From A to Zm.mutsuki
From A-Z | Day3: C. Cinderella
  • เช้าวันต่อมาอากาศแจ่มใส

    ผมตื่นขึ้นมารับวันใหม่พร้อมเสียงนกร้อง สายลมอ่อน แสงแดดอุ่น และ--

    “ฮัดชิ้วว!”

    และผมก็เป็นหวัดไปเรียบร้อย…


    ส่วนไอ้ตัวการน่ะเหรอ หลับเป็นตาย อยากจะมะเหงกหัวมันอย่างมันเขี้ยวแต่ก็ต้องห้ามใจไว้ก่อน ขืนมันตื่นขึ้นมาตอนนี้ ยามเช้าดีๆ มีอันได้ป่นปี้หมด

    ผมล้างหน้าล้างตา คว้าเสื้อผ้าที่ชื้นน้อยที่สุดมาสวมแล้วออกไปหาซื้อของกินข้างนอก ปกติแล้วผมมักจะตื่นขึ้นมาวิ่งทุกเช้า แต่วันนี้คิดว่าคงต้องพับแผนการไปก่อน

    หอพักของผมเป็นอาคารสามชั้นเก่าๆ ตั้งอยู่ในส่วนลึกสุดของซอยแคบๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกหลายสิบซอยที่แตกแขนงออกจากถนนสายหลักอีกที  ดูจากภายนอกแล้วคงพูดได้ยากว่าเป็นหอในอุดมคติเพราะสภาพที่ค่อนข้างโทรม โชคดีที่ตัวห้องด้านในไม่ได้ซอมซ่ออย่างที่คิด ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะลองไปหาที่อื่นดูก่อน แต่ด้วยค่าเช่าที่ถูกจนน่าตกใจทำให้ปฏิเสธข้อเสนอไม่ลง


    ผมวิ่งเหยาะๆ ออกมาจนถึงถนนสายหลักอันเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่คอยหล่อเลี้ยงย่านหอพักตั้งแต่บริเวณประตูหลังของมหาวิทยาลัยไปจนถึงย่านที่พักอาศัยแถบเชิงดอย เลี้ยวซ้ายแล้ววิ่งไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปสู่ย่านที่พักอาศัย ผ่านไปราวๆ สิบนาทีก็มาถึงที่หมายในที่สุด

    ร้านติมซำเจ้าประจำผมเอง

    หลังวิ่งเสร็จผมมักจะแวะมาฝากท้องที่นี่อยู่บ่อยๆ ถึงจะอยู่ค่อนข้างไกลจากถนนเส้นใหญ่หลังม. แต่ก็มีลูกค้าแน่นร้านอยู่เสมอ เมนูมีให้เลือกหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นสไตล์คนจีน ซาลาเปา ติ่มซำ โจ๊ก น้ำเต้าหู้ ปลาท่องโก๋ อะไรประมาณนั้น

    ผมร้องทักทายเถ้าแก่ที่กำลังสาละวนอยู่กับซึ้งนึ่งขนมจีบอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินเข้าไปสวัสดีเถ้าแก่เนี้ยที่กำลังตะโกนสั่งคนงานอยู่ด้านใน หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันพอเป็นพิธี ผมก็ได้โจ๊กร้อนๆ มาสองถุง พร้อมกับซาลาเปาหอมกรุ่นสองลูกและน้ำขิงอีกหนึ่งถุงติดไม้ติดมือมาแบบฟรีๆ อภินันทนาการจากเถ้าแก่เนี้ย แกยืนยันว่าอดเอ็นดูคนป่วยไม่ได้ ถึงผมจะไม่ได้ป่วยขนาดนั้นก็ตามที

    ผมไหว้ขอบคุณทั้งคู่ก่อนจะออกจากร้านไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นชุ่มชื่นในใจ

    เป็นเสน่ห์ของร้านอาหารครอบครัวที่ทำด้วยใจอย่างแท้จริง

    ขากลับผมแวะเซเว่นอีเลฟเว่นที่ผุดขึ้นตามทางราวกับดอกเห็ด ทีแรกว่าจะซื้อแค่ยาแก้แพ้ แต่พอเดินผ่านโซนที่ขายยาสามัญประจำบ้าน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็แวบเข้ามาในหัว

    ไอ้ตัวปัญหาเอ๊ย...


    เมื่อถึงห้องก็พบว่าหยกมันตื่นนอน อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว แถมขโมยเสื้อผ้าของผมมาใส่อีกต่างหาก ไอ้เวรนี่…

    “มื้อเช้า จะกินอะไรก็เลือกเอา” ผมวางถุงอาหารลงตรงกลางห้อง หยิบถ้วยช้อนชามมาให้พร้อม

    มันคืบคลานลงมาจากฟูกอย่างเอื่อยเฉื่อย แกะถุงแล้วหยิบซาลาเปาขึ้นมาดมฟุดฟิด ก่อนจะกัดชิมคำเล็กๆ เหมือนแมวไม่มีผิด

    “แล้วก็นี่” ผมยื่นถุงเซเว่นเล็กๆ ให้ มันรับมาเปิดดู สีหน้างุนงงอย่างเห็นได้ชัด

    แอลกอฮอล์ เบตาดีน สำลี พลาสเตอร์ยา

    “เพื่อ?”

    ผมชี้ไปที่ต้นคอตัวเองแทนคำตอบ

    ดวงตาของมันเบิ่งกว้าง หลุบลง ก่อนจะหายลับไปใต้เส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าตามแรงโน้มถ่วง ต้นคอค่อยๆ พับลงจนมองไม่เห็นใบหน้า เห็นท่าทางแบบนั้นแล้วผมรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ สมองอื้ออึง ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรหรือพูดอะไรต่อ ได้แต่กลั้นหายใจรอดูปฏิกิริยาของมันอยู่เฉยๆ


    “ฮึก…”


    เดี๋ยวๆๆๆ

    “หยก… มึ--”

    “ฮึ… ฮ่าๆๆ” อยู่ๆ มันก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น มองหน้าผมทีแล้วก็ลงไปนอนหัวร่องอหงายที

    “มึงโง่หรือโง่เนี่ย”  

    “หาา!?”

    “แผลแค่นั้น แห้งจนหายสนิทไปตั้งแต่เมื่อคืนละมั้ง คิดจะทำตัวเป็นพระเอกนี่คงเร็วไปร้อยปี”

    ไอ้...

    “เออ! เรื่องของกู” ผมตัดบทอย่างหัวเสีย เอื้อมมือจะคว้าถุงคืนแต่มันกลับยกหนี

    “เรื่องสิ” มันแลบลิ้นใส่ “ของกู ซื้อมาให้ไม่ใช่เหรอ”

    ผมขมวดคิ้วมุ่น ถอนหายใจยาว ป่วยการจะต่อปากต่อคำเลยหันหนีมาตั้งหน้าตั้งตาแกะโจ๊กใส่ชามทั้งสองใบแทน

    “ชอบเหรอ”

    หาา!?

    “หมายถึงของพวกนี้” มันหรี่ตาลง บุ้ยใบ้ไปทางมื้อเช้า มองผมด้วยสายตาแบบ ‘รู้นะคิดอะไรอยู่’

    อ้อ…

    “อืม ร้านย้งเจ้าประจำ ลองแล้วจะติดใจ” ผมเลื่อนชามโจ๊กไปให้มัน ประเคนถึงที่

    “หืมม…” มันเลิกคิ้ว พยักหน้าตอบนิ่งๆ เชื่องช้า บอกไม่ได้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่

    “ไม่กินหรือไง”

    “รอพ่อมึงตัดริบบิ้น” ไอ้เวรนี่…

    “งั้นก็ไม่ต้องแดก” ผมเลื่อนชามกลับคืนมาที่เดิม

    “เฮ้อ…” มันลุกขึ้นพลางบิดขี้เกียจ “ไปดีกว่า”

    “หาา?”

    “ไม่ต้องหา ไปละ” มันคว้ากระเป๋าผ้า(ของผม)ที่ใส่ชุดนักศึกษาตัวเมื่อวาน(ของมัน)เอาไว้ แล้วเดินลิ่วไปที่ประตู แต่จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรได้เลยหันกลับมาพลางชี้ไปที่กระเป๋า “อ้อ อันนี้ยืมนะ”

    ยืมในพจนานุกรมของมันหมายความว่าเอาไปแล้วไม่คืนอย่างไม่ต้องสงสัย

    “อย่างน้อยก็เอาซาลาเปาไปด้วย เถ้าแก่เนี้ยเขาให้มาฟรี”

    มันมองถุงซาลาเปาในมือผมนิ่งๆ ครู่หนึ่งถึงหันไปคุ้ยถุงเซเว่นที่ฮุบไปจากผม แล้วยื่นพลาสเตอร์ยามาข้างหน้าแทน

    “แปะข้อเท้าให้หน่อย” นอกจากจะจงใจเมินคำพูดและของกินแล้ว ยังมีหน้าลงไปนั่งกระดิกเท้ารอบนชั้นวางรองเท้าแบบมีที่นั่งด้านบนตรงข้างประตูอีก

    ผมไม่ตอบ จงใจเมินมันคืนด้วยการตักโจ๊กเข้าปากโดยไม่หันไปมองบ้าง

    “แปะให้หน่อย” มันพูดซ้ำ

    “มือมีก็ทำเอง”

    มันเอามือซุกกระเป๋ากางเกงขาสั้น(ของผม)ที่เหมือนจะใส่ได้พอดีแล้วกระพริบตาปริบ “ไม่มีแล้ว”

    ให้ตายเถอะ

    “มึงอายุสามขวบเหรอ”

    “แปะให้หน่อย”

    ผมล่ะอยากจะตะโกนให้ลั่นห้อง… สุดท้ายก็ต้องจำใจลุกขึ้นมา ฉวยพลาสเตอร์จากมือมันแล้วนั่งลงบนพื้นตรงหน้าแทน ไม่งั้นมีหวังได้นั่งเถียงกันอยู่แบบนี้ไปทั้งวันแหง

    “ยื่นเท้ามา” ไม่ต้องมองหน้าก็รู้ว่ามันกำลังแสยะยิ้มอย่างชอบใจ

    ดูเหมือนว่ารอยแผลที่โดนข้อรองเท้าบาดจะเริ่มแห้งแล้ว แต่ถ้าปล่อยไว้แล้วโดนบาดซ้ำก็คงไม่ดี

    “อุปกรณ์ทำแผล” ผมแบมือ มันจ้องกลับนิ่งๆ

    “แปะๆ ไปเถอะ”

    “งั้นก็ทำเอง”

    “มันแห้งแล้ว”

    “มึงนี่มัน…” เถียงไปก็ไม่มีวันชนะ ผมเลยจำใจต้องแปะพลาสเตอร์ไปทั้งอย่างนั้น อย่างน้อยก็น่าจะพอช่วยให้ไม่โดนบาดอีกรอบ

    “แค่นี้ใช่ไหม” ผมเงยขึ้นไปมองหน้ามัน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ต้นคอขาว

    มันยกมือขึ้นมาปิดคอ จงใจเสหน้าหนี

    “ตามใจ” ผมเตรียมจะลุกกลับไปกินข้าวต่อ แต่กลับโดนรั้งแขนเอาไว้

    “ใส่ให้หน่อย” มันใช้เท้าเขี่ยผ้าใบสีขาวที่ยังไม่แห้งดีมาตรงหน้า

    หา!?

    “อย่าทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ สิ”

    “ตรรกะอะไรวะ”

    “ไหนๆ ก็ไหนๆ”

    “มึงคิดว่าตัวเองเป็นใคร ซินเดอเรลลาเรอะ”

    “ซินเดอเรลลาที่มีมึงเป็นเจ้าชายอะนะ? อี๋ ไม่ล่ะ”

    “ปากดี”

    “ชมกันด้วย ว้าว”

    ผมได้รู้สึกเหมือนยินเสียงเส้นเลือดแถวๆ ขมับเต้นตุบๆ ไอ้เวรนี่เป็นนักกวนประสาทของแท้

    “จะไม่ใส่ให้จริงๆ เหรอ”

    “ใส่เองสิวะ”

    “เอางั้นก็ได้” ปากว่างั้น แต่เท้ามันกลับเตะผ้าใบสีขาวไปอีกทาง จากนั้นก็ดึงประตูเปิดผางหน้าตาเฉย “ข้างนอกอาจจะมีเศษแก้วอยู่ก็ได้”


    แม่งงง…


    ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เอื้อมมือไปคว้ารองเท้าข้างซ้ายที่อยู่ใกล้มือที่สุดแล้วยื่นไปด้านหน้า หันปลายเท้าเข้าหาตัว

    มันแสยะยิ้มอย่างมีชัย ปิดประตู กลับมานั่งปุลงบนชั้นรองเท้าอย่างอารมณ์ดีจนออกนอกหน้า กระดิกเท้าไปมาอยู่อย่างนั้น

    “ตกลงว่ามึงจะใส่ไหม” ผมแบมือรอ จะได้จบๆ ไปเสียที

    มันยิ้ม ยกเท้าซ้ายขึ้นมาวางบนมือผม

    รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ทำไมผมจะต้องมาคอยประคมประหงมไอ้ลูกแมวนี่ด้วยวะเนี่ย...

    “ข้างขวา” ผมสั่งเสียงห้วน ถือรองเท้าอีกข้างรอในมือ ใครมาเห็นนี่คงโดนหัวเราะเยาะตาย

    หยกนั่งมองผมนิ่ง

    “อะไรอีก”

    อยู่ๆ มันก็ฉวยรองเท้าข้างนั้นไปจากมือผม โยนลงกับพื้นแล้วยัดเท้าใส่อย่างคล่องแคล่ว

    “โตแล้ว ใส่เองได้”

    ไอ้@#%$(^!!

    “ไปละ” พูดจบก็เปิดประตูออกไปจากห้อง ทิ้งให้ผมนั่งงงอยู่ตรงนั้นอยู่คนเดียว

    อะไรของมันวะเฮ้ย!?


    ผมกลับมานั่งซัดโจ๊กที่เหลือในชามจนหมด ดูแล้วคงต้องเก็บอีกถุงไว้อุ่นกินมื้ออื่น พอหยิบซาลาเปาขึ้นมาก็เห็นรอยฟันกัดตรงส่วนแป้งไปนิดหนึ่ง ไม่ถึงตัวไส้ด้วยซ้ำ

    ให้ตาย

    ยังไงก็ไม่เข้าใจมันเลยจริงๆ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in