KatiLoading 48%
มะม่วงสุกหรือมะม่วงดิบ
  • จะมีอะไรดีไปกว่าการได้กินน้ำแข็งใสเย็น ๆ กับแตงโมหวานฉ่ำในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวจนแทบจะละลายติดกับพื้น เสื้อกันหนาวที่เพิ่งได้เป็นของขวัญเมื่อต้นปีถูกพับเก็บใส่กล่องอย่างดีไว้ตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อน อากาศร้อน คนก็ร้อน อะไรไม่ได้ดั่งใจนิดหน่อยก็พาลจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เสียให้ได้

    "วันนี้บ้านใครมีงานบุญหรอแม่ ทำไมรถเยอะแยะไปหมดเลยอะ กะทิจะออกไปซื้อน้ำแข็งใสก็ไม่ได้เนี่ย"

    เด็กหนุ่มบุ้ยปาก ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำแข็งใสเท่านั้นที่ทำให้เด็กหนุ่มหัวเสีย แต่เป็นเพราะวันนี้เขาโดนเบี้ยวนัดที่วางแผนกันไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วไปเสียเฉย ๆ นี่คือต้นเหตุของอาการฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดเหมือนมีคนเอาดอกหญ้ามาเขี่ยแก้มให้รำคาญใจอยู่ตลอดเวลา กะทิทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ แม่ หัวทุยซบลงบนบ่า แสร้งร้องไห้งอแงเป็นเด็กสามขวบให้แม่ลูบหัวปลอบใจแต่ก็ไม่ได้ผล

    "เขาก็มาร้านขนมเปิดใหม่น่ะสิ ลองไปดูไหมล่ะ" กะทิทำเสียงขึ้นจมูก อกมือขึ้นกอดอกแล้วเชิดหน้าขึ้นเหมือนเด็กเอาแต่ใจไม่มีผิด "กะทิไม่ไปหรอก เขาทำให้กะทิเดือดร้อน" คนเป็นแม่ได้แต่หัวเราะแล้วส่ายหัวกับความเอาแต่ใจของลูกชายตัวเอง กะทิเป็นเด็กหัวรั้นมาแต่ไหนแต่ไร แต่บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้เด็กคนนี้ทำตามที่ต้องการหากว่าคุณมีข้อตกลงที่น่าสนใจมากพอ เพียงแค่มันต้องใช้เวลามากหน่อยเท่านั้นล่ะนะ

    หลังจากที่นั่งกร่อยอยู่ในบ้านมาสองชั่วโมงเต็ม ๆ กะทิก็มีเรื่องใหญ่ให้ต้องทำ เสียงเครื่องยนต์รถกระบะดังมาจากหลังบ้านพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกของแม่ เด็กหนุ่มรีบรุดวิ่งออกไปจนลืมหยิบหนังสือการ์ตูนที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเอาไปคืนให้เจ้าของหลังจากที่ยืมมานานแรมปี (ไม่ได้พูดไปเรื่อยนะ) จนกระทั่งผ่านมาได้ครึ่งทางนั่นแหละเขาถึงได้รู้ตัวว่าลืมของสำคัญไว้ที่บ้าน โดยปกติแล้วอาจจะต้องโวยวายแต่ถึงทำอย่างนั้นไปก็ไม่ช่วยอะไร กะทิถึงได้นั่งเงียบ ๆ รอให้ใครคนนั้นโวยวายตอนที่รถไปจอดถึงหน้าบ้านเสียดีกว่า

    แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อเจ้าของหนังสือเล่มนั้นรู้เขาก็บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ไม่ได้เกินไปกว่าที่กะทิคิดเอาไว้เลยแม้แต่น้อย "แล้วถ้าคราวหน้าลืมอีกล่ะ" เขาคนนั้นว่าพร้อมใบหน้าบูดบึ้ง "ไม่ลืมแล้ว สัญญาเลย" คำสัญญาปากเปล่าไม่มีทางได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจอีกต่อไป สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจและเสียง'ฮึ'ที่ฟังดูเหมือนถอดแบบมาจากคนตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน กะทิขยี้ผมม้าของยัยเด็กขี้งอนแล้วรอให้ตัวเองโดนโวยวายใส่อีกครั้ง 

    "หนูหวีผมมาแล้วนะ!" 

    "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย"

    ยี่หวาหันมองลูกพี่ลูกน้องของตัวเองตาขวาง ยัดส้มในมือที่ปลอกเสร็จสรรพเข้าปากตัวเองด้วยความเกรี้ยวกราด นี่อาจจะเป็นเรื่องเดียวที่กะทิไม่มีทางเข้าใจเด็กสาวอย่างที่เขาเคยเข้าใจมาตลอด

    "ถ้าไม่ได้เอาหนังสือมาคืนยี่หวาแล้วพี่กะทิมาทำไม" 

    "แม่มาดูคนงานขนมะพร้าว วันนี้ไม่มีอะไรทำพี่ก็เลยออกมาด้วย"

    "แล้วใครเฝ้าร้านอะ" กะทิขมวดคิ้ว "ปิดร้านมาไม่บอกล่วงหน้าแบบนี้ลูกค้าหายแน่"

    "เดี๋ยวจะโดน ยัยยี่หวา" ยี่หวาหัวเราะร่าหลังจากจบประโยคนั้น
  • บทสรุปของบทสนทนายืดยาวหลังอาหารกลางวันคือยี่หวาจะต้องไปช่วยงานที่ร้านในช่วงปิดเทอม เพราะแบบนั้นยัยตัวยุ่งถึงได้เร่งเร้าให้กะทิรีบตามขึ้นไปช่วยเธอเก็บของ สภาพห้องนอนของเด็กผู้หญิงวัยสิบขวบดูเรียบร้อยกว่าที่คิดเอาไว้ เสื้อผ้ากองใหญ่ถูกขนออกมาวางไว้บนเตียงนอน เธอทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วก็โยนหน้าที่เลือกชุดมาให้เขา กะทิโวยวาย "นี่มันชุดเธอ แล้วทำไมให้พี่เลือก" แต่เด็กสาวก็ไม่ตอบ เธอทำเพียงแค่บุ้ยใบ้ไปทางกองผ้าแล้ววิ่งหายเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่งที่ดูเหมือนห้องเก็บของ อย่าเพิ่งเชื่อคำที่ว่ากะทิคือตัวแสบของบ้านที่ไม่มีใครปราบได้ถ้าคุณยังไม่เคยรับมือกับเด็กผู้หญิงที่กะทิเลี้ยงมากับมือคนนี้ 

    การจราจรในยามเย็นค่อนข้างติดขัดทำให้เรามาถึงช้ากว่าที่คิดเอาไว้ บทสนทนาสัพเพเหระดังอยู่ไม่ขาดสาย ยี่หวาเล่าเรื่องที่โรงเรียนกับหนุ่มน้อยที่ชอบมาแกล้งเธอบ่อย ๆ ให้เขาฟัง ยัยตัวแสบบอกว่าหนุ่มน้อยคนนั้นน่ารำคาญจะตายชัก ชอบมาวอแววุ่นวายเวลาพักกลางวันจนเธอไม่เป็นอันทำอะไร มีครั้งหนึ่งเธอเหลืออดจนออกปากไล่ตะเพิดแต่หนุ่มน้อยคนนั้นก็ยังลอยหน้าลอยตาไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนเป็นเธอที่ต้องเดินหนีออกมาเสียเอง กะทิอมยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของเด็กชาย ดูท่าทางแล้วเด็กคนนั้นจะถูกอกถูกใจน้องสาวของเขาอยู่ไม่ใช่น้อย

    "อยากเดินตลาดกันไหมเด็ก ๆ" แม่หันมาถาม

    "ไปค่ะ ๆ หนูอยากกินน้ำส้มคั้น!"

    บรรยากาศของตลาดนัดในเย็นวันพุธคึกคักเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะหลาย ๆ โรงเรียนเริ่มปิดเทอมกันแล้วถึงได้มีคนออกมาเดินเล่นกันมากกว่าปกติ หลังจากที่แยกกับพ่อแม่แล้วกะทิก็พายี่หวามาหยุดอยู่หน้าร้านขายสติ๊กเกอร์ ยัยตัวแสบบ่นเขาไม่หยุดแม้ว่าเราทั้งสองคนจะเพิ่งเดินมาถึงก็ตาม

    "งั้นหนูไปซื้อน้ำส้มคั้นก่อนนะ ร้านตรงนู้น"

    "....."

    "พี่กะทิ ได้ยินปะเนี่ย"

    "อือ ๆ"

    เป็นเพราะที่นี่มีแสงสว่างไม่เพียงพอหรือเพราะความซุ่มซ่ามของใครสักคนถึงได้ทำให้กะทิโดนเบียดออกมายืนอยู่นอกร้านเสียเฉย ๆ พอหันกลับไปเขาก็เจอผู้ชายสองคนยืนเถียงกันอยู่ กะทิกำลังจะเดินออกมาจากตรงนั้นแต่เขาก็โดนหนึ่งในสองคนนั้นเรียกเอาไว้ก่อน ผู้ชายคนที่สูงกว่าหันมาถามเขาว่าชอบมะม่วงสุกหรือมะม่วงดิบมากกว่ากัน กะทิอึกอัก การโดนถามคำถามแบบกะทันหันนี้ทำให้เขาไปต่อไม่ถูก

    "ไอ้ทัช มึงจะไปถามคนอื่นทำไมเนี่ย"

    "เอ้า มึงกับกูเถียงกันอยู่สองคนแล้วเมื่อไหร่จะได้คำตอบล่ะวะ"

    "ไอ้หน้าหมา -- ขอโทษนะครับ" 

    ท้ายประโยคผู้ชายคนอีกคนหันมาพูดกับเขาพร้อมกับยิ้มพอเป็นมารยาทก่อนจะดันหลังเพื่อนให้เดินออกไป

    "พี่กะทิ!"

    นี่เป็นครั้งที่สองที่เขารู้สึกดีใจที่ได้ยินชื่อตัวเองจากปากของยี่หวา หลังจากที่เขาดีใจอยู่สามวันสามคืนตอนที่ยี่หวาอายุได้ขวบเศษ ๆ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in