WILD BRIGHT NEON NIGHT (K/DA Fanfiction)เพลิงRF
growl, growl, growl, growl (2 of 2)
  • เด็กนี่อยู่ไม่สุขเวลารู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตา จะด้วยความอึดอัด, สัญชาตญาณ หรืออะไรก็ตาม เป็นพฤติกรรมที่น่าเอ็นดูดี พอให้เธอเบาความหงุดหงิดจากการต้องมาคุยในห้องเล็กๆ แคบๆ นี่ไปได้นิดหน่อย



    ในโซลมีที่ให้นั่งคุยเป็นล้านๆ ที่ แต่อาคาลิเลือกจะเชิญให้เธอกับอาริมาคุยที่ห้องพักของตนเอง เรียกให้เป็นฝ่ายเข้าไปหาถึงถิ่น อาริบอกกับเธอตอนอยู่บนรถว่าไม่ได้บอกไปชัดเจนตอนว่าพวกเธอเป็นใคร ไม่มีแม้แต่ชื่อแนบไป จึงไม่น่าแปลกถ้าอาคาลิจะคิดว่าพวกเธอเป็นแค่ตัวแทนอีกซักกลุ่ม, จากค่ายเพลงอีกซักค่าย



    “เชิญนั่ง.. เอ่อ.. โทษที ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นคุณ.. โอ้ย น่าอายชิบ..” ได้ยินเสียงพูดผสมสบถใต้ลมหายใจคำแว่วมาจากเจ้าของห้อง, ลนลาน



    อาคาลิตัวจริงนั้น.. แตกต่าง เอฟเวอลินมีภาพของฮิปฮอปนินจาคนนั้นอยู่, เเรพเปอร์สาวที่กระดูกแข็งพอจะก้าวขึ้นชนกับผู้ชายตัวโตๆ บนสังเวียนที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ที่ของเธอ ความมั่นใจอยู่ในคำพูดและการขยับตัวจนแทบแผ่เป็นรังสี แต่ตอนนี้? เธอเห็นแค่เด็กที่กำลังลนลานโกยเสื้อผ้าขึ้นมาจากโซฟาแล้วโยนมันไปกองกันบนเตียง ปัดๆ ฝุ่นอย่างกับว่าจะทำให้โซฟานี่ดูดีขึ้นได้บ้าง ภาพที่เอฟเวอลินต้องกัดกระพุ้งแก้มเพื่อห้ามรอยยิ้ม นึกสงสัยว่าที่ผ่านมาพวกตัวแทนได้เจอแบบที่เธอเจอรึเปล่า? คงจะไม่ เพราะก่อนหน้า ทุกบริเวณที่นั่งได้มีข้าวของส่วนตัวของเจ้าของห้องวางทับเอาไว้เสียหมด เสื้อผ้า หมวก ชาม..บะหมี่? เด็กนี่คงจะปล่อยให้แขกต้องยืนเก้ๆ กังๆ หาที่นั่งให้ตัวเอง ขณะที่ตัวเองนั่งคุยนอนคุยตามใจชอบเหมือนราชา



    ที่แตกต่างก็คงตรงยัยคนที่ยิ้มระรื่นแล้วทิ้งตัวนั่งบนโซฟาอย่างไม่ถือสานั่น อาริไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวเองด้วยซ้ำ



    (และต้องยอมรับ สีหน้าตอนเปิดประตูออกมานั่นตลกเป็นบ้า)



    “เอาล่ะ อาคาลิ” อาริเกริ่นขึ้น เจ้าของชื่อเงยหน้าจากกระดาษเป็นตั้งในมือตามเสียง ก่อนจะวางมันลงกับพื้นข้างโต๊ะ นั่งขัดสมาธิตรงข้าม “เราจะไม่รบกวนเวลาเธอมาก เพราะงั้น เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า”



    เอฟเวอลินดันตัวจากการยืนพิงผนัง ก้าวตามมาพิงอยู่กับพนักโซฟาด้านหลัง ยืนค้ำหัวทุกคน อาคาลิตวัดสายตาขึ้นมามองเธอครู่หนึ่ง คิ้วขมวดแบบใช้ความคิด ไม่ได้เบิกตากว้างเท่าไข่ห่านเหมือนเมื่อครู่ แว่นกันแดดน่าจะใหญ่พอทำให้เธอแค่คลับคล้ายคลับคลากับใครซักคน แต่ไม่ทำให้นึกออก - นั่นดีแล้ว อาริก็เหลือบมองเธอนิดหน่อย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร หันไปยิ้มให้อาคาลิอีกครั้ง - รอบนี้อย่างเป็นการเป็นงาน



    มันเป็นบทสนทนาเกือบจะข้างเดียว เกี่ยวกับสัญญา, ข้อตกลง, ข้อมูล, ส่วนแบ่ง แผนการ ไล่ไปเถอะ– อาริเป็นฝ่ายพูดเสียส่วนใหญ่ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก มีแค่เด็กนั่นที่เงียบเกินไป ไม่ถามซักไซร้อะไรนัก จะบอกว่าไม่ใส่ใจก็ไม่ใช่ อาคาลิตั้งใจฟัง ไม่ได้วอกแวกหรือใจลอยไปไหน แค่.. ฟัง แต่ยังไม่สนใจมากพอ



    และถ้าเธอเห็น มันไม่มีทางที่อาริจะไม่สังเกต คิดไม่ทันไร ยัยจิ้งจอกก็ยกแก้วน้ำขึ้นจิบเป็นการพักจังหวะ ก่อนจะเอียงคอน้อยๆ รอยยิ้มยังประดับอยู่บนใบหน้า แต่ร่องรอยความขี้เล่นหายไปจากน้ำเสียง “..ไม่เหรอ?”



    คู่สนทนากะพริบตา สับสนเมื่ออยู่ๆ หัวข้อการสนทนาก็เปลี่ยนไป “ไม่? ไม่.. อะไรนะ?”



    “เธอน่ะ” อาริถามย้ำ จ้องตา “ไม่ได้สนใจ, ใช่ไหมล่ะ?”



    “ฉัน.. ไม่ได้พูดแบบนั้–”



    นั่นเรียกเสียงหัวเราะจากอาริได้ “หืม, แล้วสนใจเหรอจ้ะ?”



    อาคาลิเป็นฝ่ายเงียบ เสหน้าหลบสายตาไปก่อน ขยับมือไปมาอยู่บนตัก ไม่ยอมตอบชัดเจน แต่มุมปากกดลง ไม่ยิ้มอีกแล้ว เอฟเวอลินฮัมเบาๆ กับภาพที่เห็น ถูกดึงดูดให้โน้มตัวเข้าไปอีกนิด, นั่นไงเล่า ถูกต้อนเข้าหน่อยก็เริ่มมีการตอบสนอง, ถ้ายืนอยู่คงย่ำเท้าไปมาเป็นวง ถ้าเธอเป็นอาริล่ะก็



    เหมือนรู้ความคิด เพื่อนตัวดีเอนตัวมาทับมือของเธอเข้าเต็มๆ เอฟเวอลินชักมือหนี คิ้วขมวดอย่างขัดใจ เอนตัวกลับไปยืนเหมือนเดิม



    อาคาลิเลิกคิ้วใส่พวกเธอทั้งคู่ แต่ไม่ได้ถามอะไร ขยับตัวยุกยิกอยู่อีกพักหนึ่ง “คุณ… ไม่คิดเหรอว่าก่อนหน้านี้มันคนลองมาก่อน” เธอหยั่งขึ้นมา



    อาริเลิกคิ้ว “ลอง?”



    “ที่จะชวนฉันเข้าสังกัด เข้าวง อะไรเทือกนั้น”



    “อ้อ.. รู้สิ และรู้มาด้วยว่าเธอยังไม่เคยตกลงกับอะไรเลย”



    เเรพเปอร์ยกยิ้มมุมปากนิดๆ “โฮ่ เขาพูดกันแบบนั้นเหรอ? มิน่าหลังๆ น้อยลงไปเเยะ”



    ก่อนจะเงียบกันไปอีกครู่



    “มันดีไม่พอสำหรับเธอเหรอ?” อาริถาม ทำลายความเงียบนั่น “ฉัน.. คิดว่าที่อื่นอาจจะยื่นข้อเสนอที่ไม่ดีนัก สำหรับหน้าใหม่ทั้งหลายน่ะนะ สัญญาทาสต่างๆ บลาๆ แต่.. เราไม่ใช่แบบนั้น”



    “อ่า.. ก็จริง” หล่อนยอมรับ ถูมือไปมา “พวกคุณน่ะให้สัญญาที่ฟังดูดีที่สุดจริงๆ”



    “เพียงแต่ว่า..” เอฟเวอลินเปรยขึ้นมา



    อาคาลิเงยขึ้นมาอีกครั้งทันทีที่ได้ยินเสียง คิ้วขมวดมุ่นกว่าเก่า สีหน้าเหมือนกำลังนึก– “..แต่ว่า” แต่ก็ทำแค่พยักหน้ารับแกนๆ “ฉัน.. มีเป้าหมายอยู่แล้ว”



    อ้อ



    เอฟเวอลินลอบถอนหายใจเงียบๆ เก็บเอาประโยค ก็เท่านั้นแหละ ไว้ในคอ, หาเหตุผลต่อความหงุดหงิดในใจว่าเพราะนี่มันเป็นการเสียเวลาเปล่า และพวกเธอก็ต้องไปควานหาแรพเปอร์ที่เข้าท่าให้ได้เท่านี้ใหม่ – ไม่ง่ายนักหรอก เมื่อมาตรฐานของอาริสูงขึ้นทุกครั้งที่เธอได้สนทนากับคนที่น่าสนใจ และแม้แต่เธอเองยังนึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครที่เธออยากได้เท่ากับยัยเด็กนี่อีก



    แต่เป็นอาริที่ยังไม่ขยับลุกไปไหน เท้าคางมองอยู่แบบนั้น เหมือนกำลังรออะไรอยู่– ใช้สายตางัดเอาความจริงออกมา



    จนในที่สุด อาคาลิก็เปิดปากออกมาอีกครั้ง



    “ฉันมี.. เป้าหมาย ค่ายนั่น ตั้งใจว่าถ้าเป็นพวกเขามาชวนล่ะก็ ฉันจะไม่เล่นตัวหรือคัดค้านอะไรซักคำ ให้ไปเป็นเด็กฝึกก็ยอม” เจ้าของห้องห่อไหล่ลง ตัวเล็กลงไปอีกเมื่อมีท่าทีแบบนั้น ถอนหายใจ “..แต่พวกเขาไม่เคยมา”



    “กี่ปีแล้วที่คลิปนั่นดังไปทั่ว ฉันดีใจแทบตาย คิดว่านี่แหละโอกาส วันแล้ววันเล่า คนรู้จักฉันเยอะขึ้น แต่พวกเขาก็ยังไม่มา” คนพูดไหวไหล่ “ถึงจุดนึง ฉันก็เลย.. พอเหอะ เลิกบ้าซักที คงเหมือนที่ป๊าบอกจริงๆนั่นแหละ ก็แค่ความฝันโง่ๆ มันจะเอาไปเป็นอาชีพได้ยังไง”



    เสียงเธอสั่น, ยิ้มเธอล้า, นั่นเป็นของจริงไม่ผิดแน่



    ให้มองเร็วๆ พวกเธอคงจะเชื่อมันไปหมด แต่มันยังมีบางอย่างในน้ำเสียง ถ้าไม่ใช่เพราะไฟดวงเล็กๆ ที่ยังลุกโชนอยู่ในดวงตา, ในคำพูดที่เค้นออกมากว่าระดับปกติ ไม่, นั่นไม่ใช่ความเศร้า ห่างไกลออกไปมาก



    ตอนนั้นเองที่อาริเหลือบขึ้นมาสบตาเธอบ้าง - เรียกว่าแท็กมืออาจจะถูกกว่า ไม่มีความกังวลในแววตาซักนิด, เกือบจะเหมือนตั้งตารอดู เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าคิดจะโยนหน้าที่ให้กันเสียแล้ว



    เอฟเวอลินพรูลมหายใจ, คล้ายขบขำอะไรซักอย่าง แล้วจึงเปรยเสียงเบา แต่ชัดเจน “โกหก”



    “...หา?”



    เหมือนไม่ได้ยินเสียงท้วงห้วนสั้นเมื่อครู่ เอฟเวอลินพูดต่อ “ถ้าคิดแบบนั้นจริง ทำไมเธอยังอยู่ตรงนี้ล่ะ? วิ่งกลับบ้านไปไม่ดีกว่าเหรอ?”



    “ฉัน– จะมีหน้ากลับไปได้ยังไงถ้า–”



    เธอนึกขำ “ที่รัก, เธอจะโกหกคนที่เพิ่งจับเธอได้จริงๆ เหรอ? หืม?”



    นั่นได้ผล อาคาลิหรี่ตาอย่างไม่เป็นมิตร แต่เมื่อไม่มีอะไรแย้งกลับมา, เธอเลยพูดต่อ



    “เธอไม่ได้.. ท้อแท้ ความฝันยังอยู่ ไม่ได้พังทลายเเค่เพราะเขาไม่เลือกเธอ เธอไม่ได้อ่อนแอหรือยอมแพ้ง่ายขนาดนั้น” เธอมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้น อาคาลิไม่ใช่คนที่อ่านยากเลย แววตาพราวระยับเมื่อตื่นเต้น ไหววูบถ้าอึดอัดไม่สบายใจ ประกายในตาเองก็คงจะหม่นแสงอย่างน่าใจหาย, ถ้าเธอสิ้นหวังอย่างที่พูดมาจริง “เธอยังรอ, ยังมีความหวัง แต่ตอนนี้ก็หงุดหงิดเหลือเกิน หงุดหงิดที่พวกนั้นตาไม่มีแววพอจะเห็นเธอ, เห็นศักยภาพของเธอซักที”



    “แล้วพวกที่มาติดต่อ? อืม กับหน้าใหม่แบบนี้, แต่ละเจ้าก็คงไม่มีอนาคตซักเท่าไหร่ ให้ฉันทายนะ เขาอยากให้เธอไปเป็นศิลปินสาวสุดเซ็กซี่? อา หรือไปรับบทแรพเปอร์ในวงสาวๆ ซักวง? แล้วเธอก็ ‘ให้เป็นแบบนั้น ฉันยอมไปกระโดดตีลังกาข้างถนนต่อดีกว่า บาย’ – ไม่เลย จนถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่ทำให้เธอสนใจได้, แม้จะเป็นพวกเราก็ตาม” เอฟเวอลินส่งยิ้มหวาน “ฉันพูดผิดตรงไหนบ้างรึเปล่า?”



    คนฟังโคลงหัว ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่มองกลับชนิดไม่วางตา กิริยาที่แม้แต่อาริยังเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ เอฟเวอลินรู้ตอนนั้นเองว่าได้ความสนใจของเธอไว้แล้ว, จับจุดถูก เด็กนี่ไม่ใช่คนประเภทที่ผิดหวังแล้วจะยอมเลิกล้ม, ไม่หรอก, คนแบบนั้นอยู่ด้วยตัวเองมาขนาดนี้ไม่ได้แน่ เธอยังคงดิ้นรน กินมันเข้าไป, เปลี่ยนมันให้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่คำรามอยู่ในอก ใช้มันเพื่อขับเคลื่อนตัวไปข้างหน้า



    เอฟเวอลินคิดว่าเธอน่าจะจุดมันติดได้ไม่ยาก..



    “แต่มีบางอย่างที่เธอมองผิด, ที่รัก – เราเป็นศิลปินอิสระ เรารับปากได้เลยว่าจะไม่ล่ามโซ่ขังเธอไว้ในกรอบแบบนั้น, กลับกันด้วยซ้ำ ฉันกับอาริเชื่อว่าเรามีศักยภาพมากพอเชียวล่ะ” ยัยจิ้งจอกส่งเสียงอือฮึ พยักหน้าเสริมยิ้มๆ



    “..พอสำหรับ?” อาคาลิเอียงหัว



    “พอจะให้เธอขึ้นไปถึงจุดที่ต้องการ..” ปลายเสียงนั้นอ้อยอิ่ง เห็นเด็กนั่นเม้มปาก ร้อนรนได้แค่กับคำพูดเลยเหรอเนี่ย? เอฟเวอลินใจลอยไปนิด– ก่อนจะถูกเสียงกระแอ้มจากคุณลีดเดอร์เรียกกลับมา



    ..แค่ต้องโหมอีกนิด..



    “..แล้วทำให้พวกมันเจ็บใจ ที่ไม่คว้าเธอไว้แต่แรก”



    แล้วก็เงียบไปอีกครู่ใหญ่ ทั้งเธอและอาริ ปล่อยให้คนฟังได้ซึมซับและใคร่ครวญถึงคำสัญญานั่น ไม่นาน อาคาลิค่อยๆ ขยับยิ้ม, กว้างจนเห็นเขี้ยว ตาสีน้ำเงินระยับจนเกือบจะดูซุกซน นิ้วเริ่มขยับเคาะไปมากับขาตัวเอง เธอลากเสียงอืมยาวๆ “พวกคุณนี่.. ไม่น่าเบื่อเหมือนกลุ่มอื่นๆ แฮะ”



    “เราไม่” ไม่ถ่อมตัวเลยแม้แต่นิด, นั่นเอาไว้เวลาอื่น เอฟเวอลินหัวเราะในคอ นิ้วเกี่ยวเอาแว่นกันแดดออกจากใบหน้าแล้วสบตา เลิกความพยายามที่จะกลั้นยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเด็กนั่น อาคาลิเพียงแค่เลิกคิ้วก่อน– ตามด้วยเสียงสูดหายใจเฮือก ตาก็ค่อยๆ เบิกกว้าง– อ้าปากค้างไปตามลำดับ, ถ้าเธอมองไม่ผิด เหมือนจะหน้าแดงขึ้นมานิดๆ ด้วยซ้ำ “เอฟเวอลิน, ยินดีที่ได้ร่วมงานด้วย”



    อาคาลินิ่งไป.. พักหนึ่งเลย จนเธอเลิกคิ้วใส่ เอื้อมมือจะไปเชคแฮนด์ด้วย ถึงถอยกรูดไปแทบกลางห้อง ได้รีบตอบลิ้นแทบพันกัน “เดี๋ยว!เดี๋ยวทำไมถึงเป็นคุณได้แล้วฉันยังไม่ไ–”



    อาริหัวเราะกั่กๆ แทรกขึ้นมา ฟังดูสาแก่ใจเหลือเกิน “อะไร? เธอยังจะตอบว่าไม่เหรอ?”



    “...”



    “ฮื่อ ฉันก็ว่าแบบนั้นแหละ”


    ________

    เผื่อคุณสนใจ! นี่เป็นเวอร์ชั่นของเพื่อนเรา



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in