Album ReviewEARWAXED
[Album Review #6] P!nk - Beautiful Trauma (2017) "คุณค่าของบาดแผล"
  • เมื่อช่วงต้นปี เรารู้สึกว่าปี 2017 ต้องเป็นปีที่น่าเบื่อมาก ๆ สำหรับวงการเพลงฝั่งตะวันตก เพราะข่าวคราวจากศิลปินเบอร์ใหญ่ ๆ นั้นไม่มีเลย แต่พอเวลาผ่านไป วงการดนตรีสากลกลับสร้างความปั่นป่วนให้กับคนฟังเพลงเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนเหล่า superstar เตี๊ยมกัน comeback กันแบบคนฟังเพลงต้องร้องไห้เป็นสายเลือดเพราะตามฟังไม่ทัน และ P!nk ก็เป็นศิลปินอีกคนที่ได้กลับมาทวง spotlight จากการหายไปจากวงการเป็นเวลานานมาก ในรอบนี้เธอก็ได้ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 7 ที่มีชื่อว่า Beautiful Trauma มาให้แฟนเพลงได้ฟังกันแล้ว yeahhhhh


    Genre: pop, pop rock
    Release Date: October 13, 2017

    หลังจากปล่อย The Truth About Love ไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วและได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยมมากทั้งในด้านคำวิจารณ์และยอดขาย ป้า P!nk หรือ Alecia Moore (ที่ตอนนี้อายุ 38 แล้ว) ก็ปล่อยงานชุดใหม่เอี่ยมมาสู้กับศิลปินเบอร์ยักษ์ในช่วงครึ่งปีหลัง

    ถ้าใครที่ติดตามวงการเพลงในปีนี้จะพบว่าศิลปินสาย pop ที่หายไปนาน ๆ ได้ทำการ comeback กันเยอะมาก เช่น Taylor Swift, Fergie, Katy Perry, หรือ Sam Smith และหลาย ๆ คนก็เหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนช่วงอัลบั้มก่อน ๆ P!nk ก็เป็นอีกเหยื่อของความซวยอะไรไม่รู้ที่ทำให้การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้เปรี้ยงเหมือนแต่ก่อน

    Album Overview

    Beautiful Trauma ได้รับการเปิดตัวด้วย "What About Us" ซิงเกิ้ลแรกที่เรียกได้ว่าเป็น woke song (เพลงที่มีเนื้อหาเชิงการเมือง >> ตัวอย่างอื่นก็เช่น "Chained to the Rhythm" ของสาวแขไรงี้) ที่มีเนื้อหาพุ่งเป้าโจมตีไปที่ Donald J. Trump แบบอ้อม ๆ อารมณ์เรียกร้องให้เกิดความสงบหลังจากความวุ่นวายของสังคมอเมริกาหลังการเลือกตั้ง

    ในงานชุดนี้ P!nk ได้ร่วมงานกับ producer ชื่อดังมากมายในวงการ เช่น Max Martin ที่เคยร่วมงานกับป้ามาหลายรอบมาก รวมไปถึง Jack Antonoff โปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุค แล้วยังมี Greg Kurstin, Stargate, Shellback, และ Mattman & Robin ที่ก็ต่างเป็นคนทำเพลงให้กับเพลง mainstream มากมาย

    ภาพรวมของงานชุดที่ 7 นี้อาจจะดูดรอปลงพอสมควรจากงานชุดที่แล้วที่เน้นไปที่ดนตรีสาย rock แต่ใน Beautiful Trauma ความร็อคของป้าและตัวเพลงยังคงมีอยู่ในอัลบั้ม แต่กลับดูซอฟท์ลง โดยเราเดาว่าเพราะความเป็นแม่ของตัว P!nk และเนื้อหาของบางเพลงที่มีความจริงจังกับเรื่องการใช้ชีวิตมากขึ้นที่เป็นอิทธิพลหลักของแนวทางในงานชุดนี้ ถึงแม้ดนตรีจะมีความเปลี่ยนไป แต่ personality ของตัวศิลปินยังคงเด่นชัด จึงไม่ทำให้แฟนเพลงของเธอผิดหวังแน่นอน

    รีวิวชิ้นนี้น่าจะเป็นการเขียนที่เร็วที่สุดหลังจากได้ฟังอัลบั้มเต็ม เพราะเหมือนเพลงทั้งหมดเพิ่งปล่อยได้แค่สามวัน (งานนี้เขียนเมื่อวันที่ 13 ตุลา) ก็มานั่งร่ายยาวให้อ่านกันได้แล้ว 555555 ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านรีวิวทุกเพลงในอัลบั้มกันเลยยยย

    Track-by-Track Review

    1. Beautiful Trauma

    "Some days like I'm barely breathin'
    After we were high and the love dope died
    It was you"

    เปิดอัลบั้มกันด้วยโปรดักชั่นชิ้นใหญ่จากเฮีย Jack Antonoff ที่จัดว่าผู้เขียนตื่นเต้นที่จะได้ฟังมาก เพราะความติ่งของเราที่มีให้พี่แจ็ค ด้วยความคาดหวังว่าเพลงจะต้องเล่นใหญ่และงานดีเหมือนเพลงต่าง ๆ ใน Melodrama ของพระแม่น้องหลอด เราก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ 55555555 เพราะ opening track และ title track นี้ถือว่าเป็นการเปิดอัลบั้มได้อย่างดีมาก เพลงเริ่มต้นด้วยเมโลดี้เปียโน (ที่เป็นเมโลดี้หลักของเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้ม) และตามด้วยเสียงหวาน ๆ ของป้า และหักมุมด้วยบีท uptempo ที่เห็นหน้าพี่แจ็คลอยมาแรงมาก ตอนได้ฟังครั้งแรก เราถึงกับขนลุกและฟินกับความติดหูและความ soft rock ของเพลงที่กลมกล่อมมาก และถ้าได้ลองอ่านเนื้อเพลงก็จะยิ่งฟิน เพราะ P!nk ก็พูดถึงความบัดซบต่าง ๆ ของชีวิตที่ท้ายสุดแล้ว เราก็สามารถมองให้มันเป็นความสวยงามของชีวิตได้ ตอนฟังมั่นใจเลยว่าทุกคนจะต้องกระทืบเท้าตามกลับท่อน "My love, my drug / We're fucked up" แน่นอน

    2. Revenge (feat. Eminem)

    "Like Leo in The Revenant,
    Abel in that Bible bit
    Revenge is sweet, isn't it?"

    ว่าที่ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้ม ที่เป็นการร่วมงานกับแรปเปอร์หนุ่ม Eminem รอบที่สามแล้วกับตัวป้า "Revenge" ถือว่าเป็นเพลงที่หลุดธีมในด้านเนื้อหามากที่สุดเมื่อเทียบกับเพลงอื่นในอัลบั้ม เพราะเพลงเป็นการพูดถึงการล้างแค้นคนรักเก่าที่มาหักอกทั้งตัว P!nk และ Eminem เนื้อเพลงมีความตลกตามแบบฉบับของศิลปินมาก ๆ ถ้าใครเป็นแฟนเพลงป้า จะรู้ว่าทุกอัลบั้มจะต้องมีเพลงฮา ๆ แบบนี้ตลอด (แนะนำ "Stupid Girls," "So What," "Slut Like You," และ "Raise Your Glass" เลยครับ) ด้านดนตรีก็เป็น soft rock ชิว ๆ ที่ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเพลงฮา ๆ อันก่อนเลย จึงทำให้แทรคสองนี้แอบกร่อย ๆ ตอนนี้ป้าก็ได้ทำการถ่ายเอ็มวีไปแล้ว รอตามชมกันนะครับทุกคน ฮาแน่นอน (ถ้าวิดีโอมาแล้ว จะมาตามแก้ให้ทีหลังนะ อิอิ)

    3. Whatever You Want

    "I feel like our ship's going down tonight
    But it's always darkest before the light"

    และโทนของอัลบั้มก็กลับมาสู่ความปกติกับแทรคที่สาม "Whatever You Want" งานเพลงจาก Max Martin และ Shellback เจ้าเก่าที่มีความ pop rock ตามฉบับของสาว P!nk ที่เน้นหนักไปที่บีทกลองแน่นๆและเมโลดี้ของ acoustic guitar แทรคนี้ก็เป็นไฮไลท์หลักของ Beautiful Trauma ในเรื่องของ vocal เลย บวกกับเนื้อเพลงแนวร้านเหล้าไทยแบบรักใกล้ล่ม แต่เราสองจะพยายามประคองกันไป ให้ทำไรชั้นก็ยอม อะไรแบบนี้ ลองกดฟังกันดูเลยครับ งานดีอยู่ ๆ

    4. What About Us

    "Sticks and stones, they may break these bones
    But then I'll be ready
    Are you ready?"

    ในปีนี้ P!nk ได้รับรางวัล Michael Jackson Video Vanguard Award จากเวที MTV มาเพราะด้วยการสร้างสรรค์งานในด้าน music video ที่เจ๋งตลอด และ "What About Us" แทรคที่สี่และซิงเกิ้ลแรกของงานชุด 7 นี้ก็ตอกย้ำว่าศิลปินท่านนี้ควรค่ากับรางวัลจริง ๆ ตัวเพลงและเอมวีนี้ถ่ายทอดเนื้อหาได้อย่างดีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอเมริกาในแง่ของการแสดงความเป็นตัวตนและการถูกกดขี่ด้านการเมืองจาก Donald Trump ท่ามกลางเพลง woke pop หลายเพลงในปีนี้ "What About Us" กลับเป็นเพลงที่มีเนื้อหาค่อนข้าง subtle ไม่ได้โผงผางเหมือนเพลงอื่น ๆ ส่วนตัวดนตรีก็เป็นงาน club ที่เหมือนกับ "A Sky Full of Stars" ของเหล่าลุง Coldplay มากกกกกกก และก็ไม่เข้าพวกที่สุดในอัลบั้มนี้ สำหรับเรา เพลงนี้จึงถือว่าเป็นการเปิดตัวอัลบั้มใหม่ที่ไม่ค่อยสวยซักเท่าไร

    5. But We Lost It

    "I want the same things we did back then
    I know we had it but we lost it"

    ตอนกดฟังแทรคนี้ครั้งแรก ถึงกับต้องไลน์ไปหาเพื่อนแล้วบอกว่า "บั้มใหม่พิ้งแม่งกร่อยสัส" เพราะเพิ่งจะเดินทางมาแค่ครึ่งทาง แต่ P!nk กลับยัด piano ballad มาแล้ว แทรคจาก Greg Kurstin (ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงสายนี้ของ Adele) เป็นการพูดถึงอารมณ์เจ็บปวดของการเลิกราที่ถาโถมมาเป็น aftermath หลังแผ่นดินไหว เพลงมีความ emotional สูงมาก ซึ่งเป็นเพราะเสียงร้องที่บาดใจของตัวศิลปินที่ช่วยเสริมอารมณ์เพลงได้ดี แทรคนี้ต้องฟังซักสี่ห้ารอบถึงจะติดหูและรู้สึกว่าเพราะดีนะ ใครชอบเพลงเปียโนช้า ๆ บาดใจหนัก น่าจะติดใจได้ไม่ยากครับ


    6. Barbies

    "How fast things change
    And now I'm here, and all I wanna do
    Is go back to playing barbies in my room"

    เห็นชื่อเพลงครั้งแรกคิดว่าต้องเป็นเพลงตลกแบบ "Stupid Girls" แน่นอน แต่เมื่อตอนกดฟังปุ๊ป แทบอยากจะกรีดร้องกับการยัดเพลง down tempo มาอีกแล้วววว "Barbies" คืองาน folk rock ที่ตัว P!nk น่าจะติดลมจากการทำเพลงโปรเจคพิเศษ You+Me กับ Dallas Green (ถ้าใครไม่เคยฟัง กดเลย >> "You and Me" แล้วจะตกใจ) เพลงมีความ nostalgic แบบเศร้า ๆ กับการอยากกลับไปเป็นเด็กที่เจ็บสุดคือแค่ล้ม จากการฟังจบแล้ว เรากลับชอบมาก 5555555 เพลงนี้ได้สาว Julia Michaels เจ้าของ "Issues" ชื่อดังมาช่วยแต่งให้ด้วยนะ

    7. Where We Go

    "We've both always been broken
    But you had a way of making me forget"

    และแล้ว ความสุขในการฟัง Beautiful Trauma ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพราะเพลง uptempo มาแล้ววว ผ่านไปแล้วหกแทรค "Where We Go" คือแทรคเจ็ดที่โปรดิวซ์โดย Greg Kurstin มีความ dancy เบา ๆ บวกกับไลน์กีต้าร์เท่ ๆ ที่เป็นงาน pop ตามแบบฉบับ P!nk ตั้งแต่เปลี่ยนร่างเข้าสู่สายเพลง rock ตัวเนื้อเพลงก็มีความสดใส ช่วยดึงคนฟังให้มีความสุขมากขึ้นกับการพูดถึงการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับคนรัก ออกเดินทางไปที่ต่าง ๆ เติมเต็มการใช้ชีวิตให้เต็มร้อย

    8. For Now

    "Can we just freeze, frame, pause, rewind, stop
    And get back to the feelings we think we lost?"

    หมดสนุกได้แปปเดียว ป้าก็พาเราลงดิ่งต่อกับ ballad rock ลำดับที่แปด "For Now" เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ได้ Julia Michaels มาร่วมแต่งให้ เพลงนี้มีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับ "But We Lost It" ที่เป็นการพร่ำเพ้อถึงอดีตอันแสนหวานของคนรัก เพลงนี้ถือเป็นการที่มีลายเซ็นต์ความเป็น P!nk ชัดมาก เพราะทุกอัลบั้มจะต้องมีงาน ballad rock เพราะ ๆ มาให้ฟังตลอด ถ้าใครติดใจ "Who Knew" หรือ "Fuckin' Perfect" แทรคนี้ก็จะเข้าไปอยู่ในใจได้ไม่ยากเลย

    9. Secrets

    "I've got some things to say
    'Cause there's a lot that you don't know"

    กลับมาที่ uptempo ไม่กี่เพลงในอัลบั้มกันอีกรอบ งานเพลงจาก Max Martin "Secrets" ที่บอกเล่าเรื่องการใช้ชีวิตคู่ที่บางครั้งคนรักทั้งสองก็ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของชีวิตตัวเองให้อีกฝ่ายได้รู้ เพลงนี้จึงเป็นการร้องบอกว่า เออฉันมีอะไรจะบอกเธอแหละ ในด้านของดนตรีก็จะดูมีความ sexy แปลก ๆ ด้วยเมโลดี้จากเครื่องสายและช่วงท่อน break ที่ร้องอู๊ว ๆ อ๊า ๆ ดาดี๊ดาด๊าอะไรแบบนี้ แทรคที่เก้านี้จึงเป็นอีกงานสนุก ๆ ที่มีน้อยเหลือเกินใน Beautiful Trauma

    10. Better Life

    "I've been all night looking in the eyes of my baby
    Right in front of me, what a gift, so amazing"

    และติ่ง Jack Antonoff อย่างเราก็น้ำไหลอีกครั้งกับงานเพลงที่ได้พี่เค้ามาช่วยทำ "Better Life" เล่าเรื่องการใช้ชีวิตคู่อีกครั้ง แต่รอบนี้ ป้ากลับหยิบประเด็นความคิดมากว่าตัวเธออาจจะไม่ดีพอสำหรับสามี ความน่าสนใจคือการที่ Jack สามารถดึงจิตวิญญาณความเป็นศิลปินของนักร้องที่เขาไปทำงานด้วยออกมาได้จริง ๆ และสำหรับ "Better Life" คนฟังก็จะสัมผัสได้ถึงแง่มุมความอ่อนแอและความวิตกที่ซ่อนภายใต้ภาพลักษณ์แข็งแรงของ P!nk แทรคนี้จึงเป็นงานสำคัญที่ต้องฟังมาก ๆ เลย แต่ตัวเพลงนี่คือ Bleachers มาก ๆ เพลงนี้สามารถเอาไปยัดในอัลบั้มของวงนี้ได้แบบเนียน ๆ เลย

    11. I Am Here

    "I've already seen the bottom, so there's nothing to fear
    I know that I'll be ready when the devil is near"

    โอโหหห นึึกว่าเพลง The Lumineers นี่คือความคิดแรกหลังจากเมโลดี้ของ "I Am Here" เริ่มต้นขึ้น เพลงนี้น่าจะมีความ uptempo ที่สุดในอัลบั้มชุดนี้แล้ว แต่แนวกลับการเล่นเอาดนตรี folk มาผสมผสานกับ pop rock จนได้เพลงที่มีความโจ๊ะมาก ตั้งแต่เริ่มตามฟัง P!nk มาจาก I'm Not Dead (2006) เพลงนี้ถือว่ามีความแหวกมากเมื่อป้าเริ่มทำเพลง pop rock เพราะปกติถ้าเป็นแนว folk ป้ามักทำเป็น ballad ตลอด ด้าน vocal ก็ชวนขนลุกกับการร้อง I AM HEREEEEE ที่บอกเล่าถึงความเข้มแข็งของตัวศิลปินที่ได้ผ่านเจอเรื่องราวเลวร้ายต่าง ๆ มามากมาย เพลงนี้จึงเป็นเพลงชวนเต้นและให้กำลังใจได้ดีมากเลย

    12. Wild Hearts Can't Be Broken

    "There's not enough rope to tie me down, oh
    There's not enough tape to shut this mouth
    The stones you throw can make me bleed
    But I won't stop until we're free"

    อีกหนึ่ง woke song ใน Beautiful Trauma ที่หยิบเรื่องของ individualism ที่เป็นประเด็นหลักของสังคมอเมริกาเผชิญในยุคของ Trump เนื้อเพลงมีการแต่งด้วยการใช้สัญลักษณ์และ word choice ที่สวยงามและชาญฉลาด แต่ตัวดนตรีกลับสวนทางกันเลย เพราะบอกได้เลยว่า "Wild Hearts Can't Be Broken" เป็นเพลงที่น่าเบื่อที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว เพราะด้วยความเป็น piano ballad ทั้งเพลง และท่อนเนื้อร้องต่าง ๆ ก็ไม่ได้ติดหูเลย พยายามฟังหลายรอบแล้วแต่ก็ไม่เข้าถึงจริง ๆ เสียดายกลับเพลงเชิงสังคมไม่กี่เพลงในอัลบั้มของ แต่ P!nk พลาดให้กับการเติมสเน่ห์ด้านดนตรีให้เพลงนี้จริง ๆ

    13. You Get My Love

    "If there’s only one thing about me that you can trust
    You get my love, baby"

    และเราก็เดินทางกันมาถึง closing track ของอัลบั้ม "You Get My Love" P!nk ไม่เคยทำให้ผิดหวังกับแทรคปิดอัลบั้มจริง ๆ เพราะทุกอัลบั้มที่ผ่านมา แทรคสุดท้ายมักเป็นงาน piano ballad กระชากใจที่มีความไพเราะมาก และสำหรับแทรคนี้ P!nk ก็ได้ Tobias Jesso Jr. (ที่ได้ร่วมแต่ง "When We Were Young" กับ Adele) มาช่วยสร้างสรรค์งานให้ "You Get My Love" เป็นการตอกย้ำธีมหลักของอัลบั้มที่เล่นเรื่องของ insecurity และ heartbreak ได้อย่างดี เพลงพูดถึงความหวาดกลัวในการแสดงตัวตนด้านไม่ดีให้กับคนรัก แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความรักคือสิ่งที่ตัวศิลปินสามารถมอบให้ได้อย่างมั่นใจที่สุด

    Conclusion

    ถึงแม้ว่า potential ในการทำเพลงของ P!nk ใน Beautiful Trauma จะดูเบาลงจากงานชุดที่แล้ว อัลบั้มชุดนี้ก็ยังจัดว่าเป็นงานคุณภาพที่นักฟังเพลงควรได้ลองซักครั้ง เพราะตลอดการฟังทั้ง 13 แทรคนั้น เราจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของตัวศิลปินที่ต้องการถ่ายทอดและแชร์ความรู้สึกของความเลวร้ายที่ชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้พบเจอ แต่ภายใต้ความเลวร้ายทั้งหลายนั้น เราสามารถหยิบมันมามองให้เป็นบทเรียนที่ดีเพื่อการเดินต่อไปของอนาคตที่ดีขึ้น เหมือนกับที่ P!nk ได้บอกไว้ว่า...


    P!nk และ Michael Jackson Video Vanguard Award จาก MTV
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in