเสร็จ ก็ออกมาและถามกันว่า "เอาไงดีอ่ะ" ด้วยความรีบมาและด้วยเที่ยวบินเลื่อนไปดึก 3 ทุ่มกว่าๆ พวกเราเลยลงความเห็นกันว่า "ป่ะ หาอะไรกินกันดีกว่า" อืมดีนะเป็นความคิดของพวกเราตัวกลมที่ดีทีเดียวแหละ กินเพลินๆ เดินเล่นดูขนมดูของระหว่างทางไป gate ก็รอไม่นานหรอก แต่ขอย้ำว่า เดินดูอย่างเดียว อิอิ ด้วยงบที่ไม่เอื้ออ่ะนะ

              เมื่อ Gate เปิดให้เข้าไปนั่งได้ สักพักเราก็ได้รับแจกขนมและน้ำ 1 กล่อง เป็นน้ำใจที่ได้จากสายการบินเพื่อขอโทษที่มาล่าช้า เราเลยจัดให้เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจกินหมดเลยทั้งกล่อง อิอิ นั่งรอเพลินๆ ไม่นานก็เรียกขึ้นเครื่องแล้วจ้า เย้ๆ Let's Go!!!  ปล...ตอนขึ้นเครื่องไปก็มีมื้ออาหารให้อีกดี้ดีมาก พร้อมมีจอและหูฟังไว้ให้ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกมส์ จะบอกว่าดีต่อใจมาก เพื่อนๆ ลองได้นะคะ สายการบินนี้ โอเคเลย 

              ณ สนามบินฮ่องกง... เราได้มาถึงแระ มองไปที่นาฬิกา โหมันดึกแล้วอ่ะ ไปๆ รีบไปตรวจที่ ตม. เพื่อจะได้หาทางไปขึ้น Night Bus และแล้วก็ปผ่าน ตม.มาอย่างง่ายดาย ตอนแรกก็เกรงๆ อ่ะนะ แต่ยิ้มไว้ก่อน อิิอิ จากนั้นก็ไปรับกระเป๋า และเดินตามป้ายที่เขียนว่า Bus เพื่อไปขึ้น Night Bus No. N21 เพื่อเดินทางไปที่พักคืนแรก ซึ่งรถบัสจอดเลยหน้าโรงแรมไม่กี่เมตรเอง แต่ระหว่างน่ะสิ ถึงกับจะอาเจียนเพราะเมารถมาก คนขับขับเหมือนเราได้เข้าไปเล่นเครื่องเล่นรถไฟเหาะน่ะ มึนเลยสิครับพี่น้อง อยากจะตะโกนบอกคนขับว่า "พวกเราไม่รีบขนาดนั้นค่า" และแล้วก็รอดชีวิตลงป้าย และเดินย้อนกับมาที่หน้าที่พัก

              อย่างที่เคยบอกไว้ตั้งแต่ตอนจองว่ามันน่ากลัว คือตอนนั้นเมื่อถึงหน้าที่พัก ต้องขึ้นไปชั้น 16 เพราะที่พักอยู่ชั้นนั้น แต่ก่อนขึ้นนี่สิ บรรยากาศมันน่ากลัวมากอ่ะ ลองนึกถึงที่เราดูหนังฝรั่งตามตึกที่มีพวกนักเลงหรือแก๊งค์ น่ากลัวๆ ดูสิ มันใช่เลย คือก้าวขาเข้าไปเพื่อจะไปขึ้นลิฟท์ ก็จะได้ยินเสียงเพลงดังมาก พร้อมกับพี่แขกเดินลี่เข้ามาหา บอกว่ามีห้องพักมาพักกับฉันมั้ย คนนั่งกินเหล้า พร้อมกับมีผู้หญิงขายบริการยืนตามเสา โหบรรยากาศสะพรึงมาก คือตอนนั้นรู้สึกกลัวมากจริงๆ นะ เพราะมันดึกมาก็ราวๆ จะตีสามกว่าได้ แล้วไปกันแค่ 2 คนกับคู่หูเรา คือเกรงไปทุกย่างก้าว พวกเรารีบๆ เดิน เพื่อไปที่ลิฟท์ แต่ยังไม่หมดแค่นั้น พอไปเจอลิฟท์กลับพบว่า ลิฟท์ตัวที่เราจะขึ้นไปชั้น 16 ดันเสีย ฮือๆ อะไรจะขนาดนั้นเนี่ย ก็เลยต้องมองหาลิฟท์ตัวใหม่เพื่อไปให้ใกล้ชั้น 16 ที่สุด และเราก็ได้ลิฟท์ที่ขึ้นไปชั้น 15 และลากหอบกระเป๋าขึ้นบันไดไปอีก 1 ชั้นด้วยตัวเอง

              เจอแล้ว...เราเจอป้ายที่เขียนว่า Toms Guest House แต่ห้องปิด คือที่พักเป็นแบบห้องพักปิดประตูอ่ะ ไม่ได้เหมือนโรงแรมทั่วๆ ไปที่จะเค้าเตอร์ไว้ check in รับลูกค้า เราก็เลยมองหากริ่งเพื่อกดเรียก เราก็กดๆ ๆ ๆ คือกดไปกี่ครั้งไม่รู้ แต่รู้ว่ายืนรอไม่ต่ำกว่า 30 นาทีได้มั้ง ใจเราทั้งคู่กลัวมากตอนนั้น คือถ้าจะให้ลงไปข้างล่างอีกครั้งก็ไม่ไหวนะ คือกลัวมาก แถมที่พักที่จองไว้ก็ไม่ยอมเปิดอีก คือโชคชะตาจะแกล้งแบบนี้น่ะหรอ แต่เมื่อกดไปเรื่อยๆ ก็มีคนมาเปิด ...เป็นพี่ที่ดูน่าจะเป็นแขกๆ หน่อย ถามพวกเราว่าจะ check in ใช่มั้ย ในสภาพที่ดูงัวงเงียมาก เราเลยบอกใช่ และก็ได้เข้าไปด้านในเพื่อทำการ check in พีคไปกว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่ คือ เราเพิ่งเคยเห็นที่พักไม่ใช่คอมพิวเตอร์ คือ แกหยิบสมุดเล่มยาวใหญ่มากมาเขียนๆ และยื่นมาให้คู่หูเราเซน โหระบบแบบโบราณมากอ่ะ ละเค้าติดต่อกับอโกด้ายังไงเนี่ย เราสงสัยมากๆ จริงๆ แต่ก็ช่างเหอะขอเข้าห้องพักก่อนละกัน เหนื่อยและกลัวมามากพอแล้ววันนี้ อ้อลืมบอกห้องพักแบบขนาดเล็กระทัดรัดมากๆ เตียงสูงต้องปีนขึ้นนะ นอกนั้นก้อรับได้อ่ะ เหมาะกับราคา ถ้าไม่นับรวมบรรยากาศข้างล่างตึกกับการที่ต้องมายืนรอแบบกลัวไม่มีใครมาเปิดให้ ก็ได้อยู่ 

              ปล... ก่อนที่เราจะเดินทางเราได้โทรแจ้งอโกด้าให้ทำการแจ้งโรงแรมแล้วว่าเราจะไปถึงดึกมาก มีคนอยู่รอมั้ย ทางโรงแรมก็แจ้งมาว่าอยู่รอได้ และที่เราไปสนามบินและพบว่าเครื่องมาเรท เราก็ได้โทรไปแจ้งว่าเราจะเรทไปอีกนะ อันนี้เพื่อนๆ ลองนำไปใช้ดูก็ได้นะคะ เผื่อไว้เพื่อความสบายใจว่าจะได้มีคนรอเรา check in เวลาเราไปต่างบ้านต่างเมือง  และแล้วก็ได้พักในคืนแรกเตรียมตัวเพื่อเที่ยวในวันรุ่งขึ้น

    ภาพเค้าเตอร์ Check in ที่ Tom's Guest House (รูปภาพจาก Booking.com)
    ภาพ ด้านหน้า Tom's Guest House (รูปภาพจาก booking.com)

  • วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2559

              วันนี้ย่อมดีกว่าเมื่อวาน อรุณสวัสดิ์ยามเช้า วันนี้พอตื่นจัดการธุระเสร็จ เราก็ไป check out ที่เค้าเตอร์เรียบร้อย เพื่อจะเปลี่ยนที่พักที่เราจองไว้อีกที่หนึ่ง คือ InnSight เดินข้ามฝั่งถนน เดินต่ออีกหน่อยก็ถึงแล้ว แต่เวลา check in จะประมาณ บ่ายสอง แต่เราสามารถฝากกระเป๋าไว้ก่อนได้ ที่พักที่นี่เจ้าของน่ารักใจดี และที่พักดูสะอาดกว่าที่แรก
    ภาพ ทางเข้าเพื่อ Check in (รูปภาพจาก อโกด้า)

              ที่พักที่นี่ โอเค มากกว่าที่แรกมาก ทางเข้าก็มีระบบกดรหัสถึงจะเข้ามาได้ แต่ถ้ามาในวันแรกก็กดเลขของโรงแรมเรา และทางโรงแรมก็จะเปิดประตูให้เราเพื่อเข้าไปขึ้นลิฟต์ได้ อ้อลืมบอก ที่นี่จะมี small breakfast ให้เราทุกเช้าด้วยนะ คือ น้ำผลไม้ 1 กล่อง และ ขนมปัง 1 ชิ้น นั่นเอง

              หลังจากเราฝากกระเป๋าไว้เรียบร้อย เราก็ออกเดินทางที่แรกคือ วัดกังหัน หรือ วัดแชกงหมิว (CheKung Temple) เป็นหนึ่งในวัดยอดนิยมของคนฮ่องกง และตอนนี้น่าจะเป็นยอดนิยมในคนไทยด้วย ที่ไทยมีการจำหน่ายแหวนกังหัน, จี้กังหัน และกังหันตั้งโต๊ะ ก็มาจากประวัติและความศรัทธาที่วัดแชกงหมิว คือตามความเชื่อกังหันจะพัดสิ่งดีเข้ามาหาเรา และพัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป พวกเราก็ได้ไหว้ท่านแชกงหมิวและขอพรตามระเบียบ

              การเดินทางคร่าวๆ จ้ะ ถ้าเพื่อนๆพักอยู่ย่าน จิมซาโจ่ย เริ่มจากเดินลงไป MTR สถานี Tsim Sha Tsui เดินไปยัง Exit G เพื่อเชื่อมต่อไปยังสถานี East Tsim Sha Tsui ขึ้นรถไฟฟ้าสายสีฟ้าอ่อน ไปลงยังสถานี Tai Wai Exit B ก่อนออกนอกตัวอาคารจะเป็นท่ารถเมล์ ให้เดินออกไปตามทางซ้ายมือ เมื่อออกจากตัวอาคารจะเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ (ฝั่งตรงข้าม) หลังคาสีเขียว ตัวอาคารสีแดง เดินตามทางไปเรื่อยๆจะข้ามสี่แยกเล็กๆ แล้วเดินลง Subway เลี้ยวขวาเพื่อรอดไปยังอีกฝั่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดกังหัน หรือ CheKung Temple ค่ะ

    วัดกังหัน หรือ วัดแชกงหมิว (CheKung Temple)

              เดินทางกันต่อเลย กับวัดที่ 2 นั่นคือ วัด Sik Sik Yuen Wong Tai Sin Temple มาบูชาเทพเจ้าหวังต้าเซียน กันค่ะ เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ความศรัทธาในเทพเจ้าหวังต้าเซียนที่ฮ่องกงนั้นเริ่มมาจาก เกิดโรคระบาดใหญ่บนเกาะฮ่องกง ชาวฮ่องกงได้มาไหว้ขอพรจากเทพเจ้าหวังต้าเซียนและขอยาที่ทางวัดจัดไว้ไปต้มกินจนหายจากโรคระบาดครั้งนั้นมาได้ จึงทำให้ชาวฮ่องกงมีความศรัทธาต่อเทพเจ้าหวังต้าเซียนเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเราจึงเลือกมาสักการะขอพรที่นี่อีกหนึ่งแห่งค่ะ 

              วิธีการเดินทางมาที่วัดนี้คือ รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สายสีเขียว  มาลงที่สถานี Wong Tai Sin Station แล้วออกมาทาง Exit B เดินออกมาก็เห็นวัดอยู่ตรงหน้าเลยค่ะ 

    วัด Sik Sik Yuen Wong Tai Sin Temple

             เมื่อได้ขอพร และมีความสบายใจเพิ่มมากขึ้น เราก็เริ่มเดินทางต่อไปยังวัดที่ 3 แต่ระหว่างทางการเดินทางไปวัดที่ 3 นั้น ระยะต้องเดินเยอะหน่อยจากสถานีรถไฟใต้ดิน แต่เรายังไม่ได้ทานข้าวกันตั้งแต่เช้า เพราะอากาศดีและไม่รู้สึกหิว แต่ ณ ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาไกล ทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาเล็กน้อย เราเลยมองหาของกิน ซึ่งก็จะเป็นอาหารร้านที่อยู่ริมทางเดินที่เราทั้งคู่เดินผ่าน และแล้วเราก็มาสะดุดกับร้านที่ขายเหมือนน้ำเต้าหู้ น้ำผลไม้ และที่เด็กกว่านั้นเราเจอขนมจีบเสียบไม้จ้า เราทั้งคู่ไม่รอช้า ปรี่เข้าไปที่หน้าร้าน ถึงเมนูจะไม่มีภาษาอังกฤษเลยก็ตาม เราก็ใช้ภาษากายที่เราถนัด คือ "การชี้ไปที่ภาพที่ต้องการ" วิธีนี้แหละถูกต้องที่สุด ในการเอาตัวรอดเมื่ออ่านเมนูไม่ออก และเราก็ได้หน้าตา 2 อย่าง ที่เราสั่งมาหน้าตาเป็นแบบในภาพ คะแนนของรสชาตินั้นจะบอกว่า ขนมจีบหมูเด้งๆอร่อยมาก น้ำก็ออกเปรี้ยวหวานดื่มและสดชื่นมาก ไม่ผิดหวัง ราคาไม่แพงจ้ะ

    ร้าน MOM'S TOFU PUDDING
    น้ำแสนอร่อย
    ขนมจีบหมูล้วน หมูเด้งๆ

              เมื่ออิ่มก็เดินทางต่อเพื่อไปที่วัด KwunYum Temple ศาลเจ้าแม่กวนอิมเก่าแก่ของฮ่องกง ย่าน Hung Hom ที่วัดนี่มีความเชื่อส่วนบุคคลคือ เราก็จุดธูปอธิฐานขอพร และขอกู้เงินจากท่านได้เลยจะเอาเท่าไรก็แจ้งท่าน บางครั้งจะมีเจ้าหน้าที่แจกซองเงินให้ แต่ถ้าไม่มีเราก็เตรียมไปเอง  แล้วนำไปวนเหนือกระถางธูป 3 รอบ  9รอบ  ก็แล้วแต่กำลังความตั้งใจ   จากนั้นก็เก็บซองอังเปานั้นไว้  เปรียบเสมือนว่าเราได้กู้เงินมาจากองค์เจ้าแม่กวนอิมแล้ว เมื่อไหร่ที่ได้ผลตามที่อธิฐาน ก็กลับไปทำบุญคืนท่าน

              การเดินทาง ลงที่สถานีHung Hom จากนั้นหาทางออกExit B1เมื่อออกมาจาก Exit B1 แล้วก็จะเป็น Sky Walk ยาว ๆ เดินตามทางออกไปเลย สังเกตว่ามีป้ายบอกทางไปวัดเจ้าแม่กวนอิมอยู่เป็นระยะๆ เมื่อถึงทางลงก็จะมีป้ายบอกอีกครั้งว่าให้เลี้ยวขวาเข้าถนน Gillies AvenueSouth เดินต่อไปเลย จากนั้นเดินตรงไปอีกเรื่อยๆ ประมาณ 3 - 4 ถนนจนถึงถนนStation Lane ให้เลี้ยวขวา เมื่อเลี้ยวขวาเข้ามาที่ถนนStationLane แล้วซอยแรกคือซอย Kun Yam Street ให้เดินเข้าซอยมาเลย และก็เจอวัดค่ะ

    วัด KwunYum Temple ศาลเจ้าแม่กวนอิมเก่าแก่ (อันนี้รูปยืมมาจาก Hongkong fanclub)

              วันแรกกับการไหว้สิ่งศักดิ์ 3 วัด ผ่านไปด้วยดี จากนั้นพวกเราก็ได้เดินทางกลับที่พัก เพื่อทำการ Check in แล้วนำกระเป๋าเราเข้าไปไว้ที่ห้องพัก พักสักเป๊บแล้วพวกเราจะออกไปชิมอาหารที่เป็น Michelin Guide แนะนำไว้ ซึ่งที่ จิมซาจุ่ยใกล้ๆ ที่พักเรา มีอยู่ประมาณ 2 ที่ 

  • วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2559 (ต่อ)

     อาหาร Michelin Guide

              ที่แรกเราไปที่ร้านแพนเค้ก (แต่เราว่าเหมือนวอฟเฟิลบ้านเรามาก) ชื่อร้าน Mammy Pancake ที่ตั้งร้าน 8-12 Carnarvon Road, Tsim Sha Tsui ตอนไปถึงคือคนต่อแถวยาวมาก พวกเราได้คิวที่ 774 ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยว คือคนฮ่องกงเองก็ต่อแถวซื้อด้วย ก่อนที่จะมาถึงนี่เราแทบจะรู้เลยว่าใกล้ถึงร้านแล้ว เพราะกลิ่นหอมมาไกลมา พวกเราได้สั่งเป็น รสช้อกโกแลต และรสออริจินัล ชิมแล้วสมกับที่ได้รับการแนะนำ เพราะแป้งหอมรสชาติอร่อยไม่หวานกำลังกลมกล่อมเลย ที่สำคัญแผ่นใหญ่มาก ราคาถ้าเป็นรสออริจินัลอยู่ที่ 18 HKD และช้อกโกแลต 22 HKD

    ร้าน Mammy Pancake
    ใบเสร็จและบัตรคิว
    หน้าตาแพนเค้กที่เหมือนวอฟเฟิล
    ถุงใส่เพนเค้กใส่อร่อย

              ร้านที่สองนี่อยู่ถนนตรงข้ามที่พัก และเดินต่อไปทางซ้ายมืออีกไม่กี่เมตร ชื่อร้านคือ Cheung Hing Kee Shanghai Pan-fried Buns ร้านนี้ก็มีคนต่อคิวมากอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เท่ากับร้านแรก ร้านนี้พวกเราก็ได้สั่งไป 2 เมนู จะบอกว่ารสชาติมันดีมากแบบไม่เคยได้ทานแบบนี้เลยก็ว่าได้ อันที่เป็นแป้งห่อเป็นคำนั้น เวลากัดและเคี้ยวนั้นจะมีน้ำซุปออกมาด้วย รสชาติแบบสุดยอดจริง แปลกและดีมากอ่ะ

    ร้าน Cheung Hing Kee Shanghai Pan-fried Buns
    เมนูและป้ายการันตี

    +++จบวันแรกอย่างสุขใจและอร่อย+++

  • วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559

              อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน.... วันนี้พวกเรารีบตื่นแต่เช้า เพื่อเดินทางไปยังดินแดนมหัศจรรย์ การ์ตูนในวัยเด็กของพวกเรา สถานที่นั้นคือ Hongkong Disneyland ก่อนอื่นขอบอกวิธีเดินทางกันสักนิด เนื่องจากเราพักกันที่ จิมซาจุ่ย เราจะเริ่มเดินทาง โดย MTR จาก Tsim Sha Tsui นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดงไปลง Lai King --> แล้วต่อสายสีส้มไปลงที่ Sunny Bay --> จากนั้นก็ต่อสายสีชมพูไปลงที่ Disneyland Resort เลยจ้า 

              พอเดินทางมาถึง นักท่องเที่ยวยังมากันไม่เยอะ ประกอบกับอากาศดีเราเลยค่อยๆ เดินเข้าไปในสวนสนุกเพื่อไปต่อแถวเข้าสวนสนุก มีแถวที่แบ่งขนาดของกระเป๋า และสำหรับผู้ที่ไม่่มีกระเป๋า ตอนเราไปถึงนั้นประมาณ 8 โมงกว่าๆ สวนสนุกเปิดเกือบ 10 โมงจ้า เราเลยต่อแถวและนั่งรอที่พื้น วิธีนี้สบายและไม่เมื่อยเลย ^^  ก่อนที่จะได้เข้าไปด้านในสวนสนุก จะมี2 ขั้นตอน คือ 1. เข้าแถวที่เค้าเตอร์แลกรับบัตรจริง 2. ตรวจบัตรโดยเจ้าหน้าที่ ปล... ลืมบอกค่ะ พวกเราได้จองผ่านออนไลน์โดยตรงที่เว็บไซต์ของ Hongkong Disneyland ตอนนั้นราคา 1 Days 539 HKD/person แถม อาหาร 1 มื้อ+น้ำดื่ม มูลค่า 99-139 HKD สามารถรับอาหารที่ร้านระดับ Signature และ Deluxe ได้เลยค่ะ ***คุ้มมากค่า*** 

              ละพอ 10 โมงก็ได้เวลา มิกกี้และมินนี้ นั่งรถออกมาเพื่อทักททายนักท่องเที่ยวทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ น่ารักมากเลยแหละ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้เราเข้าไปตะลุยดินแดนในวันเด็กได้แล้วจ้า

              โซนแรกที่พุ่งตัวไปก่อนคือ โซนทูมอร์โรว์แลนด์ และเราก็ได้รีบวิ่งไปที่เครื่องเล่น ไฮเปอร์สเปซเมาน์เทน คือเราไปอ่านรีวิวเจอว่ามีเครื่องเล่นใหม่ที่เพิ่งเปิดโดยทำเป็นธีมสตาร์วอล์ เราเลยเลือกที่จะมาเล่นที่นี่ที่แรก เนื่องจากเรารีบไปเลยทำให้ไม่ต้องรอคิดนานเลย เดินเข้าไปแล้วได้เล่นทันที และการที่รีบไปโดยไม่ได้ดูรายละเอียดหรือโปรชัวร์ที่สวนสนุกแจกให้เลย ผลลัพธ์คือ ออกมาแล้วขาสั่นหมดแรงเลยจ้า เครื่องเล่นทั้งมืดและเหวี่ยงน่ากลัวมากกกกค่าาาาา ตอนเล่นอยู่เหมือนจะหยุดหายใจเลยก็ว่าได้ คือ...คิดดีแล้วใช่มั้ยอ่ะ ที่รีบมาเล่นอันนี้อันแรก

    ไฮเปอร์สเปซเมาน์เทน (ภาพจาก hongkongdisneyland)

              เมื่อออกมาจากไฮเปอร์เสปซเมาน์เทนแล้วก็พักหายใจกันสักนิด โดยย้ายร่างมาเล่นที่ บัซ ไลท์เยียร์ ซึ่งอยู่ที่โซนเดิม เครื่องเล่นเป็นประเภทผ่อนคลาย เหมาะสำหรับมาเป็นคู่ และครอบครัว โดยมีวิธีเล่นที่แสนน่ารัก คือ ยิงเลเซอร์เพื่อกำจัดเซิร์ก ถ้าเรายิงโดนก็จะมีแต้มขึ้น อันนี้เราสามารถแข่งกับเพื่อน หรือแฟน หรือครอบครัวได้เลยว่าใครได้แต้มมากกว่ากัน เหมือนจะเด็กนะ แต่สนุกใช้ได้เลยล่ะ

    บัซ ไลท์เยียร์ (ภาพจาก hongkongdisneyland)

              และเครื่องเล่นชิ้นสุดท้ายในโซนทูมอร์โรว์แลนด์คือ ออร์บิรอน เป็นเครื่องเล่นที่เหมือนจานบิน โดยขับจานบินส่วนตัวเหนือน่านฟ้าทูมอร์โรว์แลนด์ เราสมารถบังคับให้ยานขึ้นลงได้ ละเครื่องก็จะหมุนๆ เป็นวงกลม อันนี้ก็สนุกไปอีกแบบ ตอนไปนั้นอากาศเย็น ได้ขึ้นไปรับลม สบายผ่อนคลายได้อีกจากการที่ได้ไปเล่นอันแรกที่สะท้านหัวใจ 

    บัซ ไลท์เยียร์ (ภาพจาก hongkongdisneyland)


  • วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559 (ต่อ)

              เราได้เคลื่อนท่ี่ไปที่โซนถัดไป คือ โซนแฟนตาซีแลนด์ ในโซนนี้รับรองได้ว่า เด็กผู้หญิงอย่างเราๆ จะชอบมาก เหมือนได้เข้าไปในสมุดนิทานที่เราได้อ่านกันตอนเด็กๆ เจ้าหญิงที่น่ารักสวยงามมีมาให้เราเจอกันครบ บรรยากาศที่เหมือนได้เข้าไปในเทพนิยายกันเลยทีเดียว ชวนฝันซะจริงๆ ที่แวะที่แรกของโซนนี้คือ ป่าเทพนิิยาย โดยแพนโดร่า ป่านี้คือเราจะได้พบบ้านของเจ้าหญิงแต่คน  อาทิ 'ราพันเซล เจ้าหญิงผมยาวกับโจรซ่าจอมแสบ (Tangled)', 'สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด (Snow White and the Seven Dwarfs)', 'โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast)', 'ซินเดอเรลล่า (Cinderella)' และ 'เงือกน้อยผจญภัย (The Little Mermaid)'  ในขณะเดินในแต่บ้านของเจ้าหญิงก็จะมีให้เครื่องให้เราหมุน เพื่อดูการเคลื่อนไหว และมีเสียงดนตรีออกมาด้วยแหละ คล้ายๆ กับกล่องดนตรี แต่ขนาดใหญ่ขึ้นมา ยิ่งชวนหลงใหลยิ่งกว่าเดิมอีกนะเนี้ย

    ป่าเทพนิิยาย โดยแพนโดร่า (ภาพจาก hongkongdisneyland)
    ป่าเทพนิิยาย โดยแพนโดร่า

              ต่อไปคือ การผจญภัยของวินนี่ เดอะพูห์ เครื่องเล่นนี้จะพาเราท่องไปผ่านป่าร้อยเอเคอร์ในโถน้ำผึ้งขนาดยักษ์และดื่มด่ำตัวเองลงไปในเรื่องราวของวินนี่เดอะพูห์ คือตัวเราจะนั่งไปในโถน้ำผึ้งและเคลื่อนไปดูเรื่องราวต่างๆ เครื่องเล่นนี้ก็เพลินดีจ้ะ 2 หมู คู่หูเรานั่งได้สบาย สังเกตได้เลยว่าเด็กๆ ชอบกันทุกคน

    การผจญภัยของวินนี่ เดอะพูห์ (ภาพจาก hongkongdisneyland)

              ถัดมาที่ที่สาม คือ มิกกี้ส์ ฟิลอาร์เมจิก อันนี้แถวยาวนิดนึง เด็กๆ เยอะอยู่ ก็ยืนรอไปสักครู่ ก็มีเจ้าหน้าที่นำแว่นสามมิติมาแจก ละยืนต่อแถวหน้าประตูเพื่อรอเข้าไป สักพักหนึ่งประตูก็เปิด ว้าวมีที่นั่งจำมากเหมือนที่นั่งที่โรงภาพยนต์ เลือกนั่งได้ตามใจชอบเลยจ้ะ ละก็ใส่แว่นรอหนังฉายได้เลย ภาพยนต์จะเป็นเรื่อง เกี่ยวกับคอนเสิร์ต 3 มิติ ที่มีโดนัล์ดัก เป็นตัวแสดงนำ พร้อมเสียงดนตรี และการผจญภัย ที่เจ้าตัวได้ก่อให้เกิดขึ้น อิอิ สนุกเหมือนกันนะคะ อยากให้ไปลอง

    มิกกี้ส์ ฟิลอาร์เมจิ (ภาพจาก hongkongdisneyland)
  • วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559 (ต่อ)

              โซนที่สามที่เราไปลุยกันต่อ คือ โซน ทอย สตอรี่ แลนด์  ในโซนนี้ตอนที่พวกเราไปบริเวณโดยรอบ อาจจะดูแห้งแล้งไปสักนิด เหมือนเตรียมพื้นที่เพื่อขยายต่อ แต่ไม่เป็นไร เราก็ไปเล่นเครื่องเล่นกันต่อได้เลย โดยอันแรกที่เล่นคือ ทอย โซลเจอร์ พาราชู้ต ดรอป คืออันนี้เราขอบาย ให้คู่หูเราเล่นคนเดียว เพราะมันสูง เราแพ้ความสูง เลยส่งตัวแทนไปลองพอ เราก็นั่งรออยู่ด้านล่างน่าจะสบายใจกว่า อิอิ แต่เท่าที่ได้มองเข้าไปคือ เค้าจะมีให้ต่อแถว 2 แบบ คือ แถวที่ไปด้วยกันแล้วต้องนั่งด้วยกัน กับสามารถนั่งเล่นแยกกันได้ แถวที่สองนี่คิวไม่ยาวเลย สามารถเล่นได้อย่างว่องไว สรุปคู่หูเราเลือกแถวที่สองเนี่ยแหละ พอได้ขึ้นเราก็ได้มีโอกาสได้ไปยืนดู ขนาดยืนดูยังหวาดเสียวขนาดนี้เลย ไม่ไหวๆ คือดึงขึ้นไปสูงๆๆๆ และก็ปล่อยลงมา

    ทอย โซลเจอร์ พาราชู้ต ดรอป (ภาพจาก hongkongdisneyland)

              เครื่องเล่นถัดมา เราชอบนะ สนุกดี หมุนๆ แต่ไม่มึนหัว คือ สลิงกี้ ด็อก สปิน นั่นเอง จะเป็นตัวน้องหมาในเรื่องทอยที่หลังยาว เขาไล่ตามหางของตัวเองรอบชามอาหารยักษ์ และเราก็จะนั่งไปบนตัวมัน แล้วก็ก่อนจะออกวิ่งก็จะมีเห่า และก็วิ่งเลยจ้า ในรอบหลังๆ จะเพิ่มความเร็วในการวิ่งนะ แต่ไม่น่ากลัว เด็กเล่นได้จ้ะ

    สลิงกี้ ด็อก สปิน (ภาพจาก hongkongdisneyland)
    สลิงกี้ ด็อก สปิน 

              ต่อกันที่ โซนที่สี่ โซนแอดเวนเจอร์แลนด์ โซนนี้ก็เป็นโซนที่ได้ชมธรรมชาติ อากาศเย็นสบาย และผ่อนคลายมากเลย ที่แรกที่เราได้เลือกไปนั้น คือ จังเกิลเวอร์ ครูซ คือ ก่อนที่จะขึ้นเรือ ก็จะมีการให้แยกต่อแถวเลือกภาษาในการบรรยายคือ ภาษาอังกฤษ และจีน ตอนแรกเราไม่ทันสังเกต เราเข้าไปในแถวภาษาจีนเลยจ้า เราก็ว่าทำไมคนอื่นๆ ถึงมองเราแปลก และแถวภาษาจีนที่เราไปต่อแทบไม่มีคนเลยอ่ะดิ รีบเปลี่ยนแถวโดยด่วนเลยย ละเราก็ออกกลับมาต่อแถวภาษาอังกฤษ ละก็ได้ขึ้นเรือละจ้า คือเรื่องจะล่องไปตามแม่น้ำ มีสัตว์หลากหลายชนิด มีผ่านบ้านของทาร์ซานด้วยนะ และมีจุดพีคคือ เรือทำเหมือนติดน้ำวนแล้วก็มีระเบิด เอฟเฟคคือดีมาก สมจริงอยู่ สนุกไปอีกแบบ ละก็ร่องกลับขึ้นฝั่ง

              ปล... บ้านทาร์ซานเราไม่ได้ขึ้นไป เนื่องจากต้องเดินขึ้นบันไดสูงเชียว กลัวหัวเข่าไม่เอื้ออำนวย
    จังเกิลเวอร์ ครูซ

              โซนที่ ห้า ต่อเลยค่ะ คือ โซนมิสทิค พอยท์  โซนนี้เราได้เข้าไปเล่นที่ มิสทิค แมนเนอร์ เราจะได้เข้าไปสำรวจพิพิธภัณฑ์ลึกลับที่ซึ่งวัตถุโบราณน่าตื่นตาจากทั่วโลกมามีชีวิต โดยมีชีวิตจากเจ้าลิงอัลเบิร์ต จอมป่วน  คว้าเอาวัตถุโบราณด้วยอุ้งมือไป ทำให้กล่องดนตรีเปิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจไว้ก่อน โดยกล่องดนตรีที่ว่านี่คือ กล่องดนตรีแกะสลักลวดลายงดงามจากบาหลีคือเมื่อเปิดจะทำสิ่งที่เคลื่อนไหวไม่ได้ให้มีชีวิตกับละอองมนตราของดนตรี เราก็ได้นั่งรถเยี่ยมชมในโซนต่างๆ เพลินตาเป็นอย่างมากเลยแหละ
    มิสทิค แมนเนอร์ (ภาพจาก hongkongdisneyland)
              และแล้วก็มาถึง โซนสุดท้าย โซน กริซลีย์ กัลซ์ เป็นโซนที่มีเครื่องเล่นที่เรากลัวอยู่ คือ บิ๊ก กริซลีย์ เมาท์เทน รันอะเวย์ ไมน์ คาร์ส เราเลยไม่ได้ลองลงไปเล่น ตอนแรกเห็นก็ว่าน่าหวาดเสียวแล้ว ได้ยินเสียงกรี๊ดไปอีก เราขอไม่เอาดีกว่า เพราะใจเราไม่สู้อ่ะนะ เห็นรถไฟที่นั่งกันแบบมีขึ้นไปสุดแล้วปล่อยถอยหลังลง แถมวิ่งมุดถอยหลังไปมาอย่างรวดเร็ว เราเลยคิดว่าไว้คราวหน้าละกัน ขอทำใจมาล่วงหน้าก่อนนะ
    บิ๊ก กริซลีย์ เมาท์เทน รันอะเวย์ ไมน์ คาร์ส (ภาพจาก hongkongdisneyland)
    บิ๊ก กริซลีย์ เมาท์เทน รันอะเวย์ ไมน์ คาร์ส 
  • วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559 (ต่อ)

              เวลาก็ล่วงเลยมาไกลมาก จากเช้าสู่ตอนเย็น ตอนนี้ เราได้ไล่ดูโชว์ ได้ดูโชว์ ของเหล่า ไลอ้อนคิง โชว์นี้เราประทับใจมาก เพลินสุด นักแสดงนี่แบบเก่งมาก ร้องเพลงสุดยอด รู้สึกว่า คุ้มกับเงินที่ได้ซื้อเข้ามาเล่นที่ Hongkong Disneyland แค่ได้ดูโชว์ก็ไม่เสียงดายเงินเลยก็ว่าได้ เราไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะด้านในห้ามถ่าย  ส่วนอีกโชว์ปิดท้าย เราไปนั่งรอเลยเพราะรอบที่จะไปดูก่อนหน้าเต็มไวมาก คนต่อแถวยาวมากๆ เราเลยต้องรอรอบต่อไป ตอน 18.30 คือนั่งรอเลยกลัวไม่ได้ดู โชว์นี้ เป็น โชว์ วอนเดอร์บุค เรื่องก็คือ มิ้กกี้ เข้าไปในหนังสือนิทาน เพื่อจะนำเจ้าโอลาฟ ตัวหิมะในเรื่อง เอลซ่าเข้าไปคืนในหนังสือ เพราะเจ้าโอลาฟ หลุดออกมา อันนี้ก็ดูเพลินเชียว ได้ดูจากภาพ จากคนแสดง และเสียงดนตรี โหยฟินสุด ๆ เราว่าคุ้มเกินคุ้ม เกินบรรยาย จริงๆ อยากให้มาลองนะคะ ปล...ทั้ง 2 โชว์นี้มีที่นั่งให้เราได้นั่งดูสบายมากค่ะ แอร์เย็นกำลังดีเลย และก็อยากให้เคารพกติกาเรื่องห้ามถ่ายภาพกันด้วยนะคะ เพราะข้างในมืด สงสารแสงที่ส่งนักแสดง และแสงที่จะรบกวนท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ

    โชว์ วอนเดอร์บุค (ภาพจาก hongkongdisneyland)โชว์ เดอะ ไลอ้อน คิง (ภาพจาก hongkongdisneyland)

              ค่ำแล้ว ถึงเวลานั่งรอชมขบวนพาเหรดได้แล้ว คือขบวนอาจจะไม่ยาวมาก แต่ไฟแต่ละรถสวยมาก คนแสดงก็เก๋มากเลย ขอโชว์ด้วยภาพแล้วกันนะคะ 

      และก่อนกลับก็ได้อยู่รอดูพลุที่ปราสาทค่ะ พลุไม่ได้ถ่ายมานะคะ คนเยอะมาก ให้สายตาเก็บความทรงจำอีกตามเคยค่ะ ระหว่างทางเดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้ามีหิมะโปรยลงมาด้วยค่ะ
    (ภาพจาก hongkongdisneyland)
    (ภาพจาก hongkongdisneyland)

              การมา Hongkong Disneyland ในวันนี้ เป็นวันที่สนุก สบายใจมาก วันนี้เป็นวันสุขสุดๆ ของพวกเราอีกวันหนึ่งเลย ^_^

  • วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2559

              ในที่สุดก็ถึงเวลากลับแล้ว ว้าเสียดายจัง เหมือนพึ่งมาได้เป๊บเดียวเอง แต่ก็นะเหมือนที่ทุกคนจะเอ่ยว่า ความสุขมักจะอยู่กับเราเป๊บเดียว แต่ไม่เป็นไรเราต้องรู้จักเรียนรู้และอยู่ได้ทั้งสุขทั้งไม่สุข พร้อมทุกสถานการณ์ พวกเราทั้งคู่กลับโดย Hongkong Airline ตามเดิม ไฟท์บินประมาณ เที่ยงจ้า ไปสนามบินโดย รถบัส A21 เดินออกมาถนนใหญ่นิดเดียวจากที่พัก (เห็นมั้ยล่ะบอกแล้วว่าที่พัก InnSight นั่นทำเลดีมาก) ค่าเดินทางโดยรถบัส ตอนกลางวันถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 30 HKD ค่ะ และแล้วก็ถึงสนามบินเราต้องไปที่ T1 ตอนแรกเรานึกว่าที่ T1 ก่อนถึง Gate จะมีขนมอร่อยๆ เราเลยรอไปซื้อที่นั่น แต่กลับมีไม่กี่ร้าน มีร้านหมู ร้านของฝาก กับช้อกโกแลตที่เป็นของฝากจริงๆ  ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย  ในที่สุดก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องค่ะ นั่งได้สักพักหลังจากเครื่องขึ้นเรียบร้อยแล้ว แอร์โฮสเตทที่น่ารักก้อเริ่มเสริฟ์อาหารค่ะ อาหารอร่อยอีกเหมือนเคยค่ะ ปล...แต่ตอนขากลับมึนหัวมากเนื่องจากเครื่องบินลดระดับเร็วเกินไป เหมือนสมองเรารับไม่ทัน

    ***ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกท่าน ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมนะคะ***
    +++ไว้การท่องเที่ยวครั้งถัดไปเราเจอกันน้า บ๊ายบาย+++
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in