เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ทาสหนัง...Sleeping Slave
The LEGO Movie (+แฟรนไชส์หนังเลโก้) กับอัตลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ
  • เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งได้มีโอกาสดู The LEGO Movie 2: The Second Part (2019) หนังภาคต่อของ The LEGO Movie (2014) ไปครับ.. ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมตอนที่มันเข้าโรง ถึงไม่ไปดู หนังเข้าช่วง กุมภา 2019 ตอนนั้น ถ้าไม่ใข่เพราะขี้เกียจไปดูหนังโรง ก็คงมีเรื่องอื่นที่อยากดูมากกว่า

    แต่จะยังไงก็ช่างเถอะ.. สำหรับบทความนี้ ที่อยากจะบอกคือ ผมชอบหนังครับ ชอบไม่น้อยหน้าไปกว่าภาคแรกเลย นี่คือหนึ่งในหนังภาคต่อที่คุณภาพทัดเทียมกับภาคแรก สูสีในแบบที่เลือกได้ยากว่า ภาคไหนดีกว่ากัน เอาเป็นว่า ถ้าคุณดูภาคแรกแล้วชอบ คุณต้องดูภาค 2 อย่างเลี่ยงไม่ได้

    หรือพูดอีกอย่างคือ ผมชอบหนังในแฟรนไชส์เลโก้นี้ทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็น The LEGO Movie, The LEGO Batman Movie (2017), The LEGO Ninjago Movie (2017) และล่าสุด The LEGO Movie 2

    นี่คือแฟรนไชส์ที่ "มีอัตลักษณ์ประจำแฟรนไชส์ ที่ชัดเจนสุดๆ" ในแบบที่หนังแฟรนไชส์เรื่องอื่นๆ ในฮอลลีวูด จะต้องอิจฉาเลยล่ะ

    ในยุคที่ฮอลลีวูดเต็มไปด้วยหนังแฟรนไชส์ หนังรีเมค รีบู้ท ซุปเปอร์ฮีโร่ หนังที่มีจักรวาลหนัง (Universe) เป็นของตัวเอง หนังเหล่านี้จะมีจุดร่วมเหมือนกันคือ มันเป็นหนังที่ต้องสร้างความบันเทิง ยิ่งใหญ่อลังการ เข้าถึงคนดูได้ง่าย มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่บรรดาหนังฟอร์มยักษ์จะมีจุดร่วมที่คล้ายๆกัน ถ้าใครดูหนังซัมเมอร์ฮอลลีวูดมาตลอดในช่วงสิบปีหลังมานี้ เราก็คงจะพอจะรับรู้ได้แล้วว่า รูปแบบแนวทางในการสร้างความบันเทิง ของหนังฟอร์มยักษ์ มันต้องประมาณไหน

    แต่หนังในแฟรนไชส์เลโก้ มาพร้อมกับอัตลักษณ์แบบใหม่ๆ ในแบบที่หาได้ยากในฐานะหนังอนิเมชันสำหรับครอบครัว ด้วยการเป็นหนังเนิร์ดๆ แบบเนิร์ดขั้นสุด เหมือนยกหนังแบบ Napoleon Dynamite (2004) หรือหนังหลายๆเรื่องของ เควิน สมิธ มาใส่ในหนังครอบครัว โดยมีของเล่นยอดฮิตอย่าง "เลโก้" เป็นดาราของหนัง


    ซึ่งก็ต้องขอบคุณในการกล้าคิดหลุดกรอบของสองผู้กำกับ ฟิล ลอร์ด และ คริส มิลเลอร์ ที่เข้ามากำกับและสร้างสรรค์โลกในหนังภาคแรก ได้อย่างแสบสันต์ และน่ารักน่าชัง ไม่ว่าจะด้านวิชวลของหนัง (สองผู้กำกับบอกว่า พวกเขาตั้งใจทำให้มันดูเหมือนหนังสตอปโมชัน การขยับของตัวละคร จะยึดตามจุดขยับของตัว มินิฟิกเกอร์ (Minifigure) จริงๆ แบบเดียวกับที่คนเล่นเลโก้ ชอบทำแล้วอัปโหลดลงยูทูป เพียงแต่ทุนสร้างมากกว่าร้อยเท่า) หรือการใส่มุกเนิร์ดๆลงมาแบบที่ไม่กลัวว่าจะมีคนไม่เก๊ต (มุกอาจจะเป็นมิตรกับคนอเมริกันมากกว่าชนชาติอื่นหน่อย แต่กับคนดูต่างชาติ ถ้าไม่มีความรู้เรื่อง pop culture ติดหัวเลย ก็คงไม่เก๊ตเลยจริงๆ)

    เมื่อมองโดยภาพรวม อัตลักษณ์ของหนังในแฟรนไชส์ LEGO Movie มันคือ หนังอนิเมชันของเลโก้ แต่ไม่ใช่อนิเมชันที่พ่อแม่จะจูงลูกจูงหลานไปดูได้แบบของ Disney หรือ Pixar แต่เป็นหนังของกีค หนังที่ชาวเนิร์ดจะเป็นกลุ่มคนที่บันเทิงไปกับหนังที่สุด หนังมีความสนุกในแบบที่เด็กจะเอนจอยได้ แต่ก็มีสาระที่มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่อาจจะเข้าใจ (หรือ relate ได้ดีกว่าเด็ก) แถมยังอุดมไปด้วยการเล่าเรื่องแบบทีเล่นทีจริง ที่ก้ำกึ่งระหว่างความจริงจัง กับความเลอะเทอะ

    แบบที่ถ้าไม่เรียกว่าเป็น "อัตลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ" ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

    และนี่เป็นการรีวิวขนาดสั้นๆ ของหนังทุกเรื่องในแฟรนไชส์ LEGO Movie โดยผมเอง...



    The LEGO Movie (2014)

    หนังที่ยั่วล้อขนบของพล็อตแนว "ผู้ที่ถูกเลือก" ได้อย่างน่ารักและแสบสุดๆ เรื่องราวของ "เอมเมท บริคคาวสกี้" (คริส แพร็ตต์) หนุ่มคนงานก่อสร้างธรรมด๊าธรรมดา ที่พบว่าตัวเองคือ The Special คนพิเศษผู้ถูกเลือก เพื่อต่อกรกับ Kra##Gl#e อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในจักรวาล

    ความแพรวพราวของหนังคือสิ่งสำคัญเลยที่ทำให้หนังโดดเด่น และสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่กลายเป็นจุดเด่นของแฟรนไชส์เลโก้ทุกเรื่อง ความเนิร์ดแบบจัดเต็มตั้งแต่ต้นจนจบของหนัง ที่ถ้าไม่ชอบแบบรักมากๆ ก็คงเกลียดสุดๆไปเลย (ฮา) รวมไปถึงการบาลานซ์ระหว่างมุกเนิร์ดๆ กับความซาบซึ้งในแบบหนังครอบครัวได้อย่างดีด้วย

    ที่ผมชอบมากๆของหนังภาคแรกเลย ก็คงเป็นบรรดาตัวละครหลักๆ ที่แต่ละตัวล่วนมีซีนเด่น มีสีสันในแบบของตัวเองในหมด ไม่มีใครเด่นไปกว่าใครเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ความสดใสไร้เดียงสาของ เอมเมท, ความเป็นนางเอกซึนเดเระของ ไวลด์สไตล์ (อลิซาเบธ แบงค์), ความเพี้ยนได้โล่ห์ของ แบทแมน (วิลล์ อาร์เน็ต), ความน่ารักสดใสไบโพลาร์ของ ยูนิคิตตี้ (อลิสัน บรี) และอีกหลายต่อหลายตัวละครที่ยิ่งอยู่รวมกัน ยิ่งทำให้หนังสนุกทวีคูณไปจนจบ เป็นกลุ่มตัวละครที่เคมีกลมกล่อมพอๆกับ แก๊งค์ของเล่นของแอนดี้ ใน Toy Story เลย



    The LEGO Batman Movie (2017)

    ก็ในเมื่อแบทแมนโดดเด่นขโมยซีนซะขนาดนั้นใน The LEGO Movie จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร หากแบทแมนเวอร์ชันศิลปินเลือดเดือดของ วิลล์ อาร์เน็ต จะได้มีหนังเดี่ยวเป็นของตัวเอง เป็นหนังที่แฟนแบทแมนดูแล้วจะต้องก๊ากไปกับการเอา pop culture แทบทุกอย่างที่จะเล่นได้เกี่ยวกับแบทแมน เอามาล้อได้อย่างสนุกสนานมากๆ ...แต่ก็ปัญหาเดิม บางมุกมันก็ลึกและส่วนตัวมาก ในแบบที่ถ้าไม่ใช่แฟนแบทแมนจริงๆ คงเก๊ตได้ยาก

    ถ้าเทียบกับหนัง The LEGO Movie แล้ว The LEGO Batman Movie จะมีความเป็นเด็กลงมากว่านิดนึง เพราะหนังเล่าถึงประเด็นเกียวกับครอบครัวใหญ่ การยอมรับที่จะมีใครซักคนสองคน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ซึ่งมันเป็นปมชีวิตของแบทแมนทุกเวอร์ชัน เพียงแต่ในเวอร์ชันเลโก้นั้นเล่าได้อย่างอบอุ่น หวือหวา และน่ารักสุดๆ


    The LEGO Ninjago Movie (2017)

    Ninjago ถือเป็นไลน์ของเล่นเลโก้ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จึงหนีไม่พ้นที่มันจะถูกต่อยอดกลายเป็นหนังใหญ่ในแฟรนไชส์ LEGO Movie ด้วย ตอนแรกที่ได้ยินว่าจะมีโปรเจคต์นี้ ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร ่เพราะส่วนตัวก็ไม่ได้ชอบอะไร Ninjago มากนัก แต่พอหนังมาในอัตลักษณ์แบบเดียวกับหนัง 2 เรื่องก่อน ทำให้หนังมีสเน่ห์ในแบบของตัวเอง ที่ยังคงสนุกและจี๊ดจ๊าดเหมือนเดิม

    ถ้าเทียบกับหนังเลโก้เรื่องอื่นๆ ผมชอบ Ninjago น้อยที่สุด แต่น้อยสุดไม่ได้หมายความว่าจะไม่ชอบนะครับ ก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่สนุกไม่ต่างจากเรื่องอืื่นๆ แต่ดูๆไปก็รู้สึกว่า หนังมันมีความเป็นนินจาน้อยมากเลย (ฮา) หนังตั้งใจล้อและเคารพหนังจำพวก Martial Art สไตล์ ชอว์บราเธอร์ส หรือ Karate Kid จำพวกนั้นมากกว่า (เลยไม่แปลกที่หนังจะมีเฮีย เฉินหลง แจ็กกี้ ซาน มาให้เสียงเป็น มาสเตอร์วู)

    ส่วนที่เป็นดราม่าครอบครัวก็หนังก็เล่าได้อบอุ่นดีต่อใจ ถ้าจะมีอะไรของหนังที่ดีที่สุด ก็คือความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่าง ล-ลอยด์ (เดฟ ฟรังโก) พระเอก และ การ์มาดอน (จัสติน เธอรูซ์) วายร้าย นี่แหละ หนังเล่าปมนี้ได้ดีมาก ดีอย่างคาดไม่ถึงเลย


    The LEGO Movie 2: The Second Part (2019)

    ใครจะไปคิดว่า ต้องรอถึง 5 ปี กว่าจะได้ดูหนังภาคต่อของ The LEGO Movie แต่การรอคอยคุ้มค่าครับ หากชอบภาคแรกมาก ยังไงก็ต้องดูภาคนี้

    จริงๆถ้าเทียบกับภาคแรก ในด้านความแพรวพราวในการเล่าเรื่อง สีสันของตัวละคร ความลงตัวในบท ภาคแรก อาจจะเหนือกว่า (ภาคนี้ตัวละครกลุ่มเพื่อนๆเอ็มเมท ไม่ค่อยมีสันสันเท่าภาคแรก หนังจะโฟกัสไปที่ เอ็มเมท กับ ไวลด์สไตล์ ค่อนข้างเยอะ) แต่ในแง่หัวใจของหนัง มันดีมาก อย่างเซอร์ไพรส์เลย

    ผมชอบแก่นของหนังภาคนี้ตรงที่ มันเล่าเรื่องของ "การเติบโต" ได้อย่างน่าสนใจ เรื่องของ coming of age อาจจะดูเป็นปมที่ซ้ำซาก (ใช้มาไม่รู้กี่เรื่องแล้ว) แต่หนังฉลาดในการเล่ามาก ฉากที่เพลง Everything's Not Awesome บรรเลงขึ้นมา น่าจะเป็นฉากที่หลายคนยอมเสียน้ำตาให้ได้ไม่มากก็น้อย (ภาคนี้ใช้เพลงเล่าเรื่องเยอะด้วย)    

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in