#ficohayoxjo1ohayogozaimasx
#11 These days, you made me realize how warm it is
  • #ficohayoxjo1
    #11 These days, you made me realize how warm it is
    pairing : Kawanishi Takumi x Kono Junki
    note : please read #9, #10 before read this 



    bgm : ธันวาคม // zweed n' roll



    อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว เสียงประกาศในโทรทัศน์ประกาศว่าประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ


    นับจากฤดูหนาวในวันนั้นก็ผ่านมาร่วมสองเดือนแล้ว อากาศที่อุ่นขึ้นไม่ได้ทำให้ผมลืมเลือนเรื่องในคืนนั้นได้เลยสักนิด ผมมองไอความเย็นที่ลอยขึ้นไปบนอากาศจากลมหายใจของตัวเอง หลังเลิกงานวันนี้ก็มีนัดกับเพื่อนสนิท ทำเอาลอบถอนหายใจออกมา คงโดนบ่นเรื่องเดิม ๆ อีกอย่างเคย


    "ยังไม่ไปคืนดีกับทาคุมิอีกเหรอ?"


    นั่นเป็นคำทักทายแทนคำว่า สวัสดี ของเขาไปแล้ว


    "เคย์โกะ คือมันไม่ทันแล้ว"


    "ฉันก็ไม่อยากจะพูดช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรอกนะเพราะนายสองคนก็เป็นเพื่อนฉัน"


    เคย์โกะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกกาแฟร้อนในแก้วขึ้นดื่มแล้วมองมาที่ผมที่นั่งก้มหน้าด้วยสายตาตำหนิ เขาเป็นเพื่อนของทาคุมิและก็เป็นเพื่อนของผมด้วย เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคนกลาง


    จะว่าคนกลางก็ไม่เชิงเพราะทาคุมิไม่ค่อยจะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ รวมถึงตัวผมเองด้วย ผมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย


    "จุนกิ นายน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดนะว่าทาคุมิมันเป็นคนไม่พูด ปากหนักยิ่งกว่าอะไร"


    ใช่ ผมรู้ดีที่สุดว่าเขาเป็นคนแบบนั้น


    "นายก็น่าจะรู้นะว่าที่ปฏิเสธไปมันคือความกล้าทั้งชีวิตของไอผู้ชายพูดน้อยคนนั้นเลยนะ"


    ผมนั่งก้มหน้ามองแก้วกาแฟในมือแล้วไม่ตอบอะไรกลับไปเพราะนั่นก็เป็นสิ่งที่ผมรู้อยู่ทั้งใจ ผมรู้ตั้งแต่วินาทีที่เขาพูดคำว่าขอโทษออกมา ทาคุมิไม่เคยพูดอะไรออกมาเยอะขนาดนั้น เขาใช้ความกล้ามากแค่ไหน ผมควรจะรู้ดีที่สุดแท้ ๆ


    แต่ก็ปฏิเสธมันไป 


    เช้าวันนั้นตื่นมาเห็นเขาที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ ก็ทำเอาน้ำตาไหลออกมาจนต้องรีบหนีออกมาจากโรงแรมโดยไม่กล่าวคำอำลาใด ๆ ผมมันเป็นคนขี้ขลาดยิ่งกว่าเขาเสียอีก


    ไม่ว่าจะในวันนั้นหรือวันที่เลิกกัน ผมก็ไม่ได้พูดคำว่าลาก่อนออกไปเลยสักครั้ง


    "แล้วจะให้ฉันทำยังไง..."


    "ไม่รู้หรอก แต่การที่ยังนั่งเศร้าอยู่แบบนี้ก็แปลว่านายอยากทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือไง?"


    "แต่การดูหนังเรื่องเดิมมันก็จบแบบเดิมรึเปล่า?"


    "ทาคุมิมันเป็นคนนะ มันไม่ใช่แผ่นหนัง มันเปลี่ยนไปได้"


    ผมไม่ตอบอะไรกลับไปแล้วเผลอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแรงจนมีเลือดซิบออกมานิดหน่อย คงเป็นเพราะอากาศที่หนาวเย็นก่อนหน้านี้ทำให้ปากแห้งอยู่ก่อนแล้วด้วย 


    "รีบไปสะสางให้เสร็จก่อนฤดูใบไม้ผลิไป"


    "ฤดูใบไม้ผลิมันทำไม?"


    "อากาศมันก็จะไม่หนาวแล้วไง"


    "ล้อเลียนเหรอ"


    เคย์โกะทำเพียงหัวเราะออกมา ผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเขาต้องให้ไปสะสางเรื่องก่อนถึงฤดูใบไม้ผลิ แต่คงจะมีอะไรสักอย่างที่รู้กันแค่สองคนล่ะมั้ง สองคนนี้สนิทกันจะตาย ถึงจะบอกว่าทาคุมิไม่ค่อยได้พูดเรื่องความรักให้ฟังแต่เรื่องอื่น ๆ ก็คงคุยกันนั่นแหละ


    "วันนี้หมอนั่นกลับห้องนะ"


    "นายแอบกิ๊กกันรึเปล่าเนี่ย?"


    "ขอร้องเถอะ ต่อให้โลกแตกฉันก็ไม่มีวันเป็นมากกว่าเพื่อนกับหมอนั่น"


    พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะอาเจียนออกมา ผมก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ วันนี้งั้นเหรอ ยังไม่ทันได้ทำใจเลย แต่ดูท่าทางเคย์โกะเร่งเร้าให้ไปหา มีอะไรรึเปล่านะ 


    ถ้าไม่มาหามันคงจะคาใจ ตอนนี้เวลาสามทุ่มแล้ว ผมหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของเรา ไม่สิ หน้าห้องของเขา แล้วชั่งใจกับการกดกริ่งหน้าประตูที่ปกติทำเพียงแค่เดินมาแล้วไขกุญแจเข้าไปได้เลย


    จริง ๆ ก็ยังไม่ได้คืนกุญแจกลับไป แถมเอามาด้วย แต่ก็ไม่อยากถือวิสาสะเข้าห้องที่ในตอนนี้เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วหรอกนะ


    "มาดูห้องเหรอคะ?"


    คนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ดูแลอพาร์ตเม้นต์คนใหม่ทักขึ้น ผมมองเธอกลับไปด้วยสายตางุนงง ดูห้อง?


    "เจ้าของห้องเพิ่งประกาศขายไปไม่นานนี้เองค่ะเลยนึกว่าคุณจะมาดูห้อง"


    ประโยคสั้น ๆ นั้นทำเอาผมแทบล้มทั้งยืน รู้สึกได้ถึงอากาศหนาวเย็นด้านนอกที่พัดผ่านผิวหนังไปมันซึมลึกเข้าไปถึงด้านใน ผมทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธเธอและยิ้มตอบกลับไป ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่มีแรงแม้แต่จะยื่นมือออกไปกดกริ่งเลยก็ตาม


    ขายห้องงั้นเหรอ?


    ภาพความทรงจำตอนวันแรกที่เราสองคนตัดสินใจเข้ามาอยู่ด้วยกัน เลือกซื้อห้องด้วยกัน ยืนเถียงกันเรื่องสีวอลเปเปอร์ รวมไปถึงตอนเดินเลือกเฟอร์นิเจอร์วนกลับเข้ามาราวกับมีแผ่นหนังฉายซ้ำในหัวของผมซ้ำไปซ้ำมา เสียงหัวเราะของเราสองคนในวันนั้นดังก้องอยู่ในหัวจนรู้สึกทรมานไปหมด


    กลับดีไหมนะ?


    พอจะถอดใจแล้วเลี้ยวกลับไปก็เจออีกฝ่ายที่ใส่ชุดทำงานเดินถือกุญแจมากำลังจะกลับเข้าห้องพอดี สีหน้าของเขาตกใจและซีดราวกับเห็นผี แต่ผมเองก็คงไม่ต่างกัน


    "จุนกิ?"


    "ว่าไง..."


    ผมยกมือขึ้นทักทายเขาโดยพยายามข่มเสียงตัวเองไม่ให้สั่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้ง ๆ ที่ในตอนนี้แค่ลมที่พัดผ่านในฤดูหนาวหน้าห้องก็ทำเอาผมแทบจะน้ำตาไหลออกมาแล้ว


    "พี่มารอนานรึยัง?"


    "ไม่หรอก เพิ่งมาเมื่อกี้เอง..."


    พอเดินเข้ามาในห้องที่ตอนนี้ข้าวของเริ่มถูกเก็บไปบ้างแล้ว จากวันที่ผมเก็บของออกไปก็รู้สึกว่าห้องนี้ดูกว้างขึ้นมาก แต่พอทาคุมิเก็บของตัวเองเหมือนกันมันยิ่งดูกว้างขึ้นไปอีก 


    กว้างและว่างเปล่า


    ทาคุมิยื่นชาร้อนมาให้เพราะผมบอกเขาว่าเพิ่งไปดื่มกาแฟร้อนกับเคย์โกะมา ถึงจะแค่รินชาใส่ถุงชาปกติก็เถอะแต่ผมคิดถึงชาร้อนฝีมือเขาชะมัด ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ชงดื่มเองมันก็ไม่เหมือนกัน


    ราวกับความอบอุ่นจากถ้วยชาทำเอาน้ำตาจะไหลออกมาเสียดื้อ ๆ


    "นายจะขายห้องนี้ทิ้งเหรอ..."


    ผมรวบรวมความกล้าแล้วตัดสินใจถามเขาที่ยังคงเดินอยู่ในครัวออกไป ทาคุมิหยุดมือที่จัดข้าวของอยู่แล้วไม่ตอบอะไรกลับมา พอหันไปมองก็เห็นว่าอีกฝ่ายยืนก้มหน้านิ่ง ๆ อยู่


    "อืม"


    เขาตอบกลับมาแค่นั้น


    "งั้นเหรอ"


    ผมหันกลับมาจิบชาร้อนในมือเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำอะไรหรือควรจะรู้สึกยังไง การที่เขาจะขายห้องนี้มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ผมก็มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกเสียใจรึเปล่านะ


    "ผมจะไม่อยู่แล้ว คือผมหมายถึง จะไม่ได้อยู่ญี่ปุ่นแล้วน่ะ"


    พอเขาพูดจบผมก็เผลอทำแก้วชาตกจากมือลงพื้นอย่างแรง มันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ผมหันไปขอโทษเขาแก้วเก็บเศษแก้วขึ้นมาทีละชิ้น โดยที่มือของตัวเองก็โดนบาดไปบ้าง แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกอะไรที่ฝ่ามือเลยแม้แต่น้อย


    "บริษัทเขาจะให้ไปทำงานที่อเมริกาน่ะ"


    นั่นมันความฝันสูงสุดของคนบ้างานแบบเขาเลยไม่ใช่หรือไง ตอนเราคบกันเขาก็เอาแต่พูดตลอดว่าอยากจะตั้งใจทำงานให้ได้ตำแหน่งดี ๆ แล้วในอนาคตเราจะได้ใช้ชีวิตสบาย ๆ ด้วยกัน หรือถ้าได้ไปต่างประเทศเขาก็จะพาผมไปด้วย



    ถึงในตอนนี้ในอนาคตเพ้อฝันนั่นจะไม่มีคำว่าเราอยู่ด้วยกันแล้วก็ตาม


    "แล้วพี่มาถึงนี่มีธุระอะไรเหรอ?"



    ถ้าตอนนี้ผมพูดจาเอาแต่ใจอย่าง ผมเองก็คิดถึงเขาเหมือนกัน ตอนเช้าที่ไม่มีเขาก็ทำเอาผมสติแตก ผมไม่เคยนอนหลับเลยสักคืนตั้งแต่ย้ายออกมา เขาไม่ใช่แฟนที่เฮงซวยหรอกนะ โอเค นายมันบ้างานก็จริง แต่ถ้าเราหาตรงกลางได้เจอจะทำให้ระหว่างเราดีขึ้นไหมนะ และสิ่งที่ที่ผมควรจะพูดออกไปในคืนนั้นมากที่สุด...


    ฉันเองก็ยังรักนายเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้นายกลับมา ขอโทษที่บอกว่านายเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอกนะ ฉันก็แค่ขี้ขลาดเองที่ไม่กล้าฟังมัน ขี้ขลาดแม้กระทั่งจะพูดคำว่าลาก่อนด้วยซ้ำ


    คำพูดเหล่านั้นที่ติดอยู่ในใจของผมตลอดมา ถ้าพูดออกไปในตอนนี้จะเป็นการไปฉุดรั้งเขารึเปล่านะ ภาพเศษแก้วตรงหน้าเริ่มเบลอเพราะม่านน้ำตา แต่ผมก็ยังคงพยายามก้มหน้าเก็บมันทีละชิ้น ๆ 


    "ฉันแค่แวะมาเอาของน่ะ"


    ในวันนี้ผมก็ยังคงเป็นคนขี้ขลาดเหมือนในคืนนั้น


    "แล้วพี่จะร้องไห้ทำไม?"


    เป็นเพราะกำลังเหม่อลอยจมอยู่ในความรู้สึกของตัวเอง ผมไม่ทันรู้สึกตัวเลยว่าเขาเอื้อมมือมาช่วยผมเก็บเศษแก้วตั้งแต่เมื่อไหร่ ทาคุมิยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าของผมออก นั่นมันยิ่งทำให้น้ำตาไหลลงมาเต็มใบหน้าของผมอย่างหยุดไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม


    ผมร้องไห้ต่อหน้าเขาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ 


    แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย ทำเพียงร้องไห้ออกมาเท่านั้น ผมไม่รู้จะรับมือยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้าหรือความรู้สึกในตอนนี้ ทำได้เพียงร้องไห้ออกมาต่อหน้าเขาเท่านั้น 


    ทาคุมิไม่พูดอะไรกลับมาแต่เขารับเศษแก้วจากมือของผมเอาไปทิ้งแล้วเดินไปหยิบแอลกอฮอล์มาเช็ดแผลที่โดนแก้วบาดตามมือให้เงียบ ๆ ผมไม่ได้สะบัดหนีแต่อย่างใด ปล่อยให้เขาทำแผลให้อย่างว่าง่าย


    ผมเป็นคนซุ่มซ่าม มักจะได้แผลมาบ่อย ๆ ตอนทำอาหาร ทาคุมิก็จะทำแบบนี้ทุกครั้ง ไม่พูดอะไร ไม่เคยต่อว่าแล้วเดินเข้ามาทำแผลให้เงียบ ๆ ตลอด 


    มือที่ปกติเย็นเฉียบของเขาจะอบอุ่นขึ้นมาเวลาที่ทำแบบนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดเลย ทาคุมิมักจะถามว่าทั้ง ๆ ที่เจ็บมืออยู่แท้ ๆ ทำไมถึงยิ้มออกมาล่ะ แต่ผมก็ไม่กล้าบอกหรอกว่าเป็นเพราะเขาที่จับมือผมอยู่ต่างหาก


    จนในวันนี้ที่เราเลิกกันไปแล้ว มือของเขาที่จับอยู่ในตอนนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นจนหยุดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ได้


    "เสร็จแล้ว"


    ทาคุมิพูดขึ้นเบา ๆ หลังแปะพลาสเตอร์ยาเสร็จและกำลังจะปล่อยมือ ผมกลับคว้ามือเขาเอาไว้แน่น ทาคุมิไม่ได้สะบัดออกแต่ทำเพียงมองผมด้วยความสงสัยเท่านั้น


    "อย่าเพิ่งปล่อยมือได้ไหม?"


    เป็นคำถามที่โง่ที่สุดที่หลุดออกไปจากปากผมในวันนี้เลย ทาคุมิไม่ได้ต่อว่าหรือถือสาอะไรมัน เขาทำเพียงนั่งขัดสมาธิตรงหน้าผมแล้วจับมือผมเอาไว้เบา ๆ เพราะกลัวว่าจะทำให้เจ็บแผลมากกว่าเดิม นิ้วโป้งที่สากเล็กน้อยจากการทำงานของเขาลูบมือผมเบา ๆ ราวกับเป็นการปลอบโยน


    พอเงยหน้าขึ้นมองว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ก็เห็นว่าทาคุมิหันหน้าหนีไปอีกทางแต่ก็ยังเห็นอย่างชัดเจนว่าใบหน้าด้านข้างของเขามีน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มเต็มไปหมด แถมเขายังเช็ดมันออกไม่ได้เพราะมือทั้งสองข้างที่จับมือผมเอาไว้ไม่ปล่อย


    เราสองคนนั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้ากันโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำอยู่พักใหญ่


    หลังจากเราทั้งคู่ร้องจนน้ำตาหยุดไหลทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาบนใบหน้า ผมตัดสินใจพูดทำลายความเงียบนี้ลง


    "ดีใจด้วยนะเรื่องอเมริกา..."


    พูดออกไปโดยเสียงไม่สั่นได้แล้ว รู้สึกภูมิใจกับตัวเองขึ้นมานิดหน่อย ผมปล่อยมือเขาออกแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนโซฟา


    "ฉันกลับแล้ว เดี๋ยวรถไฟเที่ยวสุดท้ายจะหมดเอา"


    "พี่ไม่ค้างเหรอ?"


    "ไม่ล่ะ"


    มันจะทำใจลำบากกว่าเดิมเปล่า ๆ ผมคงเผลอพูดจาโง่ ๆ เพื่อรั้งไม่ให้เขาไปอเมริกาแน่ ๆ ผมทำแบบนั้นไม่ได้


    "จุนกิ"


    ทาคุมิลุกขึ้นตามผมขึ้นมาแล้วยืนมองหน้าผมราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ครั้งนี้ผมไม่ได้เดินหนีไปแต่ยืนรอคำพูดของเขาเงียบ ๆ เท่านั้น


    "ขอกอดสักครั้งก่อนไปได้ไหม?"


    คำขอของเขาทำเอาผมแทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเหมือนไม่เหลือน้ำตาแล้วก็ตาม ผมไม่ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงพยักหน้าเท่านั้น ทาคุมิก็รีบวิ่งเข้ามากอดผมที่ยืนอยู่ทันที


    ใบหน้าของเขาที่ซุกอยู่ที่ไหล่ของผมทำเอาเสื้อเปียกชื้นขึ้นมานิดหน่อยเพราะน้ำตา ผมไม่ได้กอดตอบเขากลับไปเพราะกลัวว่าตัวเองจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง


    กอดของเขาอบอุ่นขนาดนี้เลยเหรอ ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกแบบนี้มันเมื่อไหร่กันนะ


    "ผมขอโทษ..."



    เขาพูดออกมาเบา ๆ ผมไม่ได้ถามกลับไปว่าเขาขอโทษเรื่องอะไร ไม่ว่าจะพูดอะไรตอนนี้มันก็คงไร้ประโยชน์ เราไม่อาจย้อนเวลาเก่า ๆ เหล่านั้นกลับคืนมาได้แล้ว


    "ฉันเองก็ขอโทษเหมือนกัน..."


    ผมขอโทษเขาเรื่องอะไรกันนะ


    เรื่องที่สุดท้ายแล้วก็ไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองล่ะมั้ง


    "งั้นฉันไปแล้วนะ"


    "อืม ลาก่อนนะ"


    "ลาก่อน"


    หลังจากเอ่ยคำว่าลาก่อนที่ค้างคาอยู่ในใจมาตลอดออกไป ผมก็เดินออกไปจากห้องนั้น เสียงปิดประตูที่รู้สึกว่ามันหนักอึ้งกว่าทุกวัน ผมแทบจะล้มลงทั้งยืน อากาศข้างนอกตอนกลางคืนหนาวเย็นเสียจนรู้สึกเจ็บที่ผิวหนังไปหมด จนทำเอาน้ำตาจะไหลลงมาอีกครั้ง


    แต่นี่คงเป็นปีแรกที่ผมไม่อยากให้ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ฤดูใบไม้ผลิที่ห้องนี้จะกลายเป็นห้องที่โล่งว่าง ฤดูใบไม้ผลิที่ไม่มีทาคุมิอยู่ในห้องนี้ ฤดูใบไม้ผลิที่ไม่มีเราอีกแล้ว



    //

    หมดแล้วค่ะ หมายถึงที่เขียนดองไว้ซีรี่ส์นี้หมดแล้ว (คนบอกว่าพอเถอะ ถ้าจะเขียนต่อแล้วขยี้ไม่หยุดแบบนี้) ตอนนี้เป็นตอนที่เขียนยากสุดเลยค่ะ เพราะรู้สึก (คิดไปเอง) ว่ามันเศร้ามาก ฮา #ficohayoxjo1
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in