#BEYOUNTHETOPbunjovx
os / Bloom (ดอกไผ่) x yohan
  • Bloom (ดอกไผ่)


    soulmate au/reincarnation

    เมื่อดอกผลิบาน เป็นสัญญาณของการจากลา


    *เนื้อหาไม่มีการอิงประวัติศาสตร์เกาหลีโดยตรง อิงแค่เหตุการณ์และช่วงเวลาเท่านั้นค่ะ

     

     

    ปีคริสต์ศักราช 1952 สงครามเกาหลีดำเนินมาแล้วยาวนานนับปี และหกเดือนกับการที่เขากลายเป็นแพทย์ประจำกองทัพที่รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งมาร่วมงานกับทีมแพทย์จากประเทศอื่นที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อาจรู้ได้ว่าสงครามครั้งนี้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน เขาเพียงแค่ทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุดเท่านั้น


    พัฒนาการทางด้านการแพทย์ของประเทศในแถบตะวันตกพัฒนาไปไกลกว่าเกาหลี งานหนักจึงตกอยู่กับทีมแพทย์ฝั่งนั้น โยฮันคอยศึกษาและจดบันทึกเกี่ยวกับการแพทย์เหล่านี้เอาไว้ เขามั่นใจว่านี่จะเป็นประโยชน์กับวงการแพทย์เกาหลีในอนาคต เช่นนั้นแล้วหน้าที่ของเขาส่วนใหญ่ในหน่วยแพทย์นี้คือการรักษาทหารที่มีอาการบาดเจ็บไม่รุนแรง


    ส่วนสูงเหยียบหนึ่งร้อยแปดสิบในชุดผ่าตัดสีขาวยาวเกินครึ่งน่องปิดมิดชิดทั้งตัว เป็นชุดที่เขาใส่มันทุกวัน รวมทั้งผ้าปิดปากและผ้าคลุมผมนี่ด้วย ในช่วงสองวันเขาได้ทำเพียงแค่ตรวจอาการให้กับผู้ป่วยอยู่เป็นระยะเท่านั้น ไม่มีทหารบาดเจ็บส่งมาที่หน่วยแพทย์ ซึ่งนั่นไม่ดีเลย เงียบเกินไป มันอาจเป็นสัญญาณว่าการโจมตีครั้งใหญ่ของเกาหลีเหนือจะมาอีกในไม่ช้านี้


    และจริงอย่างที่เขาคิด มีวิทยุรายงานจากแนวหน้าให้หน่วยแพทย์เตรียมรับทหารบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศอีกอย่างน้อยยี่สิบนาย


    ยี่สิบนายที่ยังพอจะยื้อชีวิตของพวกเขาไว้ได้


    การโจมตีทางอากาศย่อมไม่ส่งผลเพียงแค่ทหารบาดเจ็บยี่สิบนาย เพียงแต่อีกหลายชีวิตที่ถูกคร่าไปนั้นเกินความสามารถที่หน่วยแพทย์จะช่วยเหลือ


    ทุกคนในหน่วยพยายามตื่นตัวให้มากแม้จะมีอาการล้าสะสม ร่างนายทหารโชกเลือดถูกทยอยลำเลียงเข้ามาที่หน่วยในเวลาต่อมา โยฮันช่วยแพทย์อีกคนหนึ่งคัดแยกผู้บาดเจ็บก่อนจะถูกเรียกตัวไปอีกฝั่ง


    ทางด้านนี้เป็นทหารที่ถูกแรงอัดจากระเบิด ไม่มีกรณีที่ต้องตัดอวัยวะหรือผ่าตัด ทหารนายหนึ่งถูกหามใส่เปลเข้ามา เพียงแค่พริบตาเท่านั้น ภาพของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลก็ปรากฏขึ้นในหัวก่อนความทรงจำที่เขาไม่รู้จักจะไหลทะลักเข้ามา


    เขาชะงักจับจ้องไปที่ใบหน้าที่เขาไม่เคยเห็นแต่กลับคุ้นเคยอย่างประหลาด


    เรื่องราวเกี่ยวกับการระลึกชาติหรือจดจำเหตุการณ์ในภพภูมิที่แล้วได้มันมีอยู่จริง เขารู้ หลายคนรอบตัวพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังบ่อยครั้ง ประสบพบเจอเองบ้างไม่ก็เป็นเรื่องของคนใกล้ตัว ซึ่งเงื่อนไขของมันนั่นก็คือการที่ได้พบคู่แท้ของตัวเอง และทันทีที่พบกันทั้งสองฝ่ายจะเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก่อนที่จะจดจำทุกสิ่งได้


    ตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นกับเขา


    ภาพของสิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคตอันใกล้นี้และความทรงจำทั้งหมดนั้นยังคงไหลเข้ามาไม่หยุดตั้งแต่ที่เขาได้เจออีกคนราวกับนั่นคือชนวนที่ทำให้เกิดสิ่งนี้


    โยฮันประคองสติเอาไว้ หน้าที่ของเขาคือรักษาคนตรงหน้า สาวเท้าเข้าหาเตียง ตรวจวัดชีพจร เลื่อนขึ้นไปที่ใบหน้า ตรวจการตอบสนองของรูม่านตา เขาพอใจกับผล ก่อนจะเริ่มตรวจแขนขวาที่บิดผิดรูป ท่อนแขนหักจนกระดูกทิ่มเนื้อออกมาข้างนอก ช่วงบนเปลือยทำให้เห็นผิวหนังบางส่วนถูกไฟไหม้ ท่อนล่างที่ยังคงสวมกางเกงทหารและคอมแบทมีเนื้อผ้าขาดแหว่งเป็นช่วงๆ ผิวหนังถูกไฟเลีย หน้าอกยุบ และกระดูกไหปลาร้าหัก


    สั่นไปทั้งตัว มือสองข้างของเขาที่กำลังเย็บแผลอยู่สั่นระริก สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด กระชับเข็มในมือให้แน่นขึ้นแล้วเย็บแผลต่อไปทั้งๆที่ความทรงจำพวกนั้นกำลังวนเวียนอยู่ในหัวราวกับต้องการให้เขาจำ จำว่าเคยรักกันอย่างไร รักกันมากแค่ไหน


    แทบหมดลม กว่าเขาจะดามแขนที่หัก เย็บปิด พันผ้าบริเวณที่มีแผลไฟไหม้รวมทั้งต้องคล้องผ้าเพื่อไม่ให้กระดูกไหปลาร้าเคลื่อน ทั้งหมดนั้นด้วยฝีมือแพทย์ระดับเขาแล้วย่อมกินเวลาไม่นานนัก เพียงแต่ทุกการกระทำล้วนหนักอึ้งไปด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นยากจะจัดการ


    มองหน้าคนที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง ดวงตากลมเต็มไปด้วยร่องรอยความสับสน พรูลมหายใจออกมาก่อนจะถูกเรียกตัวไปช่วยผู้บาดเจ็บรายอื่น

     



     

    เพราะเป็นช่วงสงคราม ยามดึกที่ควรเงียบสงัดกลับไม่เป็นเช่นนั้น โยฮันชินแล้วกับการที่ภายในค่ายจะวุ่นวายแบบนี้แทบจะตลอดเวลา


    เขากลับมาที่หน่วยแพทย์อีกครั้ง ยกเก้าอี้มานั่งข้างเตียงของอีกคน โจซึงยอน คนๆนั้นที่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าคือคู่แท้ ใบหน้าที่ยังคงมีรอยเปื้อนติดอยู่ พิจารณาซ้ำๆ ความทรงจำใหม่ที่เขาเพิ่งได้รับมามันเลือนรางมากก็จริง แต่คนตรงหน้ายังดูเหมือนกับตอนนั้น เมื่อชาติที่แล้ว


    กอบมืออีกคนขึ้นมาไว้ในอุ้งมือ สัมผัสผิวหยาบกร้าน ผิวที่ควรจะขาวจัดเปรอะคราบดินราวกับมันฝังอยู่บนผิวนั้น เล็บสกปรก เกรอะกรังด้วยเศษดิน แต่โยฮันพอใจกับมือข้างนี้ กุมเอาไว้แน่น มันยังอุ่นอยู่และนั่นหมายความว่าอีกคนยังไม่จากเขาไปไหน


    รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นมาบนริมฝีปาก แย่หน่อยที่ได้มาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรที่อีกคนยังมีชีวิตอยู่


    โยฮันใช้ชีวิตตลอดเกือบสามสิบปีโดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอคู่แท้ของตัวเอง เขาทำงานหนัก ไม่ได้สนใจเรื่องรักใคร่ชอบพอกับใคร กระทั่งเกิดสงครามเขาถูกส่งตัวมาที่นี่และยิ่งทำให้เรื่องการได้เจอกับคู่ของตัวเองดูเป็นไปได้ยากกว่าเดิม


    แต่สุดท้ายก็ได้พบ ใบหน้าที่ดูคุ้นเคย ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาจับจ้องใบหน้านั้นพลางพร่ำบอกขอบคุณอยู่ซ้ำๆอย่างไม่รู้เหนื่อย



     

     

    ทุกคืนกลางดึกโยฮันจะมานั่งเฝ้าอีกคนอยู่อย่างนี้ สงครามยังคงดำเนินต่อไป สถานการณ์ดูย่ำแย่ลงทุกที มีก็แค่อาการของนายทหารคนนั้นที่ดีขึ้น แผลสมานตัวดี เหลือเพียงฟื้นขึ้นมาเท่านั้น


    เขากุมมืออีกคนไว้อย่างเช่นทุกครั้ง เหม่อลอยคิดเรื่องอื่นไปพลางๆจึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าเจ้าของมือที่เขากุมอยู่กำลังลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ


    นานครู่หนึ่งกว่าสายตาจะสามารถปรับภาพจนมองเห็นได้ชัด แต่ความรู้สึกราวกับมีธารอุ่นโอบล้อมหัวใจเขาอยู่แบบนั้นทั้งยังมีภาพของคนๆหนึ่งร้องไห้ทั้งที่ยังกุมมือเขาอยู่ปรากฏขึ้นในหัวก่อนที่ความทรงจำจะพรั่งพรูเข้ามาราวกับน้ำหลาก ซึงยอนรู้ได้ในทันที เขาคงเจอคู่แท้ของตัวเองแล้ว


    กระชับมือตัวเองที่ถูกกุมไว้ในมือของอีกคนแล้วดึงขึ้นมาวางแนบอกเปล่าเปลือย ยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกคนที่นั่งเหม่อลอยอยู่สะดุ้งขึ้นมาเพราะการกระทำของเขา


    ใบหน้าที่แสนคุณชินในความรู้สึกหันกลับมาก่อนที่จะสบตากัน เนิ่นนานเสียจนดวงตากลมโตตรงหน้ามีหยาดน้ำตาไหลกลิ้งไปมาข้างในนั้นและหยดลงผ่านพวงแก้มขาวเนียนในที่สุด


    โยฮันไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เป็นอยู่ในตอนนี้คืออะไร ราวกับว่ามันเป็นความรู้สึกของเขา ความรักที่อัดแน่นอยู่เต็มไปหมดถูกกวนตะกอนขึ้นมาจนยากจะเชื่อได้ว่าเขาจะรู้สึกรักคนตรงหน้าได้มากมายขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ราวกับว่านั่นไม่ใช่ความรู้สึกที่เป็นของเขา


    “ยังไม่ต้องรักผมก็ได้” ริมฝีปากบางแห้งแตกเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาคล้ายกับรู้ว่าในหัวเขาคิดอะไรอยู่ “ผมเองก็อยากให้เป็นคุณในชาตินี้ที่รักผมเหมือนกัน”


    เจ้าของมือหยาบกร้านวางอุ้งมืออุ่นของอีกคนไว้บนอก เอื้อมมือไปเช็ดคราบน้ำตาที่ทิ้งร่องรอยไว้บนแก้มอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้า ส่งมอบมันก่อนที่เขาจะได้รับจากอีกคนกลับมาเช่นกัน



     

     

    “ผมลืมถามไปเลย ตอนที่คุณเจอผมครั้งแรกคุณเห็นภาพอะไร” ซึงยอนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย


    “ภาพ?” น้ำเสียงกึ่งสงสัยถูกเปล่งออกมาก่อนที่เจ้าตัวจะนึกออก “คุณหมายถึงภาพที่เราเห็นเรื่องที่กำลังจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆถูกไหม”


    “ใช่ครับ ผมตื่นมาเห็นคุณร้องไห้ ไม่ดีเลย”


    “ส่วนผมเห็นคุณในสภาพพันแผลทั้งตัว ไม่ได้ดีไปกว่าคุณเท่าไหร่”


    ความสัมพันธ์ของพวกเขาดำเนินไปด้วยการพูดคุยกันในตอนกลางคืน บ้างก็คุยกันเรื่องการเป็นหมอในค่ายทหาร เรื่องที่ซึงยอนไปรบที่แนวหน้า เขาเอ่ยติดตลกอยู่บ่อยครั้งว่าตัวเองโชคดีที่ยังไม่ตายซึ่งโยฮันเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างมาก หรือบางทีก็พูดคุยและทบทวนเรื่องราวในชาติก่อน ถึงมันจะเลือนรางและสุดท้ายพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำว่าในชาติที่แล้วทั้งคู่เคยรักกันมากแค่ไหน


    เป็นยุคที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น พอเริ่มทบทวนที่ตรงนี้ทั้งคู่ก็เงียบไป


    “ทำไมเราถึงไม่ได้รักกันดีๆบ้าง”


    “นั่นสิครับ”


    แล้วซึงยอนก็ยิ้มขำเมื่อเห็นสีหน้าของอีกคนที่ดูผิดหวังจริงจัง


    เรื่องราวถูกเล่าต่อไปด้วยตัวเอกของความทรงจำทั้งสองคนจนถึงช่วงท้ายที่ซึงยอนถูกเกณฑ์ตัวไปเป็นแรงงานที่ญี่ปุ่น ส่วนโยฮันยังคงอยู่ในเกาหลีอย่างเดิม ทั้งคู่ไม่อาจรู้ได้ว่าชะตาชีวิตของอีกฝ่ายเป็นอย่างไรเมื่อแยกกัน จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่รู้ว่าต่างคนต่างก็สิ้นใจตั้งแต่ยังเยาว์ทั้งคู่


    “ผมตายเพราะป่วย” ซึงยอนเอ่ยขึ้นมาก่อน “คุณล่ะ”


    “ตอนนั้นเกาหลีขาดแคลนอาหาร คิดว่าคงอดตาย ผมจำไม่ค่อยได้อาจจะเพราะตอนนั้นไม่ค่อยมีสติแล้ว”


    นายทหารเงียบไปหลังได้ยินแบบนั้น ถึงเขาจะถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานแต่อย่างน้อยก็ยังมีของตกถึงท้องทุกวัน


    “ไม่ต้องเสียใจกับผมหรอกครับ ถึงตอนนั้นคุณจะหาทางพาผมไปด้วยก็ใช่ว่าผมจะไม่ป่วยตายเหมือนคุณนี่”


    “รู้ด้วยเหรอครับว่าผมคิดอะไร”


    “ก็เราเป็นคู่กันไม่ใช่เหรอครับ”


    “ผมยังไม่รู้เลยนะว่าคุณคิดอะไร”


    “นั่นน่าจะเป็นคุณที่แย่เองมากกว่า”


    ทั้งสองคนเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆอีกครั้ง


    “ได้อยู่ด้วยกันตั้งหลายปีเลยนะครับ ชาติที่แล้ว” โยฮันเอ่ย เมื่อชาติที่แล้วพวกเขาทั้งคู่เกิดในหมู่บ้านเดียวกัน อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนโต แม้ว่าท้ายที่สุดต้องแยกจากกัน แต่เพราะทั้งคู่ต่างคนต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยากแค่ไหนกับการที่จะได้ออกไปใช้ชีวิต นั่นทำให้โยฮันอดที่จะอิจฉาตัวเองในชาติก่อนไม่ได้


    ซึงยอนกุมมืออีกคนเอาไว้พลางออกแรงบีบเบาๆ


    “ตอนนี้ก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วนะครับ”


    เขารู้ดีว่านั่นเป็นเพียงถ้อยคำที่ใช้ปลอบใจ แต่โยฮันก็ส่งยิ้มให้เหมือนเช่นทุกครั้ง ซึงยอนดึงมือที่กุมเอาไว้ตลอดเวลาขึ้นมาแตะที่ปลายจมูก รอคอยคำบอกลาก่อนที่อีกคนจะกลับออกไป


    และไม่กลับมาอีกเลย



    /

     

     

    โทรศัพท์สมาร์ทโฟนในมือถูกยัดลงในกระเป๋ากางเกง เขาเพิ่งวางสายจากผู้เป็นมารดาที่โทรมารบเร้าให้กลับไปทานข้าวที่บ้านมาสามวันติด จนวันที่สาม วันที่เขาเลิกเรียนเร็ว ไม่มีงานต้องทำ และยังไม่ต้องรีบอ่านหนังสือ เป็นวันดีที่สุดแล้วที่จะได้กลับบ้าน


    เด็กหนุ่มที่หน้าตาดีเกินมาตรฐานคนทั่วไป ส่วนสูงที่น่าอิจฉารวมทั้งเสื้อผ้าที่ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้านั่นก็ด้วย การถือช่อดอกไม้เล็กๆไว้ในมือแบบนี้คงดูคล้ายกับว่ากำลังจะไปเดท ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโยฮันซื้อดอกไม้พวกนี้ไว้เพื่ออ้อนคุณนายที่บ้านต่างหาก


    วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าโปร่ง แต่แดดร่ม เขาเดินเล่นอยู่ในย่านนี้พักใหญ่แล้วเผื่อว่าจะได้ของอย่างอื่นติดไม้ติดมือไปด้วยหลังจากที่เดินแวะเข้าร้านดอกไม้ไปเมื่อครู่ก่อนจะสังเกตเห็นร้านเค้กที่เคยมาทานเมื่อนานมาแล้วแต่เขายังจำได้ว่ารสชาติของเค้กที่นี่ดีเกินกว่าจะปล่อยผ่าน


    โยฮันเห็นพนักงานข้างในร้านเริ่มออกมาทยอยเก็บของด้านหน้า คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากัน เค้กหมดแล้วอย่างนั้นหรือ? เด็กหนุ่มวิ่งเหยาะๆพลางเอ่ยขอทางไปเรื่อยๆ เขาจะต้องถามให้แน่ใจเสียก่อน


    เสียงฝูงชนดังขึ้นมาจากบริเวณใกล้ๆนี้ดึงความสนใจจากคนแถวนั้นได้ทั้งหมดรวมถึงเขาที่หยุดวิ่งแล้วหันไปมองตามทิศทางของเสียงต้นทาง


    เพราะเขาสูงกว่าคนทั่วไป แม้จะมีคนอยู่มากประมาณหนึ่งแต่โยฮันยังพอมองเห็นว่าเหมือนมีคนกำลังวิ่งตรงมาทางนี้


    ชายคนหนึ่ง รูปร่างสันทัด สวมเสื้อผ้าสีทึบวิ่งผ่านหน้าเขาไป แต่เสียงเอะอะยังดังไม่หยุดจากอีกฝั่ง เด็กหนุ่มหันหน้ากลับไปดูก่อนจะเจอชายอีกคนวิ่งผ่านหน้าเขาไป


    อาการที่เขาไม่เคยเป็นกำลังเกิดขึ้นในตอนที่เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นในตอนนี้ได้ ภาพของคนที่เขาเพิ่งจะเคยเห็นหน้าทรุดตัวลงกับพื้นจนเขาเห็นได้ชัดว่ามีรอยแผลอยู่ตามตัว ข้างๆมีมีดปลายแหลมถูกทิ้งไว้ก่อนที่ความทรงจำทั้งหมดจะเบียดกันแล่นเข้ามาในหัว ให้เขาได้รู้ว่าคนๆนั้นคือใคร


    ช่อดอกไม้ตกลงบนพื้น แม้ดวงตาจะเริ่มคลอด้วยหยาดน้ำตาแต่เขาเริ่มออกวิ่งทันที ไม่ คนๆนั้นจะตายไม่ได้ เขาต้องรีบไป ถึงไม่รู้ว่าไปแล้วตัวเองจะทำอะไรได้แค่ไหนแต่ในตอนนี้โยฮันรู้แค่ว่าตัวเขาต้องรีบไป


    เสียงกรีดร้องดังขึ้น ใกล้แล้ว เด็กหนุ่มวิ่งใกล้ถึงจุดที่มีคนร้องแล้ว “ขอทางหน่อยครับ” เอ่ยปากบอกคนที่ยืนมุงอยู่เบียดตัวเองเข้ามาจนถึงจุดที่ผู้คนเว้นระยะโดยรอบเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง


    เขา คนนั้น หันหลังกลับมาในสภาพเดียวกับภาพที่เขาเพิ่งเห็น


    รวมทั้งรอยยิ้มนั้นด้วยเช่นกัน



     

     

    โจซึงยอน เจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนพิเศษของกรมตำรวจ เป็นตำแหน่งที่เขาภาคภูมิใจกับมัน เสียแต่ว่าที่บ้านไม่ยินดีเท่าไหร่นักที่เขาจะเข้ามาทำงานเป็นตำรวจ


    อย่างแรก บ้านเขารวย อย่างที่สอง บ้านเขาทำธุรกิจ อย่างที่สาม เขาเป็นลูกชายคนเดียว เหตุผลของผู้เป็นแม่หนักแน่นเสียจนเขารู้สึกผิด แต่ท้ายที่สุดแล้วก็อาศัยความหัวดื้อของตัวเองฟาดฟันกับที่บ้านจนสามารถออกมาประกอบอาชีพที่ตัวเองต้องการได้


    เหตุผลที่เขารั้นจะทำอาชีพนี้ไม่ใช่เหตุผลที่แปลกอะไร ตอนเด็กเขาเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิตแล้วมีนายตำรวจคนหนึ่งช่วยเอาไว้ ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่อาชีพตำรวจจะฝังอยู่ในใจเขาตั้งแต่นั้นมา


    แม้ว่าในตอนนี้เขาจะอยู่ในช่วงพักหลังปิดคดีแต่ตำรวจอย่างเขาจะนิ่งเฉยได้อย่างไรเมื่อมีคนกระทำผิดต่อกฎหมายอย่างการปล้นชิงทรัพย์


    ย่านนี้เป็นย่านที่เจริญก็จริง แต่หากทะลุตรอกซอยเล็กๆไปที่อีกฝั่ง ด้านหลังของร้านค้าส่วนใหญ่ค่อนข้างที่จะเปลี่ยว ไร้คนพลุกพล่าน เขาเดินผ่านมาทางนี้เพราะเป็นทางลัดสำหรับการไปที่ร้านอาหารร้านโปรด ไม่คิดว่าจะเจอกับเหตุการณ์ชิงทรัพย์ต่อหน้าต่อตา


    คนร้ายวิ่งหนีทันทีที่ได้ทรัพย์สินมาไว้ในมือ ซึงยอนเองก็เริ่มออกวิ่งเหมือนกันพร้อมทั้งตะโกนให้คนร้ายหยุดวิ่ง เขารู้ว่ามันไม่ได้ผล แต่คงเพราะทำจนเป็นนิสัยถึงได้ตะโกนอะไรแบบนั้นออกไป


    เพราะเป็นย่านที่เจริญ คนจึงค่อนข้างพลุกพล่าน เขาวิ่งขอทางไปเรื่อยๆแต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เปิดทางให้ ลำบากไม่น้อยกับการที่ต้องสอดส่ายหาคนร้ายไปด้วยและวิ่งไปด้วยอย่างนี้


    สายตาเขาไปสะดุดอยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งวิ่งผ่านไป ใบหน้าที่ดูฉงนกับเหตุการณ์คงติดอยู่ในหัวเขาอีกนานน่าดู เด็กที่หน้าตาดีขนาดนั้นแต่กลับทำหน้าตาตลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ


    ฉับพลัน ไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อภาพที่ปรากฏอยู่ในหัวของเขาตอนนี้คือภาพเด็กหนุ่มคนนั้นเบียดผู้คนมายืนอยู่ตรงหน้าเขา หอบหายใจหนัก ผมเผ้าลู่ไปตามลมไม่เป็นทรง และสิ่งที่ติดอยู่ในหัวเขายิ่งกว่าใบหน้าตลกของอีกคนคือดวงตาที่คลอไปด้วยหยดน้ำราวกับจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ


    ไม่ต้องรอให้ตัวเขาสงสัยไปมากกว่านี้ ความทรงจำในชาติก่อนทะลักเข้ามาในหัวทันที แต่ถึงอย่างนั้นขาทั้งสองข้างก็ยังคงวิ่งต่อไปไม่หยุด เขาค่อยๆกั้นความคิดเกี่ยวกับความทรงจำพวกนั้นไว้แล้วตั้งสติวิ่งตามคนร้ายต่อไป


    เด็กคนนั้นคือคู่แท้ของเขา


    ซึงยอนอยากหัวเราะออกมาเพียงแต่นั่นไม่ใช่เวลา ตามหามาจนอายุเกินครึ่งห้าสิบแล้วดันได้เจอตอนที่กำลังวิ่งไล่จับคนร้ายเสียนี่


    ระยะห่างกระชั้นขึ้นทุกที ถ้าเขายังวิ่งด้วยความเร็วเท่านี้ต่ออีกซักครึ่งนาทีน่าจะวิ่งทัน คิดอย่างนั้นแล้วก็สับขาต่อไปพลางนับเลขวินาทีในใจ กระทั่งวินาทีที่ยี่สิบแปด เขาก็จับแขนของคนร้ายเอาไว้ได้


    ยังไม่ทันที่จะชื่นชมตัวเองในใจ แขนอีกข้างของคนร้ายที่ยังไม่ถูกจับเอาไว้เหวี่ยงมาที่ตัวเขาสุดแรง


    พร้อมกับมีดปลายแหลมในมือ


    กระชากออกก่อนจะจ้วงแทงซ้ำเข้ามาอีกครั้ง และอีกครั้ง เสียงประชาชนโดยรอบกรีดร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ คนร้ายทิ้งมีดลงกับพื้นแล้ววิ่งหนีไป


    สบถในหัวด้วยความหงุดหงิด เขาวิ่งต่อไม่ไหว เสียบเข้ามาเต็มแรงขนาดนั้นคงมิดด้าม ไม่รู้ว่าจะถูกอวัยวะสำคัญตรงไหนหรือเปล่า


    ดูเหมือนร่างกายจะตอบคำถามนั้นให้ทันที เลือดเอ่อล้นขึ้นมาจ่ออยู่ที่คอหอยรอแล้ว ซึงยอนกระอักเลือดออกมา เพราะอย่างนี้ เด็กนั่นถึงได้วิ่งตามเขามาหรือเปล่า


    ตำรวจหนุ่มหันหลังกลับไปดู เป็นอย่างที่คิด อีกคนยืนอยู่ที่ตรงนั้นเหมือนกับในภาพที่เขาเห็น


    เขายกยิ้มให้ อยากบอกว่าดีใจมากจริงๆที่ได้เจอเสียที แต่เรี่ยวแรงกลับหายไปหมด


    ก่อนที่โลกจะดับลงไปพร้อมกับเปลือกตาอันหนักอึ้งของเขา



     

     

    ด้านหน้าห้องฉุกเฉิน เด็กหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง โยฮันวางสายจากแม่เป็นครั้งที่สองของวัน เขาใช้เวลาตั้งแต่ที่เริ่มทรุดตัวลงนั่งตรงนี้โทรกลับไปหาแม่แล้วเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง แม่ยังเป็นเหมือนเดิมทุกครั้งที่เขาเจอเรื่องทุกข์ใจ ปลอบประโลม อ่อนโยน และรักใคร่เขาเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งหมดนั้นช่วยบรรเทาความตึงเครียดในหัวเขาไปได้ไม่น้อย


    ทั้งที่เพิ่งเจอกันแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกราวกับว่ากำลังจะสูญเสียอีกคนไปครั้งที่สาม เป็นครั้งที่สามแล้วที่ความเจ็บปวดในรูปแบบนี้ทำร้ายเขาอยู่ซ้ำๆ


    ความทรงจำที่เลือนรางในชาติภพก่อนๆบอกให้เขารู้ว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่พวกเขาทั้งสองคนจะได้ครองรักกัน ที่เลวร้ายกว่านั้นคือเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันน้อยลงไปทุกที หากคนๆนั้นจากเขาไปอีกครั้งนั่นไม่เท่ากับว่าชาตินี้แม้แต่เวลาที่จะอยู่ด้วยกันก็ยังไม่มีอย่างนั้นเหรอ


    เขายอมรับมันไม่ได้หรอก


    เด็กหนุ่มนั่งก้มหน้าอยู่อย่างนั้น เขาทำได้เพียงแค่รอ รอเวลารอฟังจากปากคุณหมอว่าคนๆนั้นปลอดภัย เสียงเอะอะที่ดังอยู่ใกล้ตัวดึงความสนใจจากเขาไม่ได้ หูปิดไปแล้ว เขาแทบไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น


    แม้จะคิดว่าความรู้สึกอาวรณ์ที่เป็นอยู่คงจะเป็นความรู้สึกที่ตกค้างมาจากชาติก่อนแต่เพราะความผูกพันที่ได้รับมาพร้อมๆกับความทรงจำพวกนั้นทำให้เขาปล่อยวางไปไม่ได้เสียที


    ฝ่ามือนิ่มอุ่นแตะลงบนแขนเขาผ่านผ้าเนื้อหนาของเสื้อแจ็คเกต โยฮันมองไปที่มือก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือข้างนั้น ผู้หญิงวัยเดียวกับแม่เขานั่งอยู่ข้างๆ ดวงตาแดงก่ำแถมยังบวมช้ำ มืออีกข้างกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น ถัดไปด้านหลังเป็นผู้หญิงวัยกลางคน นั่งถือพัดพร้อมยาดมไว้ในมือ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกกับการที่จะมีคนร้องไห้หน้าห้องฉุกเฉินเพียงแต่เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเธอต้องการที่จะพูดอะไรกับเขา


    “หนูมารอใครหรือจ๊ะ”


    โยฮันจ้องมองไปที่อีกคนด้วยแววตาสั่นระริก เธอคงอยากจะหาที่พึ่งพิงด้วยการพูดคุยกับเขา แต่เขาเหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไรออกมา


    ดวงตากลมที่รอบๆมีร่องรอยยับย่นรวมทั้งดูโรยราลงตามวัยกวาดสายตาสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้า เสื้อยืดตัวในที่เป็นสีอ่อนมีคราบเลือดเปื้อนอยู่เต็มไปหมด “คงเจอเรื่องหนักมาใช่ไหม”


    เด็กหนุ่มพยักหน้า ก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่คอ ริมฝีปากอิ่มถูกฟันกระต่ายขบเอาไว้กลั้นอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งถึงได้ถอนหายใจออกมา


    ฝ่ามืออุ่นที่จับแขนเขาเลื่อนไปวางที่แผ่นหลังแล้วลูบไปมาเพื่อปลอบเขาอย่างช้าๆ “ขอบคุณนะครับ”


    รอยยิ้มอุ่นอ่อนถูกส่งมาให้ แม้เธอเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างไปจากเขาแต่ใจดีกับคนแปลกหน้าได้ขนาดนี้ โยฮันคิดถึงแม่ แม้จะเป็นเขาเองที่ห้ามแม่มาหาแต่ในตอนนี้เขาก็ยังต้องการสิ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจอยู่ดี


    “ลูกชายป้าเป็นตำรวจ” เธอเริ่มพูดขึ้นมาเมื่อเห็นเด็กหนุ่มอาการดีขึ้น “ป้าห้ามไปหลายต่อหลายครั้ง แต่เด็กดื้อนั่นไม่เคยที่จะฟังเลย”


    ดวงตากลมจับจ้องไปที่คนพูด “เป็นเพราะป้ากลัวว่าแกจะด่วนจากไป อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ตลอด แล้วมันก็เป็นอย่างที่ป้าคิด”


    โยฮันจับมือของคุณป้ามากุมเอาไว้ ออกแรงบีบเบาๆเพื่อให้กำลังใจ


    “อยู่ดีไม่ว่าดีจริงๆเลยตานั่น ช่วงพักแท้ๆยังหาเรื่องไปให้ตัวเองถูกแทงจนได้” เสียงหัวเราะปนขมขื่นถูกเปล่งออกมาเบาๆ


    มีบางอย่างที่หญิงสูงวัยคนนี้พูดมาไปสะกิดโดนอะไรบางอย่างเข้า เด็กหนุ่มชั่งใจอยู่สักพักถึงได้ถามออกไป


    “ลูกชายคุณป้าชื่อโจซึงยอนหรือเปล่าครับ”


    เธอเงยหน้ากลับขึ้นมามองหลังจากที่ก้มลงไปซับน้ำตา ดวงตาเผยแววฉงนขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้าเป็นการตอบคำถาม


    “หนูเป็นเพื่อนกับตายอนเหรอ” เธอถาม


    “ไม่ใช่ครับ”


    เขาตอบไปเพียงแค่นั้นนั่นทำให้ท่าทีเธอดูแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีกจนเด็กหนุ่มต้องรีบพูดต่อ “ผม— ” โยฮันไม่แน่ใจนักว่าควรบอกหรือไม่ หากอีกคนมีคนรักอยู่แล้วหรือคุณป้าท่านนี้ไม่ได้ต้องการคู่แท้ของลูกชายตัวเอง เขาจะทำอย่างไรต่อไป


    “คนที่หนูมารอคือลูกชายป้าใช่ไหม”


    “ครับ”


    “ถ้าอย่างนั้นก็มารอเด็กนั่นด้วยกัน แล้วถึงตอนนั้นหนูค่อยพูดก็ได้ตกลงไหมจ๊ะ” โยฮันพยักหน้ารับก่อนที่เธอจะส่งยิ้มมาให้อย่างใจดี



     

     

    กระป๋องน้ำอัดลมถูกส่งมาให้หลังจากที่คุณป้าวานให้คุณน้าอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกันไปกดน้ำที่ตู้ เวลาผ่านไปพักใหญ่แล้ว บุคลากรของโรงพยาบาลวิ่งเข้าออกห้องฉุกเฉินหลายต่อหลายครั้งและแน่นอนว่านั่นทำให้ทั้งเขาและคุณป้ากังวลมากขึ้นแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา


    เสียงเอะอะของคุณน้าอีกคนดึงความสนใจเขาจากหูกระป๋องไปที่หน้าห้องฉุกเฉิน แพทย์ถามถึงญาติของผู้บาดเจ็บก่อนที่คุณป้าจะลุกขึ้นไปคุยกับคุณหมอโดยมีเขาเดินตามไปฟังอยู่ห่างๆ


    เธอร้องไห้ออกมาหลังจากที่ฟังคุณหมอแจ้งรายละเอียดจนครบ เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ เธอไม่ต้องสูญเสียลูกชายไปแล้ว และโยฮันเองก็ไม่ต้องเสียเขาไปอีกครั้งเช่นกัน



     

     

    เด็กหนุ่มใช้เวลาหลังจากเรียนที่มหาวิทยาลัยเสร็จแล้วอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ ในตอนแรกเขาคิดว่าจะมาถามอาการคร่าวๆจากพยาบาลที่ขึ้นเวรอยู่ แต่ดันเจอคุณน้าคนนั้นที่อยู่กับแม่ของซึงยอนเข้าเสียก่อน เธอจึงพาเขาไปที่ห้องพักผู้ป่วยของซึงยอนหลังจากหมออนุญาตให้นายตำรวจออกจากห้องไอซียูได้


    จากวันนั้นเป็นต้นมาเขาจึงกลายเป็นขาประจำของห้องนี้ไปแล้ว โยฮันกลับไปหาแม่ที่บ้านครั้งหนึ่ง เล่าเรื่องที่เจอกับแม่ซึงยอนให้ฟังรวมถึงเรื่องที่เขาหนักใจอยู่ พอได้พูดคุยกับแม่แล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกดีขึ้น


    ถึงตอนนั้น ถ้าได้บอกออกไปแล้วไม่เป็นที่ยอมรับเขาคิดว่าตัวเองเก่งพอจะจัดการกับเรื่องในหัวพวกนี้ได้


    แม้ว่าในภพที่ผ่านๆมาเขาจะรักก็ตาม แต่ในตอนนี้ มันยังไม่ใช่ความรัก


    หน้าหนังสือถูกพลิกไปเรื่อยๆ เขาอ่านทบทวนเนื้อหาที่จะใช้สอบในอีกสองวันข้างหน้าระหว่างที่นั่งเปื่อยอยู่ที่นี่ จริงๆเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมาทุกวัน เพียงแต่เขาไม่อยากให้คุณป้าต้องอยู่ตัวคนเดียวแม้จะมีคุณน้าที่เป็นแม่บ้านอยู่ด้วยแต่การที่เขาเป็นเด็กผู้ชาย หากทั้งคู่ต้องการความช่วยเหลืออะไรคงจะสะดวกกว่า


    เมื่อไม่กี่วันก่อนโยฮันได้เจอกับพ่อของซึงยอนเป็นครั้งแรก เด็กหนุ่มถูกถามว่าเป็นเพื่อนกับซึงยอนหรือไม่เป็นครั้งที่สอง พอเขามีท่าทีอ้ำๆอึ้งๆคุณป้าเลยตีเข้าที่แขนคุณลุงอย่างแรงพร้อมกับเอ็ดที่คุณลุงถามแบบนั้นทั้งที่เธอเคยเตือนไว้แล้ว


    เขาได้แต่ยิ้มเห่ยๆเพราะทำตัวไม่ถูก


    “ตายอน ยอน ฟื้นแล้วเหรอลูก”


    น้ำเสียงตกใจดังขึ้นมาผ่ากลางความเงียบในห้องทำเอาเขาตกอกตกใจไปด้วย


    ไม่พร้อม


    โยฮันยังไม่พร้อมที่จะเจออีกคน แม้ยังไม่รู้เหตุผลแต่เขาต้องรีบออกไปจากที่นี่


    ข้าวของถูกยัดเก็บเข้าไปในกระเป๋า “ผมไปแล้วนะครับ พอดีมีเรียน” แสร้งยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วโค้งให้ผู้หญิงสูงวัยทั้งสองคนอย่างเร่งรีบแล้ววิ่งออกจากห้องมา


    ถึงจะรอมาตั้งนานเพื่อให้อีกคนฟื้น แต่ยอมรับเลยว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าเกิดซึงยอนฟื้นขึ้นมาจริงๆต้องทำอะไรต่อไป


    มือทั้งสองข้างกุมเข้าที่แก้มตัวเอง เพิ่งจะเจอกันครั้งเดียว ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เพราะความทรงจำที่ได้รับกลับมา หากได้เจออีกตอนนี้เขาต้องเผลอทำท่าทีห่วงหาเหมือนรักกันมานานออกไปอย่างแน่นอน แบบนั้นมันจะไม่ดูน่าอึดอัดเกินไปหน่อยเหรอ


    ใครมันจะไปกล้าเจอหน้ากัน


    เด็กหนุ่มถอนหายใจ คงไม่ค่อยได้กลับมาที่นี่บ่อยๆอีกแล้ว



     

     

    มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาปิดที่ใบหูเมื่อคุณนายโจเริ่มบ่นเรื่องที่เขาเกือบตายเพราะอาชีพตำรวจเป็นครั้งที่สามของช่วงเช้าวันนี้


    “ผมเพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วัน แม่อย่าเพิ่งบ่นสิ”


    “หูแกโดนแทงหรือไง ก็ไม่นี่”


    “โธ่ แม่”


    “จะไม่เลิกทำใช่ไหม”


    “ครับ”


    ก่อนที่คุณนายจะเดินกระฟัดกระเฟียดกลับไปนั่งที่โซฟา พูดพร่ำซ้ำๆซากๆกับเรื่องเดิมๆแบบเดียวกับตอนที่เขาบอกว่าจะเป็นตำรวจ ลอกมาทั้งดุ้นไม่ขาดแม้เพียงประโยคเดียว


    ความสามารถของคนเป็นแม่จริงๆ


    “แกนี่มันหัวดื้อจริงๆเลย ถ้าแม่ได้หนูโยฮันเป็นลูกชายตอนนี้ฉันคงยังสาวอยู่ ไม่ต้องมาตามปวดหัวกับแกเพราะเรื่องพวกนี้”


    “ห้าสิบกว่านี่ยังสาวได้เหรอ”


    ก่อนจะมีหมอนเขวี้ยงมาที่เตียงจนเขาต้องใช้มือรับเอาไว้ “แม่ หมอไม่ให้ขยับเยอะเนี่ย” ซึงยอนโวยวาย


    “แม่เจอโยฮันแล้วใช่ไหม”


    “เจอแล้ว ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องเลย ละสรุปน้องเป็นอะไรกับแก แม่ถามก็ไม่ยอมตอบเลยบอกไปว่ารอแกฟื้นค่อยพูดตอนนั้นก็ได้”


    “งี้แม่ก็โกงสิมาถามเอากับผมก่อน”


    เสียงจิ๊ปากดังขึ้น เรียกเสียงหัวเราะจากตำรวจหนุ่มได้แต่ต้องหยุดแทบทันทีเพราะเกิดเจ็บแผลขึ้นมา


    “ระวังหน่อย” เตือนจากผู้เป็นแม่


    “ผมยังไม่เห็นน้องเลย ไม่มาเยี่ยมเลยเหรอ”


    “ใครบอก มาเฝ้าแกทุกวัน แม่ไม่เหงาเพราะมีหนูโยฮันมาอยู่เป็นเพื่อน แต่พอแกฟื้นขึ้นมาก็หายไปเลย”


    ซึงยอนขมวดคิ้ว


    “เขาเป็นคู่ผมนะแม่ ไม่คิดจะมาเจอกันเลยหรือไง”


    “ว่าไงนะ”หนังสือวรรณกรรมในมือถูกปิดลงทันทีหลังได้ยินลูกชายตัวดีพูดแบบนั้น


    “ก็เป็นคู่ผม คู่แท้ที่แม่บอกไง เนี่ย เจอแล้ว”


    ปกแข็งของหนังสือตีเข้าที่หน้าผากเบาๆ “คนแบบแกมันโชคดีอะไรขนาดนี้ถึงได้คู่แท้แบบหนูคนนั้น”


    “สรุปว่าถูกใจลูกสะใภ้นะ”


    “เอาอะไรมามั่นใจว่าลูกสะใภ้”


    “ไม่รู้ล่ะ ผมจะแต่งน้องเข้าบ้าน บอกป๊าไว้ด้วย”


    “คุยกันซักคำเคยยัง”


    “แม่อย่าขัด จะเอาไหมคนนี้”


    “เอา”


    เสียงดัง ชัดเจน คู่แม่ลูกหัวเราะออกมาพร้อมกันหลังบทสนทนาเกิดเงียบขึ้นมา


    “จริงๆน้าซอยุนก็บอกแม่อยู่นะว่าเคยเห็นน้องอยู่แถวๆหน้าแผนก คงมาหาแกแต่ไม่กล้าเข้ามา”


    คุณนายโจหมายถึงคุณน้าแม่บ้าน ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้โยฮันเข้ามาหาเขาเพราะหากรอให้เจ้าตัวมาเองก็คงไม่มาเสียที ซึงยอนนิ่งไปครู่หนึ่ง


    “ถ้าจะเอาลูกสะใภ้ แม่ต้องช่วยผม”

     



     

    ถึงจะเคยบอกกับตัวเองไว้ว่าจะมาที่นี่ให้น้อยลงแต่เขาก็มายืนอยู่ที่หน้าแผนกเดิมเป็นครั้งที่สามของสัปดาห์ เริ่มสนิทกับพยาบาลเวรจนพวกเธอถามว่าทำไมเขาถึงไม่เข้าไปข้างในเหมือนเมื่อก่อน โยฮันได้แต่ยิ้มแทนคำตอบ


    “หนู ไม่เข้าไปข้างในล่ะลูก” น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างๆ เป็นคุณแม่ของซึงยอน เขาอึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไรจนเธอยิ้มใจดีให้อย่างเช่นทุกครั้ง “พี่เขาหลับอยู่ เข้าไปตอนนี้ก็ได้นะ”


    เพราะถูกถ้อยคำเหล่านั้นล่อลวงมา ตอนนี้เขาเข้ามายืนอยู่ข้างๆเตียงจ้องมองไปที่อีกคนที่กำลังหลับ ส่วนคุณป้ากลับไปแล้ว เธอออกมาเจอเขาพอดีเพราะกำลังจะกลับไปเก็บของที่บ้าน ทำให้ตอนนี้ในห้องมีเพียงเขาที่ยืนกระอักกระอ่วนไม่รู้จะทำอะไร วางมือไม้ไว้ตรงไหน


    นี่ขนาดอีกคนนอนหลับอยู่ ถ้าเจอกันตอนที่มีสติครบทั้งคู่อาจเป็นเขาที่สติเตลิดไปก่อน


    ยกเก้าอี้มาวางข้างๆเตียง ถอดกระเป๋าวางลงบนเก้าอี้ก่อน เพราะอย่างนั้นโยฮันจึงไม่ได้เห็นว่าคนที่นอนหลับแบบแกล้งๆอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นแล้วรวบเขาขึ้นมาไว้บนเตียงด้วยกัน


    โยฮันร้องเสียงหลง ชาวูบไปหมดทั้งตัว ไม่ยอมหันกลับไปจนเจ้าของอ้อมกอดพลิกตัวเขาไปเผชิญหน้ากันตรงๆเป็นครั้งแรก


    “เธอคิดจะเข้ามาหาพี่ตอนไหน”


    คำแทนตัวแบบสบายๆจากอีกคนทำให้เขาแทบจะร้องไห้ออกมา เด็กหนุ่มไม่ได้เตรียมตั้งรับกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ในหัวตอนนี้มีเพียงคำว่าทำไงดีนับร้อยวิ่งวนอยู่ในนั้น


    “ค— คุณไม่เจ็บแผล เหรอครับ” เสียงแผ่วลงตอนปลาย เด็กตรงหน้ายืดตัวออกเท่าที่จะทำได้หลังจากที่เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แต่แขนที่รัดอยู่ไม่ปล่อยให้คนในอ้อมกอดหนีไปได้ง่ายๆ


    กระชับวงแขนแน่นขึ้นจนตัวของอีกคนเอนเข้ามาแนบชิด ซึงยอนไม่สนหากแผลจะมีเลือดซึม ก็แค่ฟังหมอบ่นไปหนึ่งวัน แต่โอกาสตรงหน้านี้เขาไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆแน่


    ปลายจมูกโด่งเคลื่อนเข้าไปใกล้พวงแก้มขาว เด็กตัวนิ่มนี่ก็หดคอหนีทันที ไม่มีคำถามใดๆเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังทำ แต่ในหัวทุยๆนั่นน่าจะคิดหาทางออกให้ตัวเองอยู่


    “เราไม่ได้เป็นอะไรกันนะครับ”


    “ก็รักกันมาทุกชาติแล้ว”


    “แต่ชาตินี้ยัง” เพียงประโยคเดียวทำเอาเจ้าของวงแขนนิ่งไป เด็กหนุ่มเลยต้องรีบพูดต่อเพราะกลัวอีกคนจะรู้สึกแย่ไปเสียก่อน


    “ชาตินี้เรา ค่อยๆรักกันดีกว่าไหมครับ”


    ริมฝีปากอิ่มขยับ ทั้งยังพูดประโยคที่น่ารักขนาดนั้นออกมาอีก น่ากิน ซึงยอนยอมรับเลยว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเร้าให้เขาอยากกินคนในอ้อมกอดนี้ให้ไม่มีเหลือ


    “พี่ไม่อยากรอ” เขาเอ่ยออกมาตรงๆ “พี่ว่าเธอก็จำได้ ไม่มีครั้งไหนเลยที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน”


    ปลายนิ้วเกลี่ยจุดตำหนิเหนือหัวคิ้วอีกคนอย่างคะนึงหา


    “เธอไม่รักพี่เหรอ”


    น้ำเสียงออดอ้อนถูกส่งมาให้ ไม่ว่าใครฟังก็คงใจอ่อนยวบเป็นขี้ผึ้งลนไฟกันทั้งนั้น รวมทั้งเด็กไม่ประสาคนนี้ก็ด้วย


    “ชาติก่อนๆผมก็รักคุณ” เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มตอบ เขาไม่คิดว่าความรู้สึกพวกนั้นเป็นของเขาเองซึ่งต่างกับอีกคน


    “ชาติก่อนๆพี่ก็รักเธอ ชาตินี้พี่ก็รักเธออีกเหมือนกัน”


    “ทั้งที่คุณเพิ่งเคยเจอผม”


    “จริงๆเรื่องนี้เธอน่าจะยังไม่รู้ แต่ไม่มีชาติไหนเลยที่พี่จะแยกความรู้สึกตัวเองออกจากกัน”


    คิ้วหนาขมวดมุ่น “หมายความว่ายังไงครับ”


    “ทุกๆชาติเราเกิดมาเพื่อกัน พี่เกิดมาเพื่อเธอ เธอเองก็เกิดมาเพื่อพี่ นั่นคือความหมายของคู่แท้ เพราะงั้นพี่เลยไม่คิดว่าจะต้องมาแยกความรู้สึกตัวเองออกจากกันไปเพื่ออะไรในเมื่อผลลัพธ์สุดท้ายคือพี่ก็รักเธออยู่ดี”


    น้ำเสียงจริงจังทำให้โยฮันนั่งนิ่งเพื่อฟังสิ่งที่อีกคนพูดราวกับว่าเขากำลังพยายามเข้าใจความคิดพวกนี้ให้มากขึ้น


    “ในตอนนี้ ชาตินี้ที่พี่มีพร้อมทุกอย่าง ถ้าว่ากันตามตรงพี่ไม่อยากเสียเธอไปอีกแล้ว ทุกอย่างในความทรงจำพวกนั้นรวมทั้งความเจ็บปวดตอนที่เธอหายไป พี่จำได้ทั้งหมด”


    ปลายจมูกโด่งสูดดมเอากลิ่นหอมตามลาดไหล่ผ่านเนื้อผ้าเมื่อไม่เห็นอีกคนต่อต้านก็ขยับขึ้นไปตามลำคอ ปล่อยลมหายใจร้อนรินรดบนผิวกายขาวจนขึ้นสีแดง เด็กหนุ่มในอ้อมกอดขัดเขินอยู่ไม่ใช่น้อยกับการที่เขาทำแบบนี้ คงจะไม่คุ้นชินจริงๆ


    จะว่าไปในชาติที่ผ่านๆมาพวกเขาทั้งคู่แทบไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันมากเกินไปกว่าการจับมือถือแขนท่าทีของโยฮันในตอนนี้เขาจึงเข้าใจได้ว่านี่เป็นครั้งแรกของพวกเขาที่แนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่างใดๆหลงเหลืออยู่


    คงต้องเป็นหน้าที่เขาเสียแล้วในการทำให้เด็กตัวนิ่มคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้


    เพราะเขาไม่ใช่คนที่ใจดีกับเรื่องบนเตียงเท่าไหร่เสียด้วย


    ตำรวจหนุ่มไล้ปลายจมูกคลอเคลียอยู่แถวๆแนวคาง มือข้างหนึ่งที่ยังกอดรั้งเอาไว้บีบเค้นเนื้อนิ่มเบาๆผ่านเนื้อผ้า ดูท่าจะยังไม่รู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำเพราะคงถูกปลายจมูกนี่ถึงความสนใจไปอยู่


    “ผมก็ไม่อยากเสียคุณไป” เอ่ยออกมาแผ่วเบา “ตอนที่คุณอยู่ในห้องฉุกเฉินผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะตายให้ได้วนอยู่อย่างนั้น”


    เสียงทุ้มเริ่มสั่นเครือเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันที่เกิดเรื่อง “มันทรมานมากจริงๆ ความรู้สึกแบบนั้น ความรู้สึกตอนที่ต้องแยกจากคุณ ตอนที่รู้ว่าจะไม่ได้กลับไปหาคุณอีก ความเจ็บปวดพวกนั้นมันฝังอยู่ในความทรงจำของผม ยิ่งตอนที่ผมเห็นคุณถูกแทงหลังจากที่จำทุกอย่างได้แล้วมันยิ่งแย่ มันเหมือนทุกอย่างกำลังจะพังอีกครั้ง ซ้ำๆ ผมเอาแต่คิดว่าอีกแล้วเหรอ เป็นแบบนี้อีกแล้วเหรอ ผมต้องเสียคุณไปอีกแล้วเหรอ”


    ซึงยอนชะงักเมื่อเห็นอีกคนยกหลังมือขึ้นมาเช็ดน้ำในตาที่เอ่อล้น


    “จริงอย่างที่คุณพูด ผมแยกความรู้สึกพวกนี้ออกจากกันไม่ได้เลย แยกไม่ได้ว่านี่เป็นความรู้สึกของผมเมื่อชาติแล้ว หรือนี่เป็นความรู้สึกของผมในชาตินี้ เพราะยังไงนั่นก็คือผม เป็นความทรงจำทั้งหมดของผม”


    ฝ่ามืออุ่นเปลี่ยนจากบีบเนื้อนิ่มเป็นลูบไล้ไปมาช้าๆราวกับต้องการที่จะปลอบประโลมเด็กในอ้อมกอด


    “แย่จังเลยนะครับที่ชาติก่อนๆความรักของเรามันไม่ดีเลย ชาตินี้ถึงต้องมาเจ็บปวดเพราะมันอยู่แบบนี้”


    “ไม่พูดแบบนั้น”


    “ขอโทษครับ”


    ดันศีรษะทุยของอีกคนเบาๆแหมะลงบนบ่า เขาไม่คิดเลยว่าการเจอกันในวันนี้จะทำให้พวกเขาทั้งคู่ได้พูดถึงเรื่องพวกนี้ ยอมรับเลยว่าในตอนแรกตั้งใจจะแกล้งเด็กเท่านั้น นี่ค่อนข้างจะเลยเถิดมาไกลมากทีเดียว


    กอดปลอบอยู่อย่างนั้น เขาไม่ได้ยินเสียงสะอื้นจากคนในอ้อมแขน เข้มแข็งกว่าที่เขาคิด คงเป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายที่ไม่อยากร้องไห้ออกมาง่ายๆ น้ำตายังไม่ปล่อยให้ไหลลงมาเลยด้วยซ้ำ


    “ไม่ต้องกลัวแล้ว”


    กระซิบแผ่วเบาข้างหู คลอเคลียปลายจมูกกับไรผมด้านหลัง สูดดมเอากลิ่นหอมบนผิวกายขาว นึกเสียดายขึ้นมาไม่ใช่น้อยที่ไม่ได้แกล้งอีกคนอย่างที่หวังไว้ แต่เขาก็ไม่ใจร้ายพอจะกวนใจเด็กที่ดูพร้อมจะร้องไห้อยู่ตลอดแบบนี้


    “ไม่ต้องกลัวว่าถ้าเรารักกัน แล้วสุดท้ายก็ต้องแยกจากกันเหมือนที่ผ่านๆมา มันจะไม่เป็นแบบนั้น”


    ซึงยอนกดริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนิ่ม


    “พี่สัญญาด้วยชีวิต”



     

     

    fin.



     

     

    ซึงยอนเหลือบมองคุณนายโจที่นั่งกอดอกอยู่บนโซฟาแล้วมองพวกเขาทั้งคู่สลับกันไปมาอย่างจับผิด


    ดันเปิดประตูเข้ามาเห็นตอนที่เขากำลังกอดน้องอยู่พอดี แผนกไม่แตกก็ดีเท่าไหร่แล้ว


    “ไม่มีอะไรน่าแม่ ปรับความเข้าใจกันเฉยๆ”


    “ต้องกอดด้วยเหรอ”


    “ใช่ ต้องกอด”


    “เถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ” ก่อนจะหันกลับไปหาโยฮันที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ “แม่ดีใจนะที่หนูเป็นคู่ของตายอนน่ะ”


    “ครับ”


    ตอบรับเสียงแผ่ว เขายังทำตัวไม่ค่อยถูกกับการที่ต้องมานั่งเสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวคนอื่นแบบนี้


    “แล้วชาติที่แล้วไปรักกันช่วงไหนมาล่ะ”


    “ช่วงสงครามเกาหลี”


    คุณนายโจเงียบไปแทบจะทันทีหลังได้ยินคำตอบเธอเองก็พอจะรู้ว่าคงจบไม่สวยสักเท่าไหร่กับการได้เจอกันในช่วงสงครามแบบนั้น


    “แม่ยังไม่เกิดเลยนะตอนนั้น” เอ่ยขึ้นมาหวังผ่อนคลายบรรยากาศ แต่กลับกลายเป็นว่าคำตอบของคำถามซึงยอนทำให้ภายในห้องดูอึมครึีมยิ่งกว่าเดิม


    “พี่ยังไม่ได้ถามเธอเลยว่าหลังจากวันนั้นเธอหายไปไหน” 


    “ผมไปเจอเพื่อนในหน่วยแพทย์กำลังจะหลบหนีไปเข้ากับฝั่งเกาหลีเหนือ เลยไปห้ามเอาไว้แล้วถูกยิงตายครับ”


    สองแม่ลูกนั่งมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครเอ่ยอะไรจนกระทั่งคุณนายโจต้องเปลี่ยนเรื่องกลับไปบ่นลูกชายตามเดิม


    “ห้ามทำแบบนั้นกับน้องอีกนะ”


    “แบบไหน”


    “ก็แบบที่แกทำเมื่อกี้นี้ไง ถ้าแม่ไม่เข้ามาก่อนน้องคงเสร็จแกไปแล้วมั้ง”


    โยฮันแทบจะมุดแผ่นดินหนีหลังได้ยินคุณป้าพูด เขาไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือจากคนที่นอนอยู่บนเตียงหรอก ตั้งท่าจะแกล้งเขาอยู่ตลอดขนาดนั้น


    “ไม่ทำหรอก”


    “กล้าที่จะพูดนะ”


    “เดี๋ยวแผลฉีก”


    “งั้นถ้าไม่มีแผลแกก็จะทำใช่ไหม”


    “แม่ก็น่าจะรู้นะ”


    เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ท่ามกลางสงครามน้ำลายของแม่ลูกคู่นี้ยกมือขึ้นมาปิดหน้าเอาไว้ก่อนจะร้องขอขึ้นมา


    ไม่ไหว เขาอายจะแย่อยู่แล้ว


    “พอเถอะนะครับ ผมขอร้อง”



     

     

    /



     

     

    ดูเป็นเงื่อนไขของauที่ทั้งสองคนจะรักคนอื่นไม่ได้เลยถ้ายังเจอกันทุกชาติ555555555


    สำหรับดอกไผ่ หลังจากที่ต้นไผ่ออกดอกแล้ว ไผ่จะตายทั้งกอเลยค่ะ บ้างก็เกิดใหม่อีกครั้ง บ้างก็ตายไปเลย เราเลยหยิบตรงนี้มาเล่นกับ reincarnation ทุกครั้งที่ความรักผลิบาน ก็ต้องจากกันค่ะ บางคนอาจจะแบบว่า เอ๊ะ ไหนดอกไม้วะ555555555 ไม่มีค่ะ เราเอาการออกดอกของไผ่มาเป็นเส้นเรื่องแทน


    หวังว่าจะมีความสุขกับการอ่านเรื่องที่เราเขียนนะคะ ฝากผลงานของนักเขียนท่านอื่นในแท็ก #14feb_lovepoemyounyo ด้วยค่ะ ทุกคนตั้งใจกันมากๆ


    สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะ

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in