I READ YOU A LOTilysm
Review | ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว
  • If cats disappeared from the world by Genki Kawamura





     

    ไม่ใช่หนังสือใหม่อะไร ซ้ำยังถูกเอามาสร้างเป็นหนังที่โด่งดังเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ (If cats disappeared from the world) เรามีเหตุผลสวยๆในการสอยเล่มนี้มาอ่านนะ—อาร์ตเวิร์กปกมันดีงามมาก! ไม่รู้ใครออกแบบ นั่งจ้องแล้วจ้องอีก สุดท้ายต้องอ้อนป้าให้ซื้อให้ อ่านวันเดียวจบด้วยความที่หนังสือบางมาก และพูดได้เลยว่า—สาวกนิยายญี่ปุ่นต้องไม่พลาด!

     

    เรื่องย่อ

              บุรุษไปรษณีย์วัย 30 ปี ตรวจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เขากลับบ้านไปเจอปิศาจ (สะกดตามภาษาคนแปล) ที่บอกว่าเขาจะตายในวันพรุ่งนี้ หากยังอยากใช้ชีวิตต่อ จำเป็นต้องลบอะไรบางอย่างออกไปจากโลก เพื่อแลกกับต่ออายุขัยหนึ่งวัน การตัดสินใจแต่ละครั้งนำไปสู่การย้อนทบทวนเรื่องราวที่ผ่านๆมา และการค้นพบความหมายของชีวิต เมื่อการสูญเสียทำให้ตระหนักรู้คุณค่าของการมีอยู่

     

    ตัวละคร

    “เรียบง่าย สมจริง แสนไม่มีอะไรเลย ความว่างเปล่าที่สวยงาม”

     

    นักเขียนคนนี้เป็นโปรดิวเซอร์ที่ขึ้นชื่อว่าเหมือนความว่างเปล่าที่รอรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา และงานเขียนของเขาก็ว่างเปล่าสมฉายา นักเขียนแทบไม่ได้ประดิษฐ์อะไรให้ตัวละครเลย เหมือนตัวละครเป็นวัตถุดิบเปล่าๆ ไม่ปรุง ไม่ตกแต่ง แต่น่าแปลกที่ตัวละครของเขากลับสมจริงยิ่งกว่าจริง สัมผัสได้ถึงเนื้อแท้ที่ไร้การดัดแปลง เหมือนเรากำลังอ่านบันทึกชีวิตของคนๆหนึ่ง ไม่ใช่หนังสือที่แต่งขึ้น

    ผู้เขียนไม่แม้แต่จะใส่ชื่อให้ตัวละคร โหดร้ายมาก (หัวเราะ) แต่ก็ยิ่งตอกย้ำในความ ‘ปกติ’ ‘เรียบง่าย’ ‘ธรรมดา’ อันเป็นแก่นของเรื่องก็ว่าได้ เราคิดว่าแก่นของเรื่องนี้คือเรารู้สึก ‘ธรรมดา’ กับทุกสิ่งมาก จนลืมพินิจคุณค่าที่มีอยู่ในตัวมันไป ไม่ใช่แค่รู้สึกธรรมดาจนมองข้ามโทรศัพท์ หนัง นาฬิกา หรือแมว แต่มองข้ามสิ่งที่พื้นฐานที่สุดอย่าง ‘ครอบครัว’ ไปโดยไม่รู้ตัว

    ใช่ นี่เป็นนิยายส่งเสริมสถาบันครอบครัวเรื่องหนึ่งเชียวแหละ แต่นำเสนอผ่านปรัชญาชีวิต ซึ่งแนวคิดก็ง่ายมาก แค่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ก่อนที่มันจะหายไป แต่ว่ากลับเป็นแนวคิดที่ปฏิบัติจริงๆได้ยากที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน

    กลับมาที่ตัวละคร เราชอบการเล่าเรื่องทื่อๆของตัวเอก ชอบบทสนทนาสั้นๆได้ใจความ สุภาพบ้าง อึดอัดบ้าง ช่วยสะท้อนความเป็นญี่ปุ่นออกมาชัดเจน ชอบแม้กระทั่งบุคลิกที่ต่างกันสุดขั้วของปิศาจและตัวเอก เพราะเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเหตุผลในการสร้างขึ้นมาให้มีสีสันกว่าตัวละครอื่น ชอบความมีมิติหลายด้านของพ่อตัวเอก ชอบกระทั่งแมวที่โคตรแมว—คือแมวไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าปัจจุบันขณะ ไม่กลัวความตาย และอย่างที่แม่ของตัวเอกชอบย้ำ เราไม่ได้เลี้ยงแมว แต่แมวยอมอยู่ให้เราเลี้ยง

    สรุป ตัวละครกับเรื่องสัมพันธ์กันอย่างกลมกล่อมมาก พล็อตแฟนตาซี แต่ตัวละครสมจริงมากถึงขั้นที่ถ้าเดินถนนอยู่แล้วไปจับผู้ชายมาสักสิบคน ห้าในสิบน่าจะเอามาเล่นเป็นตัวเอกได้เลย ธรรมดาเบอร์นั้น แต่นั่นยิ่งขับให้แก่นเรื่องเด่นกว่าเดิม ถ้าจะติคงเป็นแค่พัฒนาการที่ค่อนข้างตื้นเขินปุบปับ เข้าใจว่าเหตุการณ์พบว่าตัวเองกำลังจะตายน่าจะส่งผลมากต่อทัศนคติตัวเอก แต่บทสรุปที่ย้อนกลับไปหาพ่อได้ง่ายๆ ราวไม่เคยเกลียดหรือมีปมในใจต่อกัน มันก็ยังแหม่งๆอยู่นะ อาจเพราะเรื่องดำเนินกระชับมากจนไม่ให้เราทันตกตะกอนด้วยส่วนหนึ่ง

     



    เนื้อเรื่อง

    “งามที่พล็อต งามที่การดำเนินเรื่อง งามที่การกระตุ้นให้ขบคิด”


              เอาไป 10เต็ม 10 เสน่ห์ของเรื่องนี้คือตั้งแต่พล็อตก็น่าสนใจแล้ว แปลกใหม่ดี เจาะกลุ่มนักอ่านชอบของแปลกอย่างเรา/บิดเขิน มันช่าง Thought-provoking ในทุกๆแชปเตอร์ที่พลิกอ่าน ถ้าโทรศัพท์หายไป คนบนโลกนี้จะพบเจอกันยังไงนะ ถ้าหนังหายไป เราจะอยู่ได้ไหม เราจะสูญเสียคุณค่าในตัวเองเพราะไม่มีงานอดิเรกที่รักแล้วรึเปล่า ถ้านาฬิกาหายไป ผู้คนจะใช้เวลาเร็วขึ้นหรือช้าลง ผู้คนจะตระหนักไหมว่าเวลาไม่มีอยู่จริงตั้งแต่ต้น (เรื่องนี้มีความปรัชญา) หรือแม้แต่ให้เราย้อนคิดว่าเราใช้ชีวิตคุ้มค่าหรือยัง ดูแลคนใกล้ตัวเต็มที่แล้วหรือยัง หรือพบความหมายที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือยัง

              แม้ตอนสุดท้ายตัวเอกจะไม่เลือกอยู่ต่อ แต่ตัวเอกได้แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจการมีชีวิตอยู่มากขึ้นพบเหตุผลของการมีอยู่ของแต่ละสิ่งอย่าง ชอบที่สุดก็คงเป็นการจบแบบที่เราต้องอุทานว่า ฮะ จบแล้วจริงดิ ไม่คิดว่าจะเล่นตัดจบดื้อๆ แต่นั่นกลับทำให้เรื่องนี้สมจริงอีกแล้ว เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งบอกเราว่าตอนจบที่แท้จริงที่สุดคือตอนจบที่ครึ่งๆกลางๆ ถ้ามีตอนจบที่สมบูรณ์แบบ ก็คงไม่ใช่ชีวิต

              มาถึงการดำเนินเรื่อง มันกระชับสั้น อ่านง่าย สนุก ตลก เพลินมากๆ ตอนแรกนึกว่าเรื่องจะหม่นหมอง ไม่จริง เรื่องมีสีสันแบบพาลเทลอ่อนๆ คืออ่านแล้วละมุนละไม แต่ท้ายๆเท่านั้นแหละ…ร้องไห้หนักหนาสาหัส ร้องหนักยิ่งกว่าดูสุสานหิ่งห้อย (อ๋อ อันนั้นร้องไห้นิดเดียว) นักแปลไม่ได้เลือกคำสะเทือนอารมณ์เลยนะ แต่ตัวเนื้อเรื่องบีบคั้น ไต่อารมณ์ จนไปถึงไคลแมกซ์ได้สวยงามจริงๆ เราประทับใจ ได้ยินไหม ประทับใจจจจจจจจ/สูดน้ำมูก

              แต่ก็ยังเสียดายที่ไม่ได้อ่านจดหมายเขียนถึงพ่อ ไม่ได้รู้ว่าสุดท้ายตัวเอกพากะหล่ำไปให้พ่อเลี้ยง หรือว่าตายไปก่อนหน้านั้น ตัวนิยายคลุมเครือ ไม่ได้บอกเราทุกอย่าง มองแบบที่เราพูดตอนแรกคือมันกระตุ้นความคิดดี แต่มองอีกแง่ก็ดูไม่สมบูรณ์อย่างอธิบายไม่ถูก แต่ถามว่าชอบไหม ชอบสิ ชอบเนื้อเรื่องง่ายๆปังๆ เดินเป็นเส้นตรง พาคนอ่านคิด แค่นี้จบ นิยายที่ดีไม่ต้องซับซ้อน นิยายที่ดีแค่ต้องทำให้เราคิดและรู้สึกไปพร้อมๆกัน

     



    ความรู้สึกส่วนตัว

              ถ้านับผลิตผลจากญี่ปุ่นที่เราอ่านหรือดูมาในช่วงนี้ เทียบกับระหว่าง Tomorrow I will date with yesterday’syou, สุสานหิ่งห้อย, และถ้าโลกนี้ไม่มีแมว เรื่องหลังประทับใจเราที่สุด มันผสมผสานลงตัวระหว่างวัฒนธรรมญี่ปุ่น ปรัชญา ชีวิตสามัญ และแฟนตาซี แถมยังทำให้ร้องห่มร้องไห้เหมือนแฟนทิ้งได้ อ้อ เป็นเรื่องที่ร้องหนักที่สุดใน 3 เรื่องนี้ด้วย (ขนาดนี่แค่หนังสือ ยังไม่ทันดูหนัง) อย่างที่บอกว่าสถาบันครอบครัวใกล้ตัวเราที่สุด เราเลยเชื่อว่าคนจะอินสิ่งนี้มากกว่า  อีกอย่างก็ชอบแนวคิดของเรื่องด้วย ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่เว่อร์วัง แต่ว่าเรามองข้ามแนวคิดนี้อยู่เรื่อยๆ จนลืมเลยว่า สุดท้ายเราเป็นแค่มนุษย์ และเราอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้

              ถ้าตายไปก่อนได้รู้คุณค่าของชีวิต คงน่าเสียดายประหลาด

              แต่ถ้าพูดในแง่สำนวนภาษา เราเฉยๆกับภาษาแปลมาก (อ้อ นักแปลเป็นรุ่นพี่ที่คณะ ฮือ หนูขอโทษ) รู้สึกว่ามันน่าจะทรงพลังได้กว่านี้ สละสลวยได้กว่านี้ แต่การแปลภาษาญี่ปุ่นคงยากที่ระดับภาษามันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แค่คำไทยไม่ capture ด้วย เพราะในเล่มใช้สรรพนาม เรา คุณ ผม ปนกันมั่วไปหมด นี่ไงคะสาเหตุที่ไม่เรียนญี่ปุ่นต่อ /ปาดน้ำตา ถ้าจะติก็คงติตัวภาษาไทยนี่เองที่เป็นสำนวนวัยรุ่นพอสมควร ไม่ได้เข้ากับลักษณะเรื่องในความคิดเรา

              กลับมาที่ประโยคเดิม อย่างไรก็ตาม นิยายที่ดีแค่ต้องทำให้เราคิดและรู้สึกไปพร้อมๆกัน ซึ่ง ‘ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว’ ได้สามผ่านจากเรา อยู่ในหมวดหมู่ 'นิยายแนะนำ' อย่างแน่นอน      



    - ilysm.






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in