Wanderer: ไปเที่ยวกัน!bueemointheskywithdiamonds
(รี)วิวบ้านๆ: ตลาดน้อย - ท่าพระจันทร์ - กุฎีจีน
  • presented by เรือด่วนเจ้าพระยาธงส้ม


    Disclaimer: 

    1. แค่ต้องการจะเก็บความทรงจำนี้ไว้เฉยๆ (ออกแนวบ่นมากกว่าหนะ) ถ้าอ่านไม่เข้าใจก็ขออภัยด้วย 

    2. ค่อนข้างยาว เพราะบ่นไปเรื่อยๆ ถ้าอ่านแล้วคิดเห็นยังไงมาคอมเม้นได้นะ

    3. ไม่ค่อยมีรูป เพราะรูปส่วนใหญ่ถ่ายในกล้องฟิล์ม ถ้าจะรอล้างก็เกรงว่าคงจะไม่ได้เขียน 

     

    1

                เราไม่ใช่คนกรุงเทพ

                เราไม่เคยมีความคิดที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่

                (แต่เอาจริงๆก็แอบอิจฉาเมืองนี้ที่ทุกอย่างดูจะสะดวกสบายไปหมด มีรถประจำทาง มีห้างสรรพสินค้าให้เลือกเยอะแยะ อ้อ แล้วก็มีคอนเสิร์ตจากศิลปินต่างประเทศด้วย)

                แต่ในประเทศกำลังพัฒนา (และจะกำลังพัฒนาต่อไปและไม่รู้ว่าเมื่อไรจะก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งนี้) ที่ทรัพยากรและงบประเมินเกินครึ่งของแผ่นดินลงมาที่เมืองหลวงแห่งนี้ก็แน่ละ สุดท้าย เราก็ต้องมาเรียนที่นี่

                และค้นพบว่าเหรียญมี 2 ด้านฉันใด เมืองทุกเมืองก็มีสองด้านฉันนั้น

                กรุงเทพอาจจะเป็นเมืองที่คนเต็มไปหมดเดินไปทางไหนก็มีแต่คน, ผู้คนเร่งรีบ เดินฉับๆๆไม่สนใจใคร, ฝนตกนิดตกหน่อยน้ำก็ท่วมละ,ต้นไม้ก็น้อย, เดินผ่านถนนทีนึงนี่ควันจากท่อไปเสียชอนไชเข้าไปในโพรงจมูกเลยทีเดียว,ตอนกลางคืนก็ชอบมีเด็กมาแว๊นแถวหอเสียงรถดัง (เอ่อ ใจเย็นๆนะ เยอะไปและ) แต่...กรุงเทพก็เป็นเมืองที่น่าเที่ยวเมืองหนึ่งเลยทีเดียว

                (แหมะ พูดยังกับไปเที่ยวเมืองอื่นบ่อย)


    2

                วันที่ 18 มิถุนายน 2560, 8:43 น.

                “ถึงแล้วนะ5555555555” ข้อความไลน์เด้งขึ้นมา เราซึ่งกำลังงัวเงีย (เพราะพึ่งตื่นและเพิ่งอาบน้ำเสร็จ) รีบอัพสปีดการแต่งตัวโดยเร็ว พลางคิดในใจว่า นัดกันเก้าโมงครึ่งไม่ใช่หรอวะ? แต่ให้อภัยได้ เพราะแม่ของศรีเป็นที่รู้จักกันในด้านความตรงต่อเวลา และตรงต่อเวลาของแม่หมายถึง ... มาก่อนเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง คือแม่รีบมาก รีบทุกครั้ง นี่ถ้านัดกันแปดโมงคงปลุกอิศรีให้ตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง

                   เรานัดกันที่สยามเพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ที่เราจะไปนัก หลังจากนั้นก็ไปรอรถเมล์ตรงข้ามเอ็มบีเคเพื่อจะไปสี่พระยา ตั้งแต่เริ่มต้นทริปก็รู้สึกละว่า วันนี้ต้องเป็นวันที่ดีซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก (/ถ้านี่เป็นหนัง ภาพจะตัดกลับไปทริปเกือบล่าสุดที่นั่งอยู่บนรถเมล์ที่นิ่งสงบเหมือนทำสมาธิหนึ่งชั่วโมงเต็ม จนตัดสินใจลงจากรถและเดินจากพระบรมรูปทรงม้าไปอนุเสาวรีย์ ซึ่งแบบอิเชี่ยยยยยยยยเหนื่อยมากกกกกกก/ โอเคจบช่วงบ่น) สัญญาณอันดับแรกก็คือ เรารอรถเมล์กันไม่ถึง 5 นาทีก็มีรถเมล์มาแล้วววววว บอกได้คำเดียวว่า #นั้มตาจะไหล #feelingมีแต้มบุญ จากใจคนเคยรอรถเมล์เกือบชั่วโมงความรู้สึกเหมือนถูกหวย (แม้ว่าจะยังไม่เคยถูกหวยก็ตาม) วันนี้ถือว่าเริ่มต้นได้ด้วยดี

    นั่งรถเมล์มาจนสุดสายที่สี่พระยา ใช้เวลาไม่นานก็เริ่มการเดินทาง(เท้า)แบบจริงๆ เสียที สถานที่แรกที่เราไปคือ โบสถ์กาละหว่าร์ (ขอเล่า ระหว่างทางเนี่ยด้านซ้ายจะเป็นอาคารโรงแรมด้านขวาเป็นซอยที่ทั้งสองด้านเต็มไปด้วยตึกแถว แล้วมีตึกนึงที่มีป้ายน้ำปลาตราปลาหมึก ศรีก็ “เหย นั่น น้ำปลาตราปลาหมึกหนิ” นี่ก็แบบ “เหยไม่ต้องตื่นเต้นกับทุกอย่างก็ได้เพื่อน ถ้าเป็นสแตนดี้ณเดชน์อะไรยังงี้ ค่อยน่าตื่นเต้น แต่น้ำปลาตราปลาหมึกเนี่ยนะ” ใช้ความตื่นเต้นได้ฟุ่มเฟือยมาก/โอเคจบช่วงเผา)


    ภายในโบสถ์กาละหว่าร์

    เนื่องจากวันที่ไปเป็นวันอาทิตย์(และเราทั้งสองก็ไม่ได้สำเหนียกเล้ยว่า ชาวคริสต์เขามาโบสถ์กันวันอาทิตย์) โบสถ์เลยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ มีชาวบ้านเดินไปเดินมา เดินออกจากโบสถ์ เราทั้งสอง (ที่แต่งตัวแบบดูนักท่องเที๊ยวนักท่องเที่ยว) ก็ถือวิสาสะเดินเข้าไปชมด้านใน พอเข้าไปแล้ว ในโบสถ์ให้ความรู้สึกเย็นอย่างประหลาด หันไป อ่อ เขามีพัดลม -..-ไม่ใช่โว้ยยยยย คือเป็นความเย็นแบบสบายใจ เย็นแบบนอนอยู่ตรงนี้ทั้งวันก็ได้ เราก็จัดแจงหาที่นั่งกันเพื่อนั่งชมความงามในโบสถ์ (เปล่า ความจริงจะมาหาที่พัก //พักแล้วหรอวะ เพิ่งเดินมาไม่ถึง 10 นาที)

    ระหว่างที่นั่งเราก็จัดแจงเอากล้องฟิล์มที่นำติดตัวมาด้วย ให้ศรีสอนใส่ฟิล์มให้หน่อย (คือแบบ *น้ำตารื้น* เคยลองใส่และถ่ายแล้ว แล้วแบบฟิล์มไม่ติดโว้ยยยยย ฟิล์มนี้โล่งเชียะ เลยไม่เสี่ยงดีกว่า เสียดายฟิล์มและค่าล้าง ว่างั้นเถอะ) ระหว่างที่กำลังนั่งดูในยูทูปว่ามันควรจะเป็นยังไง ศรีก็สะกิด นี่ก็เงยหน้าขึ้นมาและพบว่า คนทั้งโบสถ์เขายืนกันหมด... 

    กะเหรี่ยงพุทธสองคนนี้จึงทำเนียนยืนไปด้วย ระหว่างที่กำลังทุลักทุเลยืนขึ้น กล่องกลมๆทรงกระบอกที่ใช้ใส่ฟิล์ม (เขาเรียกว่าอะไรอะ กล่องฟิล์มหรอ) จากตักก็หล่นลงไปบนพื้นทางเดินโบสถ์ตรงกลาง ‘เกล้ง เกล้ง เกล้ง’ ชิบ.... เดี๋ยวค่อยเก็บละกัน ตอนนี้ทำเนียนไปก่อน ดีที่มีคุณลุงใจดีคนหนึ่งเก็บให้ ระหว่างนั้นทุกคนในโบสถ์ก็สวดมนต์กัน (คิดว่านะ) เป็นภาษาจีน...โอเคแถวนี้อาจจะเป็นแหล่งคนจีน แต่ก็รู้สึกแปลกนิดนึงที่ศาสนาคริสต์ที่เรามักจะเชื่อมโยงกับฝรั่งผมทองตาฟ้าได้รับการถ่ายทอดผ่านภาษาตะวันออกอย่างภาษาจีนแบบนี้ฟังไปได้นิดหน่อยก็เริ่มรู้สึกว่าออกดีมั้ยวะ พอดีกับที่บาทหลวงออกมาพรมน้ำมนต์ (ผิดถูกอย่างไรขออภัยด้วยเน้อ) ชาวพุทธในคราบนักท่องเที่ยวที่เผอิญมาโบสถ์คริสต์ตอนพิธีมิสซาจึงต้องอยู่ต่ออีกนิดนึงหลังจากที่รับน้ำมนต์จากหลวงพ่อแล้ว ก็ตัดสินใจว่า ออกเหอะ เลยค่อยๆเดินออกมาและพบว่ามีลุงข้างหลังคนนึงไม่ได้ยืน โถ่ ไหวตัวช้าไปหน่อย

  • 3

    ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา ตลาดน้อย (ขอรีไซเคิลรูปจากทริปก่อนๆ)

                ช่วงเวลาต่อมาเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงธนาคารไทยพาณิชย์สาขาแรกหรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบงค์สยามกัมมาจล” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า Siam Commercial โอเค จบแค่นี้ ไม่มีประวัติศาสตร์อยากรู้ไปเปิดกูเกิ้ลดูเอาเองนะหนูนะ เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ ที่นี่ก็เลยปิดทำการแต่แค่ได้ดูข้างนอกก็เห็นถึงความงามของศิลปะและสถาปัตยกรรมของที่นี้แล้วเราเลยนั่งพัก (อีกรอบ) เพราะมีความรู้สึกว่า ฟิล์มที่ใส่ไปเหมือนจะใช้ไม่ได้ จากที่ตอนแรกวางแพลนไว้ว่าจะไป The Jam Factory แล้วก็กุฎีจีนเราเลยตัดสินใจกันว่าจะไปท่าพระจันทร์ เพราะศรีอยากซื้อฟิล์มที่กำลังจะหมดอยู่แล้วและเราจะไปให้พี่เจ้าของร้านสอนใส่ฟิล์มให้ (ชีวิตอาภัพสุดๆ) ตัดสินใจได้อย่างนั้นแล้ว ก็เดินกันต่อไป โดยจะไปที่ตรอกศาลเจ้าโรงเกือกเพราะตามผนังที่นั่นมี street art และข้างในซอยมีศาลเจ้าและบ้านโซว เฮง ไถ่ บ้านทรงจีนโบราณที่ตรงกลางบ้านมีสระว่ายน้ำ ซึ่งอยากมาหลายรอบมากๆๆและแต่ไม่มีโอกาสสักที

                พอไปถึง ... อ้าวข้างในซอยมีการก่อสร้างอยู่ เสียงเจาะนี่ดังไปทั้งซอย เปิดกูเกิลแมพดูหลายรอบแล้วก็แน่ใจว่าเข้าถูกซอยแต่เฮ้อ ทางปิดซะงั้น โอเคไม่เป็นไร งั้นเดินเล่นต่อ เดินๆไปเจอตรอกเล็กๆมีลูกแมวสามสี่ตัวออกมาต้อนรับ ก็เรียบร้อยสิคะ นั่งถ่ายรูปกัน ตรอกนั้นเนี่ยขนาดทางเดินกว้างไม่เกิน 2 เมตร ทั้งสองข้างเป็นรั้วลวดหนามของบ้านแถวนั้น แต่มันดูให้ความรู้สึกเหมือนว่าถ้าเราเดินผ่านตรอกนี้ไปจะไปโผล่อีกมิตินึง (/โปรดนึกภาพแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาค 1 ตอนไปตรอกไดอากอน) พอเราถ่ายรูปกันจนพอใจแล้ว ก็ออกเดินเล่นต่อ และพบว่า เออ ไม่มีอะไรวะ -..- แถวนั้นจะเป็นแหล่งขายอะไหล่เครื่องยนต์เก่าๆ ถ้าใครชอบถ่ายรูปแนวนั้นก็เชิญได้ ก็เลยไปขึ้นเรือด่วยเจ้าพระยาที่กรมเจ้าท่า (ธงส้มนะน้อง 15 บาทตลอดสาย ธงฟ้าจะแพงกว่า) เพื่อเดินทางไปจุดหมายต่อไปของเรา นั่นก็คืออออออออ.... (กลองรัว) ท่าพระจันทร์ -- ฮ่วย บิลด์อารมณ์ใหญ่ทำไม


    น้องศรี เพื่อนร่วมทริปเราเอง ถ่ายจากข้างในตรอก

    ลูกน้องแมวออกมาต้อนรับ

  • 4

                ปกติแล้ว เราไม่ชอบนั่งเรือ เพราะเราเมาเรือ (เอาจริงๆก็เมาทุกอย่างแหละ รถก็เมา รถทัวร์ก็เมา ดีที่ไม่เมาจักรยานและเครื่องบิน) แม้แต่เรือข้ามฟากบางทียังเมาเลย (อิหนูอ่อนหัดมาก) แต่ไม่รู้สิ เราชอบการนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา เพราะ 1. มันลำใหญ่พอที่จะไม่ทำให้เราเมา  2. ในแม่น้ำการจราจรไม่ติดขัด (เรือไม่ติดนั่นเอง) เวลาเราจะไปไหนก็สามารถกำหนดเวลาได้มากกว่าการเดินทางทางบก 3. อย่างหนึ่งคือสถานที่ที่ดูเหมือนจะไกลกันมากตอนนั่งรถพอมานั่งเรือแค่สองนาทีก็ถึงละ แล้วก็ที่ชอบที่สุด เรือแล่นเร็ว ทำให้ลมตีหน้า ซึ่งเราชอบมาก เย็นดี (โปรดนึกถึงฉากแจ็คกับโรสยืนบนกราบเรือประกอบเพลง My heart will go on)

               แต่วันนี้นักท่องเที่ยวเยอะ ภาพยืนริมเรือชิลๆมองดูวิว ผมปลิวไสวเหมือนใช้ซันซิลมา 10 ปีนี่ลืมไปได้เลย

                หาที่ยืนได้ก็บุญละ

                เราจึงยืนกันอยู่บริเวณหลังเรือที่มีลูกเรืออยู่นั่นแหละ แถวๆ บันไดขึ้นลง เพราะไม่อยากจะฝ่าผู้คนเข้าไปยืนในๆ แต่เนื่องจากว่าตรงนี้เป็นทางเข้าออกจึงมีคนเดินผ่านตลอดเวลาตอนหลัง ก็เลยเดินเข้าไปในเรือตรงที่มีที่นั่ง เผื่อว่าจะยืนได้สะดวกขึ้น

                เออรู้งี้มายืนตรงนี้ตั้งนานละ มีที่ให้จับ -..-

                เรือแล่นมาเรื่อยๆผ่านเยาวราช ปากคลองตลาด แต่ก่อนหน้าที่จะถึงจุดหมายของเรา เรือมุ่งหน้าไปสู่วัดที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพ: วัดอรุณ

                “เคยมาปะ?”

                “ไม่มั้ง ไม่อะ”

                “ไปมะ”

                “... เออ ไปก็ได้”

                ง่ายจังวุ้ย -..- คือเราสองคนเป็นคนแบบนี้ คืออะไรก็ได้ สบายๆไปไหนไปหมด ไปไหนไปกัน (เอิ่ม สั้นๆคือ เป็นคนง่ายค่ะ) เราก็เลยตัดสินใจลงที่ท่าวัดอรุณ ตอนแรกก็นึกว่า เออศรีคงอยากมาดูพระปรางค์อะไรอย่างนี้แหละ เพราะหมู่พระปรางค์ที่วัดอรุณก็ถือว่าสวยมาก แต่ปรากฏว่า นางอยากดูยักษ์... (ภาพย้อนกลับไปที่ป้ายน้ำปลาตราปลาหมึก)

                โอเคดูยักษ์ก็ดูยักษ์

                ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่หลังจากที่พระปรางค์มีการบูรณะใหม่ และยักษ์จากสีซีดๆ โทนซีเปียได้เปลี่ยนมาเป็นยักษ์สีสดๆชวนให้นึกถึงการแต่งตัวของป้าๆทัวร์จีนที่มาเที่ยววัดพระแก้ว (ตอนเขียนรู้สึกว่าสีเหมือนการ์ตูนเรื่องเทเลทับบี้) ทำให้ยักษ์ลดความน่าเกรงขามและความขลังลงไปเยอะเลย

                เพราะมันดูใหม่สินะ อะไรๆใหม่ๆก็ต้องใช้เวลาในทำให้เราชิน และทำให้มันดูขลังทั้งนั้นแหละ

                และสุดท้ายก็มาดูแค่ยักษ์จริงๆ เข้าไปทำบุญนิดหน่อย แล้วก็นั่งเรือข้ามฟากกลับไปฝั่งพระนคร

  • 5

                หลังจากนั้น เราก็เดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ ผ่านราชนาวีสโมสร, ท่าช้าง แวะพักกินข้าวกลางวันกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่ในตึกแถวสีเหลืองๆตรงนั้นแหละ, ผ่านท่ามหาราช แวะเข้าเดินนิดหน่อย จนมาถึงท่าพระจันทร์ และเราก็พยายามหาร้านล้างฟิล์มที่เพื่อนคนหนึ่งที่คณะแนะนำมา

                เจอร้านแรก...ปิด

                ร้านสอง... มันดูใหม่ไปป่าววะ มีชุดครุยให้ยืมด้วย อาจจะเป็นร้านถ่ายรูปธรรมดา

                ร้านสาม... เราทั้งสองตั้งสติหน้าร้านแปบนึงเห็นว่าหน้าร้านเขียนว่ารับล้างฟิล์ม เลยตัดสินใจเข้าไปดู และพบว่า.......มาถูกที่แล้วโว้ยยยยยยย

                 ชั้นวางของสีขาวเต็มไปด้วยฟิล์มถ่ายรูป ที่นี่ขายไม่แพงด้วย Kodak Color Plus 200 ม้วนละ 87 บาท ซึ่งเป็นฟิล์มที่เบสิกและราคาถูกที่สุด ส่วนรุ่นอื่นไม่ได้ดูราคามา เพราะพี่ไม่มีงบจีจี

                  ศรีก็จัดแจงซื้อไปสองม้วน ส่วนเราก็ใช้โอกาสตอนนี้แหละ

                  “พี่คะ สอนใส่ฟิล์มให้หน่อยได้ไหมคะ”

                  ตอนแรกนึกว่าพี่เค้าจะทำท่าไม่สบอารมณ์หงุดหงิดนิดหน่อย แต่ไม่เลย พี่เค้าใจดีมากกกกกกกค่อยๆใส่ให้ดูแล้วก็สอนให้ว่ามันควรจะเป็นอย่างนี้นะ ถ้าฟิล์มเข้าแล้วเนี่ย ตัวนี้จะหมุนไปด้วยนะ สอนไปจนถึงว่าตอนเอาฟิล์มออกควรทำยังไง พี่คะ พี่น่ารักมาก ก็เลยอุดหนุนด้วยการซื้อฟิล์มมาสองม้วน (ปล.ร้านอยู่ตรงท่าพระจันทร์เลย ใกล้ๆกับร้านนายอินทร์มีชื่อเชอร์รีแปะอยู่หน้าร้าน)

                  หลังจากที่ภารกิจหาร้านขายฟิล์มของเราทั้งสองคนเสร็จสิ้นแล้ว ก็เลยจะแวะไปร้านขายซีดีแถวท่าพระจันทร์ที่ดังมาก "ร้านน้องท่าพระจันทร์" พอเดินขึ้นไป ทำไมมันมืดๆวะ อ่อ เขายังไม่เปิดร้าน... พี่! นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว พี่จะชิลกันไปไหน (แต่ร้านป้าโดเรมีตรงสยามยังเปิดบ่ายสี่โมงเย็นเลย โอเค ให้อภัยได้) เราก็เลยเดินวนๆแถวนั้น แล้วก็ไปหมกตัวในร้านนายอินทร์เพื่อจะรอให้พี่เขาเปิดร้านเสร็จก่อน จะได้ไม่ดูเหมือนว่าสองคนนี้เหมือน stalker จนเกินไป

                   พอได้เวลาแล้วก็ไปดูกัน นี่เป็นครั้งแรกของเราทั้งสองที่มาร้านนี้ความรู้สึกแรกเลยคือ ร้านแม่งโคตรอินดี้ มีพลังงาน alternative สูงมาก ตรงผนังรอบๆเป็นที่วางซีดีเพลงหลากหลายแนว ตรงกลางมีไวนิลเรียงอยู่ในกล่อง คิดไว้ว่าถ้ามาร้านนี้ต้องเปิดเพลงแบบ Arctic Monkeys, Vampire Weekend ไม่ก็ Cage The Elephant แต่พี่แกเปิดเพลงอินเดีย -..- ไม่ใช่อินเดียแดนซ์กระจายแบบดี๋กะละตา แต่เป็นอินเดียแบบนั่งทำสมาธิใต้ต้นไม้ ตอนที่เข้าไปนี่ถึงกับอึ้งไปแปบนึง อยากจะไปหาธูปมาจุดกันเลยทีเดียว พี่เจ้าของร้านดูไนซ์มาก คุยไปแปบนึง แล้วก็ออกมาตามระเบียบ ไม่ได้อุดหนุนค่ะพี่ ไว้ถ้าอัลบั้มที่หนูออกขายเมื่อไรหนูจะไปนะคะ


    6

                พอออกมาจากร้านน้อง เราก็ขึ้นเรือข้ามฟากไปท่าวังหลังเพื่อจะไปขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยา (อีกแล้ว) คือวันนี้เดินทางข้ามไปข้ามมาระหว่างสองฟากนี้บ่อยมาก บ่อยจนศรีงง พอมาท่าวังหลังได้ ก็ถามศรีว่า "เออ เคยมาวังหลังรึยัง?" ซึ่งแน่นอนว่านางตอบกลับมาว่า จำไม่ได้ -..- แต่หลังจากได้ทบทวนความทรงจำแล้ว แน่ใจว่าไม่เคยมาก็เลยจะพาศรีไปเดินดูซะหน่อย

                ซึ่งไม่น่าทำเลย

                วังหลังคนเยอะมากกกกกกกกร้อนมากกกกกกกกกกกก ไม่มีอะไรที่สะดุดตาเลย

                ขอจบแต่เพียงเท่านี้อย่าไปวังหลังวันอาทิตย์ตอนบ่ายละกัน เราเตือนแล้ว

  • 7

                คราวนี้เราจะต้องไม่พลาดเหมือนตอนวังหลังอีก เลยขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาเพื่อไปจุดหมายต่อไป (บอกได้เลยว่าเป็นการเที่ยวแบบ non-stop และ full-speed จริงๆ) อ่านมาจากพันทิปว่าสถานที่ที่เราจะไปต่อจะต้องนั่งเรือด่วนไปลงที่ท่ายอดพิมานและนั่งเรือข้ามฟากไปอีกฝั่ง

                พอมาดูในป้ายเดินเรือ... ท่าเรือยอดพิมานอยู่ไหนวะ

                เปิดกูเกิลแมพดูก็มีชื่อท่าเรือนี้ แต่มันไม่ใช่ท่าเรือนี่นา มันเป็นชื่อ ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์คท่าเรือ... อะไรวะ

                ระหว่างที่กำลังงงๆอยู่ GPS ที่เปิดไว้ก็แสดงภาพว่าเรือด่วนที่เรานั่งอยู่ได้ผ่านยอดพิมานมาแล้ว... อ้าว อิ... (นั่งเรือเลยป้าย 1st Time) เราเลยลงกันที่ท่าต่อไป "ท่าสะพานพุทธ" ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นการนั่งเลยป้ายที่โชคดีมาก เพราะวันนั้นอากาศไม่ร้อนมาก ไม่ค่อยมีแดด เราเลยจะขึ้นไปถ่ายรูปที่สะพานพุทธ (ใช่ สะพานโครงสร้างเหล็กสีเขียวน้ำทะเลที่คนชอบไปถ่ายรูปกันนั่นแหละ) ข้างบนลมเย็นมากกกกก และเหมือนว่าจะมีแค่เราที่มาเดินเล่นบนสะพานพุทธในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (นอกเหนือจากลุงคนหนึ่งที่ปั่นจักรยานผ่านมา) เฮ้อ บรรยากาศมันดีจริงๆ

                ถ่ายรูปกันจนพอใจแล้วเราก็ลงเดินไปท่าเรือยอดพิมาน ซึ่งใกล้กันมาก เดินไม่ถึงสองนาที แถวนั้นอยู่ใกล้ๆกับปากคลองตลาด เลยมีคนเข็นรถเต็มไปด้วยดอกไม้เดินผ่านไปผ่านมา แล้วคนที่เข็นรถเนี่ย หันมามองเราสองคนเป็นแปลกๆมาก แบบจ้องเลย เอิ่ม พี่คะหนูเข้าใจว่าหนูสองคนอาจจะแต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยวมากไปหน่อยแต่พี่ไม่ต้องจ้องขนาดนี้ก็ได้นะคะ -..-

                หลังจากมาถึงท่าเรือยอดพิมานกันแล้วก็ข้ามฟากไปที่ท่าเรือวัดกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นท่าเรือที่แห้งแล้งที่สุดที่เคยเห็นมา มีโป๊ะขนาดเล็กที่รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 30 คน บนฝั่งมีเต้นท์สีขาวแบบในงานเลี้ยงรับปลัดตำบลคนใหม่ 1 หลัง แค่นี้ ... โอเค เราเข้าใจ นี่อาจจะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก

                อย่างไรก็ดี ที่นี่มีทางเดิน/ทางจักรยานเลียบแม่น้ำให้เดินเล่น คือถ้ามาตอนเย็นๆ น่าจะฟินมากเพราะวิวมองออกไปก็เห็นสะพานพุทธ ลมจากแม่น้ำพัดมาเย็นๆแต่ตอนนี้ไม่ใช่ตอนเย็นโว้ยยยยย แดดเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ เราก็พยายามหาที่หลบแดดกัน

                เดินไปแปบเดียวก็เจอกับศาลเจ้าแม่กวนอิม ข้างหน้าเป็นลานโล่งๆ มีอาคารทรงจีนอยู่ข้างใน ฟีลลิ่งเหมือนวัดในฮ่องกงที่เคยไปมา คือถ้าบอกว่าก๊อปกันมาก็เชื่ออะ ข้างในมีป้ายว่าห้ามถ่ายรูป พวกเราก็...ไม่เข้าไปละกัน โถ่

                เดินต่อไปอีกนิดก็จะเจอกับบ้านวินเซอร์ บ้านรูปทรงตะวันตกที่ใช้ไม้ฉลุลวดลายตกแต่งทั้งหลังที่เรียกรูปแบบนี้ว่า “เรือนขนมปังขิง” (แน่นอนว่าตอนแรก สองคนนี้นึกว่าบ้านขนมปังขิงคือบ้านที่มีขนมปังขิงขาย หิวสินะ) 


    โบสถ์ซางตาครู้ส

                เดินต่อไปอีกนิดเดียว (นิดเดียวจริงๆนะ มันไม่ไกลเลย) ก็จะพบกับโบสถ์ซางตาครู้ส เป็นโบสถ์ที่มองจากเรือด่วนเจ้าพระยาจะเห็นชัดมาก เพราะอยู่ริมแม่น้ำและสถาปัตยกรรมแตกต่างกับอาคารอื่นๆในบริเวณนั้นพอสมควร จบตรงนี้แวะพักกินขนมแปบนึง แล้วก็เดินไปพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนกันต่อ 



                พิพิธภัณฑ์นี้จัดตั้งขึ้นและดำเนินงานด้วยทุนของเจ้าของเอง ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านสีขาวที่ตั้งอยู่ในซอยชุมชนกุฎีจีนแห่งนี้ ต้องบอกว่าบ้านได้รับการดูแลและตกแต่งอย่างดีมากกกก เข้าไปก็ได้อ่านเรื่องของโปรตุเกสที่เป็นชนชาติที่เข้ามาค้าขายในบริเวณพื้นที่นี้ ชั้นสองของบ้านจะจำลองบ้านสมัยก่อน มีทั้งเตียงสี่เสา, โต๊ะเครื่องแป้ง, หิ้งพระ (ที่เป็นแบบคริสต์) และอาหารที่โปรตุเกสนำเข้ามา ข้างบนสุดเป็นดาดฟ้าที่มองเห็นได้ไกลมาก วิวดี แต่ตอนนั้นคือแดดส่องแสงแรงกล้าเหลือเกินไม่สามารถจะอยู่นานกว่า 5 นาทีได้ เลยลงมา ข้างล่างตัวบ้านจะเป็นใต้ถุนที่เปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆมีพื้นที่กว้างขวาง ตกแต่งน่ารักและร่มรื่นมาก ขายเครื่องดื่มและขนมขึ้นชื่อของที่นี่อย่างขนมฝรั่ง (รูปร่างหน้าตาคล้ายๆขนมไข่แต่ขนาดใหญ่กว่า) ซึ่งทั้งสองคนนี้ไม่ได้กิน -..-เพราะลงความเห็นแล้วว่า ขนาดใหญ่ไปนิดนึง แล้วก็เพิ่งกินของว่างมากันด้วย

                (รู้สึกผิดนิดนึงที่ไม่ได้ซื้อขนมของที่นี่เพราะว่าเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์เขามาแต่ไม่ได้ให้เงินสักกะบาทเลย หนูขอโทษค่ะพี่)

    วิวจากดาดฟ้าพิพิธภัณฑ์ (คอมโพสไม่ดีเลยค่ะเพราะตอนถ่ายมองไม่เห็นหน้าจอ -..-)

  • 8

                หลังจากเที่ยวกันจนพอแล้ว เราก็ลงความเห็นกันว่า กลับเถอะ ร้อนไม่ไหวแล้ว เดินกลับไปที่ท่าน้ำ เห็นเรือข้ามฝากกำลังจะออกอยู่ลิบๆ แต่ก็ไม่ได้เร่งสปีดอะไร รู้สึกว่าวันนี้เราเดินกันมาเหนื่อยมากพอแล้ว "อย่าให้ต้องวิ่งอีกเลยค่ะ พี่ขอ" เรือข้ามฟากก็ออกไปโดยไม่มีเราอยู่บนนั้นตามระเบียบ รอรอบต่อไปก็ได้

                 พอเดินมาถึงท่าน้ำก็พบว่าเต้นท์งานตำบลหลังนั้นมีคนยืนเต็มไปหมด ใส่เสื้อสีขาวถือกล้องอุปกรณ์กันวุ่น เหมือนจะมาถ่ายรายการกัน เราก็ยืนรอกลางแดดแปบนึง แม้ว่าจะพกร่มมาด้วยแต่เนื่องจากพลังแสงที่ร้อนแรงบวกกับถ้ายืนอยู่ตรงนี้อาจเป็นมะเร็งก่อน เลยเข้าไปนั่งที่ม้านั่งที่ได้เงาจากเต้นท์นั้น ซึ่งทำให้เราเข้าใกล้กองถ่ายนั้นมาก แบบเอื้อมมือถึง

                 “ใช่ป่าววะ?” เสียงศรีพึมพำอะไรของมันคนเดียว

                  เราก็พยายามจะมองว่าผู้ชายที่เป็นพิธีกรคนนั้นเป็นใคร ดาราดังไหม (ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบจะได้ขอถ่ายรูปหนะค่ะ แหะๆ)

                   “พี่เฟยยยยยยยยย” อิศรีกระซิบ (ที่มันมาบอกทีหลังว่าเป็นการกระซิบที่“เบาที่สุดในชีวิต”)

                    Story Time: พี่เฟยจบนิเทศศาสตร์จุฬามา และตอนนี้ก็เป็นนักแสดง/พิธีกร (ที่ไม่ดัง/ข้อมูลจากศรี) แล้วอิศรีมันเคยชอบมากชอบแบบบ้าคลั่ง และอีกอย่างนึง

                    มันไม่เคยเจอพี่เฟยตัวจริงเลย

                    แล้วมาเจอที่นี่ ที่กุฎีจีนฝั่งธนเนี่ยนะ มันบอกว่าเป็นการพบกันที่ “unexpected” (อ่านด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น อินเนอร์พี่ลูกเขวดตอนชนะมาสเตอร์คลาส) มากๆ ตอนนั้น บอกได้เลยว่ามันตื่นเต้นสุดๆแค่คีพคูล คีพคาล์ม และคีพลุคมาก คีพจนพี่เขาเดินไปถ่ายที่อื่นแล้ว อิศรีเอ้ยยยยย

                     ตอนนั้น อารมณ์มา เพลงขึ้น ห่างกันเพียงเอื้อมมือแต่มันคือแสนไกล แล้วหลังจากนั้น เรือข้ามฟากก็มาพอดี และเราก็เดินลงไปที่ท่า นั่งรออยู่ในเรือ อิศรีดูจะหลุกหลิกลุกลน หันซ้ายหันขวา หันมองท่าอยู่ตลอดเวลา และเราก็ข้ามไปอีกฝั่ง ระหว่างทาง คำพูดของอิศรีจะแบ่งได้เป็นสามประเภทหลักๆ 1.กรี๊ดแตกวี๊ดวายดีใจที่ได้เจอพี่เฟย 2.เสียใจและเสียดายที่ไม่ได้ขอพี่เขาถ่ายรูป (ซึ่งมันก็บอกเหตุผลตัวเองเสร็จสรรพว่า พี่เขากำลังทำงานอยู่จะมาขอเขาถ่ายรูปก็ใช่เรื่อง....จ้ะ แล้วบ่นทำเนี่ย) 3.คิดว่าจะข้ามฟากกลับไปหาพี่เฟยดีมั้ย (ซึ่งนี่ไม่เห็นด้วย บอกเลยว่าถ้าจะไปไปคนเดียว นี่จะรออยู่ฝั่งพระนคร) หันหน้าไปมองมันทีไรก็ทำหน้าเหมือนขี้ไม่สุดตลอดเวลา หน้าตาแบบเกือบแล้ว เกือบแล้วเชียว

                      จบพาร์ท unexpected moment ของศรี

                       (หลังจากนั้นมันก็พูดถึงเรื่องนี้ตลอดทางกลับ พี่ละเพลีย)

                       เราใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาธงส้มเช่นเคยมุ่งหน้าไปท่าเรือสาทรเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส (เหมือนกระเป๋าจะลืมเก็บตังค์ ทำให้ได้ขึ้นฟรี อิอิ) และจบทริปการไปเที่ยวของเราแล้ว เย่ 

    9

                เป็น one-day trip ในกรุงเทพที่ intense และใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า (มากเกินไป) อีกทริปนึงเลย เราเริ่มออกเดินทางประมาณ 9:30 และกลับถึงสยามตอนประมาณสี่โมงเย็น ใช้เวลาไปกับการเดินเยอะมาก หลงทางนิดหน่อย ได้พบเจออะไรแปลกใหม่ที่เราไม่เคยเห็น ใครที่อยู่กทม.ว่างๆเบื่อการเดินห้าง ก็ลองไปเที่ยวเล่นย่านเก่าๆ แบบนี้บ้าง แล้วจะพบว่า กรุงเทพก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่เราคิด เปลี่ยนวันเสาร์-อาทิตย์ธรรมดาๆที่ดูจำเจเป็นวันที่น่าจดจำด้วยการเดินออกจากบ้าน จาก comfort zone ของตัวเอง และไปพบเจอสิ่งใหม่ๆนะ

                (จบง่ายมากค่ะ เพราะเหนื่อยมาก)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in