Janie Is Not So Welljanieishappy
คนไข้ออโธปิดิกส์
  • ครั้งล่าสุดที่ตัวเองสุขภาพดีนี่คือเมื่อไหร่ จำไม่ได้แล้ว น่าจะช่วงประถม...ก่อนจะถูกฮอร์โมนพรากไป... เรื่องอิฮอร์โมนนี่ไว้ก่อน รอมันกลับมาค่อยพูดถึงมันอีกที

    เมื่อช่วงกลางปีที่แล้วได้ตัดสินใจไปหาหมอเพราะทนไม่ไหวที่พอยืนหรือเดินไปได้สักพักขาจะชา แล้วก็จะตามมาด้วยความปวด ปวดแบบเหมือนขาจะหลุดออกจากเบ้า ปวดมาก ปวดแบบบอกใครก็ไม่ได้เพราะไม่มีใครเข้าใจ มันอธิบายไม่ถูกว่าปวดยังไง รู้แต่ว่ามันปวดข้างในก้น ข้างในขา พอกูเกิลอาการว่ามันคืออะไร คำตอบที่ได้ก็ไม่ค่อยโอเค พี่กูเกิลบอกว่ากระดูกหลังเธอไม่โอเค ขาเธอไม่ได้พัง แต่หลังเธอน่าจะพัง ก็เลยไปหาหมอออโธกระดูกหลัง เจอหมอนัดแรกหมอก็ไม่ได้ตรวจอะไรมาก ให้ก้ม ให้แอ่นหลัง ให้นั่งยอง ให้นอนยกขาตรง ปรากฏว่าทำได้ทุกอย่าง หมอเลยบอกไม่น่าจะเป็นไรมาก แล้วก็ให้ gabapentin มาพร้อมกับวิตามินบีรวม ตอนนั้นได้แต่คิดว่านี่กูมาหาหมอทำไมวะเนี่ย

    กินยาไปได้ 1 เม็ดถ้วนก็หยุดกิน เพราะกินแล้วรู้สึกตัวเองเหมือนหมาบ้า ดุมาก ตาขวาง อารมณ์ขุ่นมัวตลอดเวลา เดินโซซัดโซเซ อ้วกจะแตก แถมยามันก็ไม่ได้ช่วยให้เราหายปวดเลย ผิดหวังมากตอนนั้น เอายาไปกูเกิลดู เห็นผลข้างเคียงอันโหดร้ายที่เราเป็นอยู่ก็เลยหยุดกิน ส่วนวิตามินบีหรอ ก็ไม่ได้กิน เพราะกินแล้วฉี่เหม็นหึ่ง พอกลับไปหาหมอใหม่ ก็โอดครวญกับหมอว่าขอยาใหม่ หมอก็ให้ยาอีกตัวนึงมา เป็น pregabalin โดสต่ำสุด แล้วนี่ก็ขอไม่เอาวิตามินบีอีกต่อไป บอกหมอตรงๆ ว่าขี้เกียจกิน
    “กลัวอ้วนหรอ” หมอพูดขึ้นมา
    ...
    ค่ะ หมอเราเป็นคนตลก

    ยังคงผิดหวังมาตั้งแต่นัดแรกที่หมอไม่ให้ยาแก้ปวดขา แต่ก็คิดว่าหมอคงมีเหตุผลของหมอ ไม่งั้นหมอคงไม่เป็นหมออยู่ในรพ.ที่นัดยากนัดเย็นขนาดนี้ ก็กินยาไปตามหมอสั่ง กินไปได้สักอาทิตย์นึงอยู่ๆ ขาก็หายปวด ไม่สิ มันปวดอยู่แหละ แต่แค่ยืนได้นานขึ้น เดินได้ไกลขึ้น แล้วพอปวดมันก็ไม่ได้ปวดแบบทรมานเหมือนก่อน ก็ดีใจคิดว่าจะหาย จนกระทั่งยาหมด นรกก็กลับมาเยือน

    กลับไปหาหมอคราวนี้หมอไล่ให้ไปเอ็กซเรย์ จากเดิมที่หมอไม่ค่อยอยากให้ทำ หมอบอกว่าทำไปก็เห็นแต่กระดูก ไม่เห็นหมอนรอง แต่คราวนี้หมอให้ไปทำ อันนี้ไม่เข้าใจหมอแต่ก็ขี้เกียจถาม ผลออกมาก็ตามคาด กระดูกปกติ หมอบอกคงเป็นที่หมอนรองจริงๆ เลยจับทำเอ็มอาร์ไอ

    หมอคงไม่ตกใจกับผลเอ็มอาร์ไอสักเท่าไหร่ แต่เรานี่สิตกใจสุด ก่อนทำนี่เครียดมาก กลัวตรวจมาจะไม่เจออะไร แล้วก็กลายเป็นโรคเรียกร้องความสนใจเหมือนตอนตรวจหาอิซีสต์โง่ๆ นั่น ชั้นก็จะกลายเป็นคนบ้าที่เป็นอะไรก็ไม่รู้ หาสาเหตุไม่ได้ แต่ผลดันออกมาว่าหมอนรองพังไปหนึ่งอัน มันแตกและปลิ้นออกมาเบียดเส้นประสาท นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ปวดขา
    “จะเอาไง จะผ่าไหม” หมอถาม
    คือไงอะ เรื่องแบบนี้หมอควรจะบอกเราดิว่าควรทำไง ไม่ใช่หมอมาถามเราว่าจะทำไงต่อ ไม่รู้ ไม่เคยเป็น ไม่ได้เรียนหมอ ไม่เคยมีญาติเป็นโรคนี้ จะไปรู้ได้ไงว่าควรทำไง ก็เลยตอบไปว่า “ไม่รู้ค่ะ”

    หมอก็อธิบายว่าถ้าผ่าหมอจะทำงี้ๆๆๆ นะ และมันก็จะสามารถเป็นใหม่ได้ งั้นงู้นงี้ เราก็เลยตัดสินใจไม่ผ่า เพราะผ่าแล้วไม่หาย 100% ไม่อยากเจ็บตัวฟรี
  • (มีแมวตัวนึงมาบังคับให้เขียนต่อ… อ่ะ เขียนก็เขียน)

    ชีวิตหลังจากนั้น 3-4 เดือนก็ผ่านไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ กิน pregabalin แก้ปวดขา บวกกับ celebrex แก้ปวดหลังไปเรื่อยๆ จนอยู่ๆ ก็รู้สึกตัวเองไม่โอเค ไม่โอเคในที่นี้คือสภาพจิตที่อยู่ๆ เป็นอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ รู้สึกแว่บอยากฆ่าตัวตายบ่อยมาก วันนึงมากกว่าหนึ่งครั้ง ยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งกลัวใจตัวเอง ประกอบกับช่วงนั้นงานหลุดเยอะมาก ทำงานไม่ได้เรื่องเลย เขียนงานอะไรไม่ออกสักอย่าง โดนใครบ่นไรนิดๆ หน่อยๆ ก็น้ำตาเอ่อ สิ่งเดียวที่คิดถึงตอนนั้นคืออยากไปหาหมอจิตมาก แต่เพื่อนก็เอาแต่บอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรหรอก เราแค่คิดมากตามปกติของเราที่ไม่ใช่คนคิดอะไรในแง่ดีอยู่แล้ว ก็ทนอยู่นาน พยายามไม่เดินขอบตึกจอดรถและริมระเบียง ซื้อยาพาราแบบแผงละ 4 เม็ด แทนแผงยาวและกระปุก มีสติทุกครั้งเวลาจะข้ามถนน เขียนบันทึกทุกอย่างที่รู้สึกตอนนั้นใส่โน้ตในมือถือ เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ มันก็จะหลอนหน่อยๆ ตอนนั้นก็กะเอาไว้ว่าจะรอนัดหมอออโธแล้วถามหมอว่าอิที่เราเป็นอยู่คืออะไร

    ถึงวันนัดหมอ หลังจากอัพเดทอาการปวดขา ปวดหลัง อันน่าเบื่อให้หมอฟัง เราก็ถามหมอไปว่า “ช่วงนี้มีความคิดแปลกๆ มันเกี่ยวกับยาที่กินมั้ย” หมอมองหน้าแล้วถามกลับมาว่าแปลกยังไง นี่ก็ไม่กล้าบอกว่าหนูอยากตายค่ะหมออออ หนูอยากวิ่งกระโจนจากชั้น 8 ลงไปข้างล่างนั่นค่ะหมอ หนูอยากซัดพาราทั้งกระปุก หนูอยากวิ่งให้รถชนไม่ก็โดดจากสะพานลอย ก็ได้แต่บอกไปว่าก็เป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หมอมองหน้าแล้วก็ถามว่า “ลองไปคุยกะหมอจิตดูมั้ย”
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in