WILD BRIGHT NEON NIGHT (K/DA Fanfiction)เพลิงRF
growl, growl, growl, growl (1 of 2)
  • prompt: 

    ได้!





    ในตอนที่อาริส่งวิดีโอมาให้ เธอไม่ได้คาดหวังอะไรนักกับคลิปที่ชื่อว่า ‘ฮิพฮอพนินจาปล่อยของ!’ แม้ยอดวิวของมันจะน่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหนก็ตาม ลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ, มัวแต่รับมือกับความวุ่นวายในการจัดการประสานงานต่างๆ จนอาริจับได้ว่าเธอไม่ได้แตะมันเลยแล้วบังคับให้นั่งดูด้วยกันนั่นแหละ



    มันเป็นคลิปเมื่อเดือนก่อน ถูกถ่ายจากกล้องของโทรศัพท์มือถือ เสียงอึกทึกจากลำโพงผสมเสียงเชียร์เป็นระยะของกลุ่มคนผสมกันฟังแทบไม่ได้ศัพท์ บางช่วงภาพก็สั่นและขยับไปมาชวนรำคาญ ยังดีหน่อยที่มันชัดพอจะเห็นการกระทำของกลุ่มคนหนึ่งที่อยู่กลางวงล้อมได้พอประมาณ – คงจะเรียกว่าการแบทเทิล, ถ้าเธอฟังสิ่งที่พวกเขากำลังพูดรัวเร็วใส่กันไม่ผิด – ที่สะดุดตาที่สุดหนีไม่พ้นผู้หญิง- เด็กสาวคนเดียวที่ยืนอยู่ในกลุ่มนั้น ด้วยผมสีแปลกตาและการเคลื่อนไหวโลดโผน มันยากที่จะละสายตาไป



    ขณะที่อาริคอยออกความเห็นเจื้อยแจ้วถึงความสามารถในการแรพนั่น ถึงการออกเสียงที่ชัดเจนและเร็วอย่างน่าทึ่ง ชื่นชมวิธีที่’อาคาลิ’เฟ้นหาชุดคำออกมาเป็นประโยคที่สอดคล้องกันในเวลาแค่ชั่วจังหวะได้อย่างลื่นไหล ไปจนถึงการเต้นของเธอ เอฟเวอลินสังเกตอย่างอื่น



    บางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในคางที่เชิดสูง บางอย่างที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มถือดี, ในถ้อยคำก้าวร้าวดุดัน, ในท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่แสนมั่นใจนั่น บางอย่างที่เธอคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นในกระจก



    สัตว์ร้าย



    และตอนที่จังหวะดนตรีเร่งรัวเหมือนส่งเพลงเข้าสู่ช่วงไคลแม็กซ์, เอฟเวอลินฮัมในคอเมื่อยัยเด็กผมแดงนั่นก้าวเข้าประชิดตัวคู่แข่งชนิดแทบจะหายใจรด, ตาจ้องตา ปากยังแรพเป็นไฟ ท่าทีที่สนุกสนานเปลี่ยนเป็นแข็งขึง ทำบรรยากาศตึงเครียดก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง เธอมองภาพในจอตาไม่กะพริบ สีหน้าของทั้งคู่เหมือนกำลังจะลงไม้ลงมือได้ทุกวินาที อยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนเริ่ม ชายหนุ่มยังมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง, แต่อีกคนนี่สิ พร้อมยิ่งกว่าอะไร เเทบเห็นเจ้าสัตว์ร้ายนั่นแยกเขี้ยวและเกร็งตัว ขอแค่ประกายเล็กๆ เท่านั้น –



    ในจังหวะสุดท้าย เอฟเวอลินเห็นเธอเหยียดไมค์ในมือออกไปกระแทกอกของเขา เชิดคางขึ้นมอง, เปิดโอกาสให้สู้



    ตอนนั้นเองที่ชายคู่แข่งหลบตาวูบ, เอนตัวถอยออกมา



    ส่วนหล่อนก็เป็นฝ่ายกระชากตัวเองออกมาดื้อๆ ผายมือออก หัวเราะเสียงใสชวนให้ยิ้มตามมาทางกล้อง ปล่อยให้ฝูงคนตะโกนชื่อของผู้ชนะ, ชื่อของเธอ ซึ่งเจ้าตัวก็แค่หันไปทำไม้ทำมือเอาอีกๆ ใส่ผู้ชมอย่างชอบใจ, เรียกเสียงหัวเราะเเละเสียงเชียร์ให้ดังขึ้นอีก บรรยากาศอึดอัดหายไปในพริบตา



    เอฟเวอลินเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอกลั้นหายใจ



    “เธอดูจนจบ” เสียงของอาริลอยมาเข้าหู, ระริกระรี้, เมื่อเอฟเวอลินเหลือบตาไปก็สบกับตาสีทองที่จ้องอยู่ก่อน, คอยสังเกตตั้งเเต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ “นับเป็นสัญญาณที่ดีได้แล้วสิเนี่ย?”



    เอฟเวอลินหัวเราะในคอ, นึกย้อนไปถึงบทสนทนาเมื่อเดือนก่อน ตอนที่อาริออกปากเกริ่นเรื่องแรพเปอร์กับเธอ



    วงเราจำเป็นต้องมีแรพเปอร์, อีฟ ไม่ว่าเธอจะชอบหรือไม่ก็ตาม อาริบอกเธอแบบนั้น เห็นได้ชัดว่าตัดสินใจไว้แล้ว เป็นการกระทำที่ชวนให้หงุดหงิด ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เอฟเวอลินรู้อยู่แก่ใจ ยัยจิ้งจอกตัดสินใจได้ดีเสมอเมื่อมาถึงเรื่องของวง



    เอฟเวอลินเองก็อาจจะ..ไม่ได้เปิดใจให้กับความคิดนั้นนัก, เกือบจะอคติไปหน่อย, ทำไมจะไม่ทำแบบนั้นเล่า? แค่พวกเธอสองคนกับไคสะก็มีศักยภาพมากเกินพอแล้วด้วยซ้ำ แล้วจากประสบการณ์ การแรพไม่ใช่แนวดนตรีที่เธอโปรดปรานหรือถนัดจะใช้ ไหนจะเรื่องแรพเปอร์ที่เธอเคยทำงานด้วย ล้วนทำงานยากและมีความอยากเอาชนะที่ไม่ได้น้อยไปกว่าเธอเลย – นั่นหมายความว่าสูงมาก – แล้วทำไมเธอจะต้องรับเอาปัญหาประเภทนั้นมาให้วงด้วยล่ะ? อย่างกับทุกวันนี้ปัญหายังไม่มากพอ



    แต่เธอก็ไม่ได้มีปัญหากับมันเท่าที่คิด เพราะอาริแค่บอกว่าอยากได้แรพเปอร์  แต่มันไม่เหมือนกับตอนไคสะ, เธอยังไม่มีชื่อไหนที่เธอสนใจเป็นพิเศษ รายชื่อแรพเปอร์ที่ยินดีจะร่วมงานกับพวกเธอนั้นเยอะอย่างที่คิดไว้ ทั้งพวกหน้าใหม่ไฟแรงไปจนถึงระดับโลก แต่เมื่อดูแนวทางที่ไปด้วยกันไม่ได้ เมื่ออาริรู้ว่าหลายคนควรจะเลี่ยง, เอฟเวอลินไม่ชอบขี้หน้าหลายคน และไคสะก็เคยมีประสบการณ์ไม่ดีมากับหลายคน ตำแหน่งนั้นเลยยังคงว่างเปล่า, จนถึงตอนนี้



    ถ้าเป็นเด็กนี่.. เธอมีบางอย่างแตกต่างออกไป, บางอย่างที่น่าสนใจ มาก



    “เป็นเด็กที่มีความสามารถดี” เธอยอมรับ ภาพในวิดีโอเปลี่ยนเป็นการแปะมือชกกำปั้นของทั้งคู่แทน เมื่อโชว์จบแล้วก็เลื่อนมือถือกลับไป “แต่ถ้าเธอต้องใช้ข้อมูลมากกว่านี้ถ้าคิดจะกล่อมฉัน”



    อาริยิ้มกว้าง, ชอบใจกับคำตอบ “ฉันก็ว่าแบบนั้น” ก่อนจะกดเลื่อนไปที่แอพอื่นๆ เห็นได้ชัดว่าเตรียมพร้อมมาดี เอฟเวอลินรับกลับมาดูโดยไม่อิดออด ส่วนใหญ่แล้วเป็นรูปของเด็กสาวผมแดงกระเซิงคนนั้นในมุมที่ชัดขึ้น ทั้งภาพซูมใบหน้าและภาพที่เห็นทั้งตัว, รูปตอนเธอกำลังแสดงอยู่ข้างทาง ไปจนถึงใต้แสงสีวูบวาบบนเวทีการแข่งขัน (ที่เล็ก และโทรม) มันชัดกว่าในวิดีโอนั่นมาก เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าตาของหล่อนเป็นสีน้ำเงิน, วาววับล้อกับแสงไฟ เฉดที่ชวนมองไม่เบา



    “อาคาลิ– ถูกเรียกหลายชื่อ แต่รู้จักมากที่สุดในชื่อฮิปฮอปนินจา ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน, ไม่มีข้อมูลเธอช่วงเริ่มต้น เลย รู้แค่แสดงข้างถนนมาก่อน แล้วไปโผล่ในสังเวียนแรพใต้ดินเมื่อหลายปีก่อน, ตบแชมป์เก่าซะไปไม่เป็น ตอนนั้นแหละถึงดังขึ้นมา เริ่มมีแฟนๆ กับเขาบ้าง”



    เธอผงกหัว รออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงละสายตาจากรูปเมื่ออาริไม่พูดต่อ “..อะไร มีแค่นี้เหรอ? นั่นแทบไม่บอกอะไรเลยนะ”



    “ก็แค่นี้แหละ” คนตอบยักไหล่เหมือนจะพูดว่าก็นะ “มันแปลว่าเด็กนี่ใหม่จนเรียกว่าสด ไม่มีข้อมูล, ไม่มีประวัติเสียๆ หายๆ ไม่เคยทำงานสังกัดใคร, นอกจากที่แสดงข้างถนนกับในรายการนั่นก็ไม่มีผลงานอื่น”



    “และไม่มีประสบการณ์” เอฟเวอลินแย้ง “แปลกจริง แล้วยังรอดมาร้องเพลงข้างทางแบบนี้ได้? มีฝีมือแบบนี้น่าจะโดนค่ายเพลงรุมทึ้งไปแล้วแท้ๆ”



    นั่นเรียกเสียงหัวเราะจากว่าที่หัวหน้าวง “อาจจะเหมือนกับเธอก็ได้” เธอเลิกคิ้วกลับ, เรียกร้องคำอธิบาย อาริอมยิ้มขำ “พวกชอบพึ่งตัวเอง ดีลไม่เข้าตาก็ไม่เอาลูกเดียว ไม่ก็.. มีแนวโน้มจะเป็นตัวปัญหาเกินไป”



    น่าสนใจขึ้นไปอีก



    “แล้วฉันก็คิดว่ามันคงดี.. ถ้าเรามีคนมาช่วยเรื่องเนื้อร้องกับจังหวะซักหน่อย” อาริเสริม



    นั่น, เอฟเวอลินเข้าใจได้ อาริเป็นนักร้อง, ไม่ใช่นักแต่งเพลง และถึงตัวเธอจะแต่งได้ แนวทางเพลงของเธอส่วนใหญ่นั้นกลับ.. ไม่ค่อยเหมาะ ที่จะนำมาเป็นเพลงเร็ว หรือเข้ากับภาพลักษณ์ของวงมากนัก ปัญหาแค่นี้ก็ทำให้เพลงแรกของพวกเธอชะงักมาพักใหญ่แล้ว ไม่ต้องพูดไปถึงเรื่องอื่นเลย การได้อาคาลิ – แรพเปอร์ที่ดูจะคิดท่อนเเรพได้เร็วกว่าจังหวะการเคาะนิ้ว – มาช่วย ก็ฟังดูเป็นไอเดียที่น่าลอง, เสี่ยง แต่ก็น่าลอง



    เธอถอนหายใจ, หวังว่าอาริจะตัดสินใจไม่ผิด “เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้เปิดใจง่ายๆ ปรึกษาไปก็เท่านั้น ทำอย่างที่วางแผนไว้เถอะ”



    อาริยิ้มกว้าง “ไว้ใจฉันซี่ ตอนไคสะก็แบบนี้ไม่ใช่เหรอ นั่นเป็นการตัดสินใจผิดรึเปล่าล่ะ?”



    “ฉันไว้ใจเธอ แล้วไคสะก็มีรางวัลการันตีฝีมือเป็นกอง แต่กับเด็กที่เราไม่รู้อะไรเลยนั่น?” เอฟเวอลินส่ายหน้า “ยังไงก็ต้องไปลองคุยกันต่อหน้าก่อน ฝีมือดีแต่อยู่ด้วยไม่ได้ก็ไม่รู้จะเอามาทำไม”



    “คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ นัดไว้แล้วล่ะ, อาทิตย์หน้า เดี๋ยวถ้ายังไงฉันค่อยมาบอก ไคสะต้องรักเธอแ–”



    “ฉันจะไปด้วย”



    คราวนี้อาริชะงักกลางประโยค แล้วค่อยขมวดคิ้ว สายตาบ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยสุดใจ “เธอ.. นั่น– จะทำให้เรื่องมันยากขึ้น” น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนกำลังปรามมากกว่าออกความเห็น เอาจริงๆ คือมันฟังดูเหมือน-คิดจะทำอะไรยะ-ซะมากกว่า



    เอฟเวอลินยกยิ้ม ไม่ได้ถือสาอะไร, จะทำอย่างไรได้เมื่อการปรากฎตัวของคุณให้ผลเท่ากับการข่มขวัญ – ใช่ว่าเธอจะรังเกียจมันนัก สนุกด้วยซ้ำที่ได้เห็นผู้คนออกอาการกระสับกระส่ายแค่เพราะมีเธอนั่งอยู่ในห้อง – แต่นั่นก็ทำให้เธอไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ เมื่อมาถึงเรื่องของการเจรจาเกลี้ยกล่อม



    “ฉันไม่ทำพังหรอกน่า” เอฟเวอลินว่า, ก่อนจะหยอกด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “ไม่ไว้ใจฉันเลยเหรอฟ็อกซ์? เจ็บจัง”



    อาริกลอกตาใส่วงใหญ่ ไม่เล่นตามเกม “ประทานโทษแล้วกัน แต่ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเธอจะไม่ทำเขากลัวจนหนีไปน่ะ?”



    เอฟเวอลินหลุดหัวเราะเบาๆ ถ้ากลัวเป็นกับเขาด้วยน่ะนะ..



    “ก็เป็นไปได้” เธอฮัม ปรายตากลับไปที่รูปนั่น สบกับตาสีน้ำเงินที่จ้องเธอกลับมาอย่างท้าทาย “แต่ที่รัก, ต่อให้ฉันทำเธอกลัวขึ้นมาจริงๆ ฉันว่าเด็กนี่ก็ไม่ใช่ประเภทที่จะหนีหรอกนะ”




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in