Janie is not so welljanieishappy
ตอนที่ 6
  • เช้าวันต่อมา หลังจากที่บอกเลิกกับหมอออโธมายังไม่ทันจะครบ 24 ชั่วโมง ขณะที่นั่งพิมพ์งานอยู่ แค่เราเอื้อมตัวจากหน้าคอมไปหยิบที่เย็บกระดาษโต๊ะข้างๆ แค่นั้น อยู่ๆ มันก็ปวดหลังจี๊ดขึ้นมาตรงจุดๆ เดิมที่เคยปวด หน้าหมอออโธนี่ลอยมาหลอกหลอนในหัวทันที ...  เจนคิดถึงหมอเหลือเกินค่ะ เจนไม่เคยคิดถึงผู้ชายคนไหนมากขนาดนี้เลยค่ะหมอ ฮือ

    แม้ว่าหลังเรามันจะเรียกร้องอยากกลับไปหาหมอมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่อาการทางจิตเราก็ยังคงปกติอยู่ เพราะหมอสั่งให้เอายาที่เหลือมาหักกินวันละครึ่งเม็ดเพื่อป้องกันอาการบ้าหลังการเลิกยา เออ ตลกดี ก็มียาเหลือพอจะกินได้อาทิตย์นึง เราก็เลยยังแฮปปี้ดี๊ด๊าอยู่ช่วงนั้น แต่พออาทิตย์ต่อๆ มาเนี่ยสิ ทุกอย่างมันก็เริ่มแย่ลงๆ หลังเราก็ดูจะไม่โอเคมากขึ้นเรื่ิิอยๆ ปวดหลังในระดับที่ celebrex 200 mg ที่เรามีมันเอาไม่อยู่ คือกินยาแล้วอาการปวดแทบไม่ลดลงเลย จะบอกไม่ลดเลยก็ไม่ใช่ มันลดแหละ แต่มันไม่หายไปเลยเหมือนแต่ก่อน ใจนึงก็อยากจะเพิ่มโดสเองเป็น 400 mg แต่ทุกคนก็ด่าว่าควรหาหมอให้หมอเพิ่มให้ ไม่ใช่มาเพิ่มโดสเอง ก็เลยเดือดร้อนตัวเองต้องไปตามง้อหมอออโธใหม่ หลังจากที่จากนางไปได้แค่ 3 อาทิตย์ รู้สึกพ่ายแพ้สุดอะไรสุด

    ไปหาหมอ สิ่งแรกที่พยาบาลพูดกะเราคือ 'อ้าว มาทำไม คิดถึงหมอหรอคะ' แหม คิดถึงสิ คิดถึงมากกกกกกเลย คิดถึงทุกวัน พอเจอหน้าหมอ หมอก็ขยี้ซ้ำด้วยการถามว่า 'มาทำไมอีก หายแล้วไม่ใช่หรอ' เออ เอาเข้าไป ตอกย้ำกันเข้าไป เออ ชั้นแพ้ ชั้นมันอ่อนแอ ฆ่าชั้นเลยค่ะ ฆ่าชั้นเลยยยยย

    ประเด็นหลักที่คุยกันในวันนั้นคือเรื่องผ่าตัด เรางอแงอยากผ่าตัด เราบอกหมอว่าเราเบื่อ เราทรมาน นู่นนี่นั่น มีทางเลือกอื่นไม๊นอกจากกินยา จำได้ว่าตอนนั้นกินยาเยอะมากเพราะมันปวดมากแล้ว celebrex ก็ไม่ได้ผล (เพราะเราเป็นเด็กดีด้วยที่ไม่ได้ไปหา celebrex 400 mg มากินเอง) เราก็เลยประทังชีวิตด้วยการกินพารา 1000 mg แทน (500 mg นี่ไม่เวิร์คค่ะ ลองแล้ว) มากสุดที่เรากินคือ 1000 mg ตอนเช้า ไม่ก็สายๆ แล้วแต่ว่าเราจะทนปวดไม่ไหวตอนไหน แล้วก็อีกรอบตอนก่อนนอน เพราะพออาบน้ำเสร็จแล้วจะมานอนทีไรมันปวดทุกที ปวดแบบนอนไม่หลับ ก็เลยต้องอัดยาก่อนนอน มีสลับไปกิน celebrex บ้างบางวันแต่กินไปก็เปลืองแรงตับเพราะแม่งไม่หายปวด พอหลายวันเข้าก็เริ่มรู้สึกว่าเรากินยามากไปแล้ว ก็เลยต้องซมซานกลับมาง้อพี่หมอ

    หมอถามเรื่องกายภาพว่าเราสนใจจะไปกายภาพมั้ย แต่ดูหมอก็ไม่ได้จริงจังกับการจะส่งเราไปกายภาพสักเท่าไหร่ เราบอกเราแทบไม่ได้บริหารหลังเลยช่วงที่ผ่านมา คือช่วงที่มันไม่ปวดเราก็ไม่ได้สนใจจะบริหารเพราะลืม พอมันกลับมาปวดเราก็ไม่ได้บริหารอีกเพราะมันปวดเกินกว่าจะทำอะไรไหว อยากนอนเฉยๆ รอให้ยาออกฤทธิ์มากกว่า

    หมอบอกจะให้ยาใหม่ แล้วก็สั่งให้กินทีละครึ่งเม็ด เพราะเดี๋ยวจะเมาเอา 'ยานี้มันกินแล้วจะมึนๆ หน่อย' หมอบอก เราก็ถามว่านอกจากกินยานี่มีวิธีอื่นอีกมั้ย หมอก็บอกว่าก็มีฉีดยา คือฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในโพรงกระดูกสันหลังให้มันไม่ปวด แล้วระหว่างนั้นก็ไปกายภาพ แต่ถามว่าฉีดแล้วจะหาย 100% มั้ย หมอบอกว่าแล้วแต่คน แล้วถ้าหาย มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนก็แล้วแต่คนอีก บางคนอยู่ได้ 5-6 เดือน เป็นปีเลยก็มี มันฟังดูเจ็บ หน้าเราคงแสดงออกว่าหลอนอย่างชัดเจน หมอเลยบอกงั้นให้เวลากลับไปนอนคิดว่าจะฉีดดีมั้ย นางคงเบื่อความโลเลของเรา เสียเวลาคนไข้คนอื่นหมด

    ส่วนเรื่องผ่าตัด หมอบอกว่า...บอกว่าไรวะ ขอเรียบเรียงก่อน -- สรุปสั้นๆ คือ นางไม่แนะนำให้ผ่า...ด้วยเหตุผลนานาประการ ดังนี้
    - ไอ้วิธีผ่าแบบเจาะรูไปแล้วไปดึงเฉพาะหมอนรองที่ปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทออกมาเนี่ย เค้าบอกมันไม่ทำให้เราหายปวดแน่ๆ เพราะของเรานี่โพรงกระดูกสันหลังแคบด้วย อะไรก็ไม่รู้ อีกอย่าง การไปเอามันออกมาก็ทำให้หมอนรองกระดูกบางลงเข้าไปอีก ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ถ้ามันอารมณ์ดีมันอาจจะหดเข้าไปเองได้บ้าง
    - วิธีผ่าที่ได้ผลที่สุดก็น่าจะวิธียึดข้อ แต่หมอก็บอกว่าหมอไม่รับประกันนะว่ามันจะหาย 100% อาจจะไม่หาย อาจจะเจ็บแผลผ่าตัดตลอด หรืออะไรอีกมากมายของหมอก็ไม่รู้ ขอยอมรับตรงๆ เลยว่า นี่ไม่ได้ตั้งใจฟังตั้งแต่หมอบอกว่าไม่แนะนำให้ผ่าละ หมอบอกว่าด้วยอายุของเราตอนนี้คือ 30 ปี ผ่ายึดข้อไปตอนนี้ อีก 10-20 ปี ได้มาผ่าอีกสองข้อบนล่างแน่นอน หมอบอกถ้าเราอายุสัก 50 นี่จะผ่าให้เลยนะ นางก็บอกให้รออีก 20 ปี ค่อยมาผ่านะ เราก็ถามหมอว่าแล้วหมอจะผ่าไหวหรอตอนนั้น หมอก้มดูอายุเราแล้วก็บอกว่า 'สบายมาก อาจารย์ผม 70 แล้วยังผ่าอยู่เลย' อืมมม เราควรสบายใจเนาะ

    สรุปวันนั้นก็กลับบ้านพร้อมยาใหม่ อันได้แก่ ยาที่มีชื่อว่า ultracet