อยากให้บล็อกนี้ไม่มีโชคร้ายcelestophia
"...Get out as early as you can, and don't have any kids yourself..."
  • "มนุษย์ส่งต่อความทุกข์โศกให้แก่มนุษย์ด้วยกัน
    มันลึกล้ำเหมือนสันดอนทะเล
    หนีไปให้เร็วเท่าที่จะไปได้ทัน
    และอย่ามีลูกเป็นของตัวเอง"

    บทกวีที่ตัดมาด้านบนนี้ สำหรับคนที่เคยอ่านชุดอยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้ายจนจบล่ะก็ คงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีในฐานะคำพูดสุดท้ายของเคาต์โอลาฟ ชายผู้เลวร้ายและทำให้ชีวิตของเด็ก ๆ โบดแลร์ต้องทุกข์ระทมตลอดเรื่องราว 13 เล่มที่ผ่านมา

    เด็ก ๆ โบดแลร์, ในวันที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของโอลาฟเป็นครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ในครั้งนั้น
    หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าคำพูดนี้ของโอลาฟหมายความว่าอะไรกันแน่ ทำไมถึงเป็นประโยคนี้ ทำไมถึงต้องเป็นบทกวีบทนี้ สำหรับคนที่เคยอ่านบทกวีฉบับเต็มมาก่อน คงเห็นว่านอกจากจะช่วยย้ำเตือนผู้อ่านว่าครั้งหนึ่ง โอลาฟเคยเป็นอาสาสมัครในองค์กรอันประเสริฐแล้ว บทกวีบทนี้ยังสามารถสรุปเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือไว้ได้อย่างครบถ้วนและงดงามที่สุดอีกด้วย

    แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน เรามาทำความรู้จักกับบทกวีบทนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

    โคลงสี่วรรคข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของบทกวีชื่อ This Be the Verse ของ Philip Larkin ซึ่งเหมาะสมกับการเป็นบทสรุปของหนังสือชุดนี้มาก แต่ด้วยเนื้อหาและคำบางคำคงทำให้ไม่สามารถใส่บทเต็มลงในหนังสือได้ (และถ้าใส่หมดก็ออกจะตรงไปตรงมาจนผิดวิสัยของสนิกเก็ตเสียด้วย) อย่างที่พวกเราจะได้อ่านกันในย่อหน้าถัดไปค่ะ

    They fuck you up, your mum and dad.   

        They may not mean to, but they do.   

    They fill you with the faults they had

        And add some extra, just for you.


    But they were fucked up in their turn

        By fools in old-style hats and coats,   

    Who half the time were soppy-stern

        And half at one another’s throats.


    Man hands on misery to man.

        It deepens like a coastal shelf.

    Get out as early as you can,

        And don’t have any kids yourself.


    น่าเสียดายที่ฝีมือเราไม่ถึงค่ะ อยากจะแปลแต่ก็เกรงว่าจะเก็บความได้ไม่ครบ แต่เชื่อว่าพออ่านจบ หลายคนคงรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกนะคะ นี่มันพูดถึงเรื่องราวของเด็ก ๆ ทุกคนเลยนี่นา -- ไม่ใช่แค่เฉพาะพี่น้องโบดแลร์ หรืออาจจะไม่ใช่แค่ในหนังสือเพียงอย่างเดียวด้วยซ้ำ แต่อาจจะหมายถึงทุกคน แม้แต่พวกเราที่กำลังนั่งอ่านบทความนี้อยู่ก็เป็นได้


    เรามาลองดูกันทีละบทค่ะ สำหรับบทแรก ว่าด้วยเรื่องของพ่อแม่ที่ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็กลับทำลายลูกด้วยมือของตัวเอง ทุกความผิดพลาด ทุกความไม่สมหวังของพ่อแม่โถมทับมาที่ลูก และไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่ยังมีเพิ่มให้มากกว่านั้นอีกต่างหาก


    แค่นี้ก็เริ่มคุ้นแล้วใช่ไหมคะ...


    ฟังดูเลวร้าย แต่ในบทถัดไป เราก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้ว สมัยที่พ่อแม่ยังเป็นเด็ก ก็ถูกพ่อแม่ของตัวเองกระทำในแบบที่ไม่ต่างกัน พ่อแม่แบกรับความผิดพลาดและความคาดหวังของคนรุ่นก่อน แล้วจึงส่งมอบ (หรือพูดอีกอย่างว่ายัดเยียด) ให้กับเด็กรุ่นถัดไป โดยที่ตัวเองอาจจะไม่ได้ตั้งใจเสียด้วยซ้ำ


    แต่จะตั้งใจหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือความจริงที่ว่าพวกเขากำลังทำลายเด็กรุ่นถัดไปด้วยมือของพวกเขาเอง


    ซึ่งนั่นก็จะนำมาสู่บทสรุปของพวกเราในโคลงสี่วรรคสุดท้าย:


    ผู้คนส่งต่อความทุกข์โศกให้แก่กัน

    นานวันเข้าก็ยิ่งลึกล้ำดั่งสันดอนทะเล

    รีบหนีไปเสียให้พ้น 

    และจงอย่ามีลูกเป็นของตนเอง


    ในเมื่อมนุษย์เราต้องส่งต่อความหดหู่ให้แก่กันจากรุ่นสู่รุ่น


    จะมีหนทางใดอีกที่สามารถตัดวงจรอุบาทว์นี้ให้สิ้นลงเสียได้


    นอกเสียจากการไม่มีลูกเป็นของตัวเอง...


    ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้บทกวีบทนี้เป็นบทที่สามารถสรุปเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่าในหนังสือชุดนี้ได้อย่างครบถ้วนที่สุด และท้ายที่สุดแล้ว ความเลวร้ายของโลกก็จะยังคงส่งต่อให้กับเด็กรุ่นถัดไป เหมือนกับที่พ่อแม่โบดแลร์ส่งต่อมันให้กับไวโอเล็ต เคลาส์ และซันนี่ และคิท สนิกเก็ตส่งต่อให้กับเบียทริซ ลูกสาวคนเดียวของเธอนั่นเอง


    สำหรับบทความวันนี้ก็จะสั้น ๆ หน่อยค่ะ ถือว่าเอาไว้อ่านสบาย ๆ คั่นเวลาหลังจากจบบทความหนัก ๆ มาแล้วละกันนะคะ (ความจริงคือตอนนี้เปิดเทอมแล้วค่ะ อาจจะต้องแบ่งเวลากันหน่อย---) ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ และก็ขอบคุณคอมเมนต์ในบทความก่อน ๆ ด้วย ดีใจมากเลยค่ะที่ยังมีนักอ่านสนใจซีรีส์นี้อยู่ถึงจะจบมาเป็นสิบปีแล้ว


    พบกันใหม่ในบทความหน้านะคะ ตอนนี้เริ่มคลายล็อกดาวน์แล้ว แต่ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยค่ะ :)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in