I SEA NEW ZEALAND.MMANEE
08. Feels like home.



  • ME: หนูจะกลับโอ๊คแลนด์แล้วนะพี่
    PT: กลับมารอบนี้จะไปอยู่ไหนเนี่ย
    ME: ยังไม่รู้เลยค่ะ คงนอน YHA แล้วเริ่มหาบ้านใหม่เหมือนเดิมมั้งคะ
    PT: บ้านที่พี่อยู่มีห้องว่างอยู่ห้องนึง เดี๋ยวพี่ลองถามพี่เจ้าของบ้านให้นะว่าพี่เค้าจะให้เธอมาอยู่ด้วยมั้ย



    และนั่นก็เป็นที่มาของการหาที่ซุกหัวนอนจากการย้ายถิ่นฐานกลับขึ้นเกาะเหนือในเมืองโอ๊คแลนด์เป็นครั้งสุดท้าย จากการช่วยเหลือของพี่คนไทยคนหนึ่งที่รู้จักกันด้วยความบังเอิญตอนที่ทำงานที่แรกตอนเดือนสุดท้ายก่อนย้ายลงเกาะใต้ จะบอกว่าความรู้สึกแรกที่บินกลับมาถึง มันโคตรรู้สึกโล่งใจฟีลเหมือนกลับบ้านเลย คือเหมือนทุกอย่างเราคอนโทรลได้ จะขึ้นบัสลงเรือซื้อของไปไหนเราทำได้หมด ไม่ต้องพึ่งรถหรือต้องอาศัยใครให้ทำอะไรอีกแล้ว







    เรารีบลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นอูเบอร์ ขับจากฝั่งใต้ของสนามบินมุ่งหน้าตรงไปฝั่งเหนือ Northshore ตามที่อยู่ที่พี่เค้าพิมพ์มาให้ในแชทเฟสบุ้ค คุณลุงคนขับเป็นลุงแก่ๆ วัยน่าจะใกล้เคียงเลขเจ็ด ก็ชวนเราคุยถามนู่นนี่เยอะมาก นี่ก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ตอบเองงงเองลุงก็งงบ้าง จนลุงแกออกอาการเริ่มเป็นห่วง ถามว่าบ้านที่จะไปอยู่เนี่ย รู้จักคนที่จะไปอยู่มั้ย อันตรายรึเปล่า ให้ฟีลเราเป็นเด็กประถมไปเลย แม้กระทั่งตอนที่จอดรถเทียบหน้าบ้าน พี่เค้าลงมาช่วยลากกระเป๋า ลุงก็ยังมิวายหันมาพี่เค้าแบบมองอ่ะ มองเลย จนพอเห็นเราคุยกันแบบโอเคไม่น่ามีปัญหาแล้วถึงค่อยขับออกไป





    บ้านที่เราอยู่เป็นบ้านชั้นเดียว (จริงๆ บ้านที่นี่ส่วนใหญ่ก็ชั้นเดียวทั้งนั้น) มีสมาชิกรวมเราทั้งหมดสามคนกับอีกหนึ่งตัว คือเรา พี่ที่เรารู้จัก พี่เจ้าของบ้าน และหมาพันธุ์ผสมนิสัยสองบุคลิกอีกหนึ่งตัว 






    ต้องใช้เวลาปรับตัวกับอะไรใหม่ๆ ทั้งเรื่องนาฬิกาชีวิตที่เดิมตื่นหกโมงเช้า อาหารการกินที่ต้องทำกินเองเกือบทุกมื้อ ตารางชีวิตของคนตกงานที่ว่างยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่พักใหญ่ เหมือนจะรอดแต่ก็ไม่รอดเพราะว่างเกินจนฟุ้งซ่าน จนอาทิตย์ถัดมาตัดสินใจหนีไปเที่ยวเมืองหลวงเวลลิงตัน (Wellington) สี่วันสองคืน ภายในไม่ถึงอาทิตย์ที่กลับมา แถมยังเลือกขาไปนั่งรถบัส 12 ชั่วโมง และขากลับนั่งรถไฟสาย Northern Explorer 11 ชั่วโมง ฆ่าเวลาเล่นๆ อีกต่างหาก นี่ไม่ว่างจริงทำไม่ได้นะเนี่ย






    แพลนตอนนี้เราคือ รอที่บ้านมาเที่ยวเกาะใต้ด้วยกันในอีกสองอาทิตย์ที่จะถึง จากนั้นเราจะลงเรียนภาษาแบบฟูลไทม์ 12อาทิตย์เต็มตามเงื่อนไขที่วีซ่า Working Holiday จะลงเรียนได้


    แต่อย่างที่จูลี่ เพื่อนไต้หวันเราว่า Plan is no plan. 

    ..โดยเฉพาะคนนิสัยเปลี่ยนใจง่ายเร็วยิ่งกว่าลมอย่างเราแล้วด้วย




    หลังจากขับรถเที่ยวเกาะใต้กับที่บ้านวนเป็นวงใหญ่ๆ กว่าสองพันกิโลเมตร ใช้เวลาสิบสี่วันพอดีเป๊ะได้ผ่านพ้นไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย (เพราะอินี่ขับรถคนเดียว) เราก็กลับมาเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ในคอร์ส General English.  โดยลงเรียนไป 12 อาทิตย์ แต่เพราะมีวีซ่าอยู่แล้วไม่ต้องมีปัญหาเรื่องวีซ่า เค้าเลยอนุญาตให้จ่ายค่าเรียนเป็นเดือนๆ ได้ เราเลยจ่ายไปแค่สำหรับ 4 อาทิตย์แรกก่อน



    ด้วยความที่บ้านอยู่ค่อนข้างไกล ใช้เวลานั่งรถก็ 40 นาที ทำให้เราต้องตื่นเช้ากว่าชาวบ้าน และใช้เวลากลับบ้านเย็นกว่าคนอื่น เพื่อนในห้องส่วนใหญ่เป็นเอเชีย แต่ก็มีเชื้อชาติอื่นอย่างโคลัมเบียบ้างประปราย ใช้เวลาเรียนไปได้หนึ่งอาทิตย์ เราก็เริ่มออกการเซ็งอย่างเห็นได้ชัด 





    นี่เป็นความคิดและนิสัยไม่ดีส่วนตัวล้วนๆ เพราะคนอื่นก็ไม่ได้เห็นจะมีปัญหาอะไรแบบเรา
    เหตุผลหลักๆ เลยคือเราว่าชีวิตนักเรียนมันน่าเบื่อ เพราะเริ่มไม่โอเค เราเลยกึ่งๆ เหมือนจะมีปัญหาเข้ากับเพื่อนในห้องไม่ได้ และก็เลือกจะไม่เข้ากับใครเลยเช่นกัน ตอนอยู่ในห้องเราพูดคุยเล่นได้ปกตินะ แต่พอพักเบรคเราจะไม่เอาใครละ พักกลางวันก็จะสะพายเป้ข้าวกล่องออกไปแอบกินที่มุมประจำลับของเรา (ฟู้ดคอร์ดใต้โรงหนัง) ถ้าเด็กควีนสตรีทน่าจะร้องอ๋อ 


    หรือถ้าเค้าชวนไปปาร์ตี้ตอนเย็น เราก็จะขอผ่านเลยแน่นอน เหตุผลคือหนึ่ง บ้านเราอยู่ไกล ดึกเกินไม่มีรถกลับ และสอง เราเคยผ่านจุดที่ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นปาร์ตี้กับเพื่อนต่างชาติแบบนี้มาหลายปีในตอนเรียนปอตรีที่อื่น มันเลยไม่อินจะวนกลับมาแบบตอนอายุยี่สิบเอ็ดอีก เราคงจะแก่เกินไป อ้ออีกอย่างคือตั้งใจจะงดแอลกอฮอล์แล้วด้วย ดื่มทีไรปากหมามีเรื่องทุกที


    เรื่องเนื้อหาในห้องเรียนก็มีส่วน อย่างที่บอกสกิลภาษาอังกฤษเราอ่อนด๋อยมาก เกือบรั้งท้ายเพื่อนในห้องหลายคนด้วยซ้ำ แต่เพราะอาจจะเคยเรียนคอร์สไอเอลมาก่อน มันจริงจังกว่ามาก พอมาเจอ GE มันเลยดูน่าเบื่อไปเลย มีเช็คชื่อเข้าห้อง ในห้องเรียนห้ามหยิบโทรศัพท์มือถือแม้แต่จะเปิดดิก หรือจบคลาสเช้าวันศุกร์ ทุกคนจะมารวมตัวกันตรงจุดรวมตัว ถ้าใครจะจบการศึกษาก็ต้องมาพูดความในใจแล้วเพื่อนๆ ที่เหลือก็จะมาอวยพร Goodbye Good luck กัน ถ้าไม่คิดอะไรพูดๆไปก็ได้ แต่เราไม่อินไงทำไมต้องพูด รู้สึกมันไร้สาระอ่ะ ก็จะชอบหนีออกไปก่อนทุกที หรือคลาสวันศุกร์ตอนบ่ายที่จะมีให้เลือกไปออกทริปทำกิจกรรมข้างนอก (อย่างเช่นมิชชั่นเบย์ที่อิชั้นเคยขับรถตัวเองไปเที่ยวแล้ว หรือไปปีนเขาที่อิชั้นเกลียดความสูงขึ้นสมอง) หรือถ้าไม่ไปก็ต้องมาเช็คชื่อ Self-Study ซึ่งเราคิดว่าเราอ่านเองที่ห้องสมุดหรือที่บ้านก็ได้มั้ย เชื่อปะไม่เคยเข้าเลยสักครั้ง



    แต่ตอนนั้นถึงจะขวางโลกยังไง ก็ยังอุตส่าห์ไปได้เพื่อนผู้ชายคนไทยในคลาสตอนบ่ายจนได้ ช่วงนั้นเพื่อนคนนี้บ่นว่าอยากหางาน เราก็แนะนำว่าเข้าไปหาในเพจดิ ลองดู เพื่อนก็ไปสมัครอยู่ร้านนึง แต่พอไปลองแต่ไม่เวิร์คเลยไม่ทำต่อและก็ไม่หาใหม่ด้วย ส่วนเราไปๆมาๆ เลยสมัครบ้างอ้าวได้งานแถวบ้านเฉย เลิกงานพี่เค้ายังมาส่งถึงบ้านอีกต่างหาก แต่มันก็ไม่ได้เป็นเส้นทางกลับบ้านขนาดนั้น อารมณ์เหมือนสามเหลี่ยม จากบ้านเดินทางไปโรงเรียนยี่สิบนาที จากโรงเรียนไปที่ทำงานยี่สิบนาที จากที่ทำงานกลับบ้านยี่สิบนาที คิดดูเราต้องตื่นเจ็ดโมงไปเรียนถึงบ่ายสาม นั่งรถไปทำงานห้าโมง กลับบ้านห้าทุ่ม ตื่นเจ็ดโมงวนเป็นลูปใหม่ เป็นแบบนี้ทุกวัน






    พอทำงาน เรารู้สึกว่าตัวเองแฮปปี้กว่าไปเรียนมากๆ เราแฮปปี้กับการคุยเรื่องราวชีวิตกับคนในร้านมากกว่าเพื่อนในห้องที่ถามเฮ้ยู คืนนี้ไปกินเหล้าไหน หลังเลิกเรียนไปช้อปปิ้งอะไรดี หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเริ่มไม่โอเค เวลาตื่นมาเจ็ดโมงเช้าจะหงุดหงิดมากไม่อยากไปโรงเรียน หลังๆ เริ่มไม่ไปเรียน ยิ่งอาทิตย์สุดท้ายของเดือนยิ่งไม่ต้องพูดถึง Goodbye Good luck ของจริง 




    แล้วสุดท้าย เราก็กลับมาใช้ชีวิตการทำงานแบบเกือบเต็มตัวอีกครั้ง




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in