Janie Is Not So Welljanieishappy
ตอนที่ 10 : SOS
  • เมื่อวานช่องอะไรสักช่องของ gmm เอาซีรีส์ SOS สเก็ตซึมซ่า อะไรสักอย่างมารีรัน น่าจะเป็น ep แรกมั้ง ไม่แน่ใจ เป็นตอนที่ตัวละครหลักในเรื่องที่ชื่อบู เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า แต่ยังไม่ได้ไปหาหมอเพราะยังเด็กอยู่ ไปรพ.โดยไม่มีผู้ปกครอง รพ.ไม่รับ (ตลก) ทุกอย่างในชีวิตบูดูแย่ไปหมด ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน แต่บูก็ยังโชคดีที่ได้ค้นพบว่าการเล่นสเก็ตบอร์ดมันทำให้บูมีความสุข

    เราดูจบแล้วก็ดิ่งไปทั้งวัน มันตรงมาก ทุกอย่างที่บูเป็น ทุกอย่างที่บูรู้สึก มันคือสิ่งที่เราต้องเจอในทุกๆ วัน การลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่อยากออกไปใช้ชีวิต ไม่อยากออกไปเผชิญโลก อยากนอนเฉยๆ มองเพดานอยู่อย่างนั้น โอเค เราอาจจะไม่หลอนจนเห็นภาพบิดเบี้ยวแบบบู บูดูอาการหนัก และดูเหมือนจะไม่มีใครเข้าใจบูสักคน เราโชคดีที่ยังมีเพื่อนที่เข้าใจ ถึงแม้ตอนแรกๆ มันจะไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายมันก็พยายามที่จะเข้าใจ ส่วนเพื่อนพวกที่ไม่เข้าใจและไม่พยายามที่จะเข้าใจ มันก็จะหนีหายไปเลย อาจจะเป็นเพราะมันไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงกับเรา ก็ดีนะ เพราะคุยกับคนไม่เข้าใจมันมีแต่จะดึงทั้งเราและคนๆ นั้นดาวน์ลงไปทั้งคู่ มันไม่ใช่แค่เราที่แย่ คนที่คุยด้วยก็แย่ แย่กันไปหมด

    บูใช้ชีวิตอยู่กับพ่อสองคนที่บ้านที่ใช้ไฟสีประหลาดๆ แล้วพ่อก็จะขยันเปิดเพลงคลาสสิคในบ้าน เพื่ออะไรนี่ก็ไม่เข้าใจ เปิดแม่งตลอดตั้งแต่กินข้าวยันตอนนั่งรอลูกกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ คนแรกที่ควรไปหาหมอจิตกับบูคือพ่อบูนี่แหละ ดูไม่ปกติสุดแล้วในเรื่อง พ่อกดดันบูจนบูเครียด จนบูรู้สึกว่าบูไม่เคยมีอะไรดี บูไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจ เรานั่งดูก็ เออ เจ็บจี๊ด ถึงเราจะไม่เคยโดนอะไรมากขนาดนั้น แต่เราก็เจ็บ ชีวิตครอบครัวของเราดูจะคล้ายกับบูอยู่หน่อยๆ มันไม่ได้แย่เท่าบู แต่หลายๆ อย่างมันก็เหมือนกัน ความคาดหวังต่างๆ นานาที่พ่อมีต่อเรามันสร้างความกดดันให้เรา มันทำให้เราต้องเป็นในสิ่งที่เราไม่อยากเป็น แล้วกว่าเราจะรู้ตัว มันก็สายเกินไปแล้ว เรากลายเป็นคนๆ นั้น คนที่พ่ออยากให้เราเป็น แล้วเราไม่สามารถจะเปลี่ยนตัวเองให้กลับมาเป็นคนๆ เดิมได้อีกต่อไป 

    เราไม่เคยทำร้ายตัวเอง เราไม่เคยพยายามฆ่าตัวตาย เราแค่ไม่พูด ไม่พูดทุกอย่างที่เราอยากพูด ไม่พูดความรู้สึก ไม่พูดถึงความเจ็บปวด ไม่พูดถึงความเหนื่อยล้าต่างๆ เพราะการพูดอะไรแบบนั้นออกไป มันคือการแสดงออกว่าเราอ่อนแอ พ่อไม่ชอบคนอ่อนแอ พ่อไม่อยากให้เราอ่อนแอ เราก็เลยเลือกที่จะไม่แสดงความอ่อนแอออกมา 

    การเป็นคนเข้มแข็งมันเหนื่อยนะ เหนื่อยตรงที่ว่า เมื่อเราแสดงออกว่าเราเป็นคนเข้มแข็งได้อย่างแนบเนียนจนทุกคนต่างหลงเชืี่อกันหมด มันก็จะไม่มีความห่วงใยใดๆ ตกมาถึงเรา เราจะไม่ได้รับความเป็นห่วงเป็นใย หรือการถามไถ่อะไรใดๆ จากคนรอบข้างเลย เพราะทุกคนคิดว่าเราโอเค เออ ก็แปลกดี คนเรามันหลอกง่ายซะจนเราแปลกใจ ทำไมความคิดคนเรามันช่างตื้นเขิน ทำไมเค้าเชื่อในสิ่งที่เค้าเห็นกันง่ายๆ แบบนี้ ทำไมเค้าไม่คิดกันสักนิดเลยว่าภาพที่อยู่ตรงหน้ามันหลอกลวงเค้าได้มากเพียงใด ว่ารอยยิ้มที่เค้าเห็นมันคือสิ่งจอมปลอมทั้งนั้น ทำไมเค้าไม่คิดกัน ไม่เข้าใจ

    บูโชคดีอยู่อย่างที่บูได้เจอสิ่งที่ทำให้บูมีความสุข มันทำให้เรามานั่งอิจฉาบูอยู่ตั้งนานสองนานว่าบูโชคดีที่เจอสิ่งนั้น เราสิ กลับไม่มีสักอย่าง แต่สุดท้ายเราก็คิดได้ เรารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขคืออะไร มันคือการกิน ใช่ การกิน ตลกล่ะสิ เราก็ตลกตัวเอง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา 7-8 กิโลตั้งแต่เราเริ่มหาหมอจิตมันเป็นเพราะว่าการกินมันทำให้เรามีความสุข ถึงมันจะเป็นความสุขจอมปลอมที่มันจะตามมาด้วยความทุกข์ แต่เราก็หยุดกินไม่ได้ สงสารตัวเองเหมือนกัน เห็นสภาพตัวเองตอนนี้แล้วก็เศร้าใจ มันทำให้เราเกลียดตัวเองมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน

    นี่พรุ่งนี้ก็ต้องไปเจอหมอจิตอีก ก็ไม่รู้ว่าหมอจะทำยังไงกับเราต่อ เพราะดูเหมือนว่าการเพิ่มโดสยาของหมอจะไม่ได้ผลอะไรเลย เรายังคงรู้สึกแย่เหมือนเดิม อยากตายเหมือนเดิม คิดเรื่องการฆ่าตัวตายเหมือนเดิมว่าเราควรตายวิธีไหนดี เผอิญว่าเราเป็นพวกไม่ชอบความทรมานและความเจ็บปวดใดๆ การทำร้ายตัวเองจึงเป็นสิ่งที่เราไม่สนใจจะทำ ชีวิตมันให้ความเจ็บปวดทางกายภาพกับเรามากพอแล้วจนเราไม่จำเป็นต้องไปหาเพิ่ม นี่ล่าสุดเพิ่งคิดได้ว่า วิธีการกินยาตายมันไม่น่าจะดี เพราะเราบริจาคอวัยวะไว้ ถ้าเรากินยา ตับไตไส้พุงเราก็เอาไปใช้ไม่ได้ดิ

    ไม่ได้ละ ต้องหาวิธีใหม่
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in