Album ReviewEARWAXED
[Album Review #2] 2016's Picks: 32 Best Albums & EPs
  • ปี 2017 ได้เดินทางมาครบครึ่งหนึ่งแล้ว เหล่านักฟังเพลงก็คงได้ฟังงานเพลงคุณภาพมากมายจากศิลปินที่ห่างหายจาก spotlight ไปนาน บวกกับงานเพลงจากศิลปินหน้าใหม่ หรืองานเพลงของศิลปินรุ่นเก๋าที่ต่างฉีกแนวเดิมๆของตัวเอง แต่ก่อนที่จะสรุปผลงานเพลงเจ๋งๆของปี 2017 ลองมาย้อนดูกันว่าปี 2016 ที่ผ่านมามีงานเพลงอะไรน่าสนใจกันบ้าง

    -------[ranked according to the release date]-------

    1. Panic! At the Disco – Death of a Bachelor

    Genre: Alternative, rock, R&B, electropop
    Release Date: January 15, 2016

    เริ่มต้นปีด้วยอัลบั้มชุดที่ 5 ของวงที่เหลือพี่ Brandon คนเดียว งานเพลงในชุดนี้ถือว่าเริ่มแหวกจากงานชุดก่อนๆ เพราะมีการผสมดนตรีสายอื่นเข้ามารวมกับความเป็น Alternative rock ได้อย่างลงตัว อย่าง Title track พี่ด้อเอา R&B กับ Jazz มาผสมกัน หรือ “Impossible Year” ที่เป็น Piano ballad ผสมกับการร้องแบบ Gospel ส่วนเพลงอื่นๆก็ยังคงไม่ทิ้งลายเซ็นต์ของวงที่เน้นเพลงมันส์ยับอย่าง “Victorious” หรือ “LA Devotee” ที่เป็น Rock แต่ผสมซาวน์ Electro กับ Synth เข้าไปด้วย ส่งผลให้บั้มนี้เข้าชิง Grammy สาขา Best Rock ด้วยยย


    2. Rihanna – ANTI

    Genre: Pop, R&B, soul, hip-hop, trap
    Release Date: January 28, 2016

    ทิ้งช่วงหายไปโคตรนาน (4ปี) หลังจากปล่อย Unapologetic แต่พอกลับมาที คือเพลงโคตรงานดีกับชุดที่ 8 ANTI ตอนแรกจะไม่เลือกมาแล้ว เพราะฟังรอบแรกแล้วแอบกร่อยกับความฟังยาก ความแปลกจากงานเดิมๆ และซิงเกิ้ลแรกที่ไม่ชอบมาก (“Work”) แต่พอฟังไปเรื่อยๆ เพลงอื่นๆในบั้มกลับดีแบบน่าใจหาย อย่าง “Love on the Brain” ที่ทำให้อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าริฮานน่าจะร้องเพลงได้เพราะขนาดนี้ แล้วก็มี “Kiss It Better” ที่กลายเป็น Guitar music ที่เจ๋งมาก แล้วก็มีเพลงอย่าง “Consideration” ที่ทำให้รู้ว่าตัวนักร้องสามารถ contemplate เรื่องชีวิตได้มั่งเหมือนกัน ไม่ใช่ร้องแต่เพลงที่เกี่ยวกับ Sex อย่างเดียว บั้มหน้าขอแหวกออกไปกว่านี้อีก เอาเป็น Alternative ไปเลย โชว์ของให้หนักกว่านี้ ไม่เอา Pop ธรรมดาๆแล้ววว


    3. Foxes – All I Need

    Genre: Pop, synthpop
    Release Date: February 5, 2016

    ถ้าไม่นับ ANTI ก็จะมี All I Need ของ Foxes เนี่ยแหละที่ถือว่าเป็นบั้ม Pure Pop ที่เปิดปีได้อย่างเยี่ยมยอด จากบั้มแรกที่ดูมีความเป็น Electronic พอมาต่อที่ชุดสองนี้ พี่เค้าก็ลดแนวนั้นไป แล้วเอาพวกเครื่องสายมาใส่ ลดเสียงสังเคราะห์ต่างๆ แล้วทำเพลงออกมาที่สุดจะ Cinematic ฟังแล้วเหมือนนั่งดูฉากต่างๆในหนัง รวมถึงเสียงร้องที่ทรงพลังมาก ฟังแล้วไม่รำคาญเลย เสียดายที่บั้มนี้ไม่ดัง อยากให้หลายคนฟัง เพลงเยี่ยมๆก็เช่น “Feet Don’t Fail Me Now” ที่เดินเพลงด้วยเปียโน แล้วก็ตามด้วยเครื่องอื่นๆ แล้วซัดกลองตามมา รวมไปถึงไฮไลท์หลักอย่าง “Better Love” ที่ได้ Dan Smith จาก Bastille มาช่วยด้วย ซึ่งดีมากกกกก ไปฟังเถอะ


    4. Jack Garratt – Phase

    Genre: Alternative, electronic, synth, rock
    Release Date: February 19, 2016

    บั้มที่สองในเดือนที่สองก็ยังเป็นศิลปินจากเกาะอังกฤษเหมือนเดิม แถมยังเป็นผู้ชนะ BBC Sound ประจำปีอีกด้วย ถือว่าเป็นงานเพลงที่ไม่ควรฟังยามจิตใจกำลังหดหู่ เพราะเสียงพี่แจ๊คจะทำให้จิตยิ่งตกลงไปอีกร้อยขุม เพราะเนื้อเพลงที่วนเวียนเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ที่มีโยงไปถึงเรื่องความรักได้อย่างแยบยล อย่างในเพลง “Weathered” ในด้านของดนตรี งานบั้มนี้ก็ดีงามมาก เพราะมีการเอาดนตรีร็อคจากซาวน์กีต้าร์มาผสมกับ Synthesizer ออกมาได้อย่างลงตัว เช่นเพลง “Worry” ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายหูมาก ใครอยากลองจิตตกแต่ยังคงความเท่ห์ก็แนะนำให้ลองบั้มนี้ดูเลย


    5. The 1975 – I like it when you sleep, for you are so beautiful yet so unaware of it

    Genre: Alternative, electronic, synth, rock
    Release Date: February 26, 2016

    ถัดมากับงานชุดสองจากวงขวัญใจประชาชนที่ชื่อยาวมาก เพลงในบั้มสองนี้ถือว่าเปลี่ยนโทนจากบั้มก่อนอย่างเห็นได้ชัด เพราะได้มีการใส่ความ Pop เข้าไปมากขึ้น ที่เห็นได้จากการ artwork ที่เน้นสีชมพู เพลงต่างๆที่ออกมาก็เลยทำให้ฟังง่ายขึ้น อย่างเช่น “The Sound” ที่สาดซาวน์ synth โหดมากจนเหมือนเพลงจากพวกบอยแบนด์ต่างๆ หรือไฮไลท์หลักของบั้มอย่าง “Somebody Else” ที่มีซาวน์แบบพวกเหยียดเพลง Pop อาจจะต้องอึ้งไปเลย แต่เพลงนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ชอบที่สุดของปีด้วย เพราะไม่ใช่แค่เนื้อเพลงที่เศร้า แต่ดนตรีมีรายละเอียดมาก ทำให้ทุกการฟังเพลงนี้สนุกตลอด โพลจากสำนักวิจารณ์ต่างๆก็ยกให้บั้มนี้เป็นที่สุดเยอะมาก และส่วนตัวก็เห็นด้วย เพราะทุกเพลงล้วนแต่มีรายละเอียดและคุณภาพที่แน่นมาก สิ่งนึงที่ได้จากการฟังบั้มนี้คือการที่วงอินดี้หันไปทำเพลงป๊อปไม่ได้เรียกว่าเป็นการ degrade แต่อย่างใด แต่กลับเป็นการโชว์ความสามารถในการสร้างสรรค์ดนตรีมากกว่า


    6. Raleigh Ritchie – You’re a Man Now, Boy

    Genre: Alternative R&B, electronic, synth, hip-hop
    Release Date: February 26, 2016

    อัลบั้มสุดท้ายของเดือนกุมภาก็ยังคงเป็นศิลปินจากฝั่ง UK You’re a Man Now, Boy คือ debut album จาก Grey Worm แห่ง Game of Thrones ที่ตัวจริงแล้วพี่เค้าชื่อ Jacob Anderson แนวเพลงของบั้มนี้จะยืนพื้นด้วย R&B แต่จะมีการกระโดดไปแตะแนวอื่นๆมากมายที่ทำให้เพลงออกมาไม่แมสเท่าไรเพราะอาจจะฟังยาก แต่ไฮไลท์ของบั้มนี้กลับเป็นตัวเนื้อเพลงที่เอาเรื่อง masculinity มาปาลงพื้นแล้วกระทืบยับ ฟังแล้วอินไปกับความเจ็บปวดต่างๆที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องเจอในชีวิต อย่างเพลง “Stronger Than Ever” หรือ title track ที่ตีแผ่ความคาดหวังจากสังคมกับความเป็นชาย แต่ก็มีเพลงรักที่แต่งออกมาได้อย่างชาญฉลาด เพราะมีการโยงเข้ากับเรื่อง mentality ด้วยอย่างเพลง “Coward” ถือว่าพี่เค้าทำเพลงได้คุมธีมดีมาก ดนตรีก็มีเลเยอร์ ใส่ใจทุกรายละเอียด และเนื้อเพลงก็ไม่ได้วนอยู่แต่มิติเดียว ทั้งหมดนี้เลยส่งผลให้ You’re a Man Now, Boy เป็นอัลบั้มที่ชอบที่สุดในปี 2016


    7. Låpsley – Long Way Home

    Genre: Electronic, synth, alternative R&B, ambient
    Release Date: March 4, 2016

    ต่อที่เดือนที่สามของปีกับสาววัย 20 จากอังกฤษ Holly Lapsley Fletcher ที่สื่อต่างๆยกให้เป็น James Blake เวอร์ชั่นผู้หญิง Long Way Home คืองานชุดแรกที่สไตล์ดนตรีเหมือนเพลงของ James Blake จริงๆ คือมีความเป็น bedroom music ที่ดนตรี minimal มากกกก ร้องน้อยๆ เนื้อวนๆซ้ำๆ ดนตรีเบาๆ เลเยอร์ต่ำๆ แต่ส่วนตัวคิดว่างานของ Låpsley ฟังง่ายกว่าของพี่เจมส์หลายขุม เพลงที่เป็นไฮไลท์ก็เช่น “Station” ที่มีการใช้ autotune หนักมาก ฟังแล้วเหมือนมีผู้ชายมาร้องด้วย แต่กลับเป็นเสียงของน้องเค้าคนเดียวหมดเลย เพลงก็เศร้าสุด (เกี่ยวกับการส่งคนรักออกไปจากชีวิตไรงี้) แล้วก็มีเพลงอกหักรักคุดที่เลเวลความเศร้าพอๆกับ Adele อย่าง “Hurt Me” และ “Love Is Blind” ถือเป็นอัลบั้มที่เป็นแนวเพลงหาฟังยากจากตลาดทุกวันนี้ ใครอยากท้าทายความแปลกพร้อมกับชิมความเศร้าก็ลองเลย


    8. Gwen Stefani – This Is What the Truth Feels Like

    Genre: Pop
    Release Date: March 18, 2016

    ก่อนจะมี Joanne ก็มี This Is What the Truth Feels Like ที่เป็นงานจากศิลปินหญิงที่มีภาพลักษณ์สายป๊อปแบบฉูดฉาดหันมาทำเพลงแบบลดสีสัน แสดงความ “ปกติ” มากขึ้น ชุดสามแล้วกับป้าเกวนกับเพลงอย่างที่เกริ่นไป ลดความหวือหวาของทั้ง image และดนตรีให้ออกมาสบายๆมากขึ้น จากงานชุดก่อนๆที่ electronic และ dance หนักมาก กลายมาเป็นเพลง pop แบบ organic หรือ down-to-earth มากขึ้น พร้อมกับโชว์ความเปราะบางของชีวิตให้คนฟังได้รับรู้มาก อย่างเพลง “Truth” กับ “Rare” ที่เมโลดี้ฟังแล้วเหงามาก ชวนให้จิตตกแต่ก็มีหวังกับความรักไปพร้อมๆกัน หรือเพลง “Make Me Like You” ที่ฟังดูมีความ funk กับ dance-rock หรือเพลงเด็ดอย่าง “Misery” ที่เดินเพลงด้วยเสียงดีดนิ้ว ฟังแล้วฟินมาก บั้มนี้เปรียบเหมือนงาน essay ที่มีความ coherent ทางด้านเนื้อหาและดนตรีที่ดีมาก เอาไปฟังได้ง่ายๆไม่ต้องคิดไรมาก


    9. Weezer – Weezer (White Album)

    Genre: Alternative rock, power pop, pop punk
    Release Date: April 1, 2016

    อัลบั้มชุดที่สิบจากวงร็อครุ่นพ่อ Weezer ที่เป็น Self-titled อีกแล้ว ที่เลือกบั้มนี้มาเป็นบั้มโปรดเพราะได้ตามฟังเพลงวงนี้มาเรื่อยๆ แล้วก็ถูกหูมาก เพราะเพลงฟังง่าย มีส่วนผสมระหว่างแนวที่เราชอบอยู่แล้ว อย่างเพลง “King of the World” ที่เป็นเพลงรักสำหรับเหล่า losers หรือเพลง “Thanks God for Girls” ที่มีประเด็นทางศาสนามาเล่นกับเรื่องเพศ White Album จัดเป็นงานที่หยิบมาฟังตอนนั่งบีทีเอสไปทำงานฆ่าเวลาได้ดี ฟังแล้วสะใจกับป๋า Rivers ที่อายุปาไปเกือบครึ่งร้อย แต่ยังทำเพลงออกมาเท่และสนุกมาก


    10. Beyoncé – Lemonade

    Genre: Pop, R&B, soul, rock, reggae, electropop, dance
    Release Date: April 23, 2016

    ออกตัวก่อนว่าเป็นคนไม่อะไรกับ Beyoncé แล้วก็แอบรำคาญกับการอวยเกินพอดีของสื่อส่วนใหญ่ในโลก แต่หลังจากเจองานชุดหกที่เป็น visual album กระแทกเข้าหูไป เลยต้องสยบกับความเจ๋งของศิลปินคนนี้จริงๆ สำหรับ Lemonade (อ้างอิงจากสำนวน When life gives you a lemon, make lemonade.) ที่ตีแผ่เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเจอเรื่องเจ็บปวดต่างๆในแง่ของความรัก แล้วถ่ายทอดออกมาเหมือนการอ่านงานแบบ memoir แล้วตัวแนวเพลงก็เล่นกับคอนเสป genre-bending ที่บีหันไปแตะกับดนตรีร็อคที่น่าทึ่งมาก (“Freedom” กับ “Don’t Hurt Yourself”) แล้วก็มีคันทรี่ด้วย (“Daddy Lessons”) แล้วก็ minimal electronic (“Pray You Catch Me”) แถมตัวเนื้อเพลงยังมีความโหดเพราะเล่นไปถึงเรื่อง politics (“Formation”) กับ feminism (“6 Inch”) คือพอฟังบั้มนี้จบ อยากเขียนเมลไปขอโทษบีที่เคยกรอกตาใส่เลย บั้มนี้แม่งคือที่สุดของการฟังเพลงจริงๆ


    11. Thirdstory – Searching – EP

    Genre: Pop, A cappella
    Release Date: May 6, 2016

    อีพีแรกของปีที่เข้าหูมากๆกับ trio ที่ชื่อว่า Thirdstory ในอีพีมีอยู่สามเพลงที่เพราะมากกกก ปกติไม่ค่อยถนัดเรื่อง vocal ใดๆ แต่สมาชิกวงทั้งสามที่มีเนื้อเสียงต่างกันสามารถร้องประสานออกมาได้อย่างลงตัวมาก ไม่ใช่แค่เสียง แต่เนื้อเพลงของเพลงอย่าง “G Train” หรือ “Searching for a Feeling” ก็แต่งออกมาดีมาก ในขณะที่เพลงแรกเป็นเพลงรักเชิงลบ เพลงหลังกลับเป็นการร้องโอดครวญถึงความหวังต่อการพบเจอคนรัก เมโลดี้ของเพลงทั้งหมดในอีพีก็ไม่ได้มีไรมาก แต่ถือว่าโอเคมากๆ ขอให้วงนี้ออกบั้มเต็มใน 2017 เหอะ เพลงเพราะจริง


    12. Chance the Rapper – Coloring Book

    Genre: Hip-Hop, gospel, R&B, soul
    Release Date: May 13, 2016

    ยอมรับก่อนเลยว่าฟังฮิปฮอปไม่เป็น แต่หลังจากตามอ่านบทวิจารณ์จากสำนักต่างๆจะพบว่า mixtape ชุดที่สามของ Chance คือหนึ่งในบั้มไฮไลท์ของปีของแทบทุกโผ ก็เลยอดใจไม่ไหวลองโหลดมาฟังดูว่าเป็นยังไง ปรากฏว่า เออ มันดีจริง กับงานเพลงที่ยืนพื้นด้วย hip-hop แต่มีลูกเล่นโยงไปแนวเพลงต่างๆ ผลออกมาเลยดูเป็นงานแรปที่เราเข้าถึงได้อยู่ แล้วเนื้อเพลงก็ไม่ได้วนแต่เรื่องใต้สะดืออย่างเพลงอื่นๆตามขนบของแนวนี้ เช่น “Same Drugs” ที่เหมือนจะเป็นเพลงเกี่ยวกับยาเสพติด แต่กลับเล่าเรื่องของชีวิตและการเติบโต “No Problem” ที่เป็นเพียวฮิปฮอปเลย แต่ก็ฟังสนุกๆดี หรือ “Juke Jam” ที่มี Bieber มาแจมในเพลงด้วย แล้วก็มี “How Great” ที่ทำให้ได้รู้จักเพลง gospel ได้ดีมากขึ้น คอฮิปฮอปควรจัดบั้มนี้มาลองฟังให้ฟินกันดู


    13. Ariana Grande – Dangerous Woman

    Genre: Pop, R&B, soul, hip-hop, funk, jazz
    Release Date: May 20, 2016

    งานชุดสามจากดีว่ารุ่นหมากระป๋องที่ถือว่างานป๊อปที่เจ๋งที่สุดในปีนี้ ทุกเพลงในบั้มทำให้เห็นพัฒนาการของตัวนักร้องได้อย่างชัดเจน แล้วยิ่งเรื่องของดนตรีในบั้มนี้ก็ก้าวกระโดด จากสองบั้มแรกที่ภาพลักษณ์ดูแบ๊วๆ ยั่วบ้างประปราย แต่สำหรับ Dangerous Woman กลับใส่ความดาร์คเข้าไป ทำให้ดนตรีดูมีมิติมากขึ้น และแอบดีใจที่ลดซาวน์ dance จากบั้มสอง กลับมาเล่นกับแนวเพลงที่ทำให้เรียหน้าได้โชว์ความสามารถด้านอื่นมากยิ่งขึ้น “Moonlight” กับ “Thinking Bout You” คือเพลงโปรดของเราในบั้มที่ฟังง่าย แต่ดูมีไร ส่วน title track ก็มีซาวน์กีตาร์ที่ทำให้ดูมีความ rock เข้ามาในเพลง “Be Alright” ก็เป็นเพลง house ที่ชอบมาก ทั้งๆที่ไม่ชอบอินกะเพลงสาย dance ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่า Ariana จะเป็นแค่ pop star ธรรมดาๆ แต่สำหรับเรา นักร้องคนนี้ดูคนที่ทำให้วงการ pop music ดูมีคุณภาพจริงๆ


    14. Against the Current – In Our Bones

    Genre: Alternative rock, Electronic rock, power pop, pop rock
    Release Date: May 20, 2016

    Debut Album จากวงร็อคที่กอบโกยชื่อเสียงมากจาก Youtube ที่เพลงในบั้มอัดแน่นไปด้วยเมโลดี้ที่ละเอียดอ่อนมาก ซึ่งส่วนตัวคิดว่า pop rock คือแนวเพลงที่จะทำให้ดูมีอะไรยากมาก ต้องพึ่งซาวน์อื่นๆมาเสริม และ Against the Current ก็ถือว่าสอบผ่านมากๆ เพราะถ้าลองฟังดู จะได้ยินเลเยอร์ของซาวน์ที่เจ๋งมาก กีต้าร์และเบสหรือกลองก็แน่นมาก บวกกับเสียงร้องของ frontwoman ที่มีทั้งความนุ่มนวลและความหนักแน่นในเวลาเดียวกัน เพลงเด็ดๆที่แนะนำก็มีบัลลาดที่ชื่อ “Chasing Ghosts” ที่เมโลดี้หดหู่แต่กลองหนักมาก บวกกับการร้องที่ฟังดูเจ็บปวดมาก หรือเพลงที่จัดเต็มเรื่องความร็อคมากๆอย่าง “Blood Like Gasoline” สำหรับบั้มแรกชุดนี้ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย แต่คำวิจารณ์จากสำนักต่างๆกลับพุ่งกระฉูดมาก ใครที่ชอบ Paramore และกำลังรอบั้มใหม่ ก็เอางานวงนี้ไปฟังพลางๆก่อน เจ๋งเหมือนกันนน

    15. Fifth Harmony – 7/27

    Genre: Pop, dance, EDM, house, hip-hop
    Release Date: May 20, 2016

    หากไม่สนใจเรื่องความวุ่นวายของการออกจากวงของสมาชิกคนนึง 7/27 คืออีกหนึ่ง pop album ในปี 2016 ที่ต้องฟังจริงๆ เรื่องเสียงร้องของสมาชิกทั้งห้าอาจจะสู้ girl group วงอื่นไม่ค่อยได้ แต่ด้านดนตรีของบั้มนี้ถือว่าเจ๋งมากจริงๆ ในด้านคำวิจารณ์ Reflection อาจจะดีกว่า แต่ส่วนตัวชอบสีสันและความสนุกจากบั้มสองมากกว่า เมโลดี้ต่างๆดูมีมิติมากขึ้น ฟังแล้วสนุกกับการจับหาซาวน์ใหม่ๆทุกๆรอบที่ฟัง “Work from Home” ที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพลงที่เจาะกะโหลกทุกคน และฝังลึกไปในสติ แต่ในบั้มกลับมีเพลงดีๆน่าเอามาโปรโมทอีกแยะ เช่น “Not That Kinda Girl” ที่ คล้ายๆเพลงของ Ciara หรือ “Dope” ที่มีซาวน์ alternative rock ที่ได้ Jack Antonoff (คนทำเพลง Out of the Woods) มาสร้างงานแปลกๆเป็นโปรไฟล์ให้กับวง จากข่าวเรื่องความสัมพันธ์ของวงทำให้รู้สึกเสียดายว่าวงนี้จะได้อยู่ต่อไปรึป่าว เพราะ Fifth Harmony ถือเป็น girl group ที่ mainstream มากๆ แต่ทำเพลงได้มีคุณภาพมากๆ


    16. Tegan and Sara – Love You to Death

    Genre: Synthpop, power pop, pop rock
    Release Date: June 3, 2016

    อัลบั้มลำดับแปดจากแฝดชาว Canadian ที่หันมาทำเพลง mainstream รอบที่สองต่อจาก Heartthrob ในปี 2013 สำหรับเพลงในชุดนี้ดนตรีดูมีความแพรวพราวมากขึ้น ป๊อปมากขึ้น ลดความร็อคที่เป็นเอกลักษณ์ของวงน้อยลง แล้วสาดซาวน์สังเคราะห์ต่างๆนานาในทุกเพลง ผลออกมาคือเพลงดีมากกกกกก ละเมียดละไมในทั้งเมโลดี้และเนื้อเพลง ที่พูดถึงเรื่อง self-knowledge (“That Girl”) หรือการแต่งงานระหว่างเพศทางเลือก (“BWU”) รวมไปถึง friendzone anthem (“Boyfriend”) ถือว่า Love You to Death เป็นอัลบั้มเดียวในเดือนมิถุนาที่ชอบมาก ตอนออกมาใหม่ๆคือฟังทุกวัน และตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ฟังซ้ำและลุ้นให้มีเมโลดี้เล็กๆโผล่ออกมาโลดเล่นในเพลง


    17. Secret Weapons – Secret Weapons – EP

    Genre: Alternative, pop rock, synthpop
    Release Date: July 1, 2016

    อีพีแรกจากศิลปินดูโอ้หน้าใหม่ที่ชื่อธรรมดา แต่ตัวเพลงกลับไปธรรมดาเลยยยย Secret Weapons คือดูโอ้จากอเมริกาที่หน้าจะออกบั้มเต็มในปี 2017 นี้ แต่ได้ปล่อยเพลงออกมาพร้อมทัวร์ให้กับศิลปินเบอร์ใหญ่ๆก่อน ในตัวอีพีมีอยู่ 4 เพลงที่จุไปด้วยความเจ๋งของดนตรีที่ผสมผสานระหว่าง pop, rock, แล้วก็ซาวน์สังเคราะห์ต่างๆนานา บวกกับเสียงนักร้องนำที่มีความคล้ายกับ Bruno Mars “Power” คือเพลงแนะนำของอีพีนี้เลย เพราะซาวน์เป็น electronic rock ที่มันส์มากกกกกกก ท่อนเบรกของเพลงก็ฟังแล้วชวนโยกหัวหลุด แล้วก็มี “Konichiwild” ที่มีความเจ๋งในการแต่งเพลง และดนตรีที่ตอกย้ำภาพลักษณ์เน้นความสนุกของวง ลุ้นกับการปล่อยเพลงเต็มๆของวงปีนี้มาก จะต้องเป็นอีกหนึ่งศิลปินหน้าใหม่ที่น่าจับตามองมาก


    18. Shura – Nothing's Real

    Genre: Electropop, synthpop, new wave
    Release Date: July 8, 2016

    ก่อนหน้า Shura (แล้วก็ Låpsley) บอกก่อนเลยว่าฟังเพลง electronic แบบเพียวๆไม่เป็น แต่พอมาเจอเพลงจากศิลปินคนนี้ก็ทำให้ความคิดเกี่ยวกับเพลงแนวนี้เปลี่ยนไปเลย Nothing’s Real คือ debut album ที่กวาดคำวิจารณ์จากหลายสำนักมาก เพราะความเท่ของดนตรีที่ชูร่าทำออกในเชิงผสมผสานความใหม่และความเก่าเข้าด้วยกัน และยังเอาซาวน์พวกกีต้าร์เข้ามาสร้างมิติให้กับเมโลดี้สังเคราะห์ได้อย่างลงตัวเป๊ะ ด้านตัวเนื้อเพลงก็มีความหลากหลายทั้งเรื่องความรักอย่าง “Touch” หรือ “2Shy” ที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองความรักเพศที่สาม หรือการเล่าเรื่องของชีวิตและภาพลวงตาใน title track Shura จัดว่าเป็น breakthrough artist ที่ทำเพลงออกมาแสดงถึงศักยภาพที่ก้าวไกลในโลกดนตรีแน่นอน ใครที่ชอบฟังเพลง dance แบบเน้นโยกๆเลื้อยๆ ก็ต้องเอาบั้มนี้ไปเลย


    19. Frank Ocean – Blonde

    Genre: R&B, soul, psychedelic pop
    Release: August 20, 2016

    ปล่อยให้แฟนเพลงทั้งโลกรอเป็นชาติ กว่าจะลีลาปล่อยออกมาได้ กับงานลำดับสองของ Frank Ocean ศิลปินขวัญใจนักวิจารณ์และเหล่าคนฟังเพลงสาย R&B เช่นเดียวกับ channel ORANGE เพลงต่างๆใน Blonde ก็ยังคงเล่นดนตรีในเชิง minimalism บวกกับเนื้อเพลงที่โยงเข้ากับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากการฟังเพลงของ Frank ตลอดคือความหดหู่ เพราะเสียงร้องของพี่เค้าที่ต่ำชวนจิตตกมาก ในส่วนของไฮไลท์ก็มี “Nikes” ที่เป็นเพลงรักผสมกะเรื่องราวของทุนนิยม (อันนี้คิดเอง) แล้วก็ “Ivy” ที่เป็น guitar music เพ้อเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า แล้วก็ “Pink + White” ที่โหดกับการดึง Beyoncé มาร้องเป็น chorus ให้ แต่เนื้อเพลงก็เป็นเชิงรักคุดและความไม่เชื่อใจและหมดหวังกับความรัก เพราะไม่ใช่แค่ตัวเมโลดี้ที่ก้าวขั้นความโหดไปแล้ว แต่ก็มีการแต่งเพลงที่สุดจะ poetic ที่ทำให้ Blonde เป็นงานเพลงที่ควรค่าแต่การฟังมาก


    20. Glass Animal – How to Be a Human Being

    Genre: Indietronica, indie pop, indie rock, trip hop, art pop, psychedelic pop
    Release: August 26, 2016

    อัลบั้มลำดับสองของวงอินดี้จาก ในส่วนของดนตรีของบั้มนี้มีการเล่นใหญ่มากขึ้น อย่างเพลง “Life Itself” ที่ผสม percussion แบบเพลงทางตะวันออก จนฟังเหมือนเพลงแขก ในส่วนเพลงอื่นก็ดูใส่ใจกับรายละเอียดแบบหนักมาก เพราะเลเยอร์ของดนตรีซับซ้อนมาก ฟังแล้วมันส์กับการแกะซาวน์สุดๆ แต่สิ่งที่ทำให้ How to Be a Human Being กลายเป็นงานที่โดนใจมากกลับเป็นเนื้อเพลงที่พูดถึงเรื่องของ human condition ทุกครั้งที่เจอเพลงที่ไม่เกี่ยวกับความรักจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ แล้วพอมาบั้มนี้ที่เอาเรื่องต่างๆของมนุษย์มายัดไว้ผสมกับการแทรก metaphor ต่างๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว (“Youth”) หรือการใช้ชีวิตแบบ passive (“Season 2 Episode 3”) การฟังอัลบั้มนี้เหมือนได้กลอนที่ต้องใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงในการตีความสัญลักษณ์หรือข้อความต่างๆหนักมาก พร้อมกับได้ฟังดนตรีสวยๆไปพร้อมๆกัน


    21. Bastille – Wild World

    Genre: Alternative rock, synthpop
    Release: September 9, 2016

    ถ้ามีคนมาถามว่าชอบวงไรมากที่สุด ก็คงมี Bastille ที่อยู่ในลิสต์ตลอด แล้วพอรู้ว่าทางวงจะปล่อยบั้มสองก็ดีใจมาก แล้วพอได้ฟังจริงๆก็ฟินมาก เพราะดนตรีของบั้มนี้มีความพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีการเพิ่มซาวน์ร็อคเข้าไปมากขึ้น แล้วลด synth หน่อยนึง ถึงแม้เพลงจะฟังง่ายขึ้น แต่คุณภาพกลับพุ่งกระฉูด ในด้านของเนื้อหาของเพลงต่างๆก็ลดความ abstract จากบั้มแรกที่พูดถึงประเด็นความเชื่อบ้าง ศาสนาบ้าง หรือมีแตะวรรณคดีคลาสสิกไปเลย แต่เพลงในบั้มนี้กลับพูดถึงความเป็นมนุษย์ ทำให้ตัวเพลงเข้าใจง่ายมากขึ้น มีแตะเรื่องความรักบ้าง แทร็คที่โปรดมากก็มี “Fake It” ที่เป็นซาวน์ดีดนิ้วทั้งเพลง แล้วก็พูดเกี่ยวกับการเริ่มต้นใหม่ แล้วก็ “Send Them Off!” กับ “Good Grief” ที่นำเอาเรื่อง mental disorder ทำเป็นเพลงได้ดี


    22. Karmin – Leo Rising

    Genre: Pop, pop rock, alternative pop
    Release Date: September 9, 2016

    ตามวงนี้มาตั้งแต่ออกเพลงแรก จนมาดังโคตรจากเพลง “Brokenhearted” การกลับมาครั้งนี้ถึงแม้กระแสจะกริบ แต่ตัวเพลงกลับดีมากกก สุดยอดมากกก กอไก่ล้านตัว จาก Pulses ที่เล่นกะซาวน์สังเคราะห์แบบไม่ยั้งทั้งบั้ม มาต่อ Leo Rising ที่ทิ้ง electronic ไปหมด แล้วก็หันมาจับดนตรีที่ organic มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น rock and roll, blue, acoustic บลาๆ ส่งผลให้งานชิ้นนี้ดูมีความเข้าถึงการเป็นศิลปินได้ดีมาก อย่างเพลง “Come with Me (Pure Imagination)” คือเพลงที่ชอบที่สุดในบั้ม เพราะมีการเอาเสียงขลุ่ย (หรือปี่??) เข้ามาช่วยเสริม บวกกับความติดหูเลเวลล้าน หรือ “I Got You” ที่เหมือนยกวงโยมาทั้งวง กลองดีมาก เนื้อเพลงก็ทำให้มีความสุขกับการฟังเพลงสุดๆ แล้วก็ “Along the Road” ที่สไตล์เพลงเหมือนเพลงเปิดตามร้านเหล้าที่ฟังแล้วโคตรเศร้ากับเนื้อหาเกี่ยวกับมิตรภาพ ภาพรวมของ Leo Rising ที่ดูไม่ใช่แค่ดูดาร์คขึ้นด้านดนตรีอย่างเดียว แต่งานเพลงกลับโชว์ความสามารถและความตั้งใจของดูโอ้คู่นี้จริงจัง


    23. AJR – What Everyone's Thinking – EP

    Genre: Synthpop, indie pop, electronic
    Release Date: September 16, 2016

    ต่อกับอีพีที่คุณภาพคับคั่งกว่าบางอัลบั้มที่ออกมาในปีนี้ What Everyone's Thinking คืองานของสามพี่น้องที่ปล่อยเพลงออกมาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2014 แต่ก็ไม่สามารถเจาะกลุ่มตลาดใหญ่ได้ซักที สำหรับในอีพีชุดนี้ถือว่าเป็นที่ดีที่สุดที่วงนี้เคยปล่อยออกมา เพราะแหกกระแส minimalism ในตลาดเพลง แล้วจัดทำเพลงแบบ maximal ด้วยการสาด synth, electronic แบบไม่ยั้ง คนทั่วไปฟังแล้วอาจจะรู้สึกรำคาญ แต่สำหรับเรามันกลับตอบโจทย์ธีมของชื่อบั้มได้ดี เพราะห้าเพลงในนั้นต่างพูดถึงเรื่องของความคิดของคนที่ฟุ้งซ่านแล้วก็เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์มากมาย อย่างเช่น “Come Hang Out” ที่มีธีมเกี่ยวกับ regrets ต่างๆในชีวิต หรือ “Weak” ที่พูดการยอมรับความอ่อนแอของตนเอง รวมไปถึง “I’m Not Famous” กับการแต่งเพลงจิกกัดวงตัวเองที่ทำเพลงยังไงก็ไม่ดัง เพลงต่างๆในบั้มมีความติดหูมาก เนื้อเพลงก็ลึกซึ้ง แต่อาจทำให้หลายคนหน่ายกะความหนักของดนตรี


    24. Skylar Grey – Natural Causes

    Genre: Alternative pop, electropop, hip-hop
    Release Date: September 23, 2016

    ชุดสองจากหนึ่งในศิลปินหญิงที่เราชอบที่สุด ใน Natural Causes ตัวพี่เค้ายังคงคอนเสปความงามในความเละอยู่ ในบั้มแรกที่ดูจะเน้นเป็น electropop กับบีท hip-hop แต่บั้มสองตัวเมโลดี้เริ่ม strip down แต่บีทก็เป็นกลองจริงๆบ้าง บีท hip-hop บ้าง ทำให้ตัวเพลงออกมาดูเละเหมือนเดิม แต่ความต่างคือบั้มมีการถ่ายทอดเรื่องราวของธรรมชาติความเป็นมนุษย์มากขึ้น ลดเนื้อหาเรื่องความรักและเพศลง อารมณ์กลับเข้าป่า ชมต้นไม้เหมือนชื่อบั้ม ไฮไลท์หลักคือ “Come up for Air” ที่ Eminem โปรดิวส์ให้ ที่บีทของเพลงเป็นกลองหนัก แต่ร้องแบบเอื่อยๆชวนตาย ชวนให้จิตตก แล้วก็มี “Lemonade” ที่เพลงเละมาก แต่เพราะมากกก แต่เสียดายเพลง “Cannonball” ที่ร้องกับ X Ambassadors ที่ไม่ได้รวมในบั้ม แต่กลับเป็นเพลงที่ดีมาก ใช้ acoustic guitar เดินเพลง แต่หักมุมเป็นบีท hip-hop ใจอยากให้ Skylar ดังมากๆ เพราะเค้าคือศิลปินหญิงคนนึงในวงการเพลงที่มีเสียงดีมาก ร้องอะไรก็เพราะ

    25. Tor Miller – American English

    Genre: Indie pop, soul
    Release Date: September 23, 2016

    American English คือ debut studio album จากนักร้องชายเดี่ยวที่เราชอบมากเป็นอันดับสองในปีนี้ ด้วยอายุแค่ 22 ปี แต่กลับทำเพลงได้เกินวัยมาก เพราะทุกเพลงในอัลบั้มจะให้อารมณ์การย้อนยุคไปเหมือนฟังเพลงจากศิลปินยุคเก่าๆ ตัวเพลงทุกเพลงในอัลบั้มถูกขับเคลื่อนด้วยเสียงเปียโน และพวกเครื่องดนตรี big band ต่างๆ ที่ทำออกมาเป็น soul ที่ไพเราะมากกกก อย่างเพลงเปิดอัลบั้ม “Surrender” ที่ขึ้นมาก็กระแทกใจด้วยทั้งการร้องและดนตรี หรือจะเป็น piano ballad ผสม vocal โหดๆ อย่างเพลง “Baby Blue” หรือ “Midnight” แต่ที่ถูกใจมากก็ต้องเป็น “Stampede” ที่เป็นแทร็คปิดบั้มด้วยดนตรีที่ยกมาทั้งวง orchestra บวกกับเสียงร้องบาดใจแสดงความเจ็บปวด Tor Miller คือหนึ่งในศิลปินชายเดี่ยวที่ชอบที่สุดในชีวิตละตอนนี้ เพราะไม่ใช่แค่ความสร้างสรรค์ด้านดนตรี แต่เค้ากลับมีเสียงร้องที่โหดที่สุดตั้งแต่เคยฟังเพลงของศิลปินชาย

    26. Green Day – Revolution Radio

    Genre: Punk rock
    Release Date: October 7, 2016

    หายไปสี่ปีเต็มจาก Trilogy ที่ปล่อยมา Revolution Radio คืองานชุดที่ 12 ที่เรียกว่าการ comeback ที่ดีมาก เพราะตั้งแต่ตามฟัง Green Day จาก American Idiot ก็รู้สึกว่าวงนี้ทำเพลงดีมาตลอด ถึงแม้จะไม่ถนัดเรื่องวิเคราะห์ดนตรีสายนี้มาก แต่ก็เป็นแนวที่ชอบฟังมาตลอด บั้มนี้ดูมีเพลงที่ฟังง่ายๆ ไม่ได้อินเรื่องการเมืองตลอดเหมือน American Idiot กับ 21st Century Breakdown ซึ่งใน Revolution Radio กลับมีมุมมองเรื่องการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ อย่างเพลง “Still Breathing” หรือ “Somewhere Now” เสียอย่างที่งานชุดนี้ไม่มี ballad แรงๆแบบ “21 Guns” แล้วก็ “Wake Me Up When September Ends” แต่เพลงอื่นๆในบั้มก็เป็นยาชั้นดียามหงุดหงิดจากโลกข้างนอก

    27. OneRepublic – Oh My My

    Genre: Pop rock, electropop, new wave
    Release Date: October 7, 2016

    งานชุดสี่จากวงของพี่ Ryan Tedder ที่เรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มที่มีซาวน์ progressive ที่สุด เพราะรอบนี้ดนตรีที่มีลายเซ็นของพี่เท็ดหายไปหมด แล้วเริ่มต้นใหม่กับซาวน์ที่ใหม่มากสำหรับวงนี้ ทุกเพลงมีรายละเอียดของเมโลดี้ที่ละเอียดมาก เลเยอร์ซ้อนเลเยอร์ ลดความ rock (ที่แทบจะเบามาก) ในบั้มก่อนๆ แล้วเพิ่มซาวน์แด๊นซ์เข้าไป electronic อีกเป็นล้าน อย่าง title track คือ house หนักมา เอาไปเปิดผับเป็นช่วงเบรกจากเพลงตื๊ดหนักๆให้เลื้อยกันได้ แล้วก็มี “Better” ที่เป็น synthpop ที่เพราะมาก แล้วยังเป็นการพูดถึงความไม่เสถียรของอารมณ์มนุษย์อีกด้วย “Future Looks Good” ก็เป็นอีกแทร็คที่เดินดนตรีเหมือนเพลง EDM แต่ใช้ acoustic guitar เดินแล้วแม่งก็เพราะมากกกก และ “A.I.” ที่เป็นงานที่แปลกมากสำหรับ OneRepublic ที่อีกนิดนึงก็จะเป็นเพลง pure electronic ละ แม้ Oh My My จะเป็นงานที่ดีที่สุดของวง แต่กระแสกลับไปแรงเท่าสามบั้มก่อน อยากให้ทุกคนพัก "Counting Stars" ซักแปป แล้วมาลองอันนี้เถอะ งานดีจริง


    28. JoJo – Mad Love.

    Genre: Pop, R&B, soul, electropop, hip-hop
    Release Date: October 14, 2016

    10 ปีเต็มจากบั้มชุดที่สอง แล้วโจ้ก็ได้ออกบั้มสามซักทMad Love. ถือเป็นการคัมแบ๊คที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะช่วงเวลาที่ถูกดองเค็มสิบปีทำให้เห็นศักยภาพการทำเพลงที่เติบโตอย่างชัดเจน ทุกเพลงที่อยู่ในบั้มต่างทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงความตั้งใจในการสร้างงานคุณภาพจริงๆ ในแง่ของเนื้อเพลงที่ opening ("Music.") and closing ("I Am.") tracks ต่างเป็นเรื่องราวของชีวิตโจ้ แต่เพลงที่อยู่ระหว่างกลางเป็นมุมมองเรื่องความรักหลายรูปแบบ แต่ส่วนตัวอยากให้โจ้มีเพลงในแง่มุมอื่นอีกเยอะๆ แต่ที่บั้มนี้มาติดโผคือดนตรีที่โคตรจะล้ำค่า คือรายละเอียดหนักมาก ทุกครั้งที่ฟังเพลงนึงจะพบกับซาวน์เล็กๆแอบแทรกอยู่ตลอด มันช่วยเพิ่มอรรถรสในการฟังได้ดีมาก เพลงที่ฟังถี่มากก็มี “Fuck Apologies.” แล้วก็ “FAB.” ที่เป็นเพลงเชิง unapologetic ที่สะใจมาก แล้วก็ “Honest.” ที่เป็นมหากาพย์สองเพลงซ้อนกันที่เจ๋งมาก ในแง่ของเสียงร้องยิ่งไม่ต้องอวยเยอะ คือโจ้ร้องเพลงโหดมากตั้งแต่บั้มแรกแล้ว Mad Love. คืองานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพของปี 2016 ที่พลาดไม่ได้จริงๆ


    29. Lady Gaga – Joanne

    Genre: Soft rock, country, dance rock, pop
    Release Date: October 21, 2016

    ตอนฟังครั้งแรก ถึงกลับนั่งขำออกมา แต่ไม่ใช่เพราะเพลงห่วย แต่กลับเป็นการหักมุมตลบหลังแฟนเพลงก้าทุกคนที่แต่งตัวรอไปดิ้นไปผับกลางแสงไฟดิสโก้ เพราะ Joanne งานลำดับห้าของก้าที่ล้างทุกความแปลกในด้านภาพลักษณ์และแนวเพลงแด๊นซ์ที่เป็น signature ออกไปหมด แล้วก้าวสู่แนวเพลงสาย organic / stripped-down ที่มั่นใจว่าแฟนเพลงสายแด๊นซ์ต้องแขยง แต่ส่วนตัวที่ชอบฟัง pop rock หรือ alternative กลับหลงใหลในก้าร่างนี้ที่สุด เพราะเห็นลายความร็อคตั้งแต่ “Yoü And I” แล้ว พอมาเป็น Joanne ก็เลยคลั่งมาก อย่าง “Diamond Heart” ที่เป็น pop rock เปิดบั้มอย่างสวยงาม ตามด้วย “Million Reasons” บัลลาดร็อคที่เพราะมากและได้โชว์สกิลการร้องของก้า “Sinner's Prayer” ก็เป็นงาน country rock ที่ดีมากกก ไม่คิดว่าจะเห็นก้าในฉบับนี้ “John Wayne” ก็เป็น dance rock ที่หาฟังยากมากจากเพลงสมัยนี้ สรุปคือ Joanne คือเหมือนเปนร่าง Eevee ของก้าที่ดูปกติ แต่มีอะไรแฝงอยู่มากมาย ฟังเถอะจะได้เห็นว่าก้าเก่งจริง


    30. Emeli Sandé – Long Live the Angels

    Genre: R&B, soul, gospel
    Release Date: November 11, 2016

    งานชุดสองของนักร้องที่เสียงเหมือนเทพที่ได้รับการยัดเข้ามาในลิสต์แบบวินาทีสุดท้าย รอบแรกที่ฟังแล้วรู้สึกเฉยๆเพราะการตั้งความหวังจากเพลง “Hurts” มันหายหมด ปล่อยเพลงแรกมาคือดีมาก เป็นเพลงที่เดินด้วยบีทปรบมือรัว แล้วตัวนักร้องก็ร้องได้บาดเจ็บสาหัสมาก แต่พอฟังบั้มเต็มกลับเฉยๆเพราะ 85% ของบั้มเป็น piano ballad หมดเลย!! แต่พอตั้งใจฟังรอบสอง กลับตกหลุมรักบั้มนี้ไปเลย เพราะภายใต้ความเรียบง่ายของบัลลาดกลับเป็นความงดงามทั้งด้านการร้องและเนื้อเพลง เพลงที่ติดมากช่วงนี้คือ “Babe” ที่เป็น gospel แบบ acoustic ฟังแล้วได้กำลังใจจากความล้มเหลวต่างๆ หรือ “Garden” ที่มีการโยงเข้าเรื่อง bible (garden of Eden) แต่เดินเพลงด้วยบีทฮิปฮอปแล้วก็มีแรปมาเสริม ในส่วนเพลงอื่นๆที่เพราะมากจริงจังเช่น “Breathing Under Water” แล้วก็ “Shakes” ที่ Emeli ร้องได้กระชากจิตมาก หากเทียบกับ Our Version of Events แล้ว Long Live the Angels อาจจะดูขาดสีสันและความใหญ่ในดนตรี แต่ภายใต้ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้บั้มสองนี้มีเสน่ห์อยู่มากมาย


    31. DNCE – DNCE

    Genre: Funk pop, dance rock
    Release Date: November 18, 2016


    บั้มแรกของ Joe Jonas ในฐานะวงที่ทำเพลงออกมาดีอย่างน่าตกใจ หลังจากปล่อย “Cake by the Ocean” แล้วดังเป็นพลุแตก ก็เริ่มทำให้มาสนใจวงนี้ดู แล้วก็พบว่าเออเพลงแม่งดีจริง ท่ามกลางวงสมัยปัจจุบันที่มักจะเล่นกับ electronic แต่ DNCE กลับแหวกมาสายแด๊นซ์แล้วก็ยัด funk ลงไป ผสมออกมาเป็น party music ที่มีคุณภาพมาก อย่าง title track ที่มีชื่อเดียวกับวงเลย ก็เป็น funk ที่เปิดบั้มได้อย่างเห็นภาพว่าเราจะมาชวนดิ้นนะ แล้วก็มี “Doctor You” ที่เป็น electropop ที่มีชั้นเชิงทางดนตรีดีมาก หรือ “Blown” ที่เป็น pop rock แบบที่หาฟังได้ยากมากในสมัยนี้ แต่ที่ทำให้ชอบวงนี้จริงจังคือ “Jinx” ที่เป็นงาน pop rock ballad ที่ฟังง่ายแต่ดูมีอะไร เมื่อเทียบกะคนน้องอย่าง Nick Jonas ที่ออกบั้มมาปีนี้เหมือนกัน (ซึ่งฟังรอบเดียวก็ผ่านไปเลย) วงของ Joe กลับดูมีอะไรมากกว่า

    32. Bridgit Mendler – Nemesis – EP

    Genre: Experimental pop, trip hop, pop folk, electronica, alternative R&B
    Release Date: November 18, 2016

    ปิดท้ายลิสต์ด้วยอีพีของ Bridgit Mendlers ที่มีเพลงที่ฟังหนักที่สุดของปีนี้อย่าง “Atlantis” อยู่ บอกก่อนเลยว่าคลั่งอีพีชุดนี้มากจนสั่ง boxset มาสะสมเลย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยซื้อมาก่อน เพราะ Nemesis คืออีพีที่จัดไปด้วยเพลงที่ไม่ตลาดเลย เป็นงานป๊อปที่โคตรแปลก ถ้าเทียบบริดกับศิลปินในรุ่นเดียวกัน จะพบว่าไม่มีใครทำเพลงแบบนี้ได้เลย อย่าง “Atlantis” ก็เป็นงาน experiment ที่ใส่เสียง synth และความเป็น trip hop ลงไป ทำให้ฟังแล้วเหมือนกำลังจมน้ำไปเรื่อยๆ แล้วก็ “Do You Miss Me at All” ก็เป็น alternative R&B ที่เน้นบีทหนักๆ ดนตรี minimal “Library” ก็เป็น folk ฟังง่ายๆโชว์พลังเสียงแบบพอดีๆ ในขณะที่ “Snap My Fingers” ดูเป็นเพลงป๊อปสุดในอีพีนี้แล้ว Nemesis ถือเป็นการคัมแบ๊คแบบชิมลางลองทำแปลกๆดูก่อน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะเป็นการโชว์ศักยภาพของการเป็นศิลปินได้ดีจริงๆ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in