My First Storygiadaexp
มีวันนี้ก็ดีแล้ว บทเรียนชีวิตจากแพทย์ห้องฉุกเฉินญี่ปุ่น
  • รำลึกเสมอว่าวันนี้มี"โอกาสให้อยู่" คนญี่ปุ่นนั้นชอบพูดคำว่า"โอะคะเกะ" หรือ "โอะคะเกะซามะ" (แปลว่า"พรจากเบื้องบน") เพราะเชื่อโดยสัญชาติญาณว่า ได้รับการคุ้มครองจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาอยู่เสมอ หลังจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองคนญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปมาก และสิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็น่าจะเป็น"ความสัมพันธ์ของคน" ด้วยกันเองนี่ล่ะช่วงรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจครอบครัวก็เปลี่ยนมาเป็นครอบครัวขนาดเล็กแทบทั้งหมดแล้วความสัมพันธ์ระหว่างคนในพื้นถิ่นเดียวกันเองก็เจือจางลงเราเริ่มตีตัวออกห่าง จากทั้งละแวกที่เราอยู่และครอบครัวจึงเป็นที่มาของค่านิยมเอาตัวเองเป็นใหญ่ เช่นในปัจจุบันนี่เอง

    การใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นทุกวันนี้มองแค่ว่า"ตายไปก็จบแล้ว เพราะฉะนั้นการกอบโกยในชาตินี้สิสำคัญ"ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งในอดีตคนญี่ปุ่นมองชีวิตและความตายเป็นหนึ่งดียวกัน เราเป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์กว่าหมื่นปีเชื่อว่าโลกนี้และโลกหน้านั้นเชื่อมต่อกันได้โดยจิตวิญญาณ ความตายเป็นเพียงแค่การสูญเสียร่างกาย ส่วนวิญญาณนั้นจะคงอยู่ตลอดไป และยังรู้ว่าชีวิตของเรานั้นได้รับโอกาสให้อยู่จากเบื้องบน การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

    เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า"ทุกวันนี้ได้มี โอกาสให้อยู่" เพราะธรรมชาติอันยิ่งใหญ่มอบโอกาสให้เราจึงได้ดื่ม กิน และเล่าเรื่องราวต่างๆอยู่ได้ทุกวันนี้ด้วยปัจจัยต่างๆด้วยปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราจึงได้มีชีวิตเช่นทุกวันนี้ นอกจากนี้เรายังได้ถูกทดสอบจาก"เบื้องบน"อยู่เรื่อยๆ ด้วย ยกตัวอย่างเมื่อมีบางอย่างไม่เป็นไปตามคาดหลายครั้งเราจะคิดโทษคนอื่น แต่หากมองด้วยใจเป็นกลางแล้ว ย่อมต้องมีตัวเองเป็นหนึ่งในสาเหตุด้วยแน่นอนดังนั้นต่อให้เหตุการณ์ไม่เป็นไปดั่งใจหวังแค่ไหน ก็ขอให้ยอมรับความจริงและเผชิญหน้ากับสาเหตุที่ผิดพลาดจริงๆ จะดีกว่า

    “เวลา” จะแก้ปัญหาให้เราเรามักต้องการหาคำตอบสำหรับสิ่งที่สงสัยในทันที แต่ผมเชื่อว่าคำตอบนั้นมักไม่ใช่สิ่งที่ค้นหาได้ แต่เป็นสิ่งที่จะ "ปรากฏ" ออกมาเองในการทำงานของแพทย์นั้น ที่สุดแล้วก็มักจะต้องเจอกับข้อจำกัด ต่างๆในเวลานั้นคำตอบจะปรากฏตัวออกมาเอง หากเราพยายามหาก็จะไม่เจอแต่เมื่อได้เวลาเหมาะสมแล้วมันจะออกมาเอง แม้ในบางครั้งคิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดอะไรเวลาสถานการณ์เลวร้ายถึงที่สุดก็ยอมจำนนต่อมันไป เพราะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อถึงเวลาคำตอบก็จะแสดงตัวออกมาเอง บางครั้งเราไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดีต้องเลือกอะไรไปก่อนสักอย่าง คนนอกอาจจะมองว่าไม่มีความหนักแน่นเอาเสียเลยแต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจของเขา ผมรู้สึกว่าคำว่า "เวลาจะบอกเรา" นั้นมีความหมายของการเชื่อในประสงค์ของพระเจ้าอยู่ การมีอยู่ของเวลานั้นสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับเรา

     สนับสนุนบทความดีๆจาก บาคาร่า

    ปัจจุบันเป็นยุคที่ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับความเร็วต้องรีบหาคำตอบให้เจอถ้าไม่เจอก็จะเกิดความรู้สึกกลัวว่าจะไม่ทันคนอื่น อันที่จริงไม่เห็นต้องกลัวอะไรแบบนั้นเลยความเร็วของยุคนี้มันก็เพียงแค่สิ่งที่ใครสักคนสร้างขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเองเท่านั้น

    การรอในอีกความหมายหนึ่งก็คือการไว้ใจปล่อยให้โชคชะตาเป็นเรื่องของฟ้าปล่อยให้ชีวิตเป็นเรื่องของสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายได้การไว้วางใจนั้นก็หมายถึงความเชื่อใจนั่นเอง

    ลองนึกถึงตอนที่ไฟลต์เครื่องบินดีเลย์หรือตอนที่รถไฟมาไม่ตรงตามตารางเวลาดูสิตอนที่เจอสถานการณ์แบบนี้เราก็ได้แต่คิดว่า"ช่วยไม่ได้" การคิดว่าช่วยไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้แต่หมายถึงเมื่อตกอยู่ใน สถานการณ์ที่ความสามารถของเราเองทำอะไรไม่ได้เราก็เรียนรู้ที่จะยอมรับ สภาวะนั้นของชีวิต การเตรียมใจว่าบางทีมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราก็ทำอะไรไม่ได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ

    ทุกสิ่งคือบทเรียนโลกทุกวันนี้มองทุกอย่างเป็น "สำเร็จและล้มเหลว" ซึ่งมีเส้นแบ่งระหว่างสองด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ "ผลกำไร"จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า มันทำผลกำไรให้มากน้อยแค่ไหนผมเองไม่อาจบอกได้ว่าการขีดเส้นเช่นนี้ถูกหรือไม่ แต่ส่วนตัวผมไม่ชอบนัก เพราะอันที่จริงนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้น"ล้วนมีความหมาย"อะไรที่เราเคยคิดว่าช่างสูญเปล่า หรือเสียเวลา ที่สุดแล้วก็จะกลายมาเป็นบทเรียนให้กับตัวเองในวลานั้น หรือหลังจากนั้นได้อยู่ดี

    เดี๋ยวนี้หลายคนบ่นว่า "คิดผิดที่แต่งงาน"การแต่งงานคือความล้มเหลวในชีวิต แต่นั่นก็เป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า"คนแบบนี้ไม่เหมาะกับเรา" ได้ประสบการณ์ของการ "ตัดสินใจ"กลับไปอยู่ตัวคนเดียวด้วย แล้วยังได้ เห็น "ข้อเสีย"ของตัวเองปรากฏขึ้นต่อหน้า โอกาสที่จะได้สังดกตตัวเองด้วยใจเป็นกลางนั้นหาได้ไม่ง่ายนักการแต่งงานคือโอกาสที่ดีที่สุดในจำนวนนั้น

    การล้มเหลวในงานก็เช่นกันผลกำไรที่สำคัญที่สุดของบริษัทคือการเติบโตของพนักงาน ดังที่กล่าวกันว่า "ความล้มเหลวคือที่มาของความสำเร็จ"พนักงานจะได้ทบทวนการทำงานและความสามารถของตัวเองอีกครั้งผ่านประสบการณ์นั้นๆทั้งยังได้เรียนรู้การสื่อสารกับคนทั้งในและนอกบริษัทอย่าเพิ่งไปตีตราว่าเขาเป็นคนใช้ไม่ได้เลย

    ถือให้ได้ วางให้เป็นอีกอย่างที่ผมอยากเสนอคือ ฝึก "ถือได้วางได้" ให้เป็น เมื่อมี เรื่องดีเรื่องสำเร็จเกิดขึ้นก็อย่าดีใจกับมันนานให้ปล่อยวางให้เร็ว และหากมีเรื่องแย่หรือล้มเหลวเกิดขึ้นเมื่อได้ทบทวนดูแล้วก็ปล่อยอารมณ์เสียดายหรือโศกเศร้าออกไปให้เร็ว การ "ถือได้วางได้" เป็นจะช่วยให้เราสามารถชะล้างตัวเองและไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ลำเอียงในทางใดทางหนึ่ง เมื่อทำได้ เราก็จะอยู่ในสภาพที่เป็นกลาง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อใด ก็ตอบรับได้ด้วยความสุขุม เส้นแบ่งความสำเร็จหรือล้มเหลวก็จะค่อยๆเลือนหายไปด้วย

    เมื่ออารมณ์เปลี่ยน ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปด้วยตัวผมเองก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษเพียงแค่ความสุขกับปัจจุบันเท่านั้นเองลองคิดดูสิครับหากคุณสนุกกับชีวิตในตอนนี้มุมมองที่มีเทียบกับอดีตก็จะเปลี่ยนไปที่เคยคิดว่า"เมื่อก่อนดีจัง" หรือ "เมื่อก่อนแย่จัง"จะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น อารมณ์แบบนี้มีไว้ในตัวเองนานแค่ไหนก็ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อก่อนจะเป็นยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิด เพราะเราสนุกกับปัจจุบันแล้วไม่จำเป็นต้องหาอะไรมาเปรียบเทียบ กับปัจจุบันอีก

    หากเราสนุกกับปัจจุบัน อดีตเองก็จะเปลี่ยนไปด้วยเพราะอดีต นั้นก็คือภาพรวมของมุมมองที่เราสั่งสมมาตลอดนั่นเอง ตอนนั้นอาจจะแย่หรือเศร้าแต่เพราะมีตอนนั้นก็เลยมีวันนี้คิดง่ายๆ ก็คือถ้าเปลี่ยนแปลงอดีตก็จะเปลี่ยนความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไปด้วย เคยได้ยินบางคนพูดทีเล่นทีจริงว่า"เรื่องอดีตน่ะลืมไปแล้วล่ะ" ผมมองว่านั่นแหละ คือการใช้ชีวิตที่ถูกต้องเพราะไม่ยึดติด สองมือของเราจึงว่าง พร้อมกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเสมอ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in