I SEA NEW ZEALAND.MMANEE
09. The End.
  • แล้วก็เดินทางมาถึงสามเดือนสุดท้ายในโอ๊คแลนด์
    เป็นสามเดือนสุดท้ายในนิวซีแลนด์ที่โคตรฟีลกู๊ด
    รู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตลงตัวมาก ทั้งเรื่องงาน และเรื่องบ้านที่อยู่


    เราไม่ได้เป็นพนักงานฟูลไทม์ 6 วัน 12 ชั่วโมงแบบที่เคยทำอีกแล้ว
    เป็นแค่พาร์ทไทม์ วันธรรมดาทำกะเช้าบวกเย็นด้วยบางวัน เลยมีเวลาเหลือออกไปทำอาหาร เดินเล่น ทำอะไรอย่างที่อยากทำอีกเรื่อยๆ 


    พี่เจ้าของร้านโอเคมาก พี่เชฟในร้านก็โอเคมาก เพื่อนร่วมงานก็โคตรโอเค
    บรรยากาศในร้านเลยโคตรจะเฮฮา ถึงจะโคตรยุ่งในเย็นวันศุกร์เสาร์จนลืมดูนาฬิกาเลยก็ตาม
    งานเราคือทำเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่รับออเดอร์ รับโทรศัพท์ เสิร์ฟ ออกอาหารเทคอเวย์ หุงข้าว เด็ดใบกะเพรา หั่นบล็อคโคลี่ หั่นเห็ด ปอกมันบ้าง ล้างกล่อง กวาดร้าน ถูร้าน และเก็บทิว! 


    การเก็บทิวเป็นอะไรที่โคตรต้องลุ้นตื่นเต้นทุกวัน ว่าเงินในนั้นมันจะตรงกับในบิลมั้ย วันนี้เราทอนเงินผิดหายไปกี่ดอลหรือเก็บเกินมากี่ดอล วันไหนเงินไม่ครบขาดไปนี่โคตรเครียด! ทุกคนในร้านจะเป็นอันรู้กัน ถ้ายืนหนานิ่วคิดนานแสดงว่าขาด ถ้าวันไหนเก็บเสร็จเร็วยิ้มหน้าบานแสดงว่าเงินครบ5555555



    วันว่างเราไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากเข้าห้องสมุดยืมหนังสือกลับมาอ่านที่บ้าน เดินเล่นซื้อของกินไปเรื่อย รอขึ้นลงบัสเวลาเดิมทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์พี่ที่บ้านเค้าจะขับรถออกมาซื้อของ เราก็ติดสอยห้อยตาม พาหมาไปเดินเล่นบ้าง หรือวันไหนเค้าทำกิจกรรมพิเศษๆ เราก็จะแฮปปี้เป็นพิเศษ





    ต้นเดือนสิงหาคม ก่อนถึงวันเกิดเราสองอาทิตย์ ตรงกับวันเกิดพี่เจ้าของร้าน พอหลังเลิกงานสี่ทุ่มพี่เค้าพาไปเลี้ยงร้านอาหารเกาหลีในเมือง นี่ก็โดนอัดโซจูไปเต็มๆ ผลคือเมา ตะโกนบอกทุกคนรู้มั้ย อีกสองอาทิตย์วันเกิดเรานะ5555555 แล้วก็ลืมไปสนิทว่าพูดอะไรไปบ้าง เพราะพูดเยอะมาก 


    อีกสองอาทิตย์ถัดมา ถึงวันเกิดเรา มันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง จริงๆ แล้วเราไม่ค่อยบอกใครด้วยซ้ำวันเกิดวันไหน ในเฟสบุ้คก็เอาที่แจ้งเตือนออกทุกปี เช้าวันนั้นเราก็มาทำงานปกติ จนถึงตอนก่อนกลับบ้านอยู่ดีๆ พี่เจ้าของร้านซื้อไอติมปักเทียนจุดมาให้ โอ้โหวินาทีนั้นโคตรตกใจและช็อคมาก ถามว่าพี่รู้ได้ไง พี่เค้าบอกเอ็งจำไม่ได้ใช่มั้ยว่าเคยบอกพี่แล้ว55555 



    น่าจะแสดงอย่างปิดไม่มิดว่าดีใจมาก เพราะไล่ถ่ายรูปกับทุกคน จนพี่เค้าพูดมาคำนึงว่า 'ไม่มีเซอร์ไพร์สวันเกิดมากี่ปีแล้ว' เท่านั้นแหละน้ำตาคลอเลย เพราะปกติวันเกิดเราแทบไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากกินข้าวกับที่บ้านเท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราเริ่มฉุกคิดได้ว่า ถ้าวันเกิดของคนสนิทรอบตัวแล้วเราทำเซอร์ไพร์สอะไรเล็กๆน้อยๆ ที่ดูเป็นการใส่ใจมันคงทำให้เค้ารู้สึกดีได้ไม่น้อย





    บ่ายวันนั้นนั่งรถเข้าเมือง ตั้งใจไปสกายทาวเวอร์เข้าคาสิโนเลย ในใจคิดว่าขอให้ได้เป็นของขวัญวันเกิดด้วยเหอะ แล้วก็แปลกมากวันนั้นเราได้เงินกลับมา 200 ดอลล่าห์จริงๆ มันพอดีกับค่าวีซ่าออสเตรเลียที่เราตั้งใจจะแวะไปหาเพื่อนก่อนกลับไทยพอดีเป๊ะ แต่ก็อย่างว่า ลาภลอยไม่ใช่เรื่อบังเอิญ พอไปยื่นวีซ่าเท่านั้นแหละรู้เรื่อง เพราะมันติดปัญหาจุกจิกอีกเยอะมาก จนถอดใจบอกคนรอบตัวว่าจะไม่ไปแล้วนะ


    อยู่ๆ ก็ดราม่าร้องไห้จนคนรอบตัวเดือดร้อนไปหมด พี่เจ้าของร้านก็ช่วย พี่ที่บ้านก็ช่วยร่างจดหมายเป็นคุณแม่ เขียนรับรองว่าเรากลับบ้านแน่นอนไม่โดด มาจนตอนนี้ยังไม่เลิกล้อชื่อแม่เลย55555 พี่อีกคนก็ช่วยเมล์เรื่องตั๋วเครื่องบินให้ เรียกว่าหาเรื่องใส่ตัวจนทุกคนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จนสุดท้ายก็ได้วีซ่าหนึ่งเดือนมาครอบครองจนได้


    เราทำงานจนถึงวันสุดท้ายก่อนบินวันรุ่งขึ้น พี่เชฟทำอาหารเซ็ตใหญ่ด้วยเพราะเราช่วยพิมพ์จดหมายให้พี่เค้าเรื่องวีซ่าแฟนเค้า จนพี่เจ้าของร้านแซวว่าเอ็งแต้มบุญสูงมากนะเว้ย ไม่มีใครเคยได้กินอาหารดีแบบนี้ แล้วพี่เองก็เพิ่งรู้ว่าพี่เชฟทำอาหารฝรั่งได้อีกต่างหาก โอ้โห ฟังแล้วแทบอยากจะทำบุญเพิ่มเดี๋ยวนั้นเลยทีเีดยว5555





    วินาทีที่ขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน ทุกอย่างเหมือนแฟลตแบ็คย้อนกลับมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เรามาถึง 
    เราไม่รู้จักใคร ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ลากกระเป๋าเดินขึ้นเนินคนเดียว ภาษาอังกฤษก็ง่อยมากฟังไม่ออก ใช้เครื่องจ่ายเงินเองในซุปเปอร์ก็ยังไม่เป็น เดินหลงควีนส์สตรีทไปกลับหลายกิโลมาก 


    จนถึงวันนี้เหมือนเราเป็นเจ้าถิ่นไปแล้ว เรารู้สึกควีนส์สตรีทแทบทุกมุมจนจะหลับตาเดินได้ รู้ทริคการใช้ชีวิตที่นี่อะไรต่างๆ เยอะมาก เคยอ่านเจอกระทู้นึงที่มีคนเคยพูดถึงชีวิตนักเรียน กับชีวิตWHS ว่าต่างกันยังไง แล้วมีคอมเม้นนึงบอกว่า 


    'ถ้าคุณใช้ชีวิตนักเรียน คุณก็จะรู้แค่สังคมชีวิตของนักเรียน วิธีการคิดของคนที่เป็นนักเรียน แต่ถ้าคุณมาทำงาน คุณจะอยู๋ในสังคมของคนทำงาน สังคมของคนที่ต้องเอาตัวรอด แล้วคุณจะได้รู้ชีวิตจริง'


    ตอนที่อ่านนั้นก็แค่รู้สึกว่าอ๋อ มันก็คงต้องเป็นแบบนั้น แต่พอมาถึงตอนนี้มองย้อนกลับไป แล้วรู้สึกว่ามันโคตรจริงเลย ชีวิตนักเรียนเป่ยจิงสี่ปีที่ผ่านมามันยังไม่เรียลเท่าชีวิตทำงานหนึ่งปีที่นี่ด้วยซ้ำ เราได้คุยและฟังเรื่องราวจากใครหลายคนที่ต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน เราได้ลองใช้ชีวิตแบบคนกีวี่ที่เค้าใช้ชีวิตแบบนี้จริงๆ เสาร์อาทิตย์พาหมาไปเดินชายหาด เข้าห้องฉุกเฉินในโรงบาลเพราะพี่ที่บ้านแขนหัก พาหมาไปหาหมอหมา ยืนฟังเค้าคุยกันเรื่องรักษาฟันน้องว่าต้องทำยังไง 



    ทุกอย่างเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่โคตรเปิดโลกเราเลย จนเราเริ่มเข้าใจใครหลายคนที่พยายามอยากย้ายมาอยู่ เพราะแค่เหตุผลว่าคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า.. วันหยุดที่เป็นวันหยุดจริงๆ ไม่ใช่วันพักร้อนที่ไม่มีสิทธิ์ใช้ เรื่องส่วนตัวที่ทุกคนต่างไม่ล้ำเส้น เวลาทำงานที่เป๊ะมากและนอกเวลางานคือเวลาพักผ่อน พี่ที่บ้านที่แขนหักได้หยุดงานตามคำสั่งแพทย์สองเดือนทั้งที่ยังได้รับเงินเดือน ประกันที่ได้กลับมาจากการเสียภาษีอย่างหนักหน่วง แต่ก็ครอบคลุมให้แม้กระทั่งเรียกแท๊กซี่ไปโรงบาลเพราะแขนหักขับรถไม่ได้



    หลายคนพยายามดิ้นรนอยากขอพีอาร์เพื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ให้ได้ แต่ก็แปลก ที่พี่ที่บ้านสองคน หรือแม้กระทั่งพี่เจ้าของร้านต่างก็ตอบเป็นคำตอบเดียวกันเมื่อเราถามว่า "เคยมีความคิดว่าจะย้ายกลับไปอยู่บ้านมั้ย" ทุกคนต่างบอกว่าหลังเกษียณก็อยากย้ายกลับมาทั้งนั้น พี่เจ้าของร้านที่แต่งงานและอยู่มายี่สิบปีเคยบอกเราว่า "เอ็งเชื่อพี่มั้ย ว่าต่อให้ได้ซิติเซ่นแล้วยังไง เอ็งก็ยังเป็นแค่พลเมืองชั้นสองของที่นี่อยู่ดี"


    เราเลยทึกทักและสรุปคำตอบให้ตัวเองได้ว่า ในช่วงชีวิตวัยรุ่น วัยสร้างตัว มันเป็นเรื่องปกติที่ใครต่างก็อยากย้ายถิ่นฐานเพื่อชีวิตที่ดีกว่ากันทั้งนั้น แต่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เราก็ต่างก็ต้องการความรู้สึกที่เรียกว่า 'บ้าน' ที่แท้จริง มีหลายคนถามว่าถ้าให้มาอยู่ที่นี่เอามั้ย เราตอบว่ามากสุดไม่เกินห้าปี ยังไงสุดท้ายเราก็ยังอยากอยู่ในที่ที่ให้ความรู้สึกเป็น 'บ้าน' ที่มีครอบครัวต้อนรับเราอยู่ดี




    แล้วชีวิตเด็กWHS ของเราหนึ่งปีก็จบแต่เพียงเท่านี้ 




    แต่เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าเก็บตกชีวิตทำงานและลูกค้าที่ร้านแต่ละคนว่าเจอแบบไหนมาบ้าง พีคๆทั้งนั้น55555





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in