พรุ่งนี้จะเจออะไรบ้างนะ │ WHAT'SUPTMRladtomami
จดหมาย ภาพถ่าย โรงภาษีเก่า
  • ปกติแล้วเราเป็นคนอินกับนิทรรศการภาพถ่ายยากมาก
    ถึงจะเรียนนิเทศศาสตร์มา และพอรู้ว่ากว่าจะได้ภาพหนึ่งที่อิมแพคคนดูได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทุกครั้งที่ได้ไปแกลลอรี่แล้วมีคนเล่าประวัติ เทคนิค สตอรี่เบื้องหลังแต่ละรูปถ่ายให้ฟัง เราก็รู้สึกสนใจนะ แต่ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ภาพถ่ายดึงดูดเราได้มากพอจนรู้สึกว่า ต้องกลับไปดูซ้ำให้ได้ อย่างครั้งนี้

    เมื่อวันก่อนเราไปชมนิทรรศการหนึ่งที่ชื่อว่า ‘Hundred Years Between’ เป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2020 ที่กำลังจัดอยู่ตอนนี้ นิทรรศการอยู่ข้างในอาคารศุลกสถาน (โรงภาษีร้อยชักสาม) ย่านเจริญกรุง อาคารเก่าแก่อายุ 136 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แถมแต่ละชั้นรับน้ำหนักได้เพียง 20 คนเท่านั้น เก่ามากจริงๆ

    ภาพถ่ายในตึกเก่าทั้งหมดเป็นภาพแลนด์สเคป ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม สถานที่อยู่ในประเทศนอร์เวย์ เจ้าของผลงานคือ คุณใหม่ - ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน หากเดินเข้าไปชมแบบไม่รู้อะไรมาก่อน เราคงเสียดายมากที่อาจพลาดจุดสำคัญของนิทรรศการนี้ไป เพราะทุกภาพถ่ายที่จัดแสดงอยู่นี้เกิดจากการตามรอย 'ชวด' ของคุณใหม่ที่อยู่ในยุคสมัยห่างกันถึง 100 ปีตามชื่อนิทรรศการ


    สิ่งที่นิทรรศการนี้ต้องการให้เราสัมผัสคือ ความเชื่อมโยงของเวลา สถานที่ เหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ ทุกอย่างเคลื่อนไปแต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เราว่าเป็นคำพูดที่น่าสนใจดีนะ เพราะอดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและแก้ไขไม่ได้ โดยเวลาทำให้มันผ่านไป แม้อาจถูกบิดเบือนในบางครั้ง แต่ก็ยังมีผลกับช่วงเวลาปัจจุบันอยู่ดี

    นอกจากภาพถ่ายที่เห็นกันอยู่ ความผุพังและการหลุดลอกบนผนัง เพดาน หรือพื้นทางเดินในอาคารก็เป็นส่วนสำคัญของนิทรรศการนี้เช่นกัน ถ้าใครลองไปเห็นเองกับตาตัวเอง เชื่อว่าต้องสัมผัสได้ถึงสิ่งหนึ่งเหมือนกับเรา คือ 'ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว' และความรู้สึกราวกับถูกเชื่อมโยงเข้าไปในเรื่องราวครั้งนี้ด้วยทั้งที่เป็นเพียงผู้เข้าชม

    อาจเป็นเพราะได้อ่านจดหมายที่คุณใหม่เขียนถึงชวดในแต่ละที่ที่ได้ตามรอยไปนั่นเอง ซึ่งจดหมายก็ถูกจัดแสดงไว้ในนิทรรศการด้วยเหมือนกัน


    ความรู้สึกตอนได้เห็นภาพถ่ายครั้งแรก เรารู้สึกว่าทุกภาพอยู่ในที่ที่ถูกต้องของมัน ไร้กรอบ เป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศ ความผุพังหลุดลอกที่เป็นพื้นหลังทำให้ธรรมชาติในภาพถ่ายดูยิ่งใหญ่อย่างที่ผู้ถ่ายต้องการสื่อ โดยเฉพาะภาพหนึ่งที่ถูกแขวนอยู่ในห้องขวาสุดของชั้นแรก ความสวยของมันคงขึ้นอยู่กับมุมที่มองของแต่ละคน แต่ภาพนั้นทำเราเดินกลับไปดูซ้ำอยู่ 2-3 รอบเลย

    และนี่คือมุมที่เรามองภาพนี้แล้วรู้สึกว่าสวยที่สุด


    นิทรรศการตั้งใจใช้แสงจากธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้แต่ละคนอาจได้เห็นภาพในอารมณ์ที่ต่างกันไปตามเวลา โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ใช้การฉายไฟ เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะได้อารมณ์แบบไหน

    นิทรรศการมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นที่สองเป็นห้องพื้นไม้ มีฉากสีขาวอันใหญ่ตั้งอยู่เต็มฝั่งหนึ่งของห้อง ส่วนที่ชั้นสามเป็นโซนโปรดของเราอีกเหมือนกัน ด้วยสี การจัดวาง และอินทีเรียของอาคาร เราว่าชั้นนี้มีเสน่ห์ชัดเจนมาก หันไปทางไหนก็ชอบ โดยเฉพาะหน้าต่างมุมหนึ่งที่ให้ความรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก


    อาจเพราะเรื่องราว สถานที่ และภาพถ่ายที่จัดแสดง ซึ่งทุกอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวและมีความเชื่อมโยงกันอย่างสัมผัสได้ เราเลยรู้สึกอินกับนิทรรศการนี้มากเป็นพิเศษ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปและใช้เวลาดูและอ่านอย่างตั้งใจจริงๆ อีกสักครั้ง

    เพราะคงน่าเสียดายที่หลังจบเทศกาลนี้แล้ว ตึกนี้จะถูกปิดและรีโนเวทเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 6 ปี บรรยากาศแบบนี้คงไม่มีให้เห็นอีกก็ได้

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in